! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
 
กันยายน 2563
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
3 กันยายน 2563
 
All Blogs
 
บทที่ 1 : อัญวณิชย์


ขอบคุณภาพปกนิยายจาก คุณรัชต์สารินท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ




 

            แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมา ผ่านชั้นใบอันดกหนาของต้นบุนนาคสูงใหญ่ เกิดเป็นร่มเงาของแมกไม้ทาบทับลงบนตัวตึกขนาดใหญ่ทาสีขาวครีม ซึ่งมีลักษณะภายนอกเป็นสไตล์นีโอคลาสสิก ตามแบบอย่างรสนิยมทั่วไปของคนมีเงิน ที่ต้องการสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ไว้เป็นที่พำนักอาศัยสักหลัง

            บนชั้นสอง ภายในห้องหนึ่งด้านปีกตะวันออก สายลมโชยอ่อนของยามเช้าพัดผ่านอย่างแผ่วเบา เข้ามาทางหน้าต่างสี่บาน ซึ่งถูกเปิดออกกว้างอย่างเต็มที่ในเช้านี้ เพื่อรับแสงแห่งวัน  เงาลวดลายซึ่งเกิดจากแสงแดดส่อง ลอดผ่านร่องรูตามกิ่งก้านใบของต้นบุนนาค เดินเส้นเต้นไหวไปตามผนัง ทอดตัวลงบนพื้นไม้ขัดมันสีน้ำตาลเงาวับ และบางส่วนยังถือโอกาสทาบทับลงบนตัวของชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้ากระจกเงาบานใหญ่ ในชุดเจ้าบ่าวแบบไทยประยุกต์

            สุชาญ ขยับตัวอย่างอึดอัดเล็กน้อย ภายใต้เสื้อทรงราชประแตนแขนยาวขนาดพอดีตัวสีโรสโกลด์  สองมือของเขาลูบไล่ไปตามสัมผัสอันเรียบลื่นของเนื้อผ้าโจงกระเบนสีม่วงเข้ม ซึ่งออกแบบมาให้ตัดกันกับสีเสื้ออย่างเหมาะเจาะลงตัว  มีเครื่องประดับคือสายสังวาลย์สีทองเส้นใหญ่ คล้องสะพายคาดตัวลงมาจากไหล่ด้านซ้ายของตน

            เงาในกระจกสะท้อนภาพของผู้ชายในวัยต้นสามสิบ มีรูปร่างสมส่วนลงตัวกับความสูงที่พอดีตามมาตรฐานชายไทย  แม้ผิวพรรณแลดูขาวอมเหลืองสะอาดสะอ้าน  ทว่าเครื่องหน้ากลับไม่ได้หล่อเหลา หรือโดดเด่นพอให้เป็นจุดดึงดูดสายตาแต่อย่างใด  ตรงกันข้าม ภาพเงาที่ปรากฏในกระจกยามนี้ มองเห็นเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งมีดวงตาแลดูแห้งผากออกแดงเรื่อเล็กน้อย  แม้ผ่านการจัดแต่งทรงผมและตกแต่งใบหน้าจากช่างเสริมสวยฝีมือดีเพียงใด  แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจทำให้รอยยิ้มแห่งความสุขสดชื่น ปรากฏขึ้นบนใบหน้าได้  ถึงแม้ว่า วันนี้จะเป็นวิวาห์ของชายหนุ่มก็ตามที

            วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดี  คฤหาสน์ตระกูล ‘อัญวณิชย์’ จัดงานมงคลสมรสแบบเรียบง่ายขึ้นที่นี่  ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพ  เหลือแค่รอให้สุชาญเตรียมความพร้อมทั้งกายและใจ ก่อนก้าวออกจากห้องแต่งตัวไปเพื่อรับบทเป็นเจ้าบ่าว  เข้ารับพิธีการตามความเชื่อของคนตระกูลนี้  ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า  เขาจะได้เป็นสามีที่ต้องผูกพันและถูกผูกมัดด้วยพันธะหน้าที่ คอยดูแลภรรยาหรืออีกนัยหนึ่ง ลูกสาวคนโตของบ้านนี้ ในอนาคตอันใกล้ที่กำลังดำเนินมาถึง  ไม่ว่า..เขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

            นางสาวพิศมณี  อัญวณิชย์  คือ ชื่อของเจ้าสาว บุคคลที่จะต้องเข้าร่วมพิธีสมรสเคียงข้างสุชาญ ในเช้าวันนี้..
             

            เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาตั้งพื้นแบบโบราณเคลื่อนเข้าใกล้เลขเก้า  มีเสียงเคาะประตูทางด้านนอกเบา ๆ ก่อนที่ใครบางคนจะถือวิสาสะบิดลูกบิดประตูเปิดออกกว้าง  ก้าวเข้ามาทำลายความเงียบสงบของยามเช้า  ทั้งเอ่ยชวนพูดคุยสนทนา เพื่อทำให้สุชาญรู้สึกว่า เขาไม่ได้โดดเดี่ยวเพียงลำพังคนเดียวในที่แห่งนี้

            “เป็นไงบ้าง ชาญ  โอ้โฮ ! วันนี้ หล่อเหลาดูดีเป็นพิเศษเลยนะ เพื่อน”

            อรุณสวัสดิ์ส่งเสียงทักทายพร้อมกับยิ้มร่า  แลดูเบิกบานและมีความสุขเสียยิ่งกว่าเจ้าบ่าว ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนกันเสียอีก  ขณะสุชาญได้แต่ยิ้มนิดตอบรับคำชมดังกล่าว  หันหน้าไปทางเพื่อนผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับฝ่ายเจ้าสาว  เพื่อนผู้เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้เกิดพิธีแต่งงานในวันนี้ขึ้นมา

            “ขอบใจมากนะ รุณ  ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”

            “เฮ้ย.. ขอบคงขอบคุณอะไรกัน  ฉันต่างหากล่ะที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณนาย  สิ่งที่นายทำวันนี้ยิ่งใหญ่นะ เพื่อน  นายไม่ได้ช่วยแค่ฉัน ยังมีอีกหลายคนข้างนอกนั่น รอต่อแถวขอบคุณนายเป็นพรวน”

            คำพูดดังกล่าวทำให้สุชาญหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างอดนึกขันไม่ได้  อรุณสวัสดิ์อาจพูดเป็นทำนองติดตลกก็จริง แต่ก็ไม่ได้เกินเลยไปจากความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย

            มันเป็นงานแต่งงานที่แฝงเร้นด้วยนัยยะหลายประการ  ทั้งพันลึกพิสดารเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเหนือความเข้าใจ ซ้ำยังมีผลกระทบกับใครต่อใครหลายคน  หรือแม้แต่มีเรื่องส่วนตัวของเขาเข้ามาปะปนกับเรื่องนี้ด้วย

            เมื่อการแต่งงานไม่ใช่เรื่องของคนเพียงแค่สองคน  สิ่งที่เจ้าบ่าวอย่างเขาพึงกระทำก็คือ ต้องอดทน รับมือกับทุกสถานการณ์ แล้วผ่านมันไปให้ได้

            “เดินมาไกลแล้ว คงถอยหลังกลับไม่ได้  ก็คงต้องเดินหน้าต่อไป  เขาให้นายมาตามฉันใช่ไหม  ไปกันเถอะ  ฉันพร้อมแล้ว”

            ว่าที่เจ้าบ่าวขยับจัดเสื้อผ้าให้แลดูเข้าที่เข้าทางเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนพยักเพยิดหน้าให้เพื่อนเป็นสัญญาณชวนกันออกจากห้องนี้ไป

            “ยิ้มหน่อยก็ดีนะ  เดี๋ยวได้ออกไปเห็นเจ้าสาว อาจทำให้นายอารมณ์ดีขึ้นมาก็ได้  วันนี้ยัยพิศสวยมาก สวยถึงขนาดที่ฉันเห็นแล้วยังต้องตะลึงเลย  ไม่รู้เรียกใช้บริการช่างแต่งหน้าทำผมจากที่ไหน  เดี๋ยวต้องขอเบอร์ติดต่อไว้ เผื่อเรียกใช้งานตัวเองบ้างแล้ว”

            “คุณพิศเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันนี้เป็นวันอะไร  โดนบังคับแต่งกับใคร  เธอยังไม่รู้เรื่องเลย”

            “เออ ไม่รู้นั่นแหละ ดีแล้ว ถ้ายังอยู่ดีมีสติเป็นคนเดิม  ชาตินี้ก็ไม่มีวันได้แต่งออกไป  ไม่รู้ล่ะ จะยังไงก็ตาม ขอแค่ผ่านพ้นวันนี้ไปได้  ฉันยอมทำทุกอย่างเลยทีเดียวเชียวล่ะ”

            อรุณสวัสดิ์พูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง พลางผลักบานประตูเปิดออกกว้าง  เป็นฝ่ายเดินนำทางเพื่อนไปยังห้องประกอบพิธีสำคัญซึ่งอยู่บนชั้นเดียวกัน  หากแต่อยู่คนละฟากฝั่งไปทางทิศตะวันตก ภายในตัวอาคารอันแสนกว้างใหญ่แห่งนี้

            ตลอดรายทางไปตามโถงทางเดิน แวดล้อมไปด้วยผู้คนแต่งตัวประณีตสวยงาม ทุกใบหน้าต่างหันมองและส่งยิ้มให้แก่เจ้าบ่าว คล้ายดั่งต้องการแสดงความยินดีกึ่งเห็นใจ  แขกที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นญาติทางฝ่ายเจ้าสาว  พวกเขาพูดคุยกันด้วยสีหน้าแย้มยิ้มเบิกบาน  แลดูมีความสุขสดชื่น เสียยิ่งกว่าคู่แต่งงานและเจ้าภาพในงานนี้เสียอีก

            สุดปลายทางเดินเป็นโถงกว้างคล้ายห้องพระขนาดใหญ่  อรุณสวัสดิ์ผายมือเป็นทำนองเชิญให้สุชาญก้าวเข้าไปภายในนั้นเพียงลำพัง  กลิ่นหอมอ่อนจากพวงมาลัยดอกไม้สดโชยมาแตะจมูกเป็นตัวนำทาง  ภายในห้องแลดูโปร่งโล่งขึ้นด้วยมีการนำเฟอร์นิเจอร์บางส่วนออกไป  แต่ในเวลานี้ ห้องกลับแน่นขนัดไปด้วยผู้สูงวัยจำนวนหนึ่ง ซึ่งพากันมานั่งคอยท่าคู่บ่าวสาวอยู่ด้วยสีหน้าอันสงบ

            สุชาญยกมือขึ้นพนมไหว้ชายวัยกลางคน ที่นั่งเด่นเป็นประธานอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวใหญ่  แล้วจึงค่อยหันไปไหว้แสดงความเคารพกับผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ที่นั่งร่วมอยู่ด้วยในที่แห่งนั้น  จากนั้น เขาจึงย่อตัวลง เดินคลานเข่าเข้าไปใกล้ ก่อนหยุดนั่งพับเพียบลงตรงหน้าญาติผู้ใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึกยาว กำหนดจิตใจให้ตั้งมั่น มีสมาธิพร้อมประกอบพิธีการ ที่กำลังจะอุบัติขึ้นในอีกไม่ช้า
 
            “วันนี้วันดี เป็นวันมงคลของบ้านเรา  ฉันรู้สึกยินดีที่ได้ต้อนรับเธอมาเป็นลูกเขย เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของครอบครัวเรา  ฉันหวังเพียงเธอจะรักและเมตตา มีความอดทนให้แก่ลูกสาวของฉัน  หนักนิดเบาหน่อย หรือไม่ว่าอะไร ยอมได้ก็ขอให้ยอมกันไป  ฉันวางใจในตัวเธอได้ใช่ไหม สุชาญ”
            “ครับ”

            คนที่กำลังเอ่ยปากขอคำมั่นสัญญาจากเขา คือ คุณอุดมชัย ผู้มีศักดิ์เป็นบิดาของเจ้าสาว  ข้างกันนั้นเป็นคุณพิชญ์สินี ภรรยาคู่ชีวิตที่กำลังยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มยินดี ด้วยท่าทางอันนิ่มนวลอ่อนหวานสมตัว

            “ขอโทษด้วยนะจ้ะ แต่ฉันตื้นตันจริง ๆ ไม่คิดเลยว่า จะมีวันนี้กับเขาได้  อย่างไรก็ขอฝากลูกสาวด้วย  ช่วยประคับประคองกันไป พิศมณีอาจเป็นผู้หญิงที่ขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้าง แต่ฉันเชื่อว่า เธอและลูกสาวของฉันสามารถจับมือกันข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ และมีความสุขด้วยกันได้”
            “ครับ”

            สุชาญไม่ได้พูดอะไร นอกจากคำตอบรับเพียงสั้น ๆ  อาจฟังแปลกหูแลดูพิกลอยู่บ้างที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวออกจะรีบร้อนกล่าวคำอวยพร เหมือนต้องการให้ขั้นตอนพิธีการเป็นไปอย่างกระชับรวบรัด  สุชาญชำเลืองสายตามองไปยังภาพวาดติดผนังบานใหญ่ ที่อยู่บนฝาผนังห้องด้านหนึ่ง  มันเป็นภาพแทนตัวของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ได้แลดูสมจริงอะไรนัก  แต่มีน้ำหนักทางความเชื่ออย่างมหาศาลต่อใครหลายคนที่มารวมตัวกัน ในงานฉลองมงคลสมรสของเขา

            รูปของบรรพบุรุษฝ่ายหญิง ผู้เป็นต้นตอของข่าวลือเรื่องคำสาป  รูปของย่าชวดวันดี..

 
            มีเสียงฝีเท้าก้าวเดินตึงตังดังขึ้นทางด้านหลัง ทำให้ทุกสายตาหันไปจับจ้องมองคนสำคัญ ผู้ซึ่งโผล่มาเป็นลำดับสุดท้าย และเป็นหัวใจสำคัญของงานในวันนี้

            เรือนร่างอรชรอ่อนบางในชุดไทยเจ้าสาว สีชมพูอ่อนอมม่วงเรียบหรู ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าประตูด้วยท่าทางของคนที่แลดูเก้ ๆ กัง ๆ  ผมยาวรวบเกล้าเก็บเป็นมวยไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นดวงหน้าสวยเด่นที่มีคิ้วและดวงเนตรคมเขียนประดับ ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใยแลดูเปล่งปลั่ง ทอรัศมีแห่งเจ้าสาวผู้งดงาม ผสมผสานไปกับฝีมือการเนรมิตแต่งแต้มจากทีมช่างฝีมือดี

            แม้แต่สุชาญที่เหลียวหันไปมองก็ยังนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ  คนตรงหน้าแลดูสวยงามสมคำชมเชยจากปากอรุณสวัสดิ์  แวบหนึ่งนั้น ชายหนุ่มคิดว่า ตนคงเกิดความรู้สึกปลาบปลื้ม หรือไม่ก็คงมีความสุขอิ่มเอิบใจ  ถ้าเพียงแต่ตนจะมีความรักหรือหัวใจ ให้แก่คนตรงหน้าอย่างแท้จริงตอนนี้

            มันเป็นการแต่งงานที่จัดขึ้นเป็นพิธี  หากแต่หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ คู่บ่าวสาวไม่ได้มีความรัก หรือแม้แต่ความปรารถนาที่จะเป็นคู่ชีวิตกันด้วยซ้ำ

            ผู้หญิงอีกคนหนึ่งในชุดเดรสสีฟ้าอ่อน แทรกตัวผ่านเจ้าสาวชิงเดินนำหน้าเข้ามาก่อน  ‘พลอยแสง’ ผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวของพิศมณี รีบกระซิบกระซาบบอกกล่าวกับบิดามารดาเสียงเบา ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

            “พ่อคะ แม่คะ รีบ ๆ ทำให้เสร็จสิ้นพิธีการเถอะค่ะ  พี่พิศเริ่มตั้งท่างอแงแล้ว  พลอยกลัวว่า อีกสักเดี๋ยว พี่พิศอาจเกิดอาละวาดขึ้นมา แล้วงานจะล่มเอาเสียเปล่า ๆ”

            ทั้งพ่อและแม่มีอาการหูผึ่ง ทำตาโตขึ้นมาทันที  คุณอุดมชัยรีบลุกขึ้นไปจุดธูปเทียนบูชาพระประธาน หน้าโต๊ะหมู่บูชาขนาดใหญ่  ระหว่างรอเจ้าสาวที่มีนางเย็นจิต หญิงชราผู้มีศักดิ์เป็นแม่นมเก่าแก่ คอยรุนหลังให้เข้ามานั่งลงตรงด้านซ้าย เคียงข้างกับเจ้าบ่าวได้เป็นผลสำเร็จ

            “นั่งตรงนี้นะคะ คุณพิศ นั่งพับเพียบดี ๆ ค่ะ นั่งแบบคุณชาญนะคะ”
            “ไม่เอา ไม่ชอบ เจ็บขา”

            หญิงชราพยายามหว่านล้อมด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน ชักจูงให้อีกฝ่ายทำตาม ด้วยวิธีการพูดแบบผู้ใหญ่พูดกับเด็ก  ในขณะที่พิศมณีนั่งลงในท่าตามสบาย กางแขนขากว้างออกแบบท่านั่งขัดสมาธิ

            “โธ่.. อุตส่าห์แต่งหน้า แต่งตัวสวย ๆ วันนี้น่ะ คุณพิศสวยที่สุดเลยนะคะ ถ้านั่งพับเพียบได้ก็จะยิ่งสวยขึ้นอีกนะ ไม่เอาหรือคะ คนดี”
            “ไม่ !”
            “นมจ้ะ ๆ  ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก ให้เขานั่งแบบนี้ก็ได้”

            อาการออกฤทธิ์ออกเดชเล็ก ๆ ของหญิงสาวถือเป็นสัญญาณอันตราย  ด้วยเหตุนี้ คุณพิชญ์สินีผู้เป็นมารดาจึงเอ่ยปากกับพี่เลี้ยงของตนให้โอนอ่อนผ่อนตามนั้นไป  พยายามรักษาบรรยากาศที่ดีเอาไว้  เพื่อให้ขั้นตอนสำคัญผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

            “ชาญ”
            “ครับ คุณพิศ”

            จังหวะหนึ่ง พิศมณีหันไปหาคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง  ใช้ดวงตาซื่อใสเป็นตัวนำทาง  ชี้นิ้วมายังชุดของฝ่ายชาย ก่อนเอ่ยชมเหมือนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป

            “ใส่เสื้อสีเหมือนกันเลย สวย ๆ”
            “สวยครับ  วันนี้ คุณพิศเองก็สวยมากครับ”

            ฝ่ายได้รับคำชมยิ้มแฉ่งเหมือนถูกใจ  ก่อนหันมาสนใจตัวเอง ด้วยการพยายามแกะเข็มกลัดที่ติดประดับอยู่บนผืนสไบออก ประหนึ่งกำลังแสดงอาการซุกซน  ไม่สนใจญาติผู้ใหญ่ท่านอื่นที่โน้มตัวเข้ามาใกล้ และพยายามจะโอภาปราศรัยด้วย

            หลังไหว้พระเสร็จ คุณอุดมชัยก็กลับมานั่งที่เดิม กล่าวคำอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาว ก่อนที่จะให้คนทั้งสองจัดการแลกแหวนแต่งงาน  พิธีสู่ขอและจดทะเบียนสมรสถูกตัดออกไปด้วยเหตุผลบางประการ  ถึงแม้กระนั้น ขั้นตอนสวมแหวนให้แก่กันก็ยังผ่านไปอย่างทุลักทุเล เพราะเจ้าสาวไม่ยอมพนมมือไหว้หรือกราบเจ้าบ่าว แม้แต่เครื่องประดับชิ้นอื่นที่ตระเตรียมกันเอาไว้ ก็ไม่มีโอกาสได้สวมใส่ลงบนตัวเจ้าสาว

            สุชาญบรรจงสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของฝ่ายหญิง  แม้สีหน้าเรียบนิ่งแต่ก็รู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้น  ใจหนึ่งนึกเวทนาในความบกพร่องทางสมองของหญิงสาว  ในขณะเดียวกันก็นึกสมเพชเวทนาตัวเองขึ้นมาควบคู่กันไปด้วย

            คนหนึ่งสติไม่ดี  ส่วนอีกคนก็ฉวยโอกาสหากิน บนความบกพร่องของอีกคน 

 
            หลังจากนั้น สุชาญและพิศมณีถูกพามานั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้ารูปวาด  ชายหนุ่มพนมมือที่มีธูปหนึ่งดอกจุดไฟแดงวาบในมือ  พลางมองดูด้านหลังของว่าที่พ่อตา ผู้กำลังจุดธูปบอกกล่าวกับบุคคลในรูป ด้วยน้ำเสียงขึงขังตั้งใจ  ด้านข้างกันนั้นเป็นเจ้าสาวที่อยู่ในท่านั่งเหยียดขาอย่างสบาย ใช้สองมือเท้าตัวยันกับพื้นด้านหลังเอาไว้ มือขวากำธูปหนึ่งดอกเช่นกัน หากแต่ปลายธูปหมิ่นเหม่จวนเจียนจะจี้ลงกับพื้นไม้อยู่รอมร่อ

            เสียงคุณอุดมชัยกล่าวดังกังวาน  ท่ามกลางคนทั้งหมดในห้องพระที่ต่างยกมือขึ้นพนมไหว้ตามกัน
 
            “ย่าชวดครับ  วันนี้ ลูกหลานขอบอกกล่าวเรื่องมงคลให้วิญญาณของท่านได้รับรู้  พิศมณี เหลนสาวคนโตสุดในบรรดาชั้นเหลนปัจจุบัน  ได้เข้าพิธีแต่งงานแล้วกับผู้ชายที่ดีมากคนหนึ่ง  ขอให้ย่าชวดโปรดวางใจ และอำนวยพรให้เหลนสาวของท่าน ได้มีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ครองเรือนยาวนาน และมีความสุขสดชื่นด้วยนะครับ”
 
            ทุกสายตามองไปยังรูปวาดครึ่งตัวของบรรพบุรุษฝ่ายหญิงคนหนึ่ง  ซึ่งเขียนขึ้นเป็นภาพวาดสีน้ำมันแลดูเก่าสีซีดจาง ด้วยผ่านวันเวลามาอย่างยาวนานหลายสิบปี  บุคคลในภาพเป็นเสมือนภาพสมมติของสตรีที่ยังอยู่ในวัยสาว  สวมใส่ชุดไทยเรือนต้นสีส้มอมแดง  ท่อนบนเป็นเสื้อผ่าอก มีกระดุม แขนสามส่วนแบบเรียบง่าย เข้ากันกับผ้านุ่งซึ่งเป็นซิ่นสีเดียวกัน  ผมยาวสีดำมุ่นเป็นมวยเก็บไว้ด้านหลัง ทัดดอกไม้สีขาวบริเวณเหนือใบหูด้านซ้าย  ภาพดังกล่าวแลดูสวยงามทั้งมีมนต์ขลังอย่างน่าประหลาด ยามเมื่อติดประดับไว้ในห้องพระแบบนี้

            สุชาญยกมือขึ้นพนมไหว้ แม้ในใจเองไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดใด ๆ เกี่ยวกับความเชื่อของคนที่นี่  ตัวเขาเองไม่ได้รับทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับบุคคลในภาพมากนัก  รู้เพียงแต่ว่า  เป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนทำให้งานในวันนี้เกิดขึ้น  เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ กลับกลายเป็นเรื่องที่สามารถเป็นไปได้ขึ้นมา

            เป็นไปได้หรือที่วิญญาณของบรรพบุรุษจะมีความประสงค์  ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกนี้ และมีความต้องการให้ลูกหลานแต่งงานออกเรือนไป  ถึงขนาดใช้เรื่องเลวร้ายอย่างคำสาปประจำตระกูล มาบังคับให้เป็นไปตามอย่างที่ตนต้องการ

            “พิศ ยกมือไหว้ย่าชวดสิ ลูก” 
            คุณอุดมชัยหันไปบอกกล่าวแก่ลูกสาวคนโต

            “ไม่ไหว้  ไหว้ทำไม พี่คนนี้ เจอบ่อย เขาชอบมาเล่น ชอบมาคุยกับพิศ”

            คำพูดเพ้อเจ้อของเจ้าสาวสติไม่ดี เล่นเอาบรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนแปลงในฉับพลัน  ผู้หลักผู้ใหญ่ต่างมองหน้ากัน บ้างมีอาการสะดุ้ง บางคนเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัดเหมือนนั่งไม่ติดที่  เสมือนดั่งถ้อยความที่ได้ยินได้ฟังสร้างความน่าขนลุกขนพองให้ก่อเกิด

            “วันนี้ พิศแต่งงานแล้วนะ มีครอบครัว เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว  ต่อไปพิศต้องไปอยู่กับผู้ชายคนนี้  ไปอยู่กับชาญ  พิศต้องทำตัวดี ๆ ด้วยนะ ลูกนะ”

            ผู้เป็นมารดาโน้มตัวเข้าพูดคุยกับบุตรสาวคนโต ด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงอ่อนหวาน ใช้วาจาประหนึ่งพูดจากับเด็ก เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่คนตรงหน้าจะรับฟัง และเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

            พิศมณีหันขวับไปหาชายผู้ถูกกล่าวพาดพิงถึงในทันที  ก่อนส่งเสียงร้องประท้วงโวยวายออกมาดังลั่น เริ่มออกอาการงอแงคล้ายดั่งคนควบคุมตัวเองไม่ได้

            “ไม่เอา ไม่อยู่กับชาญ  พิศจะอยู่กับนมเย็น  จะอยู่กับนมเย้นนนน !

            ประโยคสุดท้ายตะเบ็งเสียงสุดหวีด ชนิดที่ใครหลายคนต้องเบ้หน้าหรือยกมือขึ้นปิดหู  ความโกลาหลวุ่นวายพลันบังเกิดขึ้นภายในห้องพระทันใด  เมื่อเจ้าสาวโผเข้ากอดพี่เลี้ยงวัยชราแน่น พลางส่งเสียงร้องห่มร้องไห้เสียยกใหญ่  หมดสิ้นแล้วซึ่งความสวยงามของเสื้อผ้าหน้าผม ที่สู้อุตส่าห์บรรจงจัดแต่งมาอย่างดี

            “ไป ๆ เอายัยพิศกลับห้องไปก่อนเลย ป้าเย็น  ปลอบให้สงบ แล้วให้แกพักผ่อนอยู่แต่ในห้อง ไม่ต้องออกมางานเลี้ยงข้างนอกก็ได้  ไม่เป็นไร  มีแต่ญาติ ๆ กันเองทั้งนั้น  ตรงนี้คงไม่มีอะไรแล้ว”

            เดือดร้อนบิดาเจ้าสาวต้องรีบออกปากสั่งความกับคนรับใช้เก่าแก่  นางเย็นจิตจึงจำเป็นต้องยักแย่ยักยันลุกขึ้นจากท่านั่งพับเพียบบนพื้นห้อง เพื่อประคองเจ้านายสาวรุ่นราวคราวหลานที่กำลังกอดตนอยู่ไม่ยอมห่าง พากลับไปยังห้องพัก จำต้องละออกจากพิธีการงานสำคัญ ทั้งที่เป็นวันของหญิงสาวโดยแท้

            “พิธีการหรือขั้นตอนอะไรตรงนี้ก็เสร็จสิ้น เรียบร้อยดีแล้ว ไม่ต้องกังวลหรอก พ่อลูกเขย  เดี๋ยวพวกเราก็จะลงไปข้างล่าง ไปทักทายแขกเหรื่อที่มางานในวันนี้กันดีกว่า”

            น้ำเสียงของคุณอุดมชัยกลับมาเป็นปกติ  เฉกเช่นเดียวกับสีหน้าของบรรดาญาติผู้ใหญ่ที่มานั่งเป็นสักขีพยานร่วมอยู่ด้วยภายในห้องนั้น  ทุกคนกลับมายิ้มแย้มและโอภาปราศรัยต่อกัน ทยอยลุกขึ้นตามเจ้าภาพที่ออกเดินนำหน้า  คงเหลือเพียงเจ้าบ่าวที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เพียงคนเดียวลำพัง  สุชาญทอดสายตามองดูคนในรูปวาดอีกครั้ง ก่อนเดินออกจากห้องไปเป็นคนสุดท้าย

           
            ณ มุมหนึ่งภายในสวนสวย ซึ่งเวลานี้ถูกดัดแปลงเป็นบริเวณที่จัดเลี้ยงรับรองแขกที่มาร่วมงาน  ท่ามกลางชุดโต๊ะเก้าอี้ที่คลุมผ้าขาว มีริบบิ้นสีทองผูกตกแต่งอย่างสวยงาม  พลอยแสงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งด้วยสีหน้าเบิกบาน แสดงออกถึงความพออกพอใจอย่างยิ่งยวดในเรื่องบางอย่าง  บุตรสาวคนที่สองแต่เป็นทายาทลำดับที่สามของบ้านอัญวณิชย์ รับเอาแก้วเครื่องดื่มจากหนึ่งในบรรดาคนรับใช้นับสิบ ซึ่งทุกคนต่างออกเดินว่อนไปทั่วงาน เพื่อให้บริการแก่แขกเหรื่อนับร้อย แม้ส่วนใหญ่แล้วนั้นจะเป็นพวกกลุ่มญาติสนิทกันก็ตามที

            อรุณสวัสดิ์ที่ติดตามมาทีหลัง วางจานอาหารที่ตักมาจนพูนจาน ลงบนโต๊ะตรงหน้าญาติผู้น้อง  เลื่อนเก้าอี้ออกด้วยท่วงท่าแสนสบาย สีหน้าแจ่มใส แลดูเป็นสุขไม่แพ้กัน

            “ค่อยโล่งใจกันได้สักทีนะ พี่รุณ  พี่พิศก็ได้แต่งงานแล้ว คงไม่มีคำสาปหรืออุปสรรคอะไร มาขวางกั้นพวกเราแล้ว  พี่คิดเอาไว้หรือยังว่า งานพี่จะจัดอีกทีเมื่อไหร่”

            พลอยแสงเอ่ยถามอีกฝ่าย ขณะกวาดสายตามองแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน  มองเห็นคู่บิดามารดาของตัวเองเที่ยวเดินพาลูกเขยป้ายแดง ตะเวนทักทายคนโน้นคนนี้ไปทั่ว  ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเครือญาติกันทั้งนั้น

            “คิดไว้แล้ว  อีกสองสัปดาห์ข้างหน้านี่เลย”  ชายหนุ่มตอบเร็วพลัน ทั้งยังมีอาหารเต็มปาก

            “ฮะ ! ไม่เร็วไปหน่อยหรือคะ  เตรียมงานทันเหรอ”

            “ล่มมาสองครั้งแล้ว  บรรลุหมดทุกอย่างแล้วว่า ต้องทำอะไร อย่างไร  ไม่ต้องห่วงพี่หรอก เตรียมตัวไปร่วมงาน อวยพรยินดีให้พี่กับพี่รุ่งด้วยก็พอ  ตีเหล็กต้องรีบตีตอนร้อน ๆ นี่แหละ  เชื่อเถอะ ไม่ใช่แค่พี่หรอก  พวกที่ติดปัญหาเดียวกันนี้ ไม่มีใครยอมพลาดโอกาสทองหรอก”

            “อย่าว่าแต่พี่รุณเลยค่ะ  พลอยเองก็จะรีบจัดงานตัวเอง เร็ว ๆ นี้เหมือนกัน”
            “เออ.. แล้วนี่แฟนเธอไม่มาหรือ  พี่ไม่เห็นเลย”
            “อ่อ ก้องไม่มาค่ะ ไปเที่ยวพักผ่อนกับที่บ้านเขา พลอยเป็นคนบอกไม่ต้องมาเองแหละ เพิ่งจะหายดี ก็เลยอยากให้ไปเที่ยวผ่อนคลาย พักผ่อนจิตใจ”
            “พี่สาวแฟนตัวเองแต่งงานทั้งที ไม่มาร่วมแสดงความยินดีสักหน่อยเหรอ  ระวังพ่อตาจะไม่ปลื้มเอานา”

            คำพูดดังกล่าวเล่นเอาพลอยแสงหน้าสลดลงแวบหนึ่ง  ก่อนปรับเปลี่ยนสีหน้ากลับไปร่าเริงได้ดังเดิม

            “แหม พลอยบอกคุณพ่อแล้ว ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่  งานพี่พิศเองก็จัดกันแบบภายใน  ส่วนใหญ่ก็มีแต่ญาติ ๆ กันทั้งนั้นที่มา”
            “ไม่ได้ว่าสักหน่อย ขอบใจพลอยด้วยซ้ำที่ช่วยกันผลักดัน จนมีวันนี้ขึ้นมาได้ ไม่งั้นปวดหัวเลย ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง”
            “พลอยก็ต้องขอบคุณพี่รุณด้วยเช่นกันค่ะ ที่พาพี่ชาญเข้ามา  อย่างน้อย เขาก็ดูเป็นคนดี คงอดทน และรับมือกับคนบ้าอย่างพี่พิศได้อยู่หรอก”

            “พลอย.. ถึงยังไง พิศก็เป็นพี่สาวของพลอยนะ  ระวังอย่าไปหลุดพูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น เขาจะมองไม่ดีเอา  ถึงอย่างไรเราก็เป็นพี่น้องกัน  ถ้าวันหนึ่ง ยัยพิศเกิดรู้สึกตัว จำอะไรได้ขึ้นมา คนที่จะแย่ก็คือเรา”

            “น่าจะยากค่ะ  พี่พิศเป็นแบบนี้มาตั้งปีกว่า เกือบจะสองปีละ  พลอยยังไม่เคยเห็นแกจะกลับมาเป็นปกติ หรือเหมือนเดิมเลยสักที  นี่ถ้าไม่ติดเรื่องคำสาปอะไรนี่  พี่พิศก็คงเป็นคนวิกลจริต เป็นภาระให้พวกเราดูแลกันไปจนตาย”

            หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดกระแทกกระทั้น  ขณะที่ชายหนุ่มคู่สนทนาเหยียดยิ้มขึ้นตรงมุมปากเล็กน้อย  แสดงท่าทีเหมือนเพียงแค่รับฟังผ่าน ๆ  เพราะเรื่องความสัมพันธ์ฉันพี่น้องที่ไม่ลงรอยกันนัก  เป็นเรื่องที่อรุณสวัสดิ์รับรู้มาตั้งนานแล้ว  แต่คนนอกอย่างเขาจะทำอะไรได้ นอกจากฟังหูไว้หูก็เท่านั้น 

 
            ครอบครัว ‘อัญวณิชย์’ ที่มีคุณลุงอุดมชัยเป็นผู้นำตระกูลและหัวหน้าครอบครัว  ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคือ คุณพิชญ์สินี ได้ให้กำเนิดบุตรธิดาสิริรวมสี่คน อันได้แก่ พิศมณี บุตรสาวคนโต  ไพฑูรย์ บุตรชายคนรอง  พลอยแสง บุตรสาวคนที่สาม และเพชรกล้า บุตรชายคนท้ายสุด  ซึ่งแต่ละคนมีอายุอานามห่างกันสองปีตามลำดับ

            อรุณสวัสดิ์และพิศมณีต่างมีอายุเท่ากันคือ สามสิบสองปี  ลูกพี่ลูกน้องอย่างพวกเขาไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก ด้วยความที่หลักแหล่งที่พำนักอาศัยอยู่ห่างไกลกัน  แต่ก็ยังพอได้ปะหน้าค่าตากันอยู่เป็นประจำ ตามวาระและโอกาสต่าง ๆ  อย่างเช่น งานแต่งงานในวันนี้

            ว่ากันว่า ตระกูลอัญวณิชย์นี้ มีคำสาปหนึ่งที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น  เรื่องเล่าเหนือจริงนี้ถูกถ่ายทอดให้ทุกคนที่ใช้นามสกุลนี้ได้ยินได้ฟังกันตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก  มันเป็นเรื่องราวของบรรพบุรุษฝ่ายหญิงคนหนึ่ง  สตรีอ่อนหวานแสนโสภาผู้มีนามว่า ‘วันดี’  สตรีนางนี้บังเอิญมีเหตุให้ต้องเจ็บไข้ ล้มหมอนนอนเสื่อ และสิ้นชีวิตไปก่อนที่ตัวเองจะทันได้เข้าพิธีวิวาห์สมดังใจ กับชายที่ได้หมั้นหมายกันเอาไว้อย่างดิบดี

            ก่อนสิ้นใจ  หญิงสาวเพ้อพร่ำกล่าวคำอาลัย  แรงเจ็บแค้นต่อโชคชะตาได้กลายมาเป็นห่วงร้อยรัดวิญญาณเอาไว้ ไม่ให้จากภพนี้ไปสู่สัมปรายภพอย่างสงบ  ดวงวิญญาณที่น่าสงสารยังคงคอยเฝ้าวนเวียนมองดู พร้อมด้วยคำขู่ซึ่งเปรียบเสมือนคำสาปที่ว่า หากลูกหลานที่เป็นหญิงและมีอาวุโสสุด ในแต่ละลำดับชั้นคนใดยังไม่ได้ออกเรือนไป  ลูกหลานคนที่เหลือไม่ว่าหญิงหรือชาย ก็จะไม่มีวันได้เป็นฝั่งเป็นฝาด้วยเช่นกัน

 
            ใครเลยจะไปนึกว่า เรื่องเล่าปากต่อปากที่ถ่ายทอดต่อกันมานมนาน ตั้งแต่รุ่นย่ายายจะกลายเป็นความจริง  อรุณสวัสดิ์ไม่เคยนึกเชื่อเรื่องดังกล่าวนี้แม้สักครั้ง  จนกระทั่งประสบเข้ากับตัวเองโดยตรง เมื่อไม่นานมานี้

            งานแต่งงานระหว่างเขากับรุ่งทิวา แฟนสาวที่รักใคร่และคบหาดูใจกันมาอย่างยาวนานหลายปี  กระทั่งเข้าสู่การยินยอมพร้อมใจตกลงแต่งงาน  มีการวางแผน ตระเตรียมงานกันเป็นอย่างดี  แต่ถึงกระนั้น งานวิวาห์ที่สู้อุตส่าห์ตระเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพดิบดี ก็ดันมีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น จนงานล่มถึงสองครั้งสองคราว ภายในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน  อรุณสวัสดิ์ต้องยืนกำหมัดกัดฟัน ทนมองดูแฟนสาวของเขากอดชุดเจ้าสาวในฝัน ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียอกเสียใจที่ตัวเองไม่มีโอกาสได้สวมใส่ เพื่อเติมเต็มความปรารถนาสูงสุดในชีวิตลูกผู้หญิงเลยสักครั้ง

            อยากจะทำใจให้คิดอยู่เหมือนกันว่า ตัวเองนั้นโชคร้ายเอง..  แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก  วงศาคณาญาติก็เริ่มระส่ำระสายกันอย่างหนัก  เมื่อไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงานของญาติคนใดก็ตาม  งานเหล่านั้นก็จะมีอันต้องล้มเลิกหรือล่มไปอย่างน่าพิศวงตาม ๆ กัน  กระทั่งเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงเรื่องคำสาปของย่าชวดวันดีเริ่มหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ  จนกระทั่งสุดท้าย ทุกคนต่างโยนความผิดไปให้สิ่งที่มองไม่เห็น กลายเป็นผู้กระทำเสียอย่างนั้น

            อรุณสวัสดิ์คงไม่ดิ้นรนทำทุกวิถีทาง  ถ้าหากไม่ใช่เพราะรุ่งทิวาลั่นวาจาเอาไว้ว่า เธอจะขอถอนหมั้นและไปจากชีวิตของเขาตลอดกาล  ถ้าหากยังคงมีอุปสรรคขัดขวาง และไม่มีงานแต่งงานเกิดขึ้น ภายในระยะเวลาสามเดือนข้างหน้า นับต่อไปจากนี้

 
            โชคร้ายเสียยิ่งกว่าโชคร้าย  เพราะลูกหลานชั้นเหลนที่เป็นหญิงคนโตสุดที่ว่านั้น ดันเป็นพิศมณี ผู้ซึ่งมีอายุอานามก้าวผ่านหลักสามสิบแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะแต่งงานออกเรือนพ้นไปเสียที  ซึ่งสาเหตุหลักอาจเป็นด้วยนิสัยใจคออันแสนร้ายกาจ ชนิดที่สามารถทำให้คนรอบข้างรู้สึกหวั่นหวาด อีกทั้งเข็ดขยาดไปตาม ๆ กัน  

            แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มันยากยิ่งไปกว่านั้น  นั่นก็คือ พิศมณีประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อประมาณสองปีก่อน  เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บสาหัส มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า และหลังจากฟื้นคืนได้สติขึ้นมา  หญิงสาวก็เริ่มมีอาการทางประสาท จนกระทั่งลุกลามกลายเป็นเลอะเลือน สติฟั่นเฟือน เกิดจดจำใครไม่ได้ขึ้นมาแม้แต่ตัวเอง  ปัจจุบัน พิศมณียังคงมีอาการคุ้มดีคุ้มร้าย อาละวาดขึ้นมาบ้างเป็นบางเวลา  ก้ำกึ่งค้างคาอยู่ระหว่างพรมแดนแห่งผู้บกพร่องทางสติปัญญา และพรมแดนแห่งผู้ตกอยู่ภายใต้ห้วงวิกลจริต

            ยามเป็นปกติธรรมดาก็ร้ายกาจเหลือคณา  ยามเป็นบ้าไปแล้วนั้นก็ยิ่งไปกันใหญ่  แม้แต่พ่อแม่ยังไม่สามารถรับมือกับลูกได้  ไม่ว่าจะเชิญจิตแพทย์ฝีมือดีสักแค่ไหน  มาทำการบำบัดรักษา  อาการของพิศมณีก็ไม่มีทีท่าว่า จะดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

            เพราะฉะนั้น เรื่องแต่งงานน่ะหรือ.. อย่าหวัง !  ก็ใครกันล่ะจะยอมเอาตัวเองมาผูกพันธะ แต่งงานกับคนบ้า  ครั้นจะหาคนมารับบทเจ้าบ่าวปลอม ๆ เพื่อตบตาวิญญาณบรรพบุรุษก็ไม่ได้  เคยมีคนลองเสนอแนะต่อหน้าคุณลุงอุดมชัยแล้ว แต่หลังจากนั้น ต้องรีบแจ้นมาจุดธูปขอขมาต่อหน้ารูปกันแทบไม่ทัน

            ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข  ขึ้นอยู่กับว่า จะแก้อย่างไร ให้ออกมาตรงกับความต้องการที่สุด
            ทั้งของคนเป็น..
            ..และของคนตาย
           
 
            “อุ๊ย ! นั่นป้าวินี่นา  พี่รุณ เดี๋ยวพลอยขอตัว ไปทักทายคุณป้าวิก่อนนะคะ”

            น้ำเสียงตื่นเต้นยินดีของพลอยแสงที่ดังขึ้น เป็นตัวปลุกอรุณสวัสดิ์ออกจากภวังค์  เขาพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ ขณะอีกฝ่ายรีบผุดลุกขึ้นยืน ด้วยอากัปกิริยาที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น  แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของบุคคลที่กล่าวถึงเป็นอันมาก

            เมื่อมองตามหลังญาติผู้น้องไป  อรุณสวัสดิ์ก็ได้เห็นบุคคลสำคัญที่ใครต่อใครต่างพากันเข้าห้อมล้อมหน้าหลัง  หญิงวัยกลางคนในชุดเรียบหรูแลดูสง่า ทำผมทรงตีโป่งสูงตามพิมพ์นิยมแนวคุณหญิงคุณนาย แวววาวแพรวพรายด้วยชุดเครื่องเพชรที่ประโคมใส่มาอย่างหรูหรา  ยืนโอภาปราศรัยใบหน้ายิ้มแย้มเคียงคู่ไปกับผู้เป็นน้องสาว หรือก็คือ มารดาของพลอยแสงนั่นเอง

            สังคมผู้ลากมากดีก็มักเป็นแบบนี้  หน้าตาและการเข้าสังคมเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะมันสามารถใช้ต่อยอดโยงใยไปหาเรื่องอื่น นอกเหนือไปจากเรื่องความสัมพันธ์ได้อย่างไม่ยากเย็น  เป็นเสมือนใบเบิกทางในการใช้ชีวิตในสังคมอีกระดับหนึ่ง

            และในที่แห่งนี้ ถ้าจะมีใครที่รู้สึกอัดอึด ขัดเขินกับการวางตัวมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นเจ้าบ่าวผู้น่าสงสาร  หนูตกถังข้าวสาร หรือจะเป็นคำเรียกขานอะไรก็ตามแต่  นั่นคงเป็นสถานะที่พวกคนนอกซึ่งไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรด้วยใช้เรียกกัน  แต่สำหรับอรุณสวัสดิ์และเพื่อนชายคนนี้แล้วนั้น  พวกเขาต่างมีสถานะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ผ่านเงื่อนไขบางอย่างในทำนอง ‘น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า’

            ทุกเรื่องราวมีจุดเริ่มต้นเสมอ..

            เปรียบเสมือนสายน้ำที่มีต้นกำเนิดแตกต่างตรงแหล่งที่มา  ทว่าสุดท้ายก็ไหลบ่าลงมาบรรจบรวมกันเป็นลำน้ำสายเดียวได้ในท้ายที่สุด

 
            “อ๊าาาา  อ๊ายยยยย !”

 
            แว่วได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างเคืองขุ่นของใครบางคน ดังลอยลงมาจากตัวตึกชั้นบน  หลายคนทำท่าชะงักงันไปเมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว แต่แล้วหลังจากนั้น ต่างก็พร้อมใจกันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับมาสนทนากันต่ออย่างสนุกสนาน พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติกันต่อไป
 
            วันนี้เป็นวันที่ดี  เป็นวันที่ใครหลายคนต่างรู้สึกยินดีและมีความสุข
            แน่นอน.. รวมถึงเขาเองก็ด้วย
 
            อรุณสวัสดิ์เหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจถึงขีดสุดกับตัวเอง  ก่อนล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดส่งรูปถ่ายเจ้าสาวแสนสวยของงานนี้ไปให้รุ่งทิวาได้ยลผลงาน  พิมพ์ข้อความบอกต่อรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของทีมช่างทำผมแต่งหน้า  ให้ว่าที่เจ้าสาวของตนได้พิจารณา เผื่อเรียกใช้บริการในโอกาสอันใกล้ที่กำลังจะมาถึง
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++



Create Date : 03 กันยายน 2563
Last Update : 3 กันยายน 2563 12:05:32 น. 2 comments
Counter : 260 Pageviews.

 


โดย: สมาชิกหมายเลข 2876811 วันที่: 3 กันยายน 2563 เวลา:17:42:00 น.  

 
ขอบคุณ คุณสมาชิกหมายเลข 2876811 ที่แวะมาอ่านและทักทายค่ะ


โดย: zionzany วันที่: 4 กันยายน 2563 เวลา:14:11:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.