! ที่นี่ ! เราเลิกเขียนแล้วครับ ..กับเรื่องธรรมดา ที่คุณสามารถหาอ่านที่ไหนก็ได้
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2563
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
11 พฤศจิกายน 2563
 
All Blogs
 

บทที่ 11 : รางวัล







            เวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้านาทีโดยประมาณ  สุชาญปรากฏตัวขึ้นที่แผนกติดต่อและประชาสัมพันธ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างสุดของอาคารวัฒนานุกูล  ตึกสูงใหญ่โอ่โถงและโอ่อ่ากว่ายี่สิบชั้น ทั้งยังเป็นที่ตั้งของส่วนสำนักงานหลายบริษัท  รวมถึงบริษัท วี.ซี.เอ็ม ออโต้พาร์ท จำกัด ที่สุชาญกำลังจะเข้าทำงานในฐานะพนักงานใหม่ ในตอนเช้าของวันนี้

            ชายหนุ่มมองดูภาพหนุ่มสาวชาวออฟฟิศมากหน้าหลายตา ที่เริ่มทยอยยืนรอต่อแถวขึ้นลิฟต์ เพื่อไปเข้างานยังสำนักงานของตนที่อยู่ตามชั้นต่าง ๆ  แต่ก็มีหลายคนที่เลือกเดินขึ้นบันได ตรงทางหนีไฟซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลิฟต์  ด้วยไม่อยากรอเวลาและเป็นการออกกำลังกายไปในตัว  บางคนโอภาปราศรัยทักทายกันด้วยสีหน้าสดชื่นกระปรี้กระเปร่า  แต่ก็มีบางคนที่ทำหน้าตาซึมเซา หรือประเภทออกอาการสะลึมสะลือเหมือนยังไม่ทันตื่นนอนดี ประเภทนี้ก็มีให้เห็นบ้างอยู่ประปราย

            บรรยากาศและภาพอันแสนคุ้นตาเหล่านี้ ทำให้สุชาญนึกถึงที่ทำงานเก่า  โมงยามตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา  แม้ทุกคนจะรีบเร่งมาเพื่อให้ทันเวลาเข้างานก็ตามที

            นั่งรออยู่ตรงเก้าอี้รับรองไม่ถึงห้านาที  เจ้าหน้าที่ก็แจ้งให้เขาขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสิบเจ็ด สถานที่ซึ่งมีผู้จัดการฝ่ายบุคคลรอสัมภาษณ์เขาอยู่ด้วยคำถามพื้นฐานทั่วไป  จากนั้น เขาก็ถูกพาตัวไปส่งยังฝ่ายการตลาด ให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้จัดการฝ่าย  เริ่มต้นเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และรับการสอนงาน ในฐานะพนักงานใหม่ช่วงทดลองงานอย่างแท้จริง

            บุคคลผู้รับหน้าที่แนะนำ ทำตัวเป็นพี่เลี้ยงให้สุชาญก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานก่อนหน้าตนได้ไม่นานเช่นกัน  ‘ปวริศ’ เป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาดี ทั้งยังมีบุคลิกภาพแลดูเป็นคนร่าเริงและอารมณ์ดีตลอดเวลา  แม้อีกฝ่ายมีอาวุโสน้อยกว่า ทว่าสุชาญก็นึกถูกชะตาและยินดีที่จะคบหาเป็นเพื่อนด้วยคนหนึ่ง

            “เรียกผม มาร์ช ก็ได้ครับ  ผมจะได้เรียกพี่ว่า พี่ชาญ เรามาสนิทกันไว้นะพี่ เผื่อเวลาออกข้างนอก ไปไหนจะได้ไปด้วยกัน”

            ปวริศแนะนำตัวเองอย่างเป็นกันเอง ด้วยสีหน้าท่าทางเป็นมิตร  เดินนำหน้าพาสุชาญไปยังโต๊ะทำงาน ทั้งแนะนำคนอื่น ๆ ในแผนกให้รู้จักกันพอเป็นพิธี  สิ่งแวดล้อมใหม่แตกต่างจากที่เก่า  เพราะเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ที่นี่แลดูยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศปราศจากความเครียดขึ้งหรือตึงเครียด แม้โต๊ะทำงานของแต่ละคนจะมีแฟ้มหรือเอกสารวางสุม กองเป็นตั้งไว้ให้จัดการก็ตามที

            โดยส่วนตัวแล้ว สุชาญไม่มีความรู้หรือพื้นฐาน เกี่ยวกับหน้าที่ปฏิบัติของฝ่ายการตลาด เพราะเขาทำงานในส่วนงานของฝ่ายจัดซื้อมาโดยตลอด  ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเท่ากับต้องเริ่มต้นใหม่เกือบทั้งหมด  ยกเว้นก็แต่งานจำพวกเอกสารที่พอมีทักษะมาก่อนบ้างแล้วจากสายงานเดิม

            นอกเหนือไปจากเรื่องงานแล้ว ช่วงเวลาตอนพักกลางวัน ชายหนุ่มรุ่นน้องยังชักชวนเขาให้ไปทานข้าวด้วยกัน  พาไปตะเวนดูร้านอาหารราคาย่อมเยาแถวนั้น ซึ่งเป็นแหล่งเติมพลังงานให้กับท้องอันหิวโหยของชาวออฟฟิศ  พร้อมกับแนะนำให้รู้จักกับมัชฌิมา แฟนสาวของตนที่ทำงานอยู่ภายในตึกเดียวกัน แต่คนละบริษัท

            สุชาญมองดูคู่รักที่แลดูเหมาะสมกันอีกคู่หนึ่งตรงหน้า  คนทั้งสองแลดูมีความสุขทุกขณะจิต แม้ในยามยืนเลือกขนมปังด้วยกันในร้านเบเกอรี่แถวนั้น  จังหวะหนึ่ง ปวริศหันมากระซิบบอกเล่า คล้ายต้องการนินทาแฟนสาว ผู้กำลังเลือกขนมอยู่ตรงมุมหนึ่งตามลำพัง

            “แฟนผมนะพี่ อยู่ทำโอทีเกือบทุกวัน  ตอนเย็นขี้เกียจลงจากตึก ก็จะหาซื้อนมซื้อขนมปังพวกนี้ เอาไว้กินตอนเย็น  ตอนแรกพวกผมก็อยู่บริษัทเดียวกันนี่แหละ ผมถูกแยกมาเพราะผู้จัดการเขาคัดคน แบ่งมาช่วยบริษัทที่เปิดตัวใหม่  บริษัทที่เราทำอยู่นี้เป็นของคุณกฤษดา ลูกเขยคุณอธิวัฒน์ คนนี้แหละพี่ เจ้าของตัวจริง”

            “คุณอธิวัฒน์หรือ” 

            สุชาญทวนชื่อดังกล่าวด้วยไม่คุ้นหู และอนึ่ง ไม่เคยรับรู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรมาก่อน

            “ใช่พี่ คุณอธิวัฒน์ วัฒนานุกูล เจ้าของตึกที่พวกเราทำงานนี่แหละ  พี่รู้จักเครือ วณิชภาคย์ วัฒนา กรุ๊ป ไหมล่ะ คุณอธิวัฒน์เขาเป็นหนึ่งในสามผู้ร่วมก่อตั้ง เลยมีส่วนหนึ่งของนามสกุล คำว่า วัฒนา อยู่ในชื่อไง  ส่วนอีกสองคน ผมจำชื่อไม่ได้  รู้แต่ว่ามี อัญวณิชย์ กับ หิรัญภาคย์ อีกสองสกุลนี้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งด้วย”

            กำลังรับฟังข้อมูลเพลิน ๆ มีอันให้ต้องสะดุดกับนามสกุลคุ้นหู  คนตรงหน้าคงไม่รู้หรอกว่า กำลังกล่าวถึงพ่อตาของเขาอยู่อย่างไม่รู้ตัว  สุชาญพอจะเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า ทำไมคุณอุดมชัยถึงห้ามไม่ให้แพร่งพรายเรื่องความสัมพันธ์  เพราะคงไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และอาจกลายเป็นประเด็นที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงานและการวางตัว

            เพราะตนไม่ได้มาที่นี่ ในฐานะคนใหญ่คนโตหรือสลักสำคัญอะไร  แต่ถูกส่งมาเพื่อให้มีงานการทำเป็นหลักแหล่ง มีอาชีพเลี้ยงตัวเท่านั้น  คิดแล้วก็อดชื่นชมในความคิดมองการณ์ไกล ทั้งนึกขอบคุณในความเมตตากรุณาของพ่อตาไม่ได้  ด้วยจัดหาให้ทุกอย่างแม้กระทั่งชุดทำงานที่ตนกำลังสวมใส่อยู่ตอนนี้

            ปวริศผละจากไป เพื่อชำระค่าขนมปังให้แก่แฟนสาวตรงเคาน์เตอร์คิดเงิน  ปล่อยให้สุชาญยืนเลือกขนมส่วนของตนตามลำพัง  ชายหนุ่มคีบขนมปังไส้กรอกที่มีตัวแป้งทำเป็นตัวกระต่ายวางลงบนถาด  รูปทรงที่แลดูน่ารักดีทำให้เขาคิดถึงพิศมณีขึ้นมาแวบหนึ่ง  เลยตั้งใจจะซื้อกลับไปฝากคนที่บ้าน เผื่อว่าอีกฝ่ายอาจจะนึกชอบ  แล้วเลือกขนมอย่างอื่นอีกหลายชิ้น เผื่อแผ่ไปถึงนางเย็นจิตและแจ่มจรัสอีกด้วย

            “โห พี่ชาญ ซื้อเยอะแบบนี้ เอาไปฝากลูกหรือ มีกี่คนแล้วพี่”

            ถ้อยคำกระเซ้าเย้าแหย่จากปวิริศ ทำให้สุชาญได้แต่อมยิ้มขำ หากเป็นเมื่อก่อนคงตอบกลับไปได้ในทันที  แต่พอมาตอนนี้ ต้องหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบคำถาม

            “ยังไม่มีเลยสักคน  มีแต่ภรรยา”
            “ผมแซวเล่นนะนี่ ไม่คิดว่า พี่จะตอบจริงจัง  นึกว่าพี่ยังโสด ยังไม่ได้แต่งงานซะอีก น่าอิจฉา”
            “อิจฉาทำไม  แฟนนายก็มีอยู่ทั้งคนแล้วไง”
            “ผมกับพี่มัชเหรอ โน่น..คงอีกนาน รอผมเก็บเงินสักพักก่อน ค่อยขอเขาแต่งงานนะ”

            สาเหตุที่ปวริศเรียกคนรักนำหน้าด้วยคำว่า ‘พี่’ เพราะฝ่ายนั้นมีอายุอานามมากกว่า และส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรียกกันมานานจนชินปากแล้ว ครั้นจะให้ลดระดับกลับมาเรียกชื่อเฉย ๆ ก็ให้รู้สึกแปลก ๆ กันทั้งสองฝ่าย  อีกทั้งฝ่ายหญิงเองก็ไม่ได้ร้องขอให้ปรับเปลี่ยนอะไร  ในเมื่อมีสรรพนามลับเฉพาะไว้ใช้เรียกกัน เวลาอยู่กันตามลำพังอยู่แล้ว

            วันแรกในที่ทำงานใหม่หมดไปอย่างรวดเร็ว อาจเพราะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ และโชคดีที่มีโอกาสได้พบเจอเพื่อนร่วมงานที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี  สุชาญกล่าวอำลาปวริศ ผู้อยู่ทำงานล่วงเวลาเหมือนเช่นคนอื่น ๆ ขณะที่ตนเป็นเพียงคนเดียวที่แตะบัตรประจำตัวพนักงานตรงเครื่องสแกน แล้วตรงดิ่งกลับบ้านได้เลยเมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็น อันเป็นเวลาเลิกงานตามปกติ
           

            หลังใช้เวลาฝ่าสภาพการจราจร ในเขตใจกลางเมืองกรุงร่วมชั่วโมงกว่า เวลาประมาณหกโมงครึ่ง ชายหนุ่มก็กลับถึงเรือนพำนัก  ในทีแรกที่เปิดประตูกระจกเข้าสู่ตัวบ้าน เขาสังเกตเห็นว่าข้าวของต่าง ๆ โดยเฉพาะพวกของตกแต่งบ้านมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง  ราวกับมีการเคลื่อนย้ายจัดแต่งใหม่เกือบทั้งหมดจนสังเกตได้

            “จัดบ้านใหม่หรือครับ พี่แจ่ม”

            เขาเอ่ยถามแจ่มจรัส ผู้กระวีกระวาดรินน้ำเย็นใสใส่แก้ว นำมาต้อนรับตรงบริเวณห้องรับแขก

            “ไม่เชิงจัดใหม่หรอกค่ะ คุณชาญ ก็คุณพิศเธอรื้อของเอามาเล่น แล้วแจ่มเองก็จำไม่ได้ด้วยน่ะสิว่า อันไหนวางตรงไหน เลยออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ เธอรื้อเล่นทั้งวัน ดีหน่อยตรงตอนเย็น ป้าเย็นแกพาออกไปเดินเล่น ตรงสวนหย่อมกลางหมู่บ้าน”

            หญิงรับใช้รายงานไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันนี้  แจ่มจรัสรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากกว่าปกติ  เพราะหากเป็นที่บ้านเดิม ยังพอมีคนอื่นมาผลัดเปลี่ยน ช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาด จัดเก็บข้าวของให้เข้าที่เข้าทางได้ตลอดเวลา  อีกทั้งส่วนใหญ่ คุณพิศก็เพียงแค่ทำรกภายในห้องของตัวเอง  หากแต่นี่เปลี่ยนมาเป็นบ้านทั้งหลัง จึงเปรียบคล้ายพื้นที่เล่นขยายอาณาเขตขึ้นอีก  เจ้านายเป็นฝ่ายสนุก แต่บริวารนี่สิ เหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัว

            ปกติแล้ว นางเย็นจิต ผู้เปรียบเสมือนหัวหน้าแม่บ้านก็ไม่ได้มีหน้าที่ตรงส่วนนี้  ด้วยวัยและสังขารที่ชราภาพมากแล้ว ครั้นจะให้มาก้ม ๆ เงย ๆ ตามเก็บกวาดทั้งวันคงไม่ไหว  ด้วยเหตุนี้ หญิงรับใช้ทั้งสองจึงต้องปรับตัว ด้วยการปล่อยให้เจ้านายสาวเล่นสนุกไปตามแต่ใจ  แล้วค่อยจัดการเก็บรวบยอดทีเดียว ให้ทันเวลาก่อนเจ้านายหนุ่มจะกลับเข้าบ้าน

            แจ่มจรัสเพิ่งเก็บกวาดเสร็จ  ก่อนหน้ารถของสุชาญจะเลี้ยวมาจอดตรงหน้าบ้าน เมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง

            “เหนื่อยหน่อยนะครับ พี่แจ่ม แต่เดี๋ยวก็คงมีคนมาช่วยเพิ่มอีกแรง”
            “ก็หวังใจให้เป็นเช่นนั้นค่ะ  คุณชาญรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวแจ่มจะจัดโต๊ะอาหาร ตอนนี้ คุณพิศเธอขึ้นไปอาบน้ำ รอทานข้าวพร้อมคุณชาญค่ะ”
            “ครับ อ่อนี่ ผมซื้อขนมปังมาฝาก แบ่งกันทานนะครับ”
            “ขอบคุณมากค่ะ”

            ชายหนุ่มส่งถุงใสที่มีกล่องกระดาษบรรจุขนมปังหลายชิ้น ให้อีกฝ่ายรับเอาไปถือไว้  แจ่มจรัสยิ้มให้กับน้ำใจไมตรีที่ได้รับจากอีกฝ่าย  ก่อนเดินหายลับเข้าไปในส่วนครัว  ปล่อยให้ชายหนุ่มได้นั่งพักผ่อนคลายอิริยาบถบนโซฟาตัวหนานุ่มตามลำพัง

            สายตาเหลือบมองไปเห็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง วางแอบหลบมุมอยู่แถวชั้นวางโทรทัศน์  ด้วยรูปทรงคุ้นตาทำให้สุชาญลุกขึ้นไปหยิบเอามาพินิจพิจารณาใกล้ ๆ  แม้ส่วนกลีบดอกที่เป็นสีขาวจะออกสีน้ำตาลช้ำหมดสภาพ แต่กระนั้น เขาก็ยังจดจำพุ่มเกสรสีเหลืองส้มตรงกลางได้  มันคือดอกบุนนาค แบบเดียวกับที่เคยเห็นผ่านหูผ่านตามาก่อนจากที่บ้านอัญวณิชย์  ทว่าการได้เห็นดอกไม้นี้อีกครั้งที่นี่ พานทำให้คิดไปได้ว่า เมื่อวานนี้คงมีใครสักคนเก็บติดมือมาด้วยเป็นแน่

            พิศมณีลงมาจากชั้นบนโดยมีนางเย็นจิตจูงมือพาลงมา จังหวะพอดิบพอดีกับที่มองเห็นของในมือผู้ชายคนเดียวในบ้าน  หญิงสาวจึงแผดเสียงดังเป็นตัวนำทางมาแต่ไกล

            “ดอกไข่  ดอกไข่”
            “อย่ารีบ ค่อย ๆ ลงค่ะ คุณพิศขา เดี๋ยวตกบันได”

            สุชาญมองดูภรรยาผู้ถลาเข้ามาใกล้ ก่อนคว้าเอาดอกบุนนาคในมือของตนไป  ริมฝีปากอิ่มแดงรูปกระจับขยับเอื้อนเอ่ย แสดงความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่

            “นี่ของพิศ ไม่ให้”

            ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่า เอามาจากไหน  พี่เลี้ยงชราก็เป็นฝ่ายไต่ถามตนเสียก่อน

            “ดอกบุนนาคนี่ คุณชาญหยิบติดมาจากที่บ้านหรือคะ”
            “เออะ อันนี้หรือครับ”

            คงไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตหรือต้องสืบค้นจนรู้ให้ได้ว่า ดอกไม้ปริศนาดอกนี้มาได้อย่างไร  เมื่อในอีกไม่ช้า จุดหมายปลายทางของมันคือลงไปนอนในถังขยะ  สุชาญจึงค้อมศีรษะรับ โดยมีสีหน้าที่แสดงออกประหนึ่งโล่งอกโล่งใจของนางเย็นจิตตอบสนองกับปฏิกิริยาของตน

            ค่ำวันนี้ หน้าที่ป้อนข้าวป้อนน้ำไม่ใช่ของพี่เลี้ยงสูงวัยอีกต่อไป  เพราะที่นั่งของพิศมณีมีการเปลี่ยนตำแหน่ง โยกย้ายมานั่งข้างกันกับสุชาญเป็นที่เรียบร้อย  หญิงสาวจับช้อนตักอาหารทานเองเพียงสองสามคำก่อนปล่อยมือออก นั่งรอให้คนข้างกันหันมาป้อน อ้าปากรอรับอาหารด้วยความเต็มใจ

            “ทานอีกนิดนะครับ ถ้าทานหมดนี่ มีขนมปังกระต่ายให้ทานด้วยนะ”

            เขายกเอาขนมปังมาเป็นตัวหลอกล่ออีกฝ่ายให้ทำตามคำบอก  พอได้ยินดังนั้น พิศมณีจึงแย่งช้อนจากมือสุชาญ เอามาตักอาหารส่งเข้าปากตัวเองโดยไว ด้วยความอยากเห็นกระต่ายที่ว่านั้นเต็มแก่  เล่นเอานางเย็นจิตที่เฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่าง ต้องรีบขยับเข้ามาห้ามปราม ด้วยเกรงจะเกิดสำลักอาหารเอาได้

            “ต่าย ต่าย”

            ขนมปังชิ้นดังกล่าววางมาบนจานแบ่งใบเล็ก  รอยยิ้มแสดงความพึงพอใจแผ่ไปบนดวงหน้าสวยงาม  ด้วยความหวังดี สุชาญเอื้อมมือออกไปช่วยบิแบ่งขนมแยกออกเป็นสองชิ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้รับประทานได้ง่าย  แต่นั่นกลับทำให้เสียงร้องด้วยความไม่พอใจแผดขึ้นมาทันที

            เหมือนความหวังดีที่กลายเป็นประสงค์ร้าย  ไม่เพียงแค่ส่งเสียงร้องไห้ สองมือของพิศมณียังหันมาทุบตีเขาด้วยความโมโหโกรธาอีกต่างหาก  สิ่งแรกที่สุชาญรีบทำไม่ใช่ตอบโต้กลับ หากแต่เป็นรีบกล่อมให้อีกฝ่ายสงบลงโดยไว  การห้ามปรามหรือเตือนสติใช้ไม่ได้ผลเสมอไป กับคนที่มีภาวะอาการทางประสาทแบบพิศมณี

            สำหรับคุณหนูใหญ่แห่งบ้านอัญวณิชย์  เธอกำลังให้ความสนใจต่อสิ่งของที่วางอยู่ตรงหน้า  แล้วจู่ ๆ คนข้างกันก็ยื่นมือเข้ามายุ่มย่าม ทำลายกระต่ายของเธอเสียอย่างนั้น  ดูสิ..กระต่ายตัวขาดครึ่ง แยกออกเป็นสองซีกเลย

            “ทำมันทำไม  ทำต่ายทำไม  ของพิศนะ”  เธอส่งเสียงแหวใส่คนข้างกันอย่างสุดฤทธิ์

            “ผมขอโทษครับ  แต่คุณพิศต้องไม่ตีผมนะครับ  ถ้าตี เดี๋ยวพรุ่งนี้ กระต่ายไม่มาอีกนะ”

            ตรงจุดที่โดนฤทธิ์ฝ่ามือปะทะไม่ได้เจ็บปวดอะไรมากมาย เพราะแรงมือของอีกฝ่ายเบาตามพละกำลังที่มีอยู่น้อยนิดของเจ้าตัว  ทั้งสุชาญยังถือวิสาสะรวบข้อมือทั้งสองข้างของพิศมณีเอาไว้  เพื่อเป็นการหยุดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายชั่วคราว

            “จริงเหรอ”
            “จริงสิครับ  และถ้าขอโทษที่ตีผมด้วย  กระต่ายจะมาสองตัวเลย  เพราะกระต่ายชอบคนพูดเพราะ ๆ ทำตัวดี ๆ”

            นาทีนั้น สุชาญงัดเอาจิตวิทยาหรือลูกล่อลูกชนทุกอย่าง เท่าที่ตนจะพอนึกขึ้นได้มาใช้กับคนตรงหน้า  โดยมีสายตาสองคู่ของนางเย็นจิตและแจ่มจรัสมองลุ้นตามไปด้วย เอาใจช่วยในสิ่งที่เจ้านายหนุ่มกำลังทำอยู่อย่างเต็มที่  เพราะในบ้านนี้ คงมีเพียงบุคคลเดียวที่มีสิทธิ์และสามารถทำเช่นนี้ได้  เพราะมีศักดิ์เป็นสามีของเจ้าตัว

            “ขอโทษ”

            วงจรความคิดของคนวิกลจริตไม่ยึดติดกับสามัญสำนึกพื้นฐานโดยทั่วไป  ดังนั้น พิศมณีจึงยอมกล่าวคำขอโทษออกมา เพียงเพราะอยากได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ  หาใช่เพราะรู้สึกผิดโดยแท้จริงไม่

            แต่นั่นก็ยังดีกว่า ไม่เกิดการเรียนรู้หรือพัฒนาอะไรใด ๆ เลย

            “พูดว่า ขอโทษค่ะ”

            สุชาญยังคงก้าวต่อไปอีกขั้น เพื่อกะเทาะตัวตนหรือช่วยขัดเกลา เอาลักษณะนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ออกทีละน้อย

            “ขอโทษค่ะ”

            พูดตามด้วยเสียงเบาลง แต่ก็ยินยอมพูดโดยไม่อิดเอื้อนแต่อย่างใด  สามีหนุ่มยิ้มด้วยความพึงพอใจ ก่อนปล่อยมือให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ พิศมณีหันไปจัดการกับขนมปังกระต่ายเจ้าปัญหาที่สุดท้ายแล้วนั้น เจ้าตัวก็จับฉีกทึ้งเล่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ดี  โดยมีสุชาญนั่งตักข้าวทานไปด้วย คอยเป็นเพื่อนชี้ชวนให้พิศมณีทานขนมปังดังกล่าว

            มันเป็นภาพที่ให้ความรู้สึก และบรรยากาศแปลกประหลาด ทว่าดีงามในความรู้สึกของหญิงรับใช้ทั้งสอง ผู้อยู่ร่วมพำนักอาศัยด้วยในบ้าน  แม้เจ้านายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้มีรูปกายหล่อเหลา หรือมีสิ่งอื่นใดเทียบเคียงหรือเหนือกว่าคุณหนูของพวกตน ทว่านิสัยใจคอและการแสดงออกที่ไม่ได้ส่อไปทางแข็งกร้าว หรืออ่อนโยนจนเกินไปนั้นเป็นคุณลักษณะเด่นประจำตัว ซึ่งช่วยทำให้เจ้านายคนใหม่มีความอดทนในการปรับตัว และรับมือกับภรรยาอย่างคุณพิศมณีได้เป็นอย่างดี

            แม้แต่นางเย็นจิตกับแจ่มจรัสยังมีความคิดเดียวกัน คือ แอบชื่นชมยินดีด้วยอยู่ในใจ  ถ้าหากวิญญาณของบรรพบุรุษตระกูลอัญวณิชย์มีจริง  คงอาจกล่าวได้ว่า ท่านเลือกผู้ชายคนที่เหมาะสมถูกต้องคล้องจองแล้ว ให้มาเป็นคู่ครองกัน
 

            หลังรับประทานอาหารเสร็จ  สุชาญกับพิศมณีก็ย้ายมาตรงห้องนั่งเล่น เพื่อเปลี่ยนให้แม่บ้านทั้งสองได้เป็นฝ่ายรับประทานกันบ้าง  เขามองดูอีกฝ่ายจัดแจงหยิบเอากล่องใส่แทรนแกรม หรือตัวต่อไม้รูปทรงเลขาคณิตเจ็ดชิ้น เทกระจายลงกับพื้น แล้วเริ่มต้นวางต่อกันเป็นรูปทรงต่าง ๆ  พิศมณีเล่นอย่างเพลิดเพลินอยู่คนเดียวด้วยสีหน้าตั้งอกตั้งใจ โดยมีสุชาญนั่งอยู่กับพื้นเป็นเพื่อนด้วยเช่นกัน หากแต่เอาหลังเอนพิงโซฟามองดูอยู่อย่างเงียบ ๆ

            อาจเป็นด้วยเพิ่งกินอิ่มตามประสาหนังท้องตึง หนังตาเลยหย่อน ประกอบกับความเหนื่อยล้าที่เกิดจากเริ่มงานวันแรก  อากาศเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศยิ่งเป็นตัวเสริม ให้ชายหนุ่มเผลอไผลงีบหลับไปโดยไม่รู้ตัว

            พิศมณีเงยหน้าขึ้นจากของเล่น หันมาเห็นภาพดังกล่าวเข้า  แทนที่จะเขย่าปลุกสุชาญให้กลับมาสนใจตัวเองอย่างเคย  เธอกลับเลือกที่จะนอนคว่ำหน้าลงไปกับพื้น  และนอนกะพริบตาปริบ ๆ มองดูอีกฝ่ายนิ่งนานอยู่อย่างนั้น โดยไม่ขยับตัวหรือกระดุกกระดิกเคลื่อนไหว

            นางเย็นจิตถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ กับภาพพิลึกพิกลที่ได้เห็นตรงหน้า  หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วและติดตามมาที่ห้องนั่งเล่น เพื่อมาดูแลคุณหนูของตน
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 

 
            วันเสาร์เดินทางมาถึงอย่างรวดเร็วและเป็นวันหยุดพักผ่อน เพราะที่ทำงานใหม่กำหนดให้มีวันทำงานเพียงห้าวันต่อสัปดาห์  ยกเว้นบางแผนกเท่านั้นที่พนักงานต้องสลับสับเปลี่ยน ทำงานกันในวันเสาร์ เพราะมีหน้าที่ต้องคอยรับเรื่องหรือติดต่อประสานงาน หรือที่เรียกกันว่า เซอร์วิสลูกค้า นั่นเอง

            สุชาญตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อย วางแผนเอาไว้ว่า วันนี้เขาจะกลับบ้านไปเยี่ยมหาบิดา ผู้ออกจากโรงพยาบาลกลับมาพักฟื้นที่บ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ตอนที่กำลังนั่งทานข้าวต้มกุ้งซึ่งแจ่มจรัสจัดเตรียมไว้ให้เป็นมื้อเช้านั้น  พิศมณีเพิ่งตื่นจากการนอนหลับ  ครั้นพอถึงตอนที่ตนเตรียมตัวจะถอยรถออกจากบ้าน  อีกฝ่ายที่เพิ่งลงมาจากชั้นบนมองมาเห็นเข้า  ปฏิบัติการร้องตามจึงเริ่มต้นขึ้นทันที

            “ชาญ ไปไหน ชาญ !”

            หญิงสาวรีบวิ่งตื๋อตรงเข้ามาหา ทั้งยังอยู่ในสภาพชุดนอน  เพราะตามปกติวันธรรมดา  อีกฝ่ายออกไปทำงานตั้งแต่เช้า กว่าตัวเองจะตื่นก็ไม่เห็นหน้ากันแล้ว เลยไม่ได้ร้องตามแต่อย่างใด

            “ไปบ้านครับ ผมจะไปเยี่ยมพ่อสักหน่อย”
            “ไปด้วย”
            “คุณพิศจะไปหรือครับ”
            “ไป”
            “ครับ ไปก็ไป”

            พิศมณีร้องยืนยันต่อความต้องการของตัวเองเสียงดัง ทั้งย่ำเท้าอยู่กับที่ไปมาประกอบท่าทาง  ทำให้สุชาญจำต้องกลับเข้าไปรอในบ้าน  กว่าอีกฝ่ายจะอาบน้ำแต่งตัว ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่  และกว่าจะทานอาหารเช้าเสร็จเป็นที่เรียบร้อย  เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงสายโด่งจนเกือบเที่ยง  ตอนกำลังจะออกจากบ้าน เขารับเอาตลับใส่ยาเม็ดจากมือนางเย็นจิต ผู้นำมายื่นส่งให้ตรงข้างรถ  มันคือยาเม็ดเล็กสีขาวที่พิศมณีต้องทานเป็นประจำหลังมื้ออาหาร  หลังคาดเข็ดขัดนิรภัยให้คนนั่งข้างและตัวเองเสร็จสรรพ  สุชาญก็ขับรถออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่จะพาตนกลับไปพบหน้าค่าตา สมาชิกคนอื่นในครอบครัวของตน

            หนนี้กลับบ้าน โดยมีสมาชิกใหม่ร่วมทางไปด้วยกัน  สุชาญอมยิ้มบางขึ้นบนใบหน้า ขณะลอบมองดูภรรยาสาวที่เอาแต่หันไปจ้องมองทัศนียภาพนอกหน้าต่าง  ในมือมีหมอนอิงรูปตุ๊กตาให้บีบคลึงเล่น ระหว่างที่ต้องนั่งนิ่ง ๆ ไปด้วยตลอดทางเช่นนี้

 
            รถยนต์คันสีน้ำเงินแล่นมาจอดตรงหน้าบ้าน ตอนที่กุ๊กไก่กำลังนั่งซักถุงเท้านักเรียนของตัวเอง อยู่ตรงลานเทปูนซึ่งทำเป็นพื้นที่ซักล้างหน้าบ้าน  เด็กหญิงทำตาโต ตอนที่เห็นน้าชายลงมาจากรถคันงาม แล้วเดินอ้อมไปรับใครอีกคนที่มาด้วยกัน ก่อนเดินจูงมือพาผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาในบ้าน  ผู้หญิงคนดังกล่าวไม่ใช่น้าน้ำ คนเดียวกับที่เป็นแฟนของน้าชาญ  เพราะผู้หญิงคนนี้หน้าตาสวยและผิวขาวกว่ามาก  แม้จะไม่ได้มองหรือยิ้มให้แก่ตนเลยก็ตาม  ทั้งยังกรอกตาสอดส่ายมองดูโน่นนี่ไปมา ทำหน้าตาท่าทางแปลกพิลึกชอบกล ในความคิดของเด็กหญิง

            “กุ๊กไก่ สวัสดีน้าพิศสิ  นี่น้าพิศ แฟน เอ่อ ภรรยาของน้า”

            หลานสาววัยแปดปี ยกมือเปียกน้ำขึ้นพนมไหว้แขกผู้มาเยือนตามมารยาท  ทั้งงุนงงสงสัยต่อคำบอกกล่าวของน้าชาย ผู้ซึ่งไม่เจอหน้ากันเพียงไม่กี่วัน แต่พอกลับบ้านมาอีกที คราวนี้กลับมีภรรยาติดสอยห้อยตามมาด้วย

            อ้าว.. แล้วน้าน้ำล่ะ !?  เด็กหญิงได้แต่เก็บความงุนงงสงสัยไว้กับตัว  ไม่ได้โพล่งถามออกไป  มองเห็นผู้ใหญ่สองคนถอดรองเท้าพากันเข้าไปในตัวบ้านแล้ว

            “พ่อครับ พี่รี  นี่คุณพิศครับ”

            สุชาญแนะนำภรรยาให้พี่สาวและบิดาซึ่งกำลังตื่นอยู่พอดีได้รู้จัก  สุธนส่งยิ้มอย่างเอ็นดูให้แก่ลูกสะใภ้ ทั้งที่ยังนอนแบ็บอยู่บนเตียง  เช่นเดียวกับสุรีย์ผู้ยิ้มปลาบปลื้มใจ ที่มีโอกาสได้เห็นตัวจริงของเจ้าสาวคนสวย ผู้ซึ่งตนมีโอกาสได้ทัศนามาแล้วก่อนหน้า จากภาพที่น้องชายเอาให้ดูในโทรศัพท์มือถือ

            “คุณพิศ สวัสดีสิครับ ยกมือด้วย ทำแบบนี้”

            พอเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนเฉย  ชายหนุ่มจึงหันไปบอกกล่าว ทั้งพนมมือให้ดูเป็นตัวอย่างอีกด้วย

            “ไม่เอา”  หญิงสาวตอบเสียงห้วนกระด้าง ทั้งยังเบี่ยงตัวหลบวูบไปอยู่ด้านหลังของสุชาญ เมื่อถูกพวกคนแปลกหน้าจ้องมองอีกต่างหาก

            “คุณพิศ โธ่.. นี่ไง เริ่มดื้อแล้ว วันหลังจะไม่พามาอีกแล้วนะครับ”

            พูดไปก็เท่านั้น.. เมื่อความสนใจของพิศมณีหักเหไปสู่สิ่งอื่น อย่างเช่น กล่องใส่ของเล่นกระจุกกระจิกของหลานสาว ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็ก รวมกับพวกสมุดและตำราเรียนต่าง ๆ   ภรรยาคนสวยของสุชาญปราดเข้าไปหยิบจับเล่นอย่างให้ความสนอกสนใจทันที  ท่ามกลางสายตาสามคู่ที่มองตามไป

            “คุณหนูคนนี้ รูปร่างหน้าตาดี ผิวพรรณก็ดี แถมยังเป็นคนมีฐานะ มีชาติตระกูลอีกด้วย  ชาญได้ภรรยาดีขนาดนี้  พ่อเห็นแล้วก็หมดห่วง”

            “หมดห่วงอะไรกันครับ  พ่อยังต้องอยู่ดูผมไปอีกนาน”

            เขาขยับเข้าไปยืนชิดข้างเตียง  ยื่นมือออกไปช่วยประคองร่างของผู้เป็นบิดาให้ลุกขึ้นมานั่ง  ขาสองข้างของคนป่วยพาดลงจากขอบเตียง ฝ่าเท้าข้างที่ยังมีความรู้สึกแนบไปกับพื้นบ้าน รับสัมผัสลื่นเย็นจากแผ่นกระเบื้องที่ปูรองอยู่ข้างใต้  สายตาของชายสูงวัยทอดมองไปยังลูกสะใภ้ เจือด้วยแววชอบใจและเมตตาปรานีอย่างเห็นได้ชัด

            “คุณพิศสวยมากจริง ๆ เสียดาย.. ที่เธอต้องมาเป็นแบบนี้นะ”

            สุรีย์แสดงความคิดเห็นตามตรง  ไม่นึกถือสาหาความกับกิริยาท่าทางแข็งกระด้าง หรือไร้มารยาทของอีกฝ่าย  เพราะรับรู้ถึงความผิดปกติทางสมอง ตามคำบอกเล่าของน้องชายมาก่อนหน้า        

            “เคยได้ยินแต่คนอื่นพูดให้ฟัง ว่าตอนเธอดี ๆ อยู่ แย่ยิ่งกว่านี้อีก หมายถึงนิสัยนะ ส่วนที่เป็นอยู่ตอนนี้ ยังพอรับมือไหว ถ้าไม่ปล่อยให้ร้องหรืออาละวาด เธอก็จะอยู่ไม่สุข เที่ยวรื้อหาของเล่นไปทั่วแบบนี้แหละ พี่รี”

            สุชาญบอกเล่าไปตามข้อเท็จจริง  ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น  กุ๊กไก่ก็เดินผ่านประตูเข้ามา พร้อมกับตรงรี่เข้าไปหาผู้บุกรุกทันที  เมื่อเห็นคนแปลกหน้ากำลังรื้อค้นข้าวของของตนอยู่อย่างสนุกสนาน  เด็กหญิงอาศัยจังหวะอันไว คว้าเอากล่องใส่ของเล่นไว้ในมือ ก่อนลงมานั่งขัดสมาธิบนพื้นใกล้กับมารดาผู้นั่งอยู่บนโซฟาตัวเล็ก  การกระทำดังกล่าว ส่งผลทำให้พิศมณีติดตามลงมานั่งด้วยอย่างให้ความสนใจ

            “เล่นสกุชชี่ไหม หนูให้ยืมเล่นนะ เล่นเป็นไหม กด ๆ ลงไปแบบนี้ แล้วเดี๋ยวมันจะเด้ง กลับมาเป็นเหมือนเดิม”

            กุ๊กไก่หยิบเอาสกุชชี่ หรือก็คือ ตุ๊กตาฟองน้ำสีสันสดใสหลากหลายรูปทรง ออกมาจากในกล่องวางเรียงรายลงบนพื้น แล้วสาธิตวิธีการเล่นแบบง่าย ๆ ด้วยการใช้มือกดตุ๊กตานุ่มนิ่มให้ยุบตัวลงไป แล้วปล่อยมือออก รอเวลาให้ของเล่นฟองน้ำคืนตัวอย่างช้า ๆ จากนั้นจึงชี้ชวนให้อีกฝ่ายทำตาม

            ปกติแล้ว พิศมณีไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้  หากแต่วันนี้ เธอถูกพามาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่  มีคนหน้าใหม่เป็นเด็กหญิงตัวเล็กมาเล่นกับตนด้วย  และชาญของเธอเองก็นั่งอยู่ด้วยไม่ไกลจากตรงนี้  สถานที่แห่งนี้จึงให้ความรู้สึกปลอดภัย สามารถเล่นได้อย่างสบายใจไปตามที่ใจต้องการ

            ผู้ใหญ่สามคนนั่งสนทนา ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันไปตามประสา  ปล่อยน้าสะใภ้กับหลานสาวนั่งเล่นด้วยกันสองคน  ผ่านไปสักพักใหญ่ ของเล่นทุกชิ้นในกล่องถูกนำออกมาวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้น  เรื่องไม่เป็นเรื่องพลันก่อเกิด  เมื่อพิศมณีต้องการแกะตุ๊กตาฟองน้ำรูปขนมเค้กสีสันสดใส อันที่ผนึกอยู่ในห่อพลาสติกอย่างดีออกมาเล่น โดยมีกุ๊กไก่พยายามพูดห้ามปราม

            มิไยที่เด็กหญิงพูดปฏิเสธแล้ว แต่คนตรงหน้าก็ไม่ฟัง  มันเป็นของเล่นชิ้นที่กุ๊กไก่อุตส่าห์อดออม เก็บหอมรอมริบจากเงินค่าขนม ซื้อเตรียมไว้เป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนสนิทที่โรงเรียน  ด้วยเหตุนี้ เด็กหญิงจึงคว้าเอาห่อของเล่นมาถือไว้กับตัว พร้อมกระถดตัวถอยหลังเพื่อขยับออกห่าง

            เสียงร้องแสดงความไม่พอใจของพิศมณี ทำให้สุชาญต้องเหลียวหันมาดู  มองเห็นอีกฝ่ายโถมตัวไปข้างหน้า พยายามจะยื้อแย่งอะไรบางอย่างจากในมือของหลานสาว  เขาไม่รู้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไร  หากแต่รู้ล่วงหน้าว่า หญิงสาวอาจเกิดอาละวาดขึ้นมาแน่ ถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

            “กุ๊กไก่ เอาให้น้าพิศ อย่าหวงของ” 
            “แต่อันนี้ เอาให้เล่นไม่ได้ค่ะ อันนี้หนูซื้อไว้ จะเอาไปให้วันเกิดเพื่อนที่โรงเรียน”

            เด็กหญิงตอบพลางกำห่อของเล่นไว้แน่น เบี่ยงตัวหลบผู้ใหญ่ตรงหน้าที่พยายามจะแย่งชิงเอาของในมือตนอย่างสุดฤทธิ์  พิศมณีเริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ทั้งส่งเสียงฮึดฮัด แสดงออกถึงอารมณ์ขุ่นเคืองที่ถูกขัดใจ

            สุรีย์หันมองหน้าน้องชาย เห็นสุชาญหรี่ตาลงมองดุ เอ่ยเสียงแข็งสำทับหลานซ้ำอีกครั้ง

            “เอาให้น้าพิศ เดี๋ยวเราค่อยซื้ออันใหม่ก็ได้”
            “ไม่มีแล้ว แบบนี้เขาขายหมดแล้ว อันนี้อันสุดท้าย”
            “เดี๋ยวน้าพาไปซื้ออย่างอื่นแทนก็ได้  เอาอันนั้นให้น้าพิศไปก่อน  เดี๋ยวนี้ !”

            พอได้ยินเช่นนั้น กุ๊กไก่ถึงค่อยยอมปล่อยมือ  ปล่อยให้ของเล่นตกอยู่ในการครอบครองของฝ่ายตรงข้ามแต่โดยดี  แต่ถึงกระนั้น เด็กหญิงก็ยังนั่งทำตาแดง เม้มปากแน่น ด้วยเกิดอาการน้อยใจที่ถูกน้าชายดุต่อหน้าคนอื่น

            เกือบไปแล้ว..  หากแก้ปัญหาช้ากว่านี้อีกนิดเดียว  คนทั้งบ้านและคนแถวนี้คงได้แตกตื่นกับเสียงกรีดร้อง และอาการอาละวาดขึ้นมาอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ของพิศมณี  สุชาญลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก  ขณะมองดูภรรยาง่วนอยู่กับการเอามือกดตุ๊กตาฟองน้ำเล่นอย่างสนุกสนาน  ส่วนกุ๊กไก่นั่งหันหลังให้คนทั้งหมด ออกอาการงอนอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

            เล่นคนเดียวไม่สนุกเท่ากับเล่นร่วมกับคนอื่น  สักพักพิศมณีก็หันไปส่งเสียงเรียกเด็กหญิงให้มาเล่นด้วยกัน ในทีแรกกุ๊กไก่ทำเป็นเมิน ไม่ตอบสนอง แต่ไม่นานนักก็หันกลับไปเล่นด้วยกันตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้า

            ธรรมชาติของเด็กก็เป็นแบบนี้  โกรธง่ายหายไว พร้อมที่จะให้อภัยและไม่ผูกใจเจ็บอาฆาต ซื่อใสไร้มารยาไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ เพราะยังอยู่ในวัยไร้เดียงสา

            และคนทำดีก็สมควรได้รับรางวัล  พิศมณีได้ตอบแทนน้ำใจของเด็กหญิงในครั้งนี้  เมื่อตอนที่สุรีย์เอ่ยถามทุกคนว่า ต้องการทานอะไรเป็นอาหารเย็น จะได้ออกไปซื้อหามาให้รับประทานกัน
 
            “ไก่ทอดได้ไหมแม่ นะ หนูอยากกินไก่ทอด”

            กุ๊กไก่พูดจาออดอ้อนขึ้นมาอย่างมีความหวัง ขณะเอ่ยถึงไก่ทอดยี่ห้อดังที่มีบริการส่งถึงบ้าน รสชาติของมันช่างแสนอร่อยเหาะในความคิดของเด็กหญิง  อาจเป็นเพราะนาน ๆ ถึงจะมีโอกาสได้กินสักทีก็เป็นได้

            “ไม่ได้ มีเรากินอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่ได้กินด้วย”  สุรีย์ปฏิเสธคำขอของลูกสาว ก่อนหันไปถามน้องชาย  “ชาญ แล้วคุณพิศล่ะ กินอะไรได้บ้าง”

            “ต้มสุกี้กินกันก็ดีนะ พี่รี ไม่ได้กินนานแล้ว ทำแบบง่าย ๆ ใส่ผัก ใส่ไข่  คุณพิศกินได้  พ่อก็ได้กินด้วย”

            สุชาญเสนอตัวเลือกเป็นทางออกที่ลงตัวกับคนทั้งหมด  เขาหันไปทางพิศมณี ยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “ทานสุกี้ไหมครับ คุณพิศ”

            จังหวะนั้น พิศมณีกำลังมองดูสีหน้าเงื่องหงอยของกุ๊กไก่ผู้นั่งอยู่ใกล้กัน  เด็กหญิงยังคงพึมพำบ่นอยากกินไก่ทอดซ้ำไปมา ด้วยสีหน้าแสดงความเสียดายและผิดหวังอยู่อย่างไม่ขาดปาก

            “กิน  เอาไก่ทอดด้วย”
            “ไก่ทอดเหรอ คุณพิศจะทานหรือครับ”

            สุชาญถามซ้ำเพื่อย้ำชัดให้แน่ใจ  โดยมีเสียงกระซิบกระซาบบอกบทของหลานสาว ดังแทรกขึ้นมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน

            .. บอกน้าชาญสั่งมาเยอะ ๆ หลาย ๆ ชิ้นเลย น้าพิศ  ไก่ทอดอร่อยนะ กินด้วยกัน ..

            “กิน เอาเยอะ ๆ”

            หญิงสาวพูดตามคำบอกชี้นำของเด็กหญิงข้างตัว  ทั้งที่ตัวเองนึกภาพไม่ออกหรอกว่า ไก่ทอดหน้าตาเป็นอย่างไร

            “สุกี้ดีกว่านะครับ”
            “ไก่ทอด !”

            พอเห็นน้าชายตั้งท่าจะปฏิเสธ กุ๊กไก่จึงส่งเสียงประท้วง พลอยทำให้พิศมณีร้องตามเด็กหญิงไปด้วย  ทั้งบ้านระงมไปด้วยคำว่า ‘ไก่ทอด’ สองเสียงประสานกัน  ทำให้สุชาญต้องจำนนในที่สุด

            “ครับ ๆ ก็ได้  เดี๋ยวสั่งไก่ทอดมาด้วยก็ได้  แต่คุณพิศต้องทานสุกี้ด้วยนะครับ”
            “อือ”

            คนบงการตอบรับอย่างไม่ใคร่ใส่ใจ ก่อนหันไปสนใจหน้าจอโทรทัศน์ เนื่องจากกุ๊กไก่จัดแจงเปิดการ์ตูนเรื่องโปรด จากเครื่องเล่นแผ่นซีดีให้ดูเป็นการตอบแทน  นั่งดูไปได้สักพัก พิศมณีก็เริ่มทำตาปรือ ออกอาการง่วงให้ได้เห็น เพราะตามเวลาปกติแล้ว เธอเคยได้นอนพักช่วงกลางวันเป็นประจำทุกวัน  สุชาญเห็นดังนั้น จึงหยิบหมอนจากบนเตียงลงไปวางไว้บนพื้นให้หนึ่งใบ แล้วค่อย ๆ จับพาเอนตัวอีกฝ่ายลงนอนหงายไปกับพื้นบ้านที่สะอาดเอี่ยม ด้วยฝีมือปัดกวาดเช็ดถูอยู่ทุกวันของพี่สาว ปล่อยให้หญิงสาวเคลิ้มหลับไปในที่สุด

            “น่าสงสารคุณพิศเหมือนกันนะ เห็นอย่างนี้แล้วเหมือนเด็กเลย”

            สุรีย์พูดขึ้นเสียงเบา  ขณะลุกขึ้นหยิบเอาถุงผ้าเตรียมออกไปจ่ายของ หาซื้อวัตถุดิบมาทำสุกี้แบบง่าย ๆ  ต้มหม้อใหญ่แล้วตักแจกคนละถ้วย แต่นั่งทานร่วมกัน 

            “ตอนหลับนี่แหละ ถึงหมดพิษสง ค่อยดูน่ารักขึ้นมาหน่อย”

            สุชาญวิจารณ์ไปตามความรู้สึกของตน  มองดูหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ ที่สุดท้ายทั้งคู่ก็หลับไปบนหมอนใบเดียวกัน  แลดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสากันไปคนละแบบ

            การมีท่าทีเป็นมิตร ยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้ได้นับเป็นสัญญาณที่ดี  แม้ชายหนุ่มจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง เสมือนหนึ่งตนเป็นคนดึงวิถีชีวิตอันอยู่สูงกว่าของอีกฝ่าย ให้ลงมาคลุกคลีกับวิถีชีวิตคนชนชั้นล่างอย่างตน  แต่มันจะเป็นการดีกว่าในระยะยาว หากพวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกและสังคมเดียวกัน
 

            เย็นวันนั้นก่อนกลับ สุชาญทำตามสัญญาโดยพาหลานสาวไปที่ร้านขายของเล่น ในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน  กุ๊กไก่ยิ้มแป้นหน้าบาน เพราะได้ทั้งของขวัญชิ้นใหม่ให้เพื่อน และตุ๊กตาเจ้าหญิงตัวที่เคยจดจ้องอยากได้มาแสนนานให้ตัวเอง  ขณะที่น้าชายต้องจ่ายเงินซื้อหมอนรูปปลาทูทอดตัวใหญ่เพิ่มอีกใบ เพราะน้าสะใภ้ที่ตามเข้าไปด้วยในร้าน คว้าเอามากอดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

            สุรีย์กับลูกสาวแยกกันกับน้องชายตรงลานจอดรถ  เด็กหญิงโบกมืออำลาน้าชายและน้าสะใภ้  ก่อนจะแยกย้ายกัน กุ๊กไก่แอบกระซิบกระซาบกับสมาชิกครอบครัวคนใหม่เสียงเบา
 
            “แล้วมาอีกนะ น้าพิศ มาบ่อย ๆ นะคะ หนูชักชอบน้าพิศแล้วล่ะ”
 
 

 
++++++++++++++++++++++++++++++




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2563
0 comments
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2563 12:49:14 น.
Counter : 249 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณรัชต์สารินท์, คุณnewyorknurse

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


zionzany
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนนิยาย

ปลดปล่อยจินตนาการ

ไม่ยึดติดกับแนวไหน

เพราะจะไปให้ถึงที่สุด..

เท่าที่เราสามารถแผ่

กิ่งก้านความสามารถ

ออกไปสู่โลกกว้างได้

ยินดีต้อนรับทุกคน

สู่โลกของ zionzany

ที่นี่ .. ตรงนี้นะจ้ะ
แต่งนิยายทำร้ายผู้อ่าน ..Tcell H-A-V.. ..Tacticle Ball.. ..Kiss Myself.. ..ZhuXian จูเซียน.. ..เพียงฝันนี้ ศรีสุวรรณ.. อยากคูล อยากคัลท์ อยากมันส์ ที่สำคัญ อยาก-เขียน-ให้-จบ Let's rock Baby
New Comments
Friends' blogs
[Add zionzany's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.