ทักษภณ
<<
พฤศจิกายน 2562
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
19 พฤศจิกายน 2562

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 14/2 ขุนแผนบอกกล่าว จบตอน

ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ 14/2 ขุนแผนบอกกล่าว

 

 

ยายกลอยได้ฟังนายสอนแจ้งเรื่องก็ตกใจ ถึงกับตกบันไดเดินขาเป๋ นมยานฟัดพุงยุ่งเหยิง งกๆ เงิ่นๆ ค่อยๆ ขึ้นมาบนเรือนนางเทพทอง อย่างยากลำบาก ยายสาตาไม่ดูกระดานที่ต่อกัน ร่วงพลัดตกไปในร่องกระดาน โก้งโค้งลากขามา ค่อยๆ ย่องขึ้นไปบนเรือน นางเทพทองถามว่า

“ยายสาเป็นกระไร”

“เจ็บขานิดหน่อยจ๊ะ”

นางเทพทองฉวยผ้ามาห่ม แล้วกล่าวว่า

“สายแล้วไปกันเถิด รีบไปให้การเถิดเหวยสู เรื่องหนักเบาเป็นเยี่ยงไรจะได้รู้”

ข้าไททั้งหลายตามหลังมาเป็นพรวน ต่างก็มองหน้ากันเดินทางมา ทั้งหมดยิ่งเดินไปใกล้เรือนศรีประจัน ใจยิ่งรู้สึกหวั่นกลัว นางเทพทองหันมากล่าวว่า

“เจ้าสอนเอ๋ย จงเอ็นดูเถิดรา ได้โปรดช่วยฉันให้ได้รอดปลอดภัยเถิด ข้าจะไม่ไปแล้วอีพ่อคุณ ขอให้พ่อช่วยผ่อนปรน อย่าให้เกิดเรื่องได้ฤาไม่ ข้าจะขอบนบาน ถือว่าช่วยเอาบุญเถิด ข้าจะให้เงินทองแก่พ่อคุณด้วยหนา บอกว่าแม่ออขุนช้างมันไปไกลแล้ว อพยพครอบครัวหนี ผู้คนที่เรือนก็หามีไม่ ให้ยายกลอย ยายสาไปช่วยกันแก้ไขคดีความเถิด”

นายสอนว่า

“วอนข้าทำไม ข้าจะโกหกได้ฤา จะดี จะร้ายเยี่ยงไร ก็ต้องไปด้วยกัน เรื่องที่เกิดครานี้หนักหนานัก อย่าได้คิดบนบานไปเลย”

ในที่สุดทั้งหมดต้องเดินตามกันมา ไม่นานถึงบ้านศรีประจัน ลูกความทั้ง 3 ร้อนใจอยู่แล้ว ยิ่งเห็นผู้คนพลุกพล่านก็ตกใจ นายสอนขึ้นเรือนไปก่อน นางเทพทอง ด้อมๆมองๆ อยู่ที่เชิงบันได หาขึ้นไปไม่ พันโชติถามว่า

“เป็นไรไม่ขึ้นมา”

ทั้งสามได้ยินเสียงพันโชติถาม เกิดอาการลนลานแย่งกันขึ้นบันไดมา ขุนแผนถือดาบไว้ไม่เงยหน้า ยืนขึ้นร้องไปว่า

“ใครมา”

นางเทพทองกำลังขึ้นบันไดอยู่ ตกใจร้อง

“จ้า”

หงายหลัง พลัดตกบันได ยายสา ยายกลอย พลอยตกจากบันไดตามไปด้วย ซ้ำร้ายกว่านั้น แม่บันไดหงายขึ้น แล้วคว่ำตกลง คร่อมทับคอของทั้งสามยายไว้ พวกที่อยู่แถวนั้นพากันหัวร่อกันอื้ออึง ทั้งสามคนยังคงนอนแน่นิ่งไม่อาจลุกขึ้นได้ นางเทพทองร้องว่า

“ข้าจะมาให้การ พวกท่านไยมาใส่คา (เครื่องจองจำนักโทษทำด้วยไม้) ประจานกันเยี่ยงนี้ ถ้อยความอะไรข้าไม่เคย...”

แกกล่าวพร้อมกับเงยหน้าขึ้น จึงได้รู้ว่าบันได้ทับคร่อมคอแกอยู่ จากนั้น มีคนมาช่วยกันขยับบันไดออก ยายทั้งสาม ต่างคน ต่างลุกขึ้นจากที่ ด้วยความทุลักทุเล เนื้อตัวปี้ป่น แตกยับดังโดนมีดสับ หลังจากลุกขึ้นได้ ช่วยกันยกบันไดใส่ที่นอกชาน นางเทพทองแข็งใจขึ้นไปก่อน ยายกลอย ยายสา ยังชักช้า งุ่นง่าน ขณะนั้นเอง มีเสียงตุ๊กแกร้องขึ้น นางเทพทองร้องตอบทันที

“ฉานเอง”

แกงกงันไม่ทันได้มองกลอนประตู หัวชนเข้าโครม สายทองร้องว่า

“ไม่เป็นท่า แล้วคุณแม่”

คนทั้งหมดต่างหัวเราะกันเป็นที่ครื้่นเครง เฮฮากันไป ยายกลอย ยายสามาข้างหลัง ในขณะที่นางเทพทองเก้ๆ กังๆ ขึ้นไปบนหอใหญ่ พอแกแลเห็นขุนแผน ก็ตกใจ รีบคลานเลี่ยงไปทางด้านข้างฝา เห็นฟูกที่พันนางศรีประจันอยู่ ตกใจอย่างแรง

“ตายจริงอกกู มาเจอผี”

ลุกโผน ตัวไปโดนฟูกเข้า นางศรีประจันล้มผาง ลงนอนราบยาวไปกับพื้นร้องขึ้นว่า

“ขอโทษด้วย ฉันกลัวแล้วพ่อ”

ตกใจ ตัวสั่น นัยน์ตาขาว หน้าป๋อหลอ รีบออกจากมาจากฟูกร้องว่า

“พ่อ ฉันขอโทษโปรดเถิดรา”

ขุนแผนยังคิดแค้นเคืองหนักหนา จึงถามความไปในมิช้า

“แน่ท่านมารดาของวันทอง เดิมเราได้เข้ามาสู่ขอ ท่านได้ยกลูกให้อยู่เป็นคู่ครอง เมื่อเราจากไกลไปเชียงทอง หอห้องยังคงอยู่ เราได้ฝากวันทองไว้ ฤาว่าได้อย่าร้างเมื่อไรนั่น ถึงได้ยกให้กับขุนช้างไปเสีย รังเกียจเดียจฉันประการใด ฤาเห็นว่าต่ำศักดิ์จึงหักหาญ จะโต้ตอบถ้อยคำหาได้ไม่

ทรัพย์สินเราน้อยกว่าทุกสิ่งไป น้ำหน้าไหน จะสนใจ อันลูกเขยใหม่สิยิ่งใหญ่ ทรัพย์สมบัติ มีมากกว่า ช้าง ม้า สารพัดสิ่งของมากล้นเหลือ จึงคิดหยามหยันไม่เกรงใจ หอเก่ารื้อไปถวายวัด ปลูกหอใหม่ใหญ่กว่า แทนของเดิม ช่วยกันฆ่าฟัน เสียเป็นไร ให้สาสมใจที่มันจน”

นางศรีประจันฟังคำขุนแผน เกิดความรู้สึก ปากคอแห้งผาก ขนพองสยองเกล้า ทั้งกลัว ทั้งทุกข์ร้อนใจ ดังไฟลนก้น ยกก้นกระแทกฟาก (ลำไม้ไผ่ ที่ผ่าแล้วสับให้แตกออกเป็นอันเล็ก ๆ แต่ไม่ขาดจากกัน แล้วแบคว่ำออกเป็นแผ่น โดยมากใช้ปูเป็นพื้นเรือน) ปากสั่น งันงก ถอนใจใหญ่ พลางครางฮือๆ สองมือขยี้หน้า น้ำตาไหลเจิ่งนองหน้า นั่งเช็ดขี้มูก ตีอก ชกหัวหัวตัว สั่นงก ๆ เหมือนลูกนก

“พ่อเจ้าประคุณ เดิมทียายกลอย ยายสา มาว่าพ่อตายอยู่วุ่นวาย เอากระดูกที่เผาไหม้เป็นจุณ ใส่หม้อมาให้ดู แล้วก็ขอวันทองให้ขุนช้างเป็นผัวเมียกัน ด้วยกลัวว่าจะโดนจับไปเป็นหม้ายหลวง จึงไม่อาจหวงแหนเก็บไว้ได้ วันทองไม่ยินยอม ร้องไห้น้ำตาเป็นลูกเบี้ย (ชื่อหอยทะเลกาบเดี่ยว ใช้เป็นเงินตราสมัยก่อน) บ่นเพ้ออยู่ทุกคืนวัน ถึงสิบห้าคืนจึงได้เข้าหอ พึ่งจะเข้าหอได้สองวัน มันจะทันสึกหรออะไรนั่น พ่ออย่าได้คิดรังเกียจ เดียจฉันเอาคืนไปเถิดหนา”

ยายกลอย ยายสา ฟังคำนางศรีประจันไม่อาจนั่งนิ่งได้

“อยู่เปล่าๆ พวกข้าจะเอากระดูกมาไย ยายเทพทอง วานให้ดิฉันนำมาต่างหากเล่า บอกว่าพ่อพลายแก้วไปทัพที่เมืองเชียงทอง ได้ถูกลาวแทงตายเสียแล้ว ที่กลางป่า ผิดชอบเยี่ยงไร ได้โปรดเมตตา เขาสอนให้ว่า ก็ว่าไป”

นางเทพทองตัวสั่น งันงก ตีอกผาง

“ข้าไหว้ละ พ่อ อ้ายขุนช้างมันบอกดอก ข้าก็หลงคารมมันไป ผิดไปแล้วขอโทษด้วยหนา”

ขุนแผนได้ฟังคำ แก้ตัว งกงัน โยนความผิดให้กับผู้อื่นของแม่ยาย และคนอื่น ๆ ได้แต่กลั้นหัวเราะ

“เมื่อแรกทำผิดไม่คิดกลัว เขารู้กันไปทั่วทั้งสุพรรณว่า แม่ทองประศรีมาถึงบ้าน ห้าม การงาน ห้องหอ ทุกสิ่งสรรพ์ ข้างยายเทพทอง ศรีประจัน ดื้อดึง ไม่ฟัง กลับท้าทายให้ฟ้องร้อง โดยบอกว่า เงินทองมีมากมาย พร้อมที่จะเสีย หากลัวไม่ เดี๋ยวนี้ไยถึงได้กลัว จะได้เห็นกันในวันนี้

ไหนอ้ายขุนช้างมันอยู่ไหน มุดหัวอยู่ไยไม่ออกมา ถ้าฮึกฮัดเจรจาจะได้เห็นดี ถ้าเจรจาดีๆ คงได้เป็นมิตรกัน ศรีประจัน เทพทอง ร้องเรียกดูที เป็นเยี่ยงไร จึงไม่ออกมาหา มีความสุขกับการนอนได้เยี่ยงไร เป็นค่อนวัน อ้ายชาติชั่วหัวควั่นจนท้ายทอย เรียกเท่าไรก็ไม่ขาน กูเค้นเรียกจนแสบคอหอยแล้ว”

ขุนช้างนัยน์ตาปรอย ร้องขานเบาๆ

“ขา เขาผูกฉันไว้เเสียทั้งตัว ออกไปมิได้”

นางศรีประจันรีบเข้าไปดันประตูห้อง ด่าว่า

“ช่างนอนร้องอยู่ได้ ไอ้ชาติชั่ว นี่คงเป็นเพราะมันอยู่ข้างในจึงได้ไม่เกรงกลัว เทพทองช่วยจิกหัวมันออกมาที”

เทพทอง และศรีประจันช่วยกันดันประตู แต่ประตูลั่นดาลภายในแน่นหนานัก จึงมิอาจเปิดออกได้ ขุนแผน อัดลมให้ดี ตั้งสมาธิ บรรจงเป่าลมออก พุ่งตรงไปที่ประตู ดาลด้านในลั่น คลายออก ประตูถูกเปิดออกได้โดยง่าย นางศรีประจัน เทพทอง รีบเข้าไปในห้อง แต่แล้วกลับร้องเสียหลง ตัวสั่นงันงก ล้มลง

“ใครเอาผีอ้ายเจ็กคงเข้ามาไว้ที่นี่”

ขุนช้างร้องว่า

“แม่อย่าตกใจไปเลยว่าเป็นผี มันมิใช่ดอก ช่วยแก้ให้ฉันที”

เทพทองได้ฟังยิ่งตกใจกว่าเดิม ร้องกลิ้งไปกับพื้น

“โอ้ย ผีพูดได้ดังว่าเป็นคน”

ศรีประจันร้องว่า

“อีแก่แดด ผีตายฝาแฝด กูไม่เคยเห็น”

เทพทองว่า

“มันตายเมื่อเวลาบ่ายเย็น อีเมียถ่อย พลอยเต้นดิ้นจนตาย”

ขุนช้างจุ๊ปาก ร้องว่า

“ดีฉันเอง”

สองยายสะดุ้งตกใจอีกครา กระโดดกลิ้งล้มหงายท้อง นางศรีประจันผ้าหลุด รีบฉุดชายผ้าไว้ แต่กลายเป็นว่าไปดึงชายผ้าของนางเทพทอง สองยายฉุดกระชาก ปลุกปล้ำกัน เป็นที่วุ่นวาย นางศรีประจันฉุกคิดได้ หันไปเหลียวดู ร้องว่า

“เป็นไรหางหนูหามีไม่”

เทพทองร้องแย้งลั่นว่า

“ก็นั่นฤา มิใช่ไว้เป็นหางเปีย”

ศรีประจันว่า

“นั่นวันทองดอก”

เทพทองร้อง

“นั่นแม่อ้ายเบี้ย ทำไมมาฆ่าตัวตายทั้งผัวทั้งเมีย ใครเอามาไว้ที่นี่ ไยไม่เอาไปเผาเสีย”

ขุนช้างร้องว่า

“ดีฉันเอง”

สองยายสะดุ้งเต้นเหยง หัวไปชนกับฝา

ศรีประจัน ภาวนา สวดมนต์ ท่องคาถา สองมือปิดหน้าร้องไปว่า

“สายทองเองช่วยกูด้วยรา”

สายทองร้องว่า

“อะไรนั่น”

แล้วลุกขึั้นเดินถลันไปในห้อง โดนศรีประจันล้มตึง แกร้องว่า

“มึงผลักกูไย”

นางเทพทองร้องว่า

“ช่วยกูด้วยที นี่อะไรผีเจ๊กฤามิใช่ เชือกปอตราสังรุงรังไปหมด”

สายทองแลเห็นทั้งสองเนื้อตัวไม่มีผ้าผ่อน โดนมัดติดกัน นอนร้องครวญครางก็ตกใจ ตีอกผางร้องว่า

“มิใช่ผีเจ๊กดอก แต่เป็นวันทองกับขุนช้าง”

เมินหน้าหนี พลางกล่าวว่า

“เออนั่นช่างกระไร ผู้ใดบอกกับแม่ว่าเป็นผีเจ๊กคง ช่างหลงหลับตาพูดไปได้ เห็นคนเป็นผี ร้องให้ลั่นไป”

นางศรีประจัน และนางเทพทอง ได้ฟังคำของสายทอง ลองตั้งสติ เพ่งมองดู

“เห็นแล้วรู้สึกอดสู ขายหน้ายิ่งนัก จะหลับนอนนี่กระไร ถึงได้ปล่อยให้โขมยเปลื้องผ้าเอาเชือกผูกมัดติดกัน”

เทพทองฉวยได้มีดหมาก กระชากเถือ ศรีประจันร้องว่า

“บาดเนื้อเข้าแล้วกระมัง ระวังหน่อย”

แม่ผัว แม่ยาย วุ่นวาย ชุลมุน ช่วยกันตัดเชือกชักสาวลงมา ศรีประจันหยิบผ้าให้ลูกสาวบ่นไปว่า

“มันทำเรื่องฉาว ให้กูได้ขายหน้า น่าอับอายนัก”

แล้วบอกขุนช้างไปว่า

“ขุนแผนมาวุ่นวาย เขาบอกว่าจะไปกราบทูลให้เข่นฆ่า พ่อแม่จะพากันฉิบหาย ทรัพย์สินจะพลัดพราก กระจัดกระจาย

แต่ถ้าเจรจาแล้วดี จะถือว่าเป็นมิตรกัน ถ้าเอ็งดึงดัน เขาจะฆ่า เอ็งจงออกไปนอบน้อมไหว้ อ้อนวอนเขา พูดจาขอโทษ ให้ความโกรธ หายคลายลง จะถือดีกันไปก็เท่านั้น จงโอนอ่อนผ่อนผันให้ความหายเถิด

เขาก็ได้เมียใหม่ไว้แนบกายแล้ว คงจะไม่เสียดายวันทองเท่าใดนัก เพื่อนมาเพื่อจะว่าให้เป็นที เขาพูดในทำนองว่า เรานี้ทำการหาญหักนัก ง้อไปเห็นจะไม่กระไรนักดอก เอ็งอย่าชักช้า ยอกย้อน จงเร่งออกไปเร็วไว”

ขุนแผนเห็นว่า พวกที่อยู่ด้านในออกมาช้านัก จึงร้องเตือนไป

“เป็นไรไม่มาพูดจากัน ถ้ามาดีๆ มิเป็นไร ถ้าดื้อดึงคงได้ห้ำหั่นกัน”

นางเทพทองได้ฟังรู้สึกวิตกกังวลยิ่งนัก นางศรีประจัน เอาตีนป่าย ไปที่สีข้างของขุนช้างร้องว่า

“อ้ายขุนช้าง ยังทำเป็นตาปริบๆ อยู่อีก อ้ายฉิบหาย”

เทพทองร้องสำทับอีกว่า

“ไปไอ้หัวบาง”

ขุนช้างยังแข็งขืน สั่นโคลงหัว ไม่อยากจะออกไป เทพทอง ทุบตีเข้าอย่างแรง แถมยังฉุดลาก ทั้งผลัก ถีบ ดัน ด่าว่า ให้ออกไป อย่างสุดกำลัง

“ฉุดมึงให้ออกไป ยากยิ่งกว่าฉุดเจ้าเงาะเสียอีก อ้ายตายโหง ผ้าผ่อน ก็ไม่ยอมนุ่ง ดูพุงก็โป่งพอง มึงจะเอาเรือนหลังนี้เป็นโลงฤา อ้ายอัปรีย์”

ขุนช้าง แหกฝา มองลอดช่องออกไป แล้วกล่าวว่า

“วันทองจงออกไปด้วยพี่เถิด ถึงเขาโกรธ จะฆ่าตี ก็คงจะคิดปราณีบ้าง ถ้าแม่ออกไปด้วย”

วันทองกล่าวว่า

“มึงอย่าได้พูดเยี่ยงนี้ ถึงพระอินทร์ลงมา กูหาไปไม่ ยิ่งมึงถูกฆ่าฟันเสียที่นี่ กูยิ่งจะดีใจ อย่าหวังไปเลยว่า กูจะออกไปง่ายๆ”

ขุนช้างว่า

“แม่ไม่ออกไป พี่จะออกไปไยให้เขาฆ่า จะไปตายไกลทำไม เมื่อเจ้าไม่ไปด้วยกัน ผิดชอบชั่วดี ขอให้เห็นหน้า ตายด้วยกันเถิด จะได้ติดกันไปเกิดบนสวรรค์”

ว่าแล้วก็ลุกขึ้น ตรงเข้าไปกอดวันทองไว้ ไม่ยอมออกไป นางเทพทองโกรธจนตัวสั่น

“ทุดอ้ายกระยาจก มึงช่างทำไปได้ อ้ายจัญไร ผ้าก็ไม่ยอมนุ่ง”

จากนั้นแกเอาไม้แพ่นผางเข้าที่กลางตัว ขุนช้างร้องว่า

“อย่าตีลูกเลย เจ็บปวดเสียนี่กระไร จะออกไปแล้ว แม่ขา”

จากนัั้นฉวยเอาผ้ามาพันตัว สั่นระรัว เพลานี้ใจของขุนช้างเกิดความกลัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต แม้ไปถึงประตูแล้ว ก็ไม่ออกไป ได้แต่ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ที่นั้น หลังจากแหกฝามองดู ไปมา เหมือนประหนึ่งว่าจะออกไป แต่แล้วขุนช้างได้ทำสิ่งที่เกินกว่า ที่ทุกคนจะคาดคิด ก็คือคิดหลบหนีโดยการปีนฝาเรือนขึ้นไป ศรีประจันเห็นรีบฉวยตีนขุนช้างไว้ ร้องว่า

“อย่าปีนขึันไป”

นางเทพทองร้องด่า

“อ้ายกาก”

แกฉวยตีนข้างหนึ่งลากลงมาได้ ขุนช้างผ้าหลุด รีบฉุดชายไว้ ฉวยตะเกียงได้ทูนหัวมา ยกมือทั้งสองกางออกถึงหน้าผาก

“พ่อพลายขา ขอเชิญกินหมากก่อนเถิด”

จากนั้นกราบลงที่ตัก จับเท้ายกขึ้นทูนบนหัว

“ข้านี้ดีใจนัก อีพ่อเนื้อหอมทูลกระหม่อมแก้ว มีคนเขาบอกว่าพ่อตายแล้ว แต่ก็กลับมาได้ พ่อนี้มีบุญญาธิการชาญชัยนัก ใจของพ่องดงามดังดอกบัว”

แล้วเข้าเลิกผ้า ไขว่คว้าดุจดังจะเข้าจูบ จากนั้นเอามือลูบตรงนั้น ตรงนี้ มาขยี้หัวตนเอง ระดุจว่าสูดดมกระแจะจันทร์ อันหอมหวลนักหนา ผู้ที่ดูอยู่รอบข้าง พากันหัวเราะครื้นเครง ขุนแผนทนไม่ได้ร้องว่า

“อย่า ๆ ขุนช้าง”

ผลักพลาง ปิดผ้าพลาง อยู่วุ่นวาย แต่ขุนช้างยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ ยังคงจูบ ลูบคลำ เป็นพัลวัน นางเทพทอง ศรีประจัน มิอาจทนมองภาพอันอุจาดตาเบื้องหน้าได้ จึงได้แต่หันหน้าหนี ขุนแผน เพลานี้ รู้สึกแค้นเคือง ระคนหมั่นไส้ จึงร้องว่า

“เฮ้ย ขุนช้าง เพื่อนคิดเยี่ยงไร นางพิมพิลาไลยนี้ เป็นเมียเรา ยามเมื่อเราไปทัพยังไม่กลับมา ได้อย่าร้าง ซื้อขายให้แก่เจ้าแล้วฤา จึงได้รื้อหอของเราแล้ว ปลูกขึ้นใหม่ แทนของเดิม แล้วพูดจาว่าเรานี้ได้บรรลัยไป เอากระดูกห่อผ้ามาถึงบ้าน ขุดต้นโพธิ์ที่เราได้ปลูกอธิษฐานไว้ ให้เป็นไข้ ทำตัวเป็นชู้โดยตั้งใจ เอ็งคิดอ่านเยี่ยงไร จงว่ามา”

ขุนช้างได้ฟังคำที่ขุนแผนถาม รู้สึก เกรงกลัว ครั่นคร้าม ขนพองสยองเกล้า เป็นหนักหนา แต่มิได้ว่ากล่าว ถุ่มเถียง แต่ประการใด ได้แต่กอดขุนแผนไว้ไม่ลืมตา ขุนแผ่นซักถามถึง 3 หน ขุนช้างจนใจมิอาจตอบโต้ใดๆ ได้ ขุนแผนรู้สึกฮึดฮัดขัดใจ ร้องถามไปว่า

“ดูก่อนวันทอง กระไรเลย เจ้าเอ๋ย เรามาหา ช่างซ่อนเร้นหน้า นอนอยู่ได้แต่ในห้อง มีแขกมาหาจะปรองดอง น่าจะออกพูดจารับรองแต่โดยดี เชี่ยนหมาก พานพลู น่าจะมีมาให้บ้าง ตามประสาคนเข็ญใจหรือเศรษฐี ข้าวปลาอาหาร ก็ควรหามาเลี้่ยงดูกันตามที่มี โดยไม่ถือว่ามั่งมีหรือเข็ญใจ

แต่นี่ตั้งแต่เช้าจนจะพลบค่ำ ยังมิได้พบหมากพลูใดๆเลย ข้านี้รู้สึกเปรี้ยวปากนัก เห็นมีแต่ตะเกียง ไต้ ที่จุดไว้ อับอายชาวบ้าน ประการใด หรือว่าคิดว่าไม่ควรพูดด้วยจึงไม่มา”

วันทอง หม่นหมองใจ เศร้าโศก สับสน อยู่ในห้อง ได้ยินเสียงร้องเรียก รู้สึกรำคาญใจเป็นหนักหนา คิดจะออกมาเจรจาด้วย แต่รู้สึกขัดแค้น ระกำใจ จึงมิอาจออกไปได้

ทั้งยังกลัวว่า ขุนแผนจะผลุนผลันบุกเข้ามาในห้อง วันทองรู้สึกวิตกกังวลในข้อนี้นัก จึงกระถดมาที่ประตูทันที แล้วรีบขัดดาลประตูใส่ลิ่มกลอนให้แน่นหนา ถึงแม้จะผลักก็ไม่ไหวแม้สักนิด จากนั้นกลับไปนั่งลง นิ่งคิดหวาดระแวง ด้วยใจเต้นระทึก ใจของนางเพลานี้เจ็บปวด รวดร้าว เจียนจะขาดใจ

“ไม่มาแล้วฤา วันทอง อยู่ในห้องคงคิดว่าเราจะเข้าไปไม่ได้ฤา เจ้าเอาลิ่มสลัก ทิ่มยัดแล้วอัดซ้ำอย่างแน่นหนา เจ้าจะเล่นอะไรฤาวันทอง หรือว่าคิดจะลวงให้เราเข้าที่ลับ แล้วจะจับตัวไปกินตับเสียในห้อง

หรือคิดว่าเป็นตาย เราจะต้องปีนป่ายเข้าไปดู แล้วจะร้องสร้างเรื่องใส่ความเราเสียกระมัง”

ว่าพลางถอดดาบขึ้นยืนจ้อง ขุนช้างเข้ามากอดเท้าไว้ ร้องไห้กระซิก ขุนแผนสลัดตวัดแตะอย่างแรง ขุนช้างกระเด็นไป รั้งผ้าหลุด ได้แต่ทรุดนั่งอยู่กับที่

ขุนแผนเอามือจับที่ชายพก ของขุนช้าง ยกดาบเงื้อขึ้น นางเทพทองร้องเสียงหลง ศรีประจันตกใจหกล้มทับยายคง ขุนแผนส่งเสียงตวาดว่า

“กูจะฆ่ามึงเสียทั้งผัวเมีย ระวังตัวให้ดี ทั้งสี่ห้าคน วันทองรักห้องไม่ยอมออกมา คงกลัวว่าหน้านวล จะหมองเพราะต้องลมพัด กระนี้แล สมชื่อแล้วว่าวันทอง เจ้าเป็นเนื้ือทองแท้ๆเทียว ครั้นจะพูดก็กลัว ดอกจำปาจะหลุดออกจากปาก ด้วยคำตัดขาดจากกันในวันนั้นยังมั่นคง เจ้านั้นตัดใจได้ ตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนเรายังคิดถึงความหลัง ยังมีเยื่อใยอยู่ เป็นเหตุให้พาซื่อหลงผิดมายังเรือนนาง สำคัญผิดว่านางคงคิดถึงเราอยู่บ้าง ไม่ทันรู้ว่านางจะตัดขาดจนไม่เหลือเยื่อใยใดๆ ตัดปลียังมียางใย ส่วนเจ้านี้จางจืดแล้ว ก็ลืมหายไปสิ้น

เมื่อแรกเชื่อว่าเป็นทับทิมแท้ ไยมากลายเป็นพลอยหุงเสียได้ ดุจดังกาลวงให้หลงเชื่อว่าเป็นหงส์ ด้วยก่อนนั้นมิได้ดูแน่ชัด จึงคิดว่าเป็นหงส์แน่แท้ เพราะลุ่มหลงด้วยสีที่ย้อมทา ช่างปลอมแปลงท่วงท่า ได้แนบเนียนดีหนักหนา

รักหลงถิ่นมุจลินท์ไม่คลาดคลา ครั้นหลับตาฝูงหงส์ก็ลงโคลน โสมม ย้อม เคล้าเคลียแต่สิ่งเน่า ๆ ชั่วๆ เจ้าช่างถอดหัวเปลี่ยนตัวได้ดังเล่นโขน เมื่อยามจะรำก็ให้ตีกลองตะโพน แล้วเล่นรักโลดแล่นให้คนดู มิเสียที ที่ได้พยายามเรียนเพียรฝึกหัด สันทัด แคล่วคล่องดี มิมีผู้ใดสู้ได้ แคล่วคล่อง แยบคาย ตามแบบของครู

เมื่อพี่อยู่ไม่มีใครสอนให้ แค่เพียงได้ครูใหม่ ขยันขันแข็ง ใครมาประชันก็คงจะแพ้เจ้าทั้งบ้าน เขาออกชื่อลื่อไปทั่ว ว่าเจ้าเป็นตัวการ ไม่ช้านานคงจะหาเจ้าไปรำ คงจะถูกหน่วงเหนี่ยวเคี่ยวเข็ญ ให้รำเรื่อยไป คงจะมิให้ถอดชฎาจนกว่าจะย่ำค่ำ วันนี้มาหานางเป็นการเฉพาะ กลับไป จะทำโรงเตรียมไว้รอท่า จงอยู่ดีเถิดเจ้าสีชบา”

จากนั้นขุนแผนหุนหัน ลุกขึ้ันมาอย่างขัดใจ ผลุนผลันขึ้ันหลังม้า พากันไป ฝ่าดงพงไพร กลับไปเขาชนไก่ กาญจบุรี ส่วนขุนช้าง อยู่กับแม่ยายโดยมิได้หลีกหนีไปที่ใด เมื่อไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเภทภัย เหตุการณ์สงบเรียบร้อยดี ได้เวลาประมาณสักเดือนปลาย จึงกราบลาแม่ยายไปบ้าน

“ขอลูกกราบลาไปบ้าน อยู่ที่นานนัก เงิน ทอง ช้าง ม้า จะศูนย์หาย พลัดพรากกระจัดกระจายไป”

ขุนช้าง วันทองก็ไปด้วยกัน อยู่บ้านของขุนช้างทั้งผัวเมีย อยู่ครองเรือน ถิ่นฐานของตัว เป็นที่สุขสำราญใจ

ขอกล่าวถึงเจ้าขรัวสุโขทัย ต้องเร่งส่งเงินพินัย (เงินค่าปรับ) เข้าคลัง ได้ส่งไปแล้วแต่ยังค้างอยู่ 15ต้องทนทุกข์ เวทนาอยู่ในที่คุมขัง จึงปรึกษากับลูกสาวว่า

“ช่วยหลังพ่อด้วยเถิดแก้วกิริยา”

ลูกสาวก็ยินยอมพร้อมใจ

“จะขายไว้กับใครคุณพ่อขา”

เจ้าขรัวบอกไปทันทีว่า

“ลูกของเกลอข้าที่อยู่สุพรรณ”

ด้วยเหตุนี้ จึงประกันเชิงลาออกมาได้ จากนั้นพาลูกสาวไปหาขุนช้าง ด้วยใจเป็นทุกข์ร้อน ขุนช้างไต่ถามความเป็นมาทันที

“พ่อท่านกับน้องมาทำไม”

เจ้าขรัวบอกไปว่า

“พ่อมีเรื่องทุกข์ร้อนใหญ่โตหนักหนา จึงจะเอาน้องมาฝากไว้ เพราะต้องเร่งหาเงินพินัยที่ยังไม่พอ ลูกของเกลอก็เหมือนดังลูกตัวเอง ทูหัวเจ้าจงเอ็นดูพ่อ จะเอาเงินสิบห้า อย่างเร่งด่วน ขอเขียนกรมธรรม์ ฝากไว้”

ขุนช้างจึงเรียกวันทอง ให้เอาเงินมากองนับส่งให้พร้อมกับกล่าวว่า

“จะต้องทำกรมธรรม์ ไปทำไมเล่า จะเลี้่ยงไว้เหมือนน้องร่วมท้องกันมา”

จากนั้นเจ้าขรัวก็ลาทั้งสองไป

“ฝากน้องด้วยเถิดหนา ผิดพลั้งเยี่ียงไร ก็ได้โปรดเมตตา ขอให้ออแก้วกิริยาอยู่ดีมีสุข เจ้าจงสงบเสงี่ยมเจียมตัว ให้สมกับเป็นข้าของท่าน การงาน จงเอาใจใส่ให้ถ้วนถี่ อย่าได้ข้องแวะสิ่งชั่วร้าย อย่าให้ตัวเป็นราคี เข้าของในบ้านท่านก็ให้ช่วยดูแล

ตัวเป็นข้า อย่าให้ผ้านั้นเหม็นสาบ จงสุภาพเจียมตน อย่านอนตื่นสาย จงยำเกรงนาย ข้าวน้ำ ผัก ปลา จงหาให้นาย เสียสินทรัพย์ดีกว่า แต่อย่าเสียศักดิ์ อย่าได้หมายปองผู้ที่ต่ำศักดิ์กว่า ให้รักนวลสงวนตัว รักศักดิ์ศรี อย่าได้กระทำในสิ่งที่น่าละอาย สามเดือนปลายพ่อจะกลับมารับเจ้า”

แก้วกิริยา น้อมรับคำแนะนำ สั่งสอน กราบไหว้บิดา ด้วยความเศร้าสร้อย พร่ำพิไร รำพันว่า

“พ่อไปแล้วอย่าได้ทิ้งลูกไว้ข้างนี้ช้านัก สามเดือนแล้วขอให้บิดาจงมารับหนา”

เจ้าขรัวสุโขทัย ร่ำลาลูกเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นไปด้วยใจอาลัยหนักหนา เมื่อถึงอยุธยา เข้าไปส่งเงินที่ยังคงค้างเป็นที่สำเร็จเรียบร้อย ตามความตั้งใจ

 

จบตอนที่ 14




Create Date : 19 พฤศจิกายน 2562
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2562 7:30:00 น. 0 comments
Counter : 1641 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
[Add thampitak 33's blog to your web]