! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
 
กันยายน 2563
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
13 กันยายน 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 2 : คำสาป


ขอบคุณภาพปกนิยายจาก คุณรัชต์สารินท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ




 

            สุภาพสตรีวัยปลายห้าสิบในชุดผ้าไหมตัดเย็บประณีต ทรงเรียบแต่แลดูหรูหรา ใบหน้าแม้ประดับรอยยิ้ม แต่ยังคงสงวนไว้ด้วยอาการเย่อหยิ่งในท่าที เสมือนหนึ่งคนเจ้ายศเจ้าอย่างจนสัมผัสได้  สง่าราศรีที่ทอรัศมีออกมามีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง เพราะต่างแสดงอาการเกรงอกเกรงใจ  พลอยแสงปรับสีหน้าของตัวเองให้แลดูยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วจึงค่อยตรงเข้าไปไหว้สวัสดีทักทายสตรีคนดังกล่าว ผู้มีศักดิ์เป็นป้าแท้ ๆ ของตัวเอง

            “สวัสดีค่ะ คุณป้าวิ  พลอยคิดถึงคุณป้าวิจังเลยค่ะ”
            “อ้าว ยัยพลอย เป็นยังไงบ้างเรา แหม.. วันนี้ หลานป้าสวยน่ารักมากทีเดียวเชียว”

            คำชมจากคนปากหนัก ทำเอาพลอยแสงยิ้มหน้าบาน  นาน ๆ ครั้งสักทีที่ตนจะได้รับคำชมเชยจากคนตรงหน้า  เพราะส่วนใหญ่แล้ว เสียงชื่นชมมักจะไปตกอยู่กับพี่สาวของตนมากกว่า  พี่สาวตัวดีที่ชอบแย่งเอาความสนใจและคำชื่นชมจากคนรอบข้าง เอาไปครอบครองไว้เสียหมดคนเดียว

            “ขอบคุณค่ะ  คุณป้ามาคนเดียวหรือคะ  คุณลุงรงค์หรือพวกพี่ ๆ ไม่มาด้วยหรือคะ”  
ประโยคท้ายของพลอยแสง หมายถึงสามีและลูกของอีกฝ่าย  พี่สาวของมารดาท่านนี้ได้แต่งงานออกเรือน และเปลี่ยนไปใช้ชื่อสกุลตามสามี  กลายเป็นหนึ่งในคนของตระกูล ‘รณภัครนครินทร์’ นานหลายสิบปีแล้ว

            “คุณลุงของพลอยไม่ค่อยสบาย  ป้าเลยมากับตาวิชย์แทน  แต่พอลงจากรถได้ ก็ไม่รู้ปลีกตัวหายไปไหน  คงหาอะไรดื่มอยู่แถวนี้นั่นแหละ  งานแต่งยัยพิศทั้งที  ป้าจะไม่มาได้อย่างไรกันล่ะ”

            นางวิลาสินีพูด พลางหันไปยิ้มเย้ากับนางพิชญ์สินี ผู้เป็นน้องสาว  บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นทั้งฝ่ายเจ้าภาพและแขกที่มาร่วมอวยพรยินดี  ทุกดวงหน้ามีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใส  ดูเหมือนงานมงคลสมรสในวันนี้จะประสบความสำเร็จและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี 

            นอกเหนือไปจากความโล่งอกโล่งใจแล้ว  พลอยแสงยังอดหวังในส่วนตัวของตนด้วยไม่ได้  โอกาสหน้าที่จะเป็นครั้งคราวของเธอบ้าง  หญิงสาววาดภาพเอาไว้ในหัวเสร็จสรรพแล้วว่า งานแต่งงานของตนจะต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ให้สมเกียรติและฐานะของครอบครัว

            -- จะไม่ยอมจัดอย่างเล็ก ๆ เรียบง่าย เหมือนงานเลี้ยงรวมญาติแบบนี้อย่างแน่นอน -- 

            พลอยแสงตั้งความมุ่งมาดปรารถนาไว้ในใจ  ขณะส่งเสียงพูดคุยทักทายกับคนอื่น ๆ ด้วยท่าทางสดใสร่าเริง  พร้อมกับสอดส่ายสายตามองหาลูกพี่ลูกน้องชาย ผู้เป็นลูกชายของคุณป้าไปด้วยในที

            กระทั่งมองเห็นบุคคลต้องประสงค์ กำลังนั่งจิบเครื่องดื่มหลบมุมอยู่ทางด้านหนึ่ง ภายในบริเวณสวนสวยอันกว้างใหญ่ด้านหลังตัวอาคาร  พลอยแสงจึงทำทีแสร้งขอตัว หลบฉากออกจากวงสนทนา เพื่อมาทักทายพี่ชายคนที่เธอชื่นชมและชื่นชอบมาโดยตลอด ตั้งแต่เด็กจนโต
 

            “พี่วิชย์  โอ้โห.. พลอยดีใจ  พี่วิชย์มาด้วยล่ะ วันนี้”

            พลอยแสงส่งเสียงแทนตัวไปตั้งแต่ไกล  มองเห็นอีกฝ่ายยกสายตาขึ้นจากแก้วไวน์ หันมองมาทางตน แล้วทำท่าแสร้งถอนหายใจ ดั่งต้องการเย้าแหย่กัน

            “นึกว่าใคร  แสงพลอยลอยละล่องนี่เอง  ไงล่ะเรา สบายดีไหม”

            “สบายดีค่ะ  ไม่เจอพี่วิชย์ตั้งนานแน่ะ  ดูแก่ขึ้นนะเนี่ย แต่ก็ยังหล่อเหมือนเดิม  ว่าแต่พี่วิชย์เถอะ สบายดีนะคะ”

            “ก็ดี.. แล้วไหนยัยพิศล่ะ เห็นแต่เจ้าบ่าวเดินตามพ่อเธอต้อย ๆ”

            “พักผ่อนอยู่ข้างบนน่ะ  แต่คงลงมาไม่ได้แล้วล่ะ อาการกำเริบ ยังดีนะ ทำพิธีเสร็จเรียบร้อยพอดี”

            หญิงสาวเลื่อนเก้าอี้ตัวใกล้กันออกเพื่อนั่งลงร่วมโต๊ะด้วย  ใช้สายตามองดูเครื่องหน้าอันหล่อเหลาของญาติผู้พี่ด้วยความชื่นชมเหมือนทุกที  พี่วิชย์ หรือ วิชยคุณ เป็นผู้ชายประเภทที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า สมบูรณ์แบบแทบทุกด้าน  ทั้งรูปร่างหน้าตาดี  มีต้นทุนชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป ด้วยเกิดมาในครอบครัวผู้ดีเก่าที่มั่งคั่ง  จบการศึกษาจากเมืองนอกเมืองนา  ทำงานในตำแหน่งสูงประจำบริษัทข้ามชาติ  ขาดไปเพียงหนึ่งอย่าง นั่นคือ ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม
ปัจจุบัน เจ้าตัวมีสถานะเป็นพ่อม่ายลูกหนึ่ง  เคยผ่านการสมรสมาแล้วครั้งหนึ่ง  แต่สุดท้ายก็เลิกร้างแยกทางกันไป  พลอยแสงไม่เคยคิดเลยว่า ในโลกนี้จะมีผู้หญิงคนไหนที่กล้าปฏิเสธ หรือทิ้งผู้ชายที่เพียบพร้อมขนาดนี้ไปได้  แต่ก็นั่นล่ะ มันเป็นเรื่องของคนสองคน  ซึ่งคนนอกอย่างเธอคงไม่อาจเข้าถึงหรือรู้ดีไปมากกว่าตัวของเจ้าตัวเอง

            “คนอื่นไปไหนหมด ฑูรย์กับเพชรล่ะ  ทำไมมีแต่เธอออกหน้า ช่วยพ่อแม่รับแขกอยู่คนเดียว”

            “พี่ฑูรย์ไปยุโรป  บริษัทส่งตัวไปดูงาน  เพชรมันติดคิวเล่นคอนเสิร์ตกับทางวงที่เชียงใหม่ ก็เลยขอพ่อกับแม่ไว้  มันไม่อยากบินกลับไปกลับมาน่ะค่ะ”

            “ชีพจรลงเท้ากันหมด  น่าสงสารยัยพิศนะ แต่งงานทั้งที พี่น้องผู้ชายหายหมด ไอ้คนที่อยู่ก็ดันเป็นไม้เบื่อไม้เมากันซะด้วย”

            วิชยคุณพูดไป ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบไปพลาง  กล้าใช้คำพูดรุนแรงเย้าหยอกอีกฝ่าย เพราะรู้ว่า หญิงสาวตรงหน้าคงไม่กล้าแสดงความไม่พอใจ หรือหลุดแสดงอาการโกรธเคืองออกมาอย่างแน่นอน

            “แหม พี่วิชย์ก็พูดไป  พลอยกับพี่พิศไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย  พี่น้องกันจะเคยทะเลาะ ไม่พูดกัน มันก็ต้องมีบ้างสิคะ แต่นั่นมันก็นานมาแล้ว  อีกอย่างตอนนี้ พี่พิศมาเป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว  ยิ่งคุยกันแทบไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่  น่าสงสารแกออก..”

            รอยยิ้มเชือดเฉือนปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันหล่อเหลา  วิชยคุณไม่ได้พูดอะไรต่อไปจากนั้น  หากแต่ใช้สายตาอันแหลมคมของตนทำหน้าที่สื่อสารแทน  แววตาที่ทำให้เก้าอี้ตัวที่พลอยแสงนั่งอยู่เกิดร้อนขึ้นมา จนผู้นั่งเริ่มเผยอาการกระสับกระส่ายให้ได้เห็น

            “จริง ๆ นะ  พี่วิชย์ไม่เชื่อก็ตามใจ”
            “พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่  ตอนแรกกะว่า จะขึ้นไปดูยัยพิศสักหน่อย ไหน ๆ ก็มาทั้งทีแล้ว  แต่คิดไปคิดมา เปลี่ยนใจดีกว่า คราวที่แล้วโดนปาของใส่ เฉียดหัวไปนิดเดียว  ไม่รู้จำกันไม่ได้จริง ๆ หรือแกล้งอำกันแน่”

            ประโยคหลังสุดฟังคล้ายตัดพ้ออย่างมีความนัย  โดยส่วนตัวแล้ว ความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรระหว่างผู้พูดกับผู้ถูกกล่าวถึงนั้น ค่อนข้างสนิทสนมกันอยู่มากพอควร  และพิศมณีเป็นเพียงคนเดียวที่กล้าอาจหาญ ต่อปากต่อคำกับวิชยคุณในทุกเรื่อง ชนิดไม่มีใครยอมใคร มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเที่ยวเล่นซุกซนด้วยกัน

            วีรกรรมแสบสันครั้งล่าสุด ก่อนที่หญิงสาวจะประสบอุบัติเหตุก็คือ พิศมณีโทรไปแสดงความยินดีกับวิชยคุณ เนื่องในโอกาสที่อดีตภรรยาของอีกฝ่าย ผู้ซึ่งหย่าขาดจากกันไปเพียงไม่กี่เดือน แต่งงานใหม่ไวปานสายฟ้าแลบอีกครั้ง  แถมต่อมายังได้ลูกชายอีกต่างหาก  ราวกับโชคชะตาประชดวิชยคุณผู้มีลูกสาว แต่ทว่าไม่ได้เกิดจากภรรยาของตน

            โทรมาแสดงความยินดี ด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงแสดงความรื่นเริงบันเทิงใจเป็นอันมาก  พูดฉอดอยู่ฝ่ายเดียวจนจบก็วางสาย ทิ้งให้คู่สนทนาจิตตกไปเป็นอาทิตย์ ด้วยถูกซ้ำเติมให้ยิ่งเศร้าเสียใจ  เพราะในช่วงเวลานั้น ชายหนุ่มยังคงถวิลหาอาลัยในตัวภรรยาเก่าอยู่มากนัก

            แสบไหมล่ะ  พิศมณี..
 
            “พี่พิศไม่ได้แกล้งหรอกค่ะ พลอยเองก็เรียกไม่ถูกเหมือนกันว่า ความจำเสื่อมหรือเป็นบ้ากันแน่  มันกึ่ง ๆ ไปหมดทุกอย่าง  บางเวลาก็พอจะพูดคุยกันรู้เรื่องนะคะ แต่จำใคร จำอะไรไม่ได้เลยนี่สิ  ตอนนี้ก็มีแต่นมเย็นเท่านั้นที่เข้าใกล้ได้ คอยช่วยดูแลพี่พิศให้”

            “อ้าว แล้วอย่างนี้ เจ้าบ่าวล่ะ เข้าใกล้ได้เหรอ”

            “ได้.. แรก ๆ ก็โดนเหมือนทุกคนแหละค่ะ  แต่พี่ชาญเขามีความอดทนดี  พยายามเข้าหาพี่พิศ  แล้วโชคดี ตรงที่พี่พิศเอง สุดท้ายก็ยอมให้เข้าใกล้ เริ่มคุ้นเคยกับเขา  ไม่อย่างนั้น งานวันนี้ คงไม่ได้เกิดขึ้นหรอก”

            “แผนเธอเหรอ ..ทั้งหมดนี่  หาคนมาแต่งงานกับพี่สาวตัวเอง”

            วิชยคุณนั่งเอนตัว เอียงคอถามด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ยิ้มอย่างขบขันเล็กน้อยกับคำถามของตัวเอง

            “พลอยไม่ใช่คนต้นคิดนะคะ  แค่มีส่วนร่วมเฉย ๆ  ก็แหม.. ถ้าไม่ทำอะไรกันเลยก็เดือดร้อนกันหมด ลูกหลานไม่ต้องมีใครได้แต่งงานกันพอดี”
            “แต่งไม่ได้ก็ไม่ต้องแต่งไง อยู่ด้วยกันเฉย ๆ ไปก็ได้นี่”
            “พี่ก็พูดได้สิ  ก็เหมือนพี่วิชย์นั่นแหละ แล้วพี่แต่งงานทำไม  พลอยรู้..ถึงใคร ๆ จะพูดกันว่า การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน  แต่สำหรับที่นี่  กับพวกคนในตระกูลนี้  นามสกุลนี้  มันไม่ใช่อย่างนั้น”

            พลอยแสงพูดเหมือนอัดอั้น ระบายมันออกมาเป็นถ้อยคำด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น  ทั้งสีหน้ายังแลดูเหมือนมีแววหวาดหวั่นหรือกริ่งเกรงในบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น

            “เฮี้ยนขนาดนั้นเลยเหรอ”
            “อุ๊ย ! พี่วิชย์อย่าพูด อย่าทักแบบนี้เลยค่ะ เดี๋ยวเกิดเจอดีขึ้นมา พลอยไม่รู้เรื่องด้วยนะ”

            คนหนึ่งทำตาโต รีบเอ่ยปราม ขณะที่อีกคนกลับส่งเสียงหัวเราะ อย่างเห็นเป็นเรื่องตลกชวนขบขัน  แม้ในชีวิตจริง วิชยคุณจะยังไม่เคยพบเจอ หรือเผชิญกับเรื่องเหนือธรรมชาติเลยก็ตาม  แต่เขาก็ไม่ได้ลบหลู่หรือดูหมิ่นกับเรื่องของความเชื่อทำนองนี้แต่อย่างใด 

            มันก็น่าแปลกดีเหมือนกัน  ตระกูลใหญ่โตขนาดนี้ยังมีอะไรพิลึกพิกลแอบแฝงอยู่ภายใน  ความเชื่อที่สามารถกดดันคนหมู่มากให้คล้อยตามกันได้  คำสาปจากคนตายแต่ส่งผลต่อคนเป็น  กดดันให้ผู้หญิงสติไม่ดีคนหนึ่งต้องสูญเสียสถานภาพโสด  จู่ ๆ ก็มีอันต้องถูกจับแต่งงาน มีสามีโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

            “แล้วมายังไงล่ะ เจ้าบ่าวน่ะ คงไม่ได้โผล่มาเองหรอกใช่ไหม”
            “จะให้เล่าเหรอคะ  เรื่องมันยาวนะ”

            “เล่ามาเถอะ  พี่มีเวลาถึงตอนแม่พี่จะกลับนั่นแหละ”  วิชยคุณพูด พลางชำเลืองสายตามองไปทางมารดาของตน ผู้ซึ่งตอนนี้กำลังติดลมบนกับวงสนทนาในหมู่ญาติกลุ่มใหญ่

            พลอยแสงมองหน้าอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ  ก่อนเริ่มต้นเรียบเรียงคำพูด และลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ภายในระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ให้อีกฝ่ายได้รับฟัง..
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

 
            หกเดือนก่อน  ในงานพิธีมงคลสมรสงานหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
 
            ครอบครัวของพลอยแสงได้รับเชิญ ให้ไปร่วมงานแต่งงานของญาติชั้นใกล้ชิดคนหนึ่ง  เจ้าสาวเป็นบุตรสาวคนโตของคุณอา หรือก็คือ น้องชายคนที่สามของคุณอุดมชัย  นับเป็นลูกหลานที่ใช้นามสกุล ‘อัญวณิชย์’ ตามบิดา  ซึ่งหลังจากนี้แล้วนั้น เจ้าตัวอาจเปลี่ยนไปใช้นามสกุลใหม่ตามสามี หรือยังคงใช้ชื่อสกุลเดิมก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับใช้อีกต่อไป

            งานพิธีถูกจัดขึ้น ทั้งที่คุณอาสามเองก็รับรู้เรื่องอาถรรพ์ภายในตระกูลดี  แต่ในเมื่อทัดทานต่อความต้องการของลูกไม่ได้  การลองดีกับสิ่งที่มองไม่เห็นจึงเกิดขึ้น  มิไยที่คนเฒ่าคนแก่ต่างพากันทัดทานด้วยความห่วงใย  ทว่าคนรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ซ้ำยังมองเห็นเป็นเรื่องงมงายเหลวไหล  เลือกที่จะเพิกเฉยเพื่อเดินหน้าตามความประสงค์แห่งตน

            พลอยแสงในเวลานั้นเองก็ไม่ได้มีความเชื่อ  เธอเป็นเหมือนกับพวกลูกพี่ลูกน้องรุ่นวัยไล่เลี่ยกัน  อีกทั้งตั้งแต่เกิดมา ตนก็ยังไม่เคยประสบพบเจอกับเรื่องลึกลับเลยสักครั้ง  ไม่เคยพานพบหรือแม้แต่สัมผัสกับวิญญาณบรรพบุรุษ ตามอย่างที่คนอื่นเล่าลือกล่าวอ้างถึง

            และถ้าหากงานแต่งงานของลูกพี่ลูกน้องในวันนี้ ประสบผลสำเร็จผ่านพ้นไปได้ด้วยดี  นี่ก็จะเป็นข้อพิสูจน์อย่างแจ้งชัดว่า วิญญาณย่าชวดวันดีไม่มีอยู่จริง  คำสาปบ้าบอเหลวไหลอะไรนั่น..ก็ไม่ได้เป็นจริง ตามคำลือปากต่อปากจากพวกผู้ใหญ่

            พิธีแลกแหวนสาบานรักตามแบบอย่างตะวันตก ถูกเนรมิตขึ้นอย่างสวยงามริมชายหาด  ลมทะเลพัดโชยอ่อนในตอนแรกสร้างบรรยากาศเย็นสบาย  แต่ในทันใดเอง ตอนที่เจ้าบ่าวในชุดสูทสีขาวกำลังสวมแหวนให้แก่เจ้าสาว  สายลมก็เกิดกระโชกแรงขึ้นมาอย่างฉับพลัน  พร้อมกับไม้ปริศนาท่อนหนึ่งปลิวหวือมาพร้อมกับแรงลม  ฟาดเข้าอย่างจังตรงศีรษะของเจ้าบ่าวผู้โชคร้าย ล้มฮวบลงนอนกองกับพื้น หมดสติไปต่อหน้าต่อตาเจ้าสาวที่ส่งเสียงกรีดร้องอย่างคนเสียขวัญ

            เจ้าบ่าวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล  พิธีแต่งงานและงานเลี้ยงที่รอท่าอยู่มีอันต้องล้มเลิกลง ณ บัดนั้น  สิ่งแรกที่อาสามหรือพ่อเจ้าสาวทำ คือหาธูปมาจุดขอขมาต่อสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งอาจยังวนเวียนอยู่ ณ บริเวณนั้น  พลอยแสงเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปช่วยปลอบขวัญเจ้าสาว  ในขณะที่ญาติผู้ใหญ่เริ่มจับกลุ่มสนทนากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ

            และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของมหาวิบัติล่มงานแต่งงาน  เพราะหลังจากนั้น ยังมีผองญาติอีกหลายสิบชีวิต ทยอยกันได้รับผลกระทบจากความโชคร้าย  ดั่งมีอุปสรรคเข้ามาสกัดขัดขวางไม่ทางหนึ่งก็ทางใด  ไม่ให้หญิงชายหลายคู่ได้สมประสงค์ลงเอยกัน  ต่อให้จะเชื่อในเรื่องคำสาปนี้หรือไม่..ก็ตามที

 
            เวลาผ่านไปหลังจากนั้น ประมาณหนึ่งเดือน ก็มาถึงคิวของอรุณสวัสดิ์  กำหนดวันงานแต่งรอบแรกไม่สามารถอุบัติขึ้นได้  ด้วยเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงแรมซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงาน ก่อนหน้าวันงานเพียงสองวัน  ทำให้ทางโรงแรมจำต้องทำการปิดปรับปรุง เพื่อซ่อมแซมความเสียหายกันยกใหญ่  เดือดร้อนว่าที่คู่บ่าวสาวต้องรีบเฟ้นหาสถานที่จัดงานใหม่กันอย่างจ้าละหวั่น  นั่นเป็นเสมือนสัญญาณเตือนครั้งแรก  แต่ด้วยความดื้อรั้นปนหัวแข็งของฝ่ายชาย ทำให้กำหนดการยังคงเดินหน้าต่อ ตามแผนการที่วางเอาไว้  มิไยที่พ่อแม้จะเอ่ยทัดทานด้วยความเป็นห่วงสักเพียงใด  แต่อรุณสวัสดิ์ก็ไม่สนใจใยดีที่จะรับฟัง

            ร่อนการ์ดไปทั่วแล้ว ทุกอย่างก็เตรียมการไว้ดิบดีพร้อมสรรพ  เหลือแค่แต่งตัวแต่งหน้า จูงมือกันเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ด้วยความสุขสดชื่นในวันรุ่งพรุ่งนี้  อรุณสวัสดิ์กับรุ่งทิวา ว่าที่คู่บ่าวสาวถึงกับยอมกักตัวอยู่แต่ในบ้านก่อนวันงานหลายวัน ด้วยต้องการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือเหตุไม่คาดฝันอันใดก็ตาม ที่จะเกิดขึ้นมาเป็นอุปสรรคขัดขวางพวกเขาทั้งสองคน

            อนิจจา.. แม้หลบเลี่ยงและระมัดระวังตัวดีเพียงใด  แต่โชคชะตาก็ยังลงมืออย่างโหดร้ายกับคู่รักทั้งสองอยู่ดี  เมื่อกลางดึกของคืนก่อนวันงานแต่งงานรอบสอง  บิดาของรุ่งทิวาก็เกิดอาการโรคหัวใจกำเริบขึ้นมาอย่างกะทันหัน  คนทั้งบ้านต้องแตกตื่นวุ่นวายกับการพาร่างผู้นำครอบครัวส่งโรงพยาบาล  ซ้ำร้ายยังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ  ปรากฏว่ามีกลุ่มวัยรุ่นยกพวกตีกัน  บางส่วนหลบหนีมาทางด้านหน้าบริเวณสโมสร ที่อรุณสวัสดิ์ทำการเช่าสถานที่เพื่อจัดงาน  มีคนถูกยิงเสียชีวิตหลายศพ กลายเป็นข่าวดังครึกโครมไปทั่วประเทศ

            พ่อเจ้าสาวนอนไม่ได้สติ ยังไม่พ้นขีดอันตรายอยู่ในโรงพยาบาล  สถานที่จัดงานก็กลายเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม  ถ้ายังรั้นดันทุรังจะแต่งกันเสียให้ได้ ก็คงต้องนับว่าใจแข็งกันน่าดู  และทั้งนี้ทั้งนั้น งานพิธีต่าง ๆ จะดำเนินไปโดยปราศจากเงาบิดามารดาฝ่ายชายเข้าร่วม  ด้วยความหวั่นกลัวเข้าครอบงำครอบครัวของอรุณสวัสดิ์เสียแล้ว

            ด้วยเหตุนี้ งานแต่งงานจึงถูกเลื่อนออกไปอีกครั้งอย่างไม่มีกำหนด  รุ่งทิวาผู้ตกอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าเสียใจ ถึงกับเอ่ยตัดพ้อต่อว่าแฟนหนุ่มเสียมากมาย  ทั้งยังยื่นคำขาดถึงโอกาสสุดท้าย ให้อรุณสวัสดิ์ไปจัดการกับเรื่องอาถรรพ์ให้ลงตัวให้ได้  หากจัดงานครั้งที่สามแล้วยังมีอุปสรรคขัดขวางอีก  เธอก็ขอเป็นฝ่ายหอบชุดเจ้าสาวที่สู้อุตส่าห์ตัดเย็บมาอย่างดีเพื่อการนี้  ไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่นที่มีความพร้อมมากกว่า

            -- รักก็ส่วนรัก แต่เกียรติและศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง ก็เป็นหลักที่สำคัญเช่นกัน --  รุ่งทิวาผ่านพ้นช่วงวัยที่จะใช้ชีวิตไล่ตามหรือบูชาความรัก  สิ่งที่ผู้หญิงวัยสามสิบอย่างเธอมองหาและต้องการ คือ คู่ชีวิตที่ดี และมีความพร้อมที่สร้างครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยกัน  ไม่ใช่แค่ความเพ้อฝันที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป

            ถ้าแม้แต่งานแต่งงานยังทำให้เกิดขึ้นไม่ได้  มันจะมีความสุขได้อย่างไร หากต้องมาใช้ชีวิตคู่อยู่กับผู้ชายที่จัดการอะไรไม่ได้  แม้แต่เรื่องของตัวเอง !

            คำขาดที่ถูกยื่นมาของแฟนสาว ทำเอาอรุณสวัสดิ์อยู่ไม่เป็นสุขอีกต่อไป  ความเชื่อในเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็น มาบัดนี้กลับโยกย้ายเปลี่ยนฝั่ง  ญาติผู้พี่ของพลอยแสงพยายามดิ้นรน ค้นหาและทำทุกวิถีทาง เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤต ฤทธิ์คำสาปประจำตระกูลให้จงได้

            ในตอนนั้น พลอยแสงยังหัวเราะให้กับเรื่องเหลวไหล  ทั้งมองเห็นว่า ใครต่อใครต่างพากันวิตกจริตไปเอง

            จนกระทั่ง เรื่องประหลาดที่ว่านั่น มันดันเกิดขึ้นกับตัวเธอเองเข้าบ้างแล้ว..
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

 
            “เรื่องความรักเป็นไปได้สวย  ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนรักยังคงราบรื่นดี  แต่อย่าคาดหวังเรื่องแต่งงาน  เพราะมองดูแล้ว.. มันยากมากที่จะเกิดขึ้นได้  มีดวงวิญญาณที่เก่าแก่มากตนหนึ่ง คอยขัดขวางเอาไว้ทุกทาง  เว้นเสียแต่ว่า คุณจะสามารถให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้  เขาถึงจะยอมให้คุณสมหวัง”
 
            หมอดูชื่อดังที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องแม่นยำราวกับตาเห็น เอ่ยทำนายทายทักด้วยสีหน้าแสดงความหนักใจ  พลอยแสงที่ติดตามเพื่อนมาเพราะทนเสียงรบเร้าเซ้าซี้ไม่ได้  ถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีทันใด กับคำพูดของนักพยากรณ์สาวใหญ่วัยกลางคนตรงหน้า

            หันมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างนึกสงสัย  เพราะบางทีอีกฝ่ายอาจมีหลุดแพร่งพรายเรื่องดังกล่าวมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้  หมอดูเลยถือโอกาสจับประเด็นนี้ มาเป็นจุดล่อลวงความสนใจจากตน

            “มองหน้าฉันทำไม ยัยพลอย  แม่หมอท่านดูดวงแม่นมากเลยใช่ไหมล่ะ  ขนาดแกมาครั้งแรก พูดยังกะมีตาทิพย์ มองเห็นชัดทะลุไปถึงไหนต่อไหน  อูย.. ฟังแล้วขนลุกเลยล่ะ”

            เอมิกา เพื่อนสนิทผู้ลากพลอยแสงมาเป็นเพื่อนดูดวงด้วยในครั้งนี้ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดกระเส่า แลดูมีอาการตื่นเต้นต่อคำทำนายที่ได้ยินได้ฟัง 

            “ไม่ใช่ว่า แกเคยแพลมเรื่องฉันให้เขาฟังหรอกนะ ยัยเอม”
            “บ้า.. ฉันไม่เคยพูดเรื่องแกให้แม่หมอฟังเลย  แกรู้ไหม กว่าจะได้คิวนัดแต่ละที ต้องรอนานเป็นเดือน  แล้วฉันจะยอมเสียสละเวลาอันมีค่า เพื่ออยากรู้เรื่องคนอื่นทำไมล่ะยะ  ถามเรื่องตัวเองไม่ดีกว่าหรือไง”

            คำตอบจากปากเพื่อนทำให้พลอยแสงนิ่งงัน  เพราะถ้าหากคนแปลกหน้าอย่างหมอดูพูดทายทักเช่นนี้ออกมาได้  นั่นยอมแสดงว่า อีกฝ่ายคงมองเห็น ‘อะไร’ ที่ตนมองไม่เห็นอย่างแน่นอน

            “จริงหรือคะ  เรื่องวิญญาณอะไรนั่น มีจริง ๆ หรือคะ”

            แทนคำตอบ  หมอดูสาวใหญ่มองเลยผ่านไปในความว่างเปล่า ทางด้านหลังของลูกค้าสาวทั้งสอง  ก่อนหลุบสายตา ก้มหน้าลงมองต่ำ แสดงกิริยาอาการประหนึ่งกริ่งเกรงในบางสิ่งบางอย่าง  ก่อนเอ่ยเสียงพร่าสั่นเล็กน้อยออกมา

            “ท่านบอกว่า ท่านชื่อ วันดี เป็นย่าชวดของคุณ”

            พลอยแสงนั่งตัวแข็งค้าง  รู้สึกถึงเส้นขนตรงด้านหลังท้ายทอยลุกตั้งชัน  เสียววาบไปทั่วสันหลัง  เกิดอุปาทานถึงขนาดนึกภาพวิญญาณในรูปวาด ที่ห้องพระของบ้านมาปรากฏกาย ยืนอยู่ข้างหลังตนตอนนี้

            “ท่านยังบอกอีกว่า ตราบใดที่พี่สาวของคุณยังไม่ได้ออกเรือนไปก่อน  ไม่ว่าใครก็จะไม่ได้สมหวังด้วยกันทั้งนั้น  นี่เป็นเรื่องใหญ่มากนะ  ทางที่ดี คุณควรกลับไปปรึกษา หาทางออกเรื่องนี้ ร่วมกับคนที่บ้านจะดีกว่า  ไม่มีทางอื่นแล้วที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้  ถ้าอยากแต่งงาน คุณต้องให้พี่สาวของคุณช่วยเท่านั้น”

            เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกสิ้นหวังโถมทับพลอยแสง จนรู้สึกหนักไปทั้งกายใจเหมือนถูกหินถ่วง  เมื่อตอนก่อนจะพากันกลับออกจากบ้านหมอดูชื่อดัง  ฝ่ายนั้นก็ได้ให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวแก่พลอยแสงเป็นกรณีพิเศษ  เผื่อเอาไว้สำหรับตอนที่ต้องการคำปรึกษา หรือความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สามารถโทรติดต่อมาได้ในทันที  เล่นเอาเอมิกาตาร้อนด้วยความอิจฉา เพราะโดยปกติแล้ว คนทั่วไปต้องติดต่อผ่านผู้จัดการส่วนตัวของหมอดู ไม่ได้รับอภิสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษกันง่าย ๆ แบบนี้

            พลอยแสงกินไม่ได้นอนไม่หลับ กับเรื่องชวนจิตตกอยู่สองสามวัน  แต่หลังจากนั้นก็ผ่อนคลายจากความกังวล กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ ลืมเลือนเรื่องราวเหล่านี้ไป เนื่องจากยังไม่ได้มีกำหนดหรือวางแผนการ สำหรับการแต่งงานระหว่างตนกับ ‘ก้องวิชญ์’  แฟนหนุ่มที่คบหาดูใจกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยกัน

           
            กระทั่งวันหนึ่ง ที่ก้องวิชญ์ทำเซอร์ไพรส์ เอ่ยปากขอพลอยแสงแต่งงาน  ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกบนห้องอาหารสุดหรูของโรงแรมใจกลางกรุงเทพ  แสงไฟระยิบระยับจากตึกรามบ้านช่องช่างสวยงาม  เหมือนกับแหวนเพชรเม็ดงามในกล่องกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูบนมือของอีกฝ่าย  วินาทีนั้น หญิงสาวทั้งรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันราวกับตัวเองนั้นกำลังฝันไป  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เธอจะตอบรับคำขอจากแฟนหนุ่มตรงหน้า ด้วยความปลาบปลื้มใจมากสักแค่ไหน

            แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย  คำสาปที่จะคอยติดตามหลอกหลอนพลอยแสงด้วยเช่นกัน..
 
 
            “แล้วยังไงต่อ  เธอยังไม่ได้จัดงานให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยนี่  แฟนขอแต่งงานแล้ว  จากนี้ก็แค่อยู่ในช่วงวางแผน เตรียมตัวจัดงานไม่ใช่หรือไง  ไม่เห็นต้องกังวลอะไรให้มากมายเลยนี่”

            วิชยคุณที่ฟังอีกฝ่ายเล่าเท้าความเรื่องอดีตมาจนถึงตรงนี้  อดพูดขัดขึ้นอย่างเสียไม่ได้  ด้วยมองเห็นว่า อีกฝ่ายอาจคิดหมกมุ่นจนเกิดเป็นความกังวล หรือวิตกจริตมากเกินไป  ซึ่งนั่นอาจทำลายแผนงานหรือสิ่งที่วาดหวังเอาไว้ ด้วยมือของตัวเองโดยไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้  ไม่ต้องหันไปโทษผีสางหรือสิ่งอื่นใดให้มากความ

            “พี่วิชย์เชื่อไหมคะ อะไรที่พลอยกับก้องช่วยกันเตรียมเพื่องานของเรา มันติดขัดไปเสียหมดทุกอย่าง  ล่าสุด.. เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง  ตอนที่เราไปตะเวนหาดูห้องบอลรูมกันตามโรงแรม  ขากลับ ก้องเขาลงจากรถไปซื้อน้ำให้พลอยดื่ม  แล้วจู่ ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์จากไหนก็ไม่รู้ เกิดเสียหลัก พุ่งเข้ามาชนก้องต่อหน้าต่อตาพลอยเลย  โชคยังดีนะคะ ที่ก้องเขาไม่ได้เจ็บหนักหรือเป็นอะไรมาก  ไม่งั้น พลอยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปเลย”

            “อ้าว ถ้าเชื่อขนาดนี้  แล้วทำไมไม่รอให้พิศแต่งงาน ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเล่า  รีบทำไม”

            “ก็นึกว่า ไหน ๆ พี่พิศก็ได้แต่งแน่นอนแล้ว คงวางใจได้ ไม่มีอะไร  ใครจะไปคิดว่า ย่าชวดท่านจะเข้มงวด เอาจริงเอาจังกับลูกหลานขนาดนี้”

            พลอยแสงบ่นอุบ อดที่จะโอดครวญต่อคราวเคราะห์ร้ายของตนกับแฟนหนุ่มไม่ได้  แต่หลังจากวันนี้แหละ ที่ทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น  เงาร้ายของเมฆฝนกำลังจะผันผ่านไป  แสงสว่างอันสดใสกำลังจะสาดส่องลงมายังเธอในกาลเบื้องหน้า

            “ยังไม่ได้เล่าให้ฟังเลยว่า ทำอีท่าไหนกัน ถึงหาคนมาเป็นเจ้าบ่าวให้ยัยพิศได้”

            คู่สนทนาท้วงถามถึงในสิ่งที่ตนกระหายใคร่อยากรู้เหนือสิ่งอื่นใด

            “นี่ไง พลอยกำลังจะเล่าให้ฟังอยู่เชียว  เมื่อกี้พูดถึงหมอดูใช่ไหม  แม่หมอคนนี้แหละ ที่เป็นคนช่วยนำทางให้เรารู้ว่า จะหาทางออกกับเรื่องนี้ได้ยังไง”

            ใช้คำว่า ‘เรา’ เนื่องจากผู้ร่วมขบวนการไม่ได้มีเพียงหนึ่ง  แต่ยังโยงใยไปหาญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน  ต่างคนต่างร่วมด้วยช่วยกันเป็นอย่างดี  และแม่ทัพด่านหน้าเองก็ไม่ใช่ใคร  บุคคลผู้นั้นคืออรุณสวัสดิ์  ตัวตั้งตัวตีในการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างเต็มที่นั่นเอง
           

            ชะตากรรมหมุนให้พลอยแสงต้องกลับไปรำลึก นึกถึงคำเตือนของหมอดูอีกครั้ง  นึกชั่งใจอยู่นานกว่าจะตัดสินใจโทรติดต่อไป เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ ตามที่อีกฝ่ายเคยหยิบยื่นเสนอให้เมื่อคราวก่อน

            เรื่องแก้คำสาปสุดหินพอจะมีความหวังขึ้นมาเลือนราง  เมื่อหมอดูตรวจดูดวงชะตาตามวันเดือนปีเกิดของพิศมณี  แล้วบอกใบ้ทำนายถึงลักษณะของชายที่มีดวงสมพงศ์ เข้าเค้าเข้าข่ายเป็นเนื้อคู่กันได้  พลอยแสงแทบไม่เชื่อหูกับรายละเอียดที่ได้ยินได้ฟัง  แต่นาทีนั้น เธอมีแต่ต้องรีบกระวีกระวาดหากระดาษมาจดตามคำบอกทุกถ้อยกระบวนความ  เพราะเกรงว่าหากเอาแต่ฟังแล้วจำเอานั้น อาจมีผิดพลาดตกหล่นไปได้

            หลังวางสายจากหมอดูผู้มีญาณทิพย์  คนต่อไปที่หญิงสาวรีบต่อสายถึงคืออรุณสวัสดิ์  ญาติผู้พี่ที่ช่วงนี้สนิทสนมกลมเกลียวกันเป็นพิเศษ  พลอยแสงถ่ายทอดข้อมูลที่ได้รับมาให้แก่อีกฝ่าย  รายละเอียดที่จะช่วยในการเสาะแสวงหาตัวบุคคล ผู้ซึ่งจะมาเป็นสามีของพิศมณีในอนาคต

            “-- แน่ใจเหรอ พลอย ว่าบอกมาอย่างนี้จริง ๆ --

            น้ำเสียงของคนปลายสายฟังดูกังขา แต่ก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างชัดเจน

            “แน่ใจค่ะ พลอยจดตามคำบอกทุกคำ ไม่มีตกหล่นแน่นอน  ยังไงพี่รุณก็ต้องช่วยกันกับพลอย มองหาคนที่มีลักษณะตรงตามนี้ให้ได้ก่อน  จากนั้น เดี๋ยวเราค่อยคุยกันต่อ ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป”

            “-- อืม ได้  เดี๋ยวขอพี่ทวนที่จดอีกรอบนะ  กลัวพลาดเหมือนกัน --

            “ค่ะ  พลอยฟังอยู่ค่ะ”

            “-- ตัวสูง  ผอม  ผิวขาวอมเหลือง  ดวงตาเหมือนคนมีความกังวล หรือเครียดอยู่ตลอดเวลา  เกิดวันและเดือนเดียวกับยัยพิศแต่อายุมากกว่า  ยังโสดและไม่เคยผ่านการแต่งงาน  มีอักษร ชอ ช้าง อยู่ในชื่อและนามสกุล --

            “โอเคค่ะ ครบถ้วนตามนั้น”

            “-- แล้วมันจะได้ผลเหรอ  ไอ้การหาคนมาเป็นสามียัยพิศนี่  ย่าชวดท่านจะยอมเหรอ --” 

            “พี่รุณฟังพลอยนะ  คนที่เรากำลังจะตามหากันอยู่นี่  เป็นคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้  แม่หมอท่านสื่อสารกับวิญญาณย่าชวดแล้ว  ท่านจะยอมรับแต่ผู้ชายที่มีลักษณะตามนี้เท่านั้น  ขอแค่หาให้เจอ หว่านล้อมเขาให้ยอมแต่งกับพี่พิศให้ได้  แล้วเรื่องอาถรรพ์นี้ในรุ่นเรา มันก็จะคลี่คลายไปได้อย่างแน่นอน”

            มีเสียงพ่นลมหายใจดังแว่วมาให้ได้ยิน  หลังจากนี้แล้วนั้น ทั้งพลอยแสงและอรุณสวัสดิ์ก็จะช่วยกัน ทำการแจกจ่ายภารกิจสุดหินดังกล่าวนี้ ให้บรรดาญาติพี่น้องผู้ร่วมขบวนการช่วยกันอีกแรง เป็นลำดับต่อไป

            คนเดียวหัวหาย  สองคนเพื่อนตาย..  และถ้ายิ่งร่วมด้วยช่วยกัน คนละไม้คนละมือ  เป้าหมายสู่ความสำเร็จย่อมไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

            ขอแค่พี่สาวเจ้าปัญหาลงเอยกับใครสักคน ช่วยลบล้างคำสาปให้ผ่านพ้นไปได้  นาทีนี้ พลอยแสงคงไม่ขออะไร  นอกจากเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในหนทางที่สว่างไสวขึ้นตรงหน้า  หนทางเดียวที่จะช่วยทำให้ความปรารถนาของตนเป็นจริงขึ้นมาได้ในยามนี้

          แต่งงานออกเรือนไปเถิด พี่พิศ  คิดเสียว่า ทำเพื่อทุกคนก็แล้วกัน..
 
 


 
++++++++++++++++++++++++++++++
           
           
 

            เสียงระเบิดหัวเราะลั่นด้วยความขบขันของวิชยคุณดังขึ้น กลบเสียงดนตรีบรรเลงที่กำลังขับกล่อมบรรยากาศอันดีในเวลานั้น  ในทีแรกที่ได้ยินข่าวจากมารดาว่า พิศมณีกำลังจะแต่งงาน  เขายังนึกภาพไม่ออกเลยว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร  แต่พอมาได้ยินได้ฟังข้อเท็จจริงจากปากคนใกล้ตัวเช่นนี้  ข้อสงสัยถึงได้รับการคลี่คลายในที่สุด

            แม้จะฟังดูเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นเพียงใด  ทว่ามันก็มีเหตุมีผลที่เป็นกลไกขับเคลื่อนผลักดัน  มีเป้าประสงค์ในตัวของมันอยู่ด้วยเช่นกัน  เหมือนกับเรื่องของอุปสงค์และอุปทาน คือ มีผู้เสนอย่อมมีผู้สนอง สอดต้องคล้องจองกันเรื่อยไปเป็นวัฏจักรของชีวิต

            และไอ้ที่หัวเราะนี่ก็ไม่ใช่อะไร  แค่รู้สึกตลกที่สุดท้าย.. คนพวกนี้ก็ช่างสรรหาผู้ชาย เอามาตบแต่งเป็นเจ้าบ่าวให้พิศมณีจนได้  ผู้ชายแบบที่วิชยคุณมองปราดเดียวก็ประเมินได้ในทันทีว่า ถ้าหากเจ้าสาวไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ภาวะอาการสติไม่ดี  พิศมณีจะไม่มีวันแม้แต่จะชำเลืองแลสายตา มองหา หรือยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ไปกับผู้ชายแบบนี้อย่างแน่นอน

            “โธ่.. เป็นพี่วิชย์ก็หัวเราะได้น่ะสิ  แต่พวกพลอยนี่ ไม่มีใครขำออกเลยสักคน  ไม่เจอกับตัวเองคงไม่รู้หรอก”

            คนพูดทำหน้ามุ่ย เอ่ยต่อว่าต่อขาน ออกอาการงอนแต่พองาม  เพราะยังรื่นเริงบันเทิงใจอยู่กับการสนทนากับพี่ชายคนสนิท  ลูกพี่ลูกน้องหนุ่มผู้เอาแต่ใจตัว และเข้าหาได้ยากเย็นเสียยิ่งกว่าญาติคนใด  แต่พลอยแสงก็ไม่เคยรู้สึกติดลบกับอีกฝ่าย  เพราะในโลกนี้คงไม่มีบุคคลใดที่จะร้ายกาจไปเสียยิ่งกว่า พี่สาวร่วมอุทรของตนอีกแล้ว

            “โทษที  ฟังแล้วมันก็อดขำไม่ได้  ขำในความพยายามดิ้นรน ที่สุดท้ายก็หาคนมาจนได้  พี่ขอถามตรง ๆ นะ  หมดไปเท่าไหร่  หรือมีสัญญาแลกเปลี่ยนอะไร นอกเหนือไปจากเรื่องเงินรึเปล่า”

            นอกจากจะเฉลียวฉลาดแล้ว วิชยคุณยังเป็นคนพูดตรงชนิดขวานผ่าซากในบางครั้ง  กับเรื่องบางเรื่อง วัตถุประสงค์หรือแก่นแท้ของมันก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง  วิชยคุณเพียงแค่อยากรู้ในสิ่งที่ตัวเองถาม  และญาติผู้น้องตรงหน้ามีหน้าที่ตอบคำถามของเขาก็เท่านั้นเอง

            และคำถามดังกล่าวส่งผลให้พลอยแสงขยับตัวอย่างอึดอัด  สีหน้าสลดลงเล็กน้อยอย่างคนรู้สึกผิดในใจเล็ก ๆ

            “เอ่อ เห็นอย่างนี้ แต่พี่ชาญเขาเป็นคนดีคนหนึ่งเลยนะคะ  เขาไม่ใช่คนประเภทที่เราจะสามารถใช้เงิน หรือผลประโยชน์ไปล่อใจ ให้เขายอมตกลงทำตามเราได้ในทีแรก  แต่จะพูดไป..มันก็ไม่พ้นเรื่องเงินอยู่ดี  พลอยอยากใช้คำว่า หนี้กตัญญูมากกว่า  ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อพี่ชาญ เขาเกิดเจ็บขึ้นมาถึงขั้นจะตาย  เขาคงไม่ยอมรับเงื่อนไขของเรา”

            ความลับของเจ้าบ่าวซึ่งกำลังถูกแพร่งพราย  ทำให้คิ้วของวิชยคุณเลิกขึ้นดังแปลกใจ ในถ้อยความที่ได้รับฟัง

            “เคยได้ยินแต่..ผู้หญิงแต่งงานเพราะเงิน หรือชดใช้หนี้ให้ครอบครัว  เพิ่งรู้ว่า ผู้ชายก็มีแบบนี้ด้วยนะ”

            “เพราะงั้น พลอยขอนะคะ พี่วิชย์อย่าเอาไปพูดต่อก็แล้วกัน  แค่ที่เป็นอยู่นี้ พี่ชาญเอง เขาก็คงอึดอัดมากพอดูอยู่แล้ว  ถ้าชีวิตมันไม่ย่ำแย่ถึงขีดสุดแล้วจริง ๆ  ก็คงไม่มีใครหรอกที่ยอมจำทน แต่งงานกับคนบ้า”

            พลอยแสงพูดออกมา ด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ในชะตากรรมของบุคคลผู้ถูกกล่าวถึง  ชายโชคร้ายที่ได้กลายมาเป็นพี่เขยของตนอย่างเต็มตัวในวันนี้  และจะต้องอดทนใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาสติไม่ดี ไปอีกนานกว่าสองปี จนกว่าจะครบตามกำหนด ‘สัญญา’ ที่ได้ตกลงกันเอาไว้

            ไม่ได้แต่งเพราะรัก  หากแต่เป็นความสมัครใจยินยอม ยอมรับผลประโยชน์จากเงื่อนไข

            เหตุผลเดียวที่เจ้าบ่าวยอมตกลงปลงใจ  เพียงเพื่อต้องการต่อชีวิต ต่อลมหายใจ บรรเทาความทรมานจากโรคภัยที่กำลังรุมเร้าผู้เป็นบิดาของตนอยู่ในเวลานี้

            แล้วไหนจะยังมีเรื่องของหนี้สินบานตะไท ที่ตนไม่ได้เป็นคนก่อขึ้นด้วยอีกต่างหาก..

           
            เมื่อมองจากตรงนี้  ห่างออกไปไม่ไกล  ทั้งพลอยแสงและวิชยคุณต่างมองเห็นร่างสูงโปร่งของเจ้าบ่าว ที่ยืนอยู่กับบิดาของเจ้าสาวได้ชัดถนัดตา  มองเห็นแม้กระทั่งสีหน้าท่าทางที่กำลังแสดงออกถึงอาการตกประหม่า  แม้ว่าเจ้าตัวพยายามที่จะเก็บซ่อนมันไว้ ภายใต้ใบหน้าอันเรียบนิ่งสักเพียงใดก็ตาม

            “ถ้าเป็นพี่ จะเรียกสักร้อยล้าน  ถ้าต้องมาแต่งงาน กับยัยพิศน่ะนะ”

            พูดจบก็ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด  ก่อนวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ แล้วลุกเดินกลับไปหาผู้เป็นมารดา  พลอยแสงผู้ถูกทิ้งให้นั่งเคว้งอยู่คนเดียวตามลำพัง มองตามหลังญาติผู้พี่ไป จึงได้เห็นฝ่ายนั้นรุนหลังมารดา ให้เป็นฝ่ายเข้าไปหาพ่อของตนและพี่เขย ซึ่งคนทั้งสองกำลังตะเวนทักทายแขกเหรื่ออยู่อีกด้านหนึ่งของงาน

            ไม่รู้หรอกว่า พี่วิชย์ของเธอกำลังคิดที่จะทำอะไร  บางที เขาอาจจะแค่อยากเข้าไปทำความรู้จัก กับสามีของคู่ปรับตลอดกาลอย่างพี่พิศก็เป็นได้  หรือไม่ก็อาจเป็นด้วยความสงสารหรือเห็นใจในฐานะลูกผู้ชายด้วยกัน  แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรนั้น  มันไม่สามารถทำให้หัวใจที่กำลังอิ่มเอิบด้วยความสุขของเธอ ห่อเหี่ยวลงได้อย่างแน่นอน

            พลอยแสงเป็นฝ่ายลุกขึ้นบ้าง ออกไปช่วยพ่อแม่รับรองแขกเหรื่อ ทำหน้าที่ของเจ้าภาพ ด้วยจิตใจซึ่งเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกอันเป็นสุข

 
            สุข.. ที่ไม่ได้เกิดจากความชื่นชมยินดี ที่ได้เห็นพี่สาวแต่งงาน เป็นฝั่งเป็นฝา

            แต่สุข.. เพราะในอีกไม่ช้าไม่นาน  เธอก็จะได้สวมชุดเจ้าสาว เดินเคียงคู่เข้าประตูวิวาห์ไปกับชายคนรัก  สมหวังดั่งใจปองเสียที
 
 

 
+++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 13 กันยายน 2563
Last Update : 13 กันยายน 2563 23:57:28 น. 0 comments
Counter : 189 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.