พฤศจิกายน 2558

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
25
27
29
 
 
All Blog
เกวียนทมิฬ (หวายดง) ตอนที่ 4 เด็กเอ๋ยเด็กน้อย




เกวียนทมิฬ (หวายดง) โดย ทักษภณ

บทที่ 4 เรื่อง เด็กเอ๋ยเด็กน้อย

เขาเกิดอารมณ์ดี นึกสนุกขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดอาการเครียด หรือหงุดหงิดที่มีอยู่เมื่อครู่เกิดหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเจอผู้ที่อยู่ตรงหน้า แซวไปตามลักษณะที่เห็นเป็นที่สะดุดตาเมื่อมองไปเห็นคนผู้หนึ่งกำลังตั้งใจก้มเป่าเตาไฟอย่างขมักเขม้น

เขามองมิเห็นชัดว่าเป็นใคร ได้แต่มองเห็นด้านหลังส่วนหัวแทบมุดเข้าไปจนชิดเชิงกรานไฟซึ่งเจ้าของคงไปเก็บก้อนหินแถวนี้มาทำเป็นเชิงกราน หรือว่าเป็นของที่คนเคยทำไว้เมาก่อนหรือเปล่าเขาก็ไม่ค่อยแน่ใจ

ด้วยว่าบริเวณนี้อยู่ในเส้นทางของนักเดินทางมีลักษณะเป็นก้อนหิน 3 ก้อนขนาดพอสมควรที่จะใส่ฟืน และวางหม้อหุงหาอาหารได้วางเรียงกันเป็นมุม 3 เส้าอย่างเป็นระเบียบ

อยู่ห่างจากแนวเกวียนเล่มอื่นมิมากคนอื่นๆ ในบริเวณนี้มิเห็นมีใคร คาดว่าคนที่เหลือคงไปทำธุระส่วนตัวหรือทำหน้าที่อื่นๆ เขาคิดในใจเข้าไปคุยเล่นกับมันดีกว่า

จริงๆ แล้ว การติดเตาไฟเพื่อหุงต้มผิว่ามิเคยทำมาก่อน ก็มิใช่เจะทำได้ง่ายนัก แต่ก็มิใช่สิ่งที่ยากเมื่อเขาเห็นความพยายามของผู้ที่อยู่ตรงหน้า

เหมือนกับว่าเป็นความยากลำบากยิ่งนักโดยทั่วไปแล้วการติดเตาไฟ มิใช่เรื่องยากลำบาก สำหรับผู้ที่มีชีวิตรอนแรมทั่วไปใจหนึ่งก็นึกชมเชยในความพยายาม แต่อดที่จะสงสัยมิได้

หลังจากยืนมองอยุ่ชั่วครู่เขาก็ถึงกับส่ายหัวนิดๆ ด้วยนึกขำในอาการกิริยาที่เห็น เขามีความรู้สึกว่ากิริยาท่าทางที่เห็นช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียกระไร ด้วยท่าทีดูเหมือนเงอะงะ ซุ่มซ่ามเหมือนกับคนที่มิประสีประสาทางด้านนี้

เมื่อหวายกล่าวทักทายคนที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเตาไฟแต่กลับมิได้รับความสนใจยังคงเป่าไฟด้วยท่าทีขมักเขม้นเสียงฟูดๆเหมือนมิสนใจกระไรรอบข้าง

เขามองไปจากทางด้านข้างรู้สึกว่าคนที่เป่าเตาไฟในเพลานี้อายุยังมิมากนัก รูปร่างสมส่วน มองดูสะโอดสะอง อ้อนแอ้นรูปร่างสมส่วน มีผ้าโพกหัวปิดบังเส้นผมมิดชิด ดูทะมัดทะแมง เสื้อผ้าที่ใส่ก็เรียบๆคล้ายคนงานทั่วไป

แต่ลักษณะที่มองเห็นในเพลานี้เหมือนว่าเป็นคนที่รักสะอาดลักษณะที่เขาเห็นตรงหน้าในเพลานี้ มองเยี่ยงไร ก็นึกขำไปหมด เขาก็ยังนึกมิออกเช่นว่ามันเกิดกระไรขึ้นกับตนเอง

ทำให้เขาบังเกิดนึกสนุกขึ้นมาอยากจะหยอกเย้าเล่นด้วยคิดว่าเป็นคนงานของเขาอีกคนหนึ่ง ถึงแม้นว่าเขาจะมิรู้สึกคุ้นเคยกับคนงานคนนี้แต่ก็เกิดรู้สึกอยากจะเล่นด้วยขึ้นมาทันที

หลังจากกล่าวทักทายไปแล้วฝ่ายตรงข้ามก็มิได้แสดงอาการสนใจใดๆ แต่เขาสังเกตเห็นว่ามีการเหลือบตามองมาบ้างด้วยหางตาส่วนหวายก็ยังคงยืนนิ่งมอง ยิ้มเล็กน้อยสลับกับหัวเราะเบาๆด้วยรู้สึกว่าอาการกระทำนั้นมันน่าขันนัก

เวลาผ่านไปพอสมควรเหมือนจะสร้างความหงุดหงิดให้กับคนบางคนในเพลานี้ ด้วยรู้สึกว่ามีคนมารบกวนการทำงานอีกทั้งยังแสดงอาการเสมือนเยาะเย้ยอีกต่างหาก

“ถามทำไมมิมีตามองรึไง”

คนที่อยู่หน้าเตาไฟพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างกระชากทั้งที่มิหันมามองด้วยเสียงที่แสดงถึงความรำคาญ หงุดหงิด จะรำคาญเพราะมีคนมายืนมองหรือเพราะคำถามก็มิมีใครรู้ แล้วก็ยังตั้งหน้าตั้งตาเป่าไฟฟูดๆต่อไป

กิริยาอาการเช่นนี้ทำให้หวายรู้สึกหมั่นไส้มากทำให้ขาดการสังเกตบางสิ่งบางอย่างไป ด้วยนึกในใจว่าเออแน่ะมันทำไปได้ด้วยความความรู้สึกที่เขามีอยู่เมื่อทักทายหรือถามใครที่อยู่ในขบวนเกวียนทุกคนก็จะตั้งใจฟัง และตอบคำถามด้วยความนอบน้อม แต่เจ้าคนนี้มิใช่

ด้วยความหมั่นไส้ในการกระทำของคนพูดหวายเกิดความคิดอยากจะเอาเท้ายันด้านหลังให้หน้าคนพูดทิ่มเข้าไปในกองไฟ ที่ตอนนี้มีแต่ควันมากกว่าไฟ จึงง้างขาขึ้นมาเตรียมที่จะยันเปรี้ยงไป

แต่ก็เปลี่ยนใจยั้งไว้ทันดึงเท้ากลับมาอย่างช้า ๆ ด้วยคิดว่า มันก็จริงของมันแฮะเรานี่มิน่าถามโง่ๆเลยทั้งที่เห็นอยู่ว่าเขาติดเตาไฟยังถามไปได้ สมแล้วที่โดนย้อนมาและสงสัยในเสียงที่เล็กห้าวปนหวานนิด

ทำให้เขามีความรู้สึกว่าเสียงนี้มีเสน่ห์เยี่ยงไรชอบกลเป็นเสียงที่ดึงดูดความสนใจของเขาได้น่าประหลาด เสียงมีความหวานเจือมานิด ๆ

เอ..มันคล้ายเสียงของสตรีเพศ เขาคิด

แต่ก็มิน่าเป็นไปได้เขามีคิดที่ขัดแย้งกันเพราะเขามิอนุญาตให้เพศตรงข้ามมากับขบวนเกวียน เนื่องด้วยความยากลำบากในการเดินทางและอาจมีอันตรายถึงชีวิต

อีกทั้งคนในขบวนเกวียนก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นอีกทั้งเมื่อมีภัยมาทุกคนก็ต้องป้องกันชีวิตตนเองมิมีใครมีเวลาที่จะไปป้องกันชีวิตของบุคคลอื่น

“เฮ้ยไอ้เสียงหวานมึงรู้มั้ยข้าเป็นใคร”

หวายเรียกถามตามความรู้สึกในเพลานั้นพร้อมกับนึกในใจ ช่ะช่ารู้จักบังอาจมิรู้จักว่าเป็นใคร เดี๋ยวได้สนุกแน่ไอ้คนนี้มิเคยหนาวในฤดูร้อน

“เป็นใครก็มิสน อย่ามายุ่งกำลังอารมณ์มิดี ยิ่งติดไฟมิค่อยจะติดซะทีด้วย ไปไกลเลยไป เดี๋ยวปั๊ดๆๆซะเลย”

เสียงผู้ตอบมาแสดงอาการว่ามิกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้นอีกทั้งเสียงเหมือนจะดุออกแนวนักเลงด้วย มันเป็นอาการดึงดูดให้หวายนึกสนุกคึกคักเขารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ใกล้คู่กรณีซะแล้ว

“บ๊ะ...ปั๊ดกระไรปั๊ดตุเป๋ซะมากกว่ามั้ง เราน่ะเป็น นักเลงนักใช่ไหม”

แทบจะยังมิขาดคำเท้าของหวายด้านขวาก็ยกขึ้นยันไปที่บริเวณสะโพกของคนที่อยู่หน้าเตาไฟ คิดจะให้ผู้ฝ่ายตรงข้ามหน้าคะมำในทิศทางพุ่งเข้าหาเตาไฟ ซึ่งในเพลานี้มีแต่ควันเป็นส่วนมาก คราวนี้เขายันจริงๆ

แต่ฉับพลันนั้นเองคนที่อยู่หน้าเตาไฟดูเหมือนว่าระวังตัวอยู่แล้ว ตอนแรกดูเหมือนว่าหน้าจะทิ่มเข้าเตาเชิงกรานกลับพลิกตัวออกเอี้ยวตัวกลับมาทางเขา

พร้อมกับมีสิ่งหนึ่งพุ่งเข้าหาบริเวณหน้าแข้งหวายด้วยความเร็วแต่ก็ยังช้ากว่าสายตาที่หวายกำลังจดจ้องดูปฏิกิริยาอยู่แล้วจึ่งกระโดดหลบได้หวุดหวิดเกือบจะทุลักทุเล

หวายเหลือบมองที่ใบหน้าของผู้จู่โจมที่กำลังเคลื่อนไหววูบวาบก็พบว่าใบหน้านั้นค่อนข้างขมุกขมอม เนื่องฝุ่นขี้เถ้าควันไฟที่มาปะทะนวลผ่อง ตาบ้องแบ้ว

เขานึกในใจว่า เจ้าคนนี้เป็นใคร ปกติแล้วคนในสังกัดขบวนเกวียนของเขาแค่ได้ยินเสียงของเขาก็แทบจะขี้หดตดหายกันหมด

ด้วยเหตุที่ว่าเขาเป็นผู้ควบคุมขบวนเกวียนนี้ทุกคนให้ความเคารพเชื่อฟัง ด้วยสามารถให้คุณให้โทษแก่พวกเขา

เมื่อเสียงหวืดหวือพุ่งเข้ามาเขาอีกครั้งเขาพบว่ามันเป็นท่อนฟืนขนาดเหมาะมือ กลมยาวประมาณหนึ่งช่วงแขนที่ถูกคว้าออกมาจากเตา ปลายของท่อนฟืนยังมีไฟที่เริ่มจะติดนิดๆดูได้จากควันสีเทาที่ลอยออกมาจากปลายท่อนฟืน

เมื่อเจ้าของท่อนฟืนควบคุมมันแกว่งไกวหวืดหวือรวดเร็วรุนแรง ก็ทำให้แดงวาบขึ้นมาตามจังหวะที่เคลื่อนไหว ทำให้เห็นว่าบางครั้งแดงวาบบางครั้งก็มีแต่ควันที่ปลายฟืน

เขาเอี้ยวตัวหลบอีกครั้งพร้อมขยับตัวไปด้านข้างของเจ้าของดุ้นฟืนยกเท้าแตะไปที่ลำข้อมือที่กำลำดุ้นฟืนไว้มีผลให้ดุ้นฟืนที่อยู่ในมือหลุดกระเด็นไปไกลเป็นระยะปลอดภัยสำหรับหวาย

สีหน้าของฝ่ายตรงข้ามมีอาการตกใจชะงักเล็กน้อยนั่นก็เป็นการเพียงพอสำหรับเขา ที่จะแตะบริเวณข้อพับขาของฝ่ายตรงข้าม เสียงขวับ 2ครั้งในพริบตาเดียว ความเร็วนี้แม้นแต่ผู้โดนจู่โจมก็คาดมิถึง

ได้ผลผู้ที่โดนแตะทำท่าเหมือนเสียหลักจะล้ม ล้มแล้ว และล้มกลิ้งเขาเห็นอาการล้มคลุกฝุ่นอดหัวเราะมิได้ ซึ่งสิ่งนี้สร้างความมิพอใจให้กับฝ่ายตรงข้ามมากกว่าเดิม

“ยอมซะเถอะวะ ผิว่ามิต้องการจะเจ็บตัวมากกว่านี้ แต่ถ้าต้องการจะซ้อมเพลงมวยคลุกฝุ่นก็มิว่ากระไร”

หวายกล่าวด้วยน้ำเสียงนึกสนุก เขาคิดว่าได้ออกกำลังกายก่อนอาบน้ำก็คงดีมิใช่น้อย

ร่างนั้นกลับพลิกยืนขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับถอยหลังออกไปตั้งท่ากำหมัด เตรียมด้านตรงข้ามเขา ด้วยอาการพร้อมจะต่อกรด้วยอีกครั้ง ทำให้เขาอดที่ชมเชยในความเป็นนักสู้มิได้

“เออแน่ะยังมิยอมแพ้อีกเอาวะออกกำลังกายด้วยการซ้อมมวยซักตั้งก็ดี”

เมื่อฝ่ายตรงข้ามยืนตรงข้ามกับเขาพร้อมที่จะต่อกรกับเขาหวายก็คิดว่าดีเหมือนกันได้ออกกำลังกายนอกจากนี้ถือว่าเป็นการให้บทเรียนกับจอมกวนคนนี้ ที่มิรู้จักผู้ใดเป็นผู้ใดซะบ้างจะเป็นไรไป

เมื่อมองเปรียบเทียบกันแล้วผู้ที่ยืนประจันหน้ากับเขารูปร่างราวๆ เสมอไหล่เขาเท่านั้นยังมิกลัวเขาทำไมเขาจะต้องกลัวคนที่ตัวเล็กกว่าด้วยเล่า

แต่ฉับพลันก็มีบางสิ่งบางอย่างมาสะกิดใจให้เปลี่ยนความใจด้วยเห็นว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขาในเพลานี้นั้นทั้งตัวเล็ก อีกทั้งเป็นคนของเขาด้วยทำกระไรไปก็เหมือนเป็นการรังแกคนของตัวเอง อย่าเลยใจเย็นไว้ดีกว่า

เจ้าคนนี้อาจจะมิรู้จริงๆว่าเขาเป็นผู้ใด หรือเนื่องจากเหตุการณ์ตึงเครียดที่ติดเตาไฟมิติดที่ผ่านมาทำให้เกิดอาการเบลอป้ำๆ เป๋อ ตอนนี้ขอถือคำพระ แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร แต่เอ...คำนี้มันเข้ากันกับเหตุการณ์นี้หรือเปล่านะ

ตอนแรกเขาจะล้อเล่นนิดหน่อยเพื่อคลายเครียดเพื่อสร้างความคุ้นเคยให้เกิดขึ้นระหว่าง เขากับคนของเขาโดยปกติแล้วเขาชอบหยอกล้อเล่น

ด้วยว่าเขาเป็นคนมิถือตัวเป็นกันเองกับทุกๆ คน เป็นเหตุให้คนของเขาทุกคนรักและนับถือเขามากเขาคิดมิถึงว่าเหตุการณ์จะบานปลายได้ถึงขนาดนี้

ด้วยเสียงดังผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ทำให้ผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต่างกรูเข้ามาดูทันที่จะเห็นเหตุการณ์คนที่ตกใจมากที่สุดก็คือพร้าว

“เฮ้ยไอ้ใสมานี่เอ็งรู้ไหมกำลังทำกระไร มาๆๆ นี่เร็ว”

พร้าวเรียกชื่อผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าหวายด้วยอาการตกใจทำให้หวายได้รู้ชื่อของคนที่ก่อกวนเขาอยู่ในเพลานี้เมื่อเห็นกิริยาท่าทางของบุคคลที่อยู่ตรงหน้าหวายกำลังทำสิ่งใดแกกวักมือเรียกให้มาหาเป็นระรัวถี่ยิบ

“กำลังจะแตะคนลุงรู้ไหมเมื่อสักครู่กำลังติดเตาไฟอยู่ โดนลอบกัดจากด้านหลังด้วยการถีบใส่เตาไฟมันน่าโมโหจริง ถ้าไม่ระวังตัวโดนไฟลวก ตายคาเตาแล้ว“

เสียงของใสตอบมาด้วยอารมณ์ความโกรธท่าทางฟึดฟัดพร้อมที่จะเอาเรื่องฝ่ายตรงข้ามอยู่ทุกเพลา และมิคิดทำตามสิ่งที่พร้าวต้องการการตอบโต้ด้วยวาจาของเจ้าตัวเล็กในครั้งนี้ถึงกับทำให้หวายสะดุ้ง

โดยเฉพาะกับคำว่าลอบกัดเฮ้ย...มันมิใช่การลอบกัดนะเฟ้ย เขาเรียกว่าถีบจากด้านหลังต่างหาก หวายคิดในใจ

แต่ก็มิได้กล่าวคำใดออกไปเขามีความรู้สึกว่าเป็นการใส่ร้ายของชัดๆ เขาคิดแต่ยังนิ่งมิพูดกระไรรอดูว่าจะเป็นเยี่ยงไรต่อไป

“เอ็งทำมิได้นะอย่าเชียวนะ ข้าขอร้องละว่ะ”

พร้าวร้องเสียงหลงท่าทางตกใจกว่าเดิม

“ทำไมลุงตกใจกระไรไอ้คนนิสัยมิดีเยี่ยงไอ้คนนี้จะต้องสั่งสอนซะบ้าง ชะช้ามิรู้จักไอ้ใสศิษย์ อ.พร้าวเอกซะแล้ว วันนี้ไอ้ใสสู้ตายโว๊ย สู้ๆๆๆ มึงตายแน่ไอ้หมาลอบกัด”

เออแน่ะสุดท้ายมันยังพยายามทำท่าเรียกกำลังใจกลับมาสู้อีกฟังดูคำพูดของมันเหมือนเป็นคนไม่เต็มยังไงมิรู้ หวายยังคงนิ่งดูเหตุการณ์ต่อไป

“ข้าว่าเอ็งอย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้ข้าเลยสู้ไปคนที่จะตายก็เอ็งนั่นแหละ ว่าแต่เอ็งจะสร้างความปวดหัวเดือดร้อนให้ข้าไปถึงไหน”

พร้าวเห็นท่ามิดีมีความรู้สึกว่าเหตุการณ์อาจจะบานปลายสร้างความยุ่งยากมาให้กับเขาจึ่งได้เดินพลางพูดพลางเมื่อได้ระยะ ใกล้คนที่กำลังสร้างปัญหาให้ ก็ตบไปที่กะบาลของเจ้าคนดื้อที่มีผ้าพันคลุมหัวอยู่เสียงดังพึบแต่ก็มิแรงเท่าใดนัก เป็นการตบแบบยั้งๆ เพื่อเตือนสติมากกว่า

แต่คนโดนตบก็ยังออกอาการมึนๆ แซๆเหมือนกัน ด้วยว่าคิดมิถึงว่าจะโดนลูกนี้พร้าวแม้นว่าจะมีอายุพอสมควรแต่ร่างกายก็ยังแข็งแรงบึกบึน กล้ามเนื้อแข็งแรงสมบูรณ์

“โอ้ยลุงตบข้าทำไมข้าเจ็บน่ะ นี่ลุงจะทำตัวลอบกัดอีกคนหรือไง”




Create Date : 28 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 12 พฤษภาคม 2560 23:41:29 น.
Counter : 355 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments