ทักษภณ
<<
ตุลาคม 2561
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
29 ตุลาคม 2561

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/3 ขุนช้างขอนางพิม จบตอน



ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ 5/3 ขุนช้างขอนางพิมจบตอน

ยายศรีประจัน ได้ฟังสายทองเล่าความฝัน รู้สึกตกใจรีบเร่งสายทองว่า

“รีบไปไวๆ อย่าชักช้า เล่าให้สมภารฟังให้ละเอียด อ้อ..อย่าลืมเตรียมหมาก พลู ทั้งขนมนมเนย ส้มสูกลูกไม้ ไปถวายท่านด้วย เอาไปเยอะๆจวนจะสายแล้วรีบไปให้ทันท่านฉันเช้า”

พิมยิ้มเต้ดีใจ รีบปอกหมาก พันพลู ด้วยความกระปรี้กระเปร่า จัดขนม ผลไม้อย่างดี ข้าว แกง อย่างเต็มที่ สายทองออกจากห้อง ไปอาบน้ำจากนั้นห่มผ้าแพรดำซับในสีเสร็จแล้วรีบลงจากเรือน พร้อมกับข้าไท เดินทางด้วยความรีบแร่ง

ครั้นถึงวัด คนทัังหมดรีบมุ่งหน้าไปยังกุฎีใหญ่กราบไหว้ตามปกติ เพื่อมิให้ผู้ใดสงสัย สายทองสั่งงานฉับพลัน กับทาสและข้าไท

“พวกเอ็งพากันไปที่วิหาร มีดอกพิกุลบานหล่นมากมายจงไปดู”

คนเหล่านั้นรีบไปในทันใด สายทองเป็นผู้ใหญ่อยู่ที่นั้นจัดแจงข้าวแกง และของหวาน ถวายท่านสมภาร จากนั้นให้ท่านฉัน หมากพลู และของสำคัญบางอย่างซ่อนไว้ให้เณรพลายส้มสูกลูกไม้ที่เป็นของแห้งจัดไปถวายเณรแก้ว

สายทองรอคอยหาช่องทางหลังจากพระสงฆ์ฉันจังหันเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างลุกเข้าห้อง สายทองเห็นลับตาคน ไม่มีใครจึงรีบเข้าไปในห้องเณรแก้ว ถวายหมากพลู บุหรี่ เล่าเรื่องต่างๆ อย่างรวดเร็วเป็นต้นว่า

“พิมน้อยรอคอยมาหลายวันอยู่ในอาการโศกศัลย์หนักด้วยความคิดถึง ค่ำวันนี้สั่งให้เข้าไปหา บอกว่าได้แต่คอยมาตั้งนาน คิดแคลงใจว่าเหมือนโดนหลอกชม แล้วทิ้งให้ระกำใจตาย อยากรู้ความเป็นไปทางนี้ จึงใช้ให้มาหาพ่อเณรพลายมีทุกข์โศกโรคร้ายประการใดฤา

เมื่อกลางวันวานนี้ ไปอาบน้ำ อ้ายขุนช้างทำระยำ เดินแซงหน้าแม่พิม ทำเรื่องหยาบช้าพิมไม่พอใจด่าว่าไปหลายคำ จากนั้นมันไปหาท่านมารดา พูดจาลวนลาม อาจเอื้อมขอพิม ต่อคุณแม่ศรีประจันคุณแม่ก็คล้อยตามทุกสิ่งไป เพราะเหตุนี้เป็นที่มาให้ พิมร้อนใจมิอาจทนได้ต่อว่าสายทองชักสื่อชักนำ ทำให้เสียตัวด้วยเณรพลาย คิดแล้วช้ำใจนัก รู้สึกน่าเห็นใจยิ่งนัก

ด้วยรู้สึกว่าตนเองชั่ว คิดระแวงเณรแก้วคลายรัก คิดไปเบื้องหน้าให้หวั่นใจยิ่งนักข่าวชั่วคงกระจายไป อ้ายขุนช้างก็จะมาสู่ขอไม่รู้จะทำกระไรได้เพื่อนรักหมายจักได้ร่วมใจ ก็ไม่ให้ปรึกษาเมื่อคราวจนปัญญาจึงให้ตามมาดูให้รู้เหตุ ด้วยรู้สึกผิดสังเกต จากที่เคยกล่าวไว้ว่าจะมิให้อายคน

เมื่อเป็นเช่นนี้คิดจะทำประการใดจะสู้หน้าหรือว่าเอาตัวรอด อย่าได้อิดออด พ่อเณรพลายคงสบายดีเพราะอยู่ไกลส่วนสายทองเจ็บใจด้วยอยู่ใกล้กัน อุปมาเหมือนงาระคนถั่ว เพลาเอาไปคั่ว งาร้อน ฤาจะผ่อนให้ถั่วทันพอถั่วสุก ก็จะอันตรายงา ท่านอยู่วัดเหมือนรำเล่นนอกม่าน อยู่บ้านเขาก็ใส่เอาแต่ข้าจะคิดอ่านฉันใดให้ว่ามา สายแล้ววันเวลาจะคลาไคล”

เณรพลายยิ้มพรายแก้ไปว่า

“เป็นสัตย์จริงทุกสิ่งที่ได้ให้ไว้กับพี่นางพิมนิ่มนวลกับสายทองเป็นสองสุดสวาทไม่มีเสื่อมคลาย รักไม่จืดจางแรมร้าง ค่อยๆว่ากันเถิด สงบความอย่าให้ลามอื้ออึง ถ้ารู้ถึงหูคนจะไม่ดี ทุกวันนี้กระวนกระวายเป็นที่สุด คิดถึงทุกลมหายใจติดด้วยสมภารท่านเข้มงวดให้เรียนวิชา ตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นเที่ยงคืนไปยามสามกว่า

วันที่น้องไปหาเจ้าพิม ต้องโดนตัดรอน ตี ด่า ผูกมัดพี่สายทองต้องลำบากเพราะเณรน้อง ได้ฟังคำรับรองแล้ว จงรับธุระก่อนจะแทนคุณให้อย่างเต็มที่ ขอให้ช่วยว่าวอนกับเจ้าพิมพิลาไลยแต่พอว่างจากท่านเจ้าคุณเมื่อใด ก็จะผลุนไปให้จงได้ เป็นความสัตย์ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร อย่าได้แคลงใจ”

ว่าพลางเป่าลมละลวย กล่าวต่อไปว่า

“พี่สายทองจงช่วยอุปถัมภ์ เปรี้ยวปากฤาคงอยากกินหมากสักคำ”

จากนั้นก็เสกซ้ำอีกครั้งส่งไปให้ทันทีสายทองรับหมากไปใส่ปากเคี้ยว รู้สึกกระสันเสียว ตั้งแต่หัวจรดเท้า ความรักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เมื่อกระนี้ตกแก่สายทองอีกแล้วอีคนจนต้องทนแต่ฝ่ายทุกข์ คราวสนุกเงียบอยู่แต่ในห้องตัวดิฉันเป็นดังใบตองที่ห่อหุ้มขนมเอาไว้ แกะใบตองแล้วก็กินแต่ขนมส่วนใบตองมิมีผู้ใดแยแส เป็นคนจนก็ต้องทนระกำใจ”

“ทำคุณไว้เถิดสีกาพี่ ชั่วดีคงจะได้เห็นในภายหน้าคงจะมีบ้างที่ชมว่าเจ้าเณรดี สีกาพี่จงอดโทษ คลายความโกรธเถิดหนาเวทนาสีกาพี่ทุกราตรีอยู่ดอก ในตัวพี่ต้องมีดีแน่ เปิดผ้าห่มดูหน่อยเถิดหนา”

สายทองทำสีหน้าขัดใจ

“นี่อะไรเจ้าเณรเถนตู้จะมาขอเปิดผ้าดูนมเจ้าเณรนี้มิดี”

ครานั้นเณรไทยไปถาน (ส้วม) มา ได้ยินเสียงสีกาอู้อี้มองลอดช่องตามฝาที่มีอยู่เห็นหยอกเย้ายื้อฉุดผ้าห่มกันคิดในใจว่า

“เอวกลมนมโตดูดี อีตายโหงมาประเคนให้เณรฉันออแก้วก็ช่างกล้าทำ กลางวี่ กลางวันไม่เกรงใจใคร ซุกซนบนกุฎีทำวิตถารกูจะบอกสมภารให้มาไล่”

ในขณะที่มองดูอยู่นานรู้สึกฟุ้งซ่าน กลัดกลุ้ม รีบเดินดุ่มๆไปหาสมภารครั้นถึงร้องแต่ไกล

“เณรแก้วสีไฟพุทธเจ้าข้า เห็นพูดเซ้าซี้อยู่กับสีกาฉวยผ้าห่มยื้อฉุดกัน”

สมภารได้ฟังเณรไทยว่า ขบเหงือก ตาเหลือก โกรธจนตัวสั่นลุกขึ้นฉวยไม้เท้า เดินงกๆงันๆ ถลันรีบมาเปิดประตู เณรแก้วสายทองทั้งสองคน จวนตัวรีบเข้าไปแอบอยู่ในโอ่งสมภารหวดไม้เท้าเสียงดังสนั่น พร้อมกับด่าว่าเสียงดัง

“อ้ายตายโหง อีตายห่า ข้าเบื่อมันเหลือทนปรนเปรอทุกอย่าง ก็ยังทำเยี่ยงนี้”

ระหว่างนั้นสายทองค่อยๆ แอบหนีฝ่ายเจ้าเณรวิ่งจ้ำอ้าวกระโดดหน้าต่างไป ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย สมภารค้นกุฎีไม่เห็นมีใคร แต่ยังรู้สึกขัดใจบนด่าอยู่ตลอดเวลา

“ทุดอ้ายเณรหน้าหมา สีกาผี โสโครกกุฎีกูหนักหนา”

จากนั้นนั่งลงตำหมาก ตำพลางด่าพลางส่วนสายทองหลบหนีสมภารออกกุฎีมาได้ เหลียวหาเณรพลายก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าร้ายดี ถึงกลางวัดจัดแจงแต่งตัวด้วยความกลัวท่านสมภาร จึงรีบร้องเรียกข้าไททันที

“อีมี่เร็วกูจะไป”

พวกข้าไททั้งหลายได้ยินนายร้องเรียก จึงพากันรีบเก็บดอกพิกุลห่อผ้ามาทันใด ชั่วครู่ก็พร้อมหน้ากัน สายทองส่งกระทายให้บ่าวข้าอีมีรับมาอย่างขมีขมัน จากนั้นรีบเดินทางกลับ ไม่นานก็ถึงบ้านขึ้นเรือนศรีประจันแล้วยิ้มพราย ศรีประจันครั้นเห็นสายทองมา ถามด้วยความสงสัยว่า

“เอ็งไปวัดกระไรช้ากลับมาจนสาย ไปที่ใดหน่อยช้าแฉะจะตสายท่านขรัวทายร้ายดีประการใด”

สายทองตอบคำของมารดาว่า

“ช้าด้วยคอยท่านฉันจังหัน ต้องคอยท่านยถา สัพพีให้พร อีกทั้งท่านไปถานเป็นนานจึงกลับมา ท่านได้ทักทายข้อร้ายข้อดีว่าเคราะห์แม่พิมนี้หนักหนา ให้ระวังตัว ในสามเวลา จากนั้นท่านว่าจะดี”

จากนั้นลุกขึ้นลาขอเข้าไปในห้อง เข้าไปใกล้แนบน้องพลางกระซิบว่า

“น้องพิมของพี่ เณรพลายได้ให้คำมั่นถ้วนถี่จริง สัญญาด้วยชีวิตถึงอย่างไรคงจะสึกมาหาน้อง เป็นตายก็ไม่มีทางถอยหลัง ไม่ช้าคงจะมาเหมือนคำที่ได้ให้ไว้เชื่อคำพี่เถิดอย่าเสียใจไปเลย”

ส่วนเณรแก้ว หนีสมภารไปแล้วไม่อาจกลับได้ ยิ่งคิดวนเวียนยิ่งจนใจ

“อยู่วัดป่าเลไลย์ก็ช้านาน วิชาก็พอมีเชี่ยวชาญบ้างส่วนวัดแคได้ยินว่าเยี่ยม เหี้ยมหาญ เป็นคำที่แม่ทองประศรีบอกมานานแล้วว่าสมภารชื่อคง เป็นคนดี อยู่สุพรรณแล้วให้ไปค้นหาทราบว่าเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อที่ตายไป ถ้าไปเรียนต่อก็คงจะได้ความรู้ดี

ใจหนึ่งห่วงพิมอย่างสุดหัวใจ เกรงว่าจะหาว่าหลบหนีไม่รักษาสัญญา คิดจะสึกไปคิดว่าวิชาที่มียังไม่ชะงัดพอในที่สุดถึงจะรักเพียงใดก็ต้องตัดความอาลัย”

คิดแล้วห่มครองผ้ารีบเดินออกทุ่งมุ่งทางต้นไม้เสียดถึงเพนียด เที่ยวค้นถามหา มีคนชี้บอกวัดที่ตั้งจะไป จึงรีบเดินทางไปที่วัดพลันพบเณรอ้นกวาดวัดอยู่รูปเดียว เห็นเณรแก้วเดินมาก็จ้องมองอย่างตั้งใจเณรแก้วเข้าไปถามว่า

“เณรโปรดเอ็นดูอย่าพรางกัน ท่านสมภารคงนั้นอยู่แห่งใด”

เณรได้ฟังก็แจ้งไปตามตรงบอกที่แล้วชี้ทางกุฎีสามหลัง ที่มีหอไตร เณรแล้วมองเห็นตามที่ชี้ ก็ดีใจ รีบไปตามที่เณรอ้นชี้ทางให้ พอขรัวคงลุกออกมานอกชาน เณรแก้วเข้าไปหาแล้วกราบท่านสมภารถามทันทีว่า

“ออเณรไปไหนมา”

เณรแก้วตอบคำท่านขรัวไปว่า

“ฉันคือบุตรขุนไกรที่ตายไปแล้ว ชื่อว่าพลายแก้วมารดาชื่อทองประศรี เคยบอกไว้ให้มาหาท่านอาจารย์ เณรหลานจึงเข้าสุพรรณมาจะขอเรียนวิชาด้วย

ครานั้นสมภารได้กล่าวว่า

“อออือจริงหวาหาลืมไม่ กูกับขุนไกรชอบน้ำใจกัน ยังแค้นใจที่มันตายไปโดยมิได้ต่อสู้เมื่อจนปัญญาจะซมซานมาหากูมิได้ฤา ถ้าใครกล้าตามมา จะฟันเสียให้สิ้นถึงยกทัพมานับหมื่น จะผูกผ้าพยนต์รบรับให้เลื่องลือไป ไม่ทันล่วงราตรีให้แตกพ่ายกลัวจนยกธงขาวหนีไป กูคิดแล้วเสียใจเป็นหนักหนา ดังเสียลูกตาขวาก็ว่าได้คิดถึงมันทุกวันคืน ด้วยหมายใจกว่าจะฝากผีฝากไข้กับมัน”

จากนั้นเหลียวหน้ามาดูพลายน้อย

“ดูรูปร่างไม่น่าจะทนทานถึงปานนี้ กาญจนบุรีกับสุพรรณไกลกันเหลือเกิน อุตส่าห์เที่ยวด้นป่ามาหากู ทองประศรีอยู่ดีหรือไม่ต่างคนต่างไกลถิ่นฐานอยู่ เจ็บไข้เยี่ยงไรก็ไม่รู้ อยู่กับกูเถิดหนา กูเห็นแก่ขุนไกรที่ตายไปแล้วจะบอกวิชาให้ อ้ายเณรแก้วนี่หน้าตาก็เหมือนมันหนักหนาอย่าอาวรณ์กูจะสอนให้สิ้นตำรา มิให้ถูกฆ่าเหมือนพ่อของมึง”

เณรแก้วแจ้งท่านสมภารไปว่า

“พ่อมิใช่ตายเพราะสิ้นหนทางหนี หากเป็นรับสัตย์พระพิพัฒน์วารีจึงมิอาจคิดคด ขบถใจ สู้ยอมตายไว้ชื่อเชื้อทหาร มิให้เสียความสัตย์ได้ อาคมจึงเสื่อมทุกสิ่งไปเพราะท่านไม่เลี้ยงแล้ว ก็ต้องไปตามบุญตามกรรม

ถ้าบิดาข้าคิดคดต่อแผ่นดิน ละสัตย์เสียสิ้นก็จะวุ่นเพราะฉะนั้นเขาจึงฟันได้โดยง่าย พระคุณอย่าเสียใจไปเลย ส่วนแม่ท่านทองประศรีปีนี้ชราลงไป ยังแข็งแรง คล่องแคล่ว ไม่เจ็บไข้ เป็นสุขสำราญดี”

สมภารฟังคำเณรแก้วจบแล้วกล่าวว่า

“อ้อชราลงครันหรือทองประศรีไม่เห็นหน้ามาประมาณสักสิบปี เอ็งอยู่นี่แหละ กูจะสอนการต่อสู้ให้สิ่งสำคัญคือความสัตย์ต้องรักษาอย่าให้พลั้งพลาด เพราะความประมาทพ่อมึงจึงตายเองเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จงไปอยู่กุฎีข้างหอกลางเถิด”

เณรแก้วรับคำแล้วอำลา รีบมุ่งหน้าไปยังห้องพักซึ่งมีพร้อมทั้งเตียงหมอนและที่นอน ยิ่งทำให้เศร้าใจ คิดถึงพิม ถึงเพลาเย็นความคิดถึงยิ่งรุมเร้านอนคิดถึงไม่มีสร่างซา พอสิ้นแสงตะวัน รีบหมอบคลานเข้าไปหาพระอาจารย์ โบกพัดวีให้ท่านสำราญ เกิดความรักเมตตา ปฏิบัติต่อท่านเป็นอย่างดี ให้เป็นที่พอใจ

สมภารแนะนำวิชาให้ในไม่ช้า วิชาสะกดทัพ จับพล ทั้งปลุกผี ผูกพยนต์ กำบังตน หนังเหนียว สะเดาะดาล โซ่ กุญแจ คล่องแคล่ว ทั้งพิชัยสงคราม ทั้งเสกใบมะขาม เป็นต่อแตน ชำนาญทั้งกลศึกลึกลับ คุมพล แม่ทัพ แม้เป็นแสน สู้ได้ทั้งสิ้น ดูฤกษ์ยาม มหาละลวย สุดแสนเสน่ห์ จังงัง ล่องหน ถอนอาถรรพณ์ เลี้ยงผีพรายคอยกระซิบทุกสิ่งเรียนสารพัดวิชา อีกทั้งซักซ้อม วิชาทั้งเก่าใหม่ในเพลาที่เรียนวิชาก็เฝ้าคิดถึงแต่พิม ทุกลมหายใจแต่ก็หักห้ามใจได้เพราะใคร่จะเรียนวิชา

ตอนที่ 5 จบ




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2561
1 comments
Last Update : 13 มกราคม 2562 19:06:13 น.
Counter : 553 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**, คุณnewyorknurse

 

แวะมาเยี่ยม สวัสดีครับ

 

โดย: **mp5** 29 ตุลาคม 2561 17:06:26 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


thampitak 33
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
[Add thampitak 33's blog to your web]