ทักษภณ
<<
พฤศจิกายน 2562
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
27 พฤศจิกายน 2562

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 15/1 ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง

ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ 15/1 ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง

 

อยุธยาในเพลานี้ เมืองเหนือจรดใต้ต่างยำเกรงในพระราชอำนาจ พระองค์ทรงประทับที่ปรางค์มาศปราสาทชัย นางสนมใน ก้มกราบ ประนมกร สำราญพระหฤทัยอยู่ในที่ประทับ เพลาบ่ายแดดอ่อน ทรงเครื่องเรืองรอง เสด็จออกท้องพระโรง ตรัสราชการเกี่ยวกับบ้านเมือง มิมีเรื่องอันใดให้ขุ่นเคืองพระหฤทัย ทรงผันพระพักตร์ ตรัสว่า

“ดูรา จมื่นศรี อ้ายพลายแก้วที่ตั้งเป็นขุนแผน เมื่อครั้งตี เชียงทองได้ ยังหนุ่มแน่น กล้าหาญชาญชัย ถ้าใช้สอยนานไปเห็นจะได้การ เพลานี้ใช้ให้ตระเวนไพร ไม่เคยเอามาใช้ในราชฐาน ถ้าปล่อยปละละเลย ไปเป็นเวลานาน ไหนเลยจะได้เรียนรู้งานราชการบ้านเมือง ญาติวงศ์ พงศาของมันก็ไม่มี

จมื่นศรี สันทัดในการฝึกหัดคน กูขอฝากอ้ายแผนด้วย ให้ช่วยเป็นครู ฝึกใช้งานในหมู่มหาดเล็ก ยังมีอ้ายขุนช้างชาวสุพรรณด้วย พ่อมันมาให้ไว้ เพื่อรับใช้ตั้งแต่เด็ก หัวล้านเลี่ยน เหมือนกระบาลเจ็ก ขอฝากคนนี้ด้วยอีกคน ลองฝึกฝนดูเป็นไรไป ให้ไปทั้งกาญจนบุรี และที่สุพรรณ เอาอ้ายทั้ังสองคนนั้นมาไวๆ”

พระหมื่นศรีหลังจากได้รับสั่ง ก็ถอยคลานออกมา บอกเจ้ากรมจัดพวกตำรวจใน รีบเร่งรัดให้ไปทันที ครั้นไปถึงเขาชนไก่ ตรงไปที่บ้านขุนแผน แจ้งพระดำรัสแก่ขุนแผนอย่างครบถ้วน

“รับสั่งพระเจ้าแผ่นดิน ให้หาท่านไปยังอยุธยา จะได้ฝึกสอนราชการที่ในวัง”

ขุนแผนได้ฟัง ก็รู้สึกพอใจยิ่งนัก จึงได้ไปแจ้งเรื่องกับมารดา

“ลูกจะลาเข้ากรุงในเพลาพรุ่งนี้เช้า ด้วยรับสั่งของสมเด็จพระพันวษา ให้ลูกนี้เข้าไปเฝ้า จะได้ฝึกราชการ การงานหนักเบา ต่างๆ ลูกขอฝากลาวทองไว้กับแม่ เมื่อลูกมีบ้านช่องพร้อมแล้ว จะมารับแม่ไปไว้ใกล้ๆ ลูกไปอยู่กรุงหนทางไม่ห่างไกลจะไปมา จะไม่ทอดทิ้งมารดา”

นางทองประศรี ได้ฟังคำที่ลูกว่า แกดีใจจนน้ำตาไหล ลูบหน้า ลูบหลังลูก ด้วยความเอ็นดู ปราณี

“ไปเถิดเจ้า อย่าได้แต่เฝ้าเป็นห่วงใย เมียของเจ้านั้นไซร้ให้อยู่ที่นี่ แม่จะกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูอยู่ทางนี้ มิให้ได้เดือดร้อน รำคาญใจ เจ้าจงอุตส่าห์ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ฝึกหัดราชการให้จงได้ ถ้าได้มีมียศเป็นที่ปรากฏ ก็เหมือนได้แทนคุณขุนไกร ผู้บิดา

แต่ทว่าราชการงานเมือง จะสามารถปราดเปรื่องได้นั้น เป็นไปได้ยากหนักหนา โบราณท่านจึงมีคติมาว่า วุฒิสี่ประการ เมื่อนำไปปฏิบัติ ปัญญา ชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง งอกงาม

หนึ่ง เป็นผู้ดีมีเชื้อชาติ กิริยามารยาทส่งสัณฐาน

หนึ่ง ได้ศึกษาวิชาชาญ เป็นแก่นสารคือคุณอุดหนุนตัว

หนึ่ง ว่าอายุเจริญวัย เข้าใจ ผิด ชอบ ประกอบทั่ว

หนึ่ง ว่าปัญญาว่องไวไม่มีมึนมัว จึงจะรู้ดีชั่วในการงาน

ท่านว่าผู้เป็นข้าฝ่าธุลี ต้องมีวุฒิทั้งสี่สถาน เจ้านี้ดูไปแล้วมีดีอยู่ทุกประการ จะไปสู่ร่มโพธิสมภารก็ควรแล้ว

แต่ทว่าเจ้าอย่าทะนงตน องอาจจนเกินไป อย่าประมาทถือตัวว่า ข้าแกล้วกล้า ถ้าอยู่ในความประมาท ลางทีอาจเจอราชภัยได้ ขอให้ลูกแก้วจงจำคำของมารดา

โบราณว่าเป็นข้าจอมกษัตริย์ ราชสวัสดิ์ ต้องเพียรเรียน รักษา ท่านมีมาช้านานเขียนไว้ในตำรา ตั้งแต่สมัยโบราณ

หนึ่ง วิชาสามารถมีอย่างไร ไม่ปิดไว้ให้ท่านทราบทุกสิ่งสรรพ์

หนึ่ง กล้าหาญทำการถวายนั้น มุ่งมั่นจนสำเร็จเจตนา

หนึ่ง มิได้ประมาทราชกิจ ชอบผิดตริตรึกหมั่นศึกษา

หนึ่ง สัตย์ซื่อถือธรรมจรรยา เหมือนสมาทานศีลไว้ให้มั่นคง

หนึ่ง เสงี่ยมเจียมตัวไม่กำเริบ เอื้อเอิบหยิ่งเย่อเพ้อหลง

หนึ่ง อยู่ใกล้ชิดติดพระองค์ ไม่ทำเทียมด้วยทะนงพระกรุณา

หนึ่ง ไซร้ไม่ร่วมพระราชอาสน์ ด้วยอุบาทว์จัญไรเป็นหนักหนา

หนึ่ง เข้าเฝ้าสังเกตซึ่งกิจจา ไม่ใกล้ไกลไปกว่าสมควรการ

หนึ่ง ผู้หญิงชาวในไม่พันพัว เล่นหัวผูกรักสมัครสมาน

หนึ่ง สวามิภักดิ์รักใครในภูบาล ถึงถูกกริ้วทนทานไม่ตอบแทน

 

ราชสวัสดิ์ทั้ง 10 ข้อ ขอให้พ่อจงจำไว้ให้หนักแน่น ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ พ่อแก้วของแม่จงใส่ใจ จงไปดีมาดี ศรีสวัสดิ์ พ้นจาก ความวิบัติ เสี้ยนหนาม การเจ็บไข้ได้ป่วย ขอให้พระองค์ โปรดปราน ประทานตำแหน่งให้เป็นพระยา”

จากนั้นเดินออกมานอกห้อง ร้องเรียกผู้คน พวกบ่าว ข้า ทาส มา

“พ่อแผนเอาอ้ายเต่า กับอ้ายมา ไปติดตามหน้าหลัง ทั้งสองคน”

ขุนแผนรับคำของมารดา แล้วมาหาลาวทองเห็นหน้าตาหมองหม่น จึงลูบหลังสั่งเสีย

“จะเอาแต่ร้องไห้ไปไยน้อง พี่ไปมิใช่จะทิ้งขว้าง พอมีเวลาว่างจะมาหาเจ้า”

ปลอบพลาง ชวนลาวทองจัดเตรียมของไว้สำหรับการเดินทาง รุ่งเช้าขุนแผนพร้อมกับตำรวจ ก็ออกเดินทางจากบ้าน พอไปถึงสุพรรณ ก็ตรงไปยังเรือนของขุนช้าง

ขุนช้างพอเหลือบเห็นขุนแผน รีบวิ่งไปปิดประตูทันที เข้าห้องกอดหมอนนอนคราง บอกวันทองด้วยความตกใจ

“ขุนแผนขึ้นมาบนเรือน พาตำรวจมาด้วย เห็นจะเกิดความลุกลามใหญ่โตเป็นแน่แท้ หากมิมีรับสั่งใช้ฤาจะมา”

วันทองครั้นได้ฟัง ตกใจ ละล้าละลังเป็นหนักหนา

“จะทำฉันใดดีนะอกอา จะเอาหน้าไปฝาก หรือซ่อนไว้ในแห่งหนใด ถึงคดีความจะเป็นเรื่องใหญ่ดังไฟลาม ถ้าหากว่าเสียเงินทองแล้วระงับได้หาทุกข์ไม่ กลัวว่าจะโดนจับคร่าไปศาลให้ได้รับความลำบากใจ นี่สิเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขได้ จะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรเล่าพ่อขุนช้าง”

ขุนช้างได้แต่น้ำตาคลอ ครางฮือๆ กอดวันทองไว้

“กรรมของเราแท้ๆ แม่วันทอง ถ้าเขาฟ้องร้องเห็นจะทำให้วุ่นวาย แต่ว่าเสียเงินทองเท่าใด ก็ไม่คิดเสียดายเลย ขอแต่ให้ได้ตัวน้องวันทองมาอยู่เคียงข้าง ตัวพี่นี้จะยอมไปศาลหลวง แต่ก็ยังเป็นห่วงด้วยตัวน้อง ทำให้พี่นั้นระทมเศร้าหมองใจนัก”

ตำรวจร้องเรียก เร่งเร้า

“เจ้าช้างเถื่อน เข้าเรือนนอนเสียแล้วฤา ร้องเรียกเท่าไร ก็ไม่ขานรับ จะนิ่งดื้ออยู่ได้ หรืออย่างไร มีรับสั่งให้มาหาตัวไป จะพูดจาว่าเยี่ยงไร ก็ไม่ออกมาพูดคุยกัน ขอให้รีบเร่ง ไปเสียตอนนี้ ยังทันเวลา ถ้าหากชักช้าคงจะต้องฉุดคร่าไป”

ขุนช้างได้ฟังคำของตำรวจยิ่งรู้สึกร้อนร้น ตัวสั่นงันงก เหงื่อไหลโทรมกาย ร้องตอบไปว่า

“ข้าลุกนั่งไม่ได้เจ้าขรัวนาย หมอว่าเป็นไข้สันนิบาต วันนี้ต้องถึงฆาตในตอนบ่าย เมื่อตะกี้ ก็มิอาจขยับกาย เคลื่อนไหวใดๆ ได้ ขออย่าเพิ่งวุ่นวายไป”

ตำรวจว่า

“พูดปดไปได้ เห็นนั่งอยู่เมื่อตะกี้ ลุกหนีแล้วปิดประตู เมื่อไม่ออกมาก็แล้วไป จะไปดูข้างในให้เห็นว่าเป็นเยี่ยงไร”

ขุนช้างตกใจสะกิดเมีย

“ลั่นดาลเสียเถิด แม่ทูนหัว”

วันทอง ขาสั่นระรัว ค่อยๆ ย่องมาชักหัวดาลลั่นเข้าทันใด ฝ่ายขุนแผนและตำรวจนั้น ลุกเข้ามาทันที ผลักดูประตู พบว่าลั่นดาลแน่นหนา ไม่อาจเปิดได้ ขุนแผนเข้าใจทันทีว่าใส่กลอนอยู่ด้านใน

จึงเป่าคาถามหาสะเดาะ กลอนหลุดผลุดเผลาะ ดังคนถอนออก ตำรวจกรูเข้าไปที่นอน ขุนช้างฉวยหมอนขึ้นได้ ออกหน้ายักษ์ โยกตัว โคลงหัว ให้ดูเหมือนว่าผีเข้า

“กูนี้เจ้าพระประแดงกำแพงหัก”

แล้วทำตาเหลือก ยักคอ หัวร่อคิกคัก

“มึงรู้จักกูฤาไม่ ไอ้ขุนโรง”

ตำรวจร้องว่า

“ชะเจ้าขุนช้าง ลูกเล่นเยอะจริง อ้ายตายโหง”

ขุนช้าง กระโดด โลดเต้น ไปมา ทั้งด่า ทั้งขู่

“กูจะหักคอ อ้ายเหล่าพวกมึงไปข้างไหนมา อุกอาจนักหนาไม่กลัวพ่อ”

แล้วทำยักคิ้ว หลิ่วตา ทำหน้างองิก กล่าวต่อไปว่า

“พวกมึงมาล้อเล่นกับกู ต้องเจอดี”

ขุนแผนรู้สึกแค้นใจขุนช้าง โกรธวันทอง ดังไฟสุม ที่ทั้งสองถ่อยเข้ากันได้ดี คิดจะผลาญชีวิตให้เป็นผี หากมีดาบคงได้ฟาดฟันให้ขาดกลางเป็นแน่

จึงทำเป็นกลัวเจ้าจะหักคอ ต่อล้อ โลดเล่น เต้นโผงผาง แกล้งทำเป็นพลาดล้มเหยียบม่านขาดกลาง แล้วขาเตะไปโดน วันทองล้มคว่ำไป

วันทองล้มคว่ำคะมำจุก เอามือกดท้องลุกขึ้นไม่ได้ ขุนช้างตกใจตัวสั่น เข้าไปกอดเมียไว้ พร่ำบ่นว่า

“เวรกรมๆ”

ตำรวจหัวเราะแล้วถามว่า

“ออกแล้วฤาเจ้า ทำไมไม่เข้าไปจนถึงค่ำ หรือเป็นเพราะ ไข้ป่ากำเริบขึ้นตา หรือไม่ก็เป็นเพราะเลือดลมกำเริบทำให้งกๆเงิ่นๆ ไป

บัดนี้มีรับสั่งให้เรามา หาตัวให้เข้าไปเฝ้าอย่าได้ช้า ด้วยบิดาของนายถวายตัวไว้ แต่ยังมิได้ใช้สอยราชการ จะเอาไปฝึกสอนให้เข้าใจ นี่ีคิดเห็นเป็นเยี่ยงไร จึงได้ทำผีเข้า ผีออก หลอก ออกยักษ์ ออกมารอยู่วุ่นวาย”

ขุนช้าง เมื่อฟังไปก็รู้ว่ามิได้ถูกฟ้องร้องคดีความ รู้สึกหายใจทั่วท้อง ทุกข์ร้อนที่มีอยู่ได้มลายหายไป

“ถ้ารู้แต่แรกว่ามิได้มีเรื่องวุ่นวายอันใด เจ้านายท่านจะเข้าเราทำไม จะให้ไปเข้าเวรเกณฑ์ใช้รับราขการ ข้าหาได้เกียจคร้านสักนิดไม่”

จากนั้นไปหาเมีย เรียกหาบ่าวไพร่ มาสั่งเสียเรียบร้อยแล้ว ขุนแผน ขุนช้างก็ลงเรือนไปกับตำรวจ ตัดทางดั้นด้นลัดป่า เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา เข้าไปหาจมื่นศรีทันที

จมื่นศรีเสาวรักษ์ พูดจาทักทาย บอกว่า

“พระองค์ เหนือหัว มีรับสั่งให้ฝึกสอนงานพวกเจ้าทั้งสองคน ถ้าทำราชการนานไป ใครตั้งใจดีจะมีผล”

ขุนช้างลนลานกล่าวว่า

“ดีฉาน ขัดสนไม่เข้าใจเรื่องราชการเจ้านายนั้นหารู้จักไม่ เคยแต่ตวาดควายอยู่ปลายนา เล่นไม้หึ่งอื้ออึงไป คุกคลานเยี่ยงไรเจ้าขรัวนาย”

พระหมื่นศรีหัวร่อ แล้วกล่าวว่า

“อ้ายฉิบหาย ถนัดแต่เลี้ยงควาย เอ็งอย่าเพิ่งวุ่นวายไป ไม่เป็นไร ยังไม่เอาเข้าไปใช้สอยดอก จนกว่าจะสอนให้จำได้”

จากนั้นก็ การฝึกสอนก็เริ่มขึ้นจากนั้นมา ขุนแผนนั้นสอนง่ายได้ดังใจ ส่วนขุนช้างสอนยากหนักหนา คุกคลาน เข้าเฝ้าทำได้ไม่ดีนัก เป็นเหมือนเต่านา อยู่มาหลายวันจึงได้ไปเข้าเวร ถูกมหาดเล็กล้อเลียน หัวเราะกันเฮฮา ตั้งชื่อให้ว่าโฉมงามขุนเถน ต้องใช้เวลานานพอสมควรจึงใช้การได้ ได้เข้าเวรร่วมกันทั้งสองรา

ขุนเพชร ขุนรามอินทรานั้น วันหนึ่งพากันมาพร้อมหน้า ที่เรือนพระหมื่นศรี จัดเหล้า ข้าว ปลา มาเลี้ยงกัน พระหมื่นศรี ขุนเพชร ขุนราม ขุนแผน ขุนช้าง รวมเป็นห้า กินเหล้าเมาได้ที่ รินเหล้าใส่เกลือลงสาบาน สารพัดว่าจะสัตย์ซื่อต่อกัน ด้วยความเมา จึงพูดจาโอ้อวด พอเหล้าหมดส่างเมา ก็ต่างคนต่างพากันกลับไปบ้าน

ขอกล่าวถึงโฉมงาม ลาวทอง อยู่กับแม่ผัว ล้มไข้เจียนตายอยู่หลายวัน หาหมอมารักษาแต่ไม่หาย แม่ยายรู้สึกร้อนรน บวงสรวง บนบาน เซ่น ไหว้เป็นหนักหนา ทองประศรี พยายามดูแลรักษาจนสุดกำลัง ก็ได้แต่พอประทังชีวิตไว้ ไม่ให้ตายเท่านั้น จึงสั่งบ่าวในทันที

“ไปหาขุนแผนให้จงได้ บอกความให้รู้เร็วไว”

บ่าวยกมือไหว้แล้วลงเรือมา พอถึงเรือนหมื่นศรีที่นายอยู่ จึงรีบขึ้นเรือนไปหา บอกนายตามคำสั่งของนางทองประศรี ทุกประการว่า

“ขอให้ไปเร็วๆ เถิดนาย”

ขุนแผนฟังบ่าวบอกข่าวของลาวทอง ให้เป็นห่วงถึงอาการเป็นไข้ แล้วระงับใจให้นิ่ง ดูฤกษ์ยาม ตามนาที

“วันเสาร์ข้างเช้าเป็นยามจันทร์ ไข้นั้นหนักเจียนจะเป็นผี แต่ยามจันทร์ท่านทำนายว่าคลายดี ผู้มาบอกนั่งที่ก็ไม่ร้าย ผิดทั้งหลาวเหล็กราหูจร อยู่ข้างต้นศร ว่าพลันหาย ฤกษ์ยามตามตำราว่าไม่ตาย

แต่แก้วตาจะกระวนกระวายใจ เจ็บไข้ผัวมิได้อยู่เห็นหน้า ถึงมีหมอมารักษาสักสิบคน ก็หาเหมือนดังเห็นหน้าผัวไม่ ที่เป็นเยี่ยงนี้เพราะห่างไกลจากผัว โรคจึงภัยจึงได้รุมเร้า แต่วันนี้เป็นวันเวรของตัวเรา จำจะฝากเวรเขาก่อนที่จะออกไป”

คิดแล้วลุกมาด้วยใจกังวล นั่งถอนใจเฮือกใหญ่ใกล้ขุนช้าง

“เกลอเอ๋ย เมียข้าเป็นไข้เหนือ บ่าวบอกว่าสุดกำลังที่จะรักษา จะขอฝากเวรไว้กับเกลอพลาง พวกเรารับราชการต่างได้รับความเอ็นดู นานไปเบื้องหน้าถ้ามิตาย เราก็ลูกผู้ชายเห็นกันอยู่ เกลอไม่มีธุระอันใด จึงใคร่จะขอไหว้วาน รู้จักคุณกันจนวันตาย”

 

ตอนที่ 15 ยังมีต่อ




Create Date : 27 พฤศจิกายน 2562
Last Update : 3 ธันวาคม 2562 12:50:47 น. 0 comments
Counter : 1672 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
[Add thampitak 33's blog to your web]