ทักษภณ
<<
มกราคม 2562
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
9 มกราคม 2562

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 8/1 พลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ

 

ขุนช้างขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภาเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดยทักษภณ

ตอนที่ 8/1พลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ

 

 

พระเจ้าพิชัยเชียงอินทร์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่มีหมู่อำมาตย์ ราชกวี ครบครันข้างฝ่ายในนางกำนัล ก็มากมายบริบูรณ์พูนสุข ไม่ขัดสนประชาชนยกย่องสรรเสริญเมืองน้อย นอบน้อม ถวายเครื่องบรรณาการ

วันหนึ่งเสด็จออกมีขุนนางพร้อมหน้า พร้อมด้วยพระยาท้าวแสนหลวงเหล่าอำมาตย์เหล่าทหาร หมอบกราบเต็มหน้าพระลานจากนั้น มีคนนำข่าวหนังสือมากราบทูลว่า เชียงทองคิดกลับกลอกไม่เกรงพระบารมี นำเครื่องบรรณาการ ไปชึ้นกับกรุงศรีอยุธยา ดูแล้วเป็นการกำเริบ ลางทีจะนำอยุธยามาตีเชียงใหม่ก็เป็นได้

พระเจ้าเชียงใหม่ได้ทราบเรื่องให้ขุ่นเคืองดังโดนไฟสุม

เหม่..อ้ายเชียงทองจองหองไปเข้ากับอยุธยาช่างไม่กลัวแต่เดิมมันขึ้นต่อเรา ถือดีหยิ่งกลายเป็นนกสองหัวเฮ้ย..เกณฑ์ขบวนรบให้ครบหมื่นเครื่องศัตรา อาวุธ ปืนไฟทั้งน้อย ใหญ่ ให้เร่งจัดการให้พรั่งพร้อมเสร็จสิ้นภายในเจ็ดวัน

จงลงมือเตรียมกันตั้งแต่วันนี้ั ให้ปราบพระยาเมืองแมนเป็นแม่ทัพ ไปทำให้มันย่อยยับสิ้นแสน กำกอง ปลัดทัพฝีมือดีสองนายนี้ นำไพร่กองหน้าห้าพัน พระยาฟ้าลั่น ให้เป็นทัพหลวง บัญชาการทั้งหมดสันบาดาลเป็นปลัด เร่งจัดการเกณฑ์พลเข้ากองทัพจำนวนห้าพัน นายรองกองทัพปีกซ้ายขวายกกระบัตร กองซุ่ม กองเล่นให้มีมาก จงจัดหาเสบียงเลี้ยงกองทัพ และช้าง ม้า”

สั่งเสร็จแล้ว ก็เสด็จไปสู่เรือนทอง ฝ่ายท้าวพระยาผู้เป็นผู้ใหญ่ ก็เรียกหากะเกณฑ์พล ไพร่ไม่ได้ผัว ก็เอาลูกเมียมาบ้าง ตีเป็นค่าจ้าง ใส่ให้ไปในกองทัพบ้างจัดหาข้าวของ มากองไว้ หอก ดาบ ปืนไฟ ไว้พร้อม ช้างม้า วัว ควาย มากมาย วางกองตามลำดับ ตามกระบวนไป

เมื่อถึงกำหนดพิชัยฤกษ์ ทัพใหญ่ออกเดินทาง อย่างเอิกเกริกดาบ หอก ปืนไฟ มากมาย ขบวนช้างขบวนม้า แน่นขนัด ธงชัย โบกไสวพลทหารโห่ร้อง กึกก้องเร่งรัดเดินทาง ถึงเวลาหยุดพักกินข้าวต่อด้วยเหล้า เพลากลางคืนก็ก่อกองไฟเดินทางกลางป่าเป็นเวลาหลายวัน

ครั้นถึงแว่นแคว้นเชียงทอง ชาวบ้านพากันหนีเข้าป่าด้วยความกลัว บางคนวิ่งล้มคว่ำคมำหงาย ตะเกียก ตะกายไปก็มีพวกเชียงใหม่ไล่ยิงล้มกลิ้งไปมากมายบ้านน้อยบ้านใหญ่ไม่สู้ด้วยบ้างหนีไป บ้างซ่อนตัวด้วยความกลัว

กระทั่งถึงเมืองเชียงทอง ก็ล้อมเมืองไว้ ตั้งค่ายรอบเมืองจากนั้นยิงปืนกระหน่ำ ทำให้เกิดความหวาดกลัวที่ประตูเมือง ให้กองรักษาเฝ้าไว้ทุกแห่งด้วยต้องการจับตัวเจ้าพระยาหากมีผู้ใดออกมาให้ฆ่าฟันอย่าให้หลบหนีออกไปได้

ลำดับนั้น พระยาเชียงทองเห็นทหารมามากมายก่ายกอง ตั้งค่ายล้อมรอบไว้ทำให้เข้าออกเมืองมิได้จึงได้แต่นั่งร้องไห้

จะเข้าออกบ่ได้ตายแน่”

ตัวสั่นตกใจ

สู้เขาบ่ได้สักสิ่งสิพึ่งใครก็บ่ได้ จะโดนเขาเถือทั้งเชียงทองเป็นแน่”

จึงปรึกษากันลงความเห็นว่า

ทำเป็นยอมนบนอบ ถวายดอกไม้เงินทองโบกธงปรองดอง ขอเคารพ ขอประทานโทษอย่าฆ่า อย่าตี ขอชีวิตข้อยน้อยไว้ไม่หลีกหลบหากจะตีอยุธยาให้พินาศจะขอสู้จนตัวตาย รอให้พวกเชียงใหม่ตายใจ ถ้าทัพไทยมาพร้อมเมื่อใดให้ตีคืน เราจะลวงพอให้รอดชีวิตปลอดภัยเท่านั้น”

เมื่อเห็นชอบกลอุบายนี้ ตรงกันให้คนปีนขึันไปบนกำแพง ร้องบอกออกไปยังนายทัพแล้วให้ยกธงคำนับขึ้นกวัดแกว่ง

ข้อยสู้บ่ได้อย่าแคลงใจ เชิญท่านแจ้งต่อผู้ใหญ่ให้จงดี ขอท่านให้จงมีเมตตาขออย่าเพ่อหุนหันฆ่าฟันจะขออาสาทำการแก้ตัวตีอยุธยาให้ป่นปี้”

ฝ่ายพวกทหารเชียงใหม่ได้ยินเชียงทองยอมแพ้ ก็ดีใจจึงพาพวกเชียงทองไปด้วยกัน บอกเรื่องราวแก่พระยาฟ้าลั่น หลังจากปรึกษากันแล้วให้ไปส่งข่าว

ถ้าเชียงของอ่อนน้อมยอมต่อเชียงใหม่ จะอดโทษให้สักคราวอย่าร้อนใจไป จงให้เจ้าเมืองกรมการออกมาหา จะได้ทำพิพัฒน์สัจจะกันใหม่ ขอให้เปิดประตูเมืองให้พวกเราเข้าไปได้ทุกวัน มีอาวุธยุทธภัณฑ์ใดๆ จงทำบัญชีไว้ให้หมดอีกทั้งหาเสบียง มาเลี้ยงกองทัพของเราทั้งหมดจึงจะไว้ใจว่าภักดี”

ฝ่ายพวกกรมการเมืองเชียงของ ได้ฟังรับเรื่องทุกสิ่งก็ไม่ขัดข้องลากลับมายังเมืองแจ้งเรื่องตามที่ฟังมา

พระยาเชียงทองไม่ขัดข้องที่จะออกไปหา จึงสั่งให้เปิดประตูเมือง แล้วพาคนออกไป หลังจากถือน้ำทำสัตย์สำเร็จแล้วฝ่ายเมืองเชียงใหม่ ก็ลดความสงสัยเคลือบแคลงต่างเที่ยวแตร่ ไปมาหาสู่ทั้งนาย ไพร่ เชื่อถือชาวเชียงทอง บางพวกเที่ยวเกี้ยวสาวชาวบ้าน บางพวกก็ดื่มเหล้าเมามายขับร้องฟ้อนรำ ส่งเสียงดังอึกทึกคึกโครมเข้าออก ไปมา ด้วยความสบายใจ

พระยาเถินกับพระยาระแหง ทราบว่าทัพเชียงใหม่มามากมายตีเมืองเชียงทองได้อย่างง่ายดาย ตามข่าวว่าเจ้าเมืองไม่สู้รบ กลับใจไปเข้ากับเมืองเชียงใหม่ทั้งยังรับปากว่าจะรบกับอยุธยาอย่างไม่หลีกหลบจึงจัดแจงแต่งคำบอกความเป็นไปทุกประการ ให้ม้าใช้ไปตั้งแต่พลบค่ำทั้งสองเมือง ม้าใช้ไปถึงเมืองกำแพงเพชร (ออกญารามรณรงคสงครามรามภักดีอภัยพิริยภาหะกำแพงเพชร) พระยารามพอรู้เนื้อความทั้งหมด เห็นว่าเป็นข้อราชการมีความสำคัญ จึงให้เรือเร็วลำเขื่องรีบล่องไปอยุธยา พอถึงวางบอกที่ศาลาทันทีนายเวรต่อยกระบอกให้สัญญาณทันที แล้วซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราชการ ที่มาพอเจ้าคุณผู้ใหญ่มาถึง นายเวรจึงกราบเรียนเรื่องเจ้าคุณฟังเรื่อง ก็รู้สึกขัดเคืองใจรีบเข้าไปที่ท้องพระโรงทันทีฝ่ายขุนนางน้อยใหญ่ ทุกหมวดเหล่าเจ้ากระทรวง น้อยใหญ่ ที่คอยเฝ้าต่างเข้ามาอยู่ที่หน้าท้องพระโรงเพื่อรอเวลาจะเข้าเฝ้า

เมื่อถึงเวลาสมเด็จพระพันวษา เสด็จที่แท่นมณีด้านหน้าเหล่าเสนา ผู้ที่รอเข้าเฝ้าก็เข้ามาหมอบกราบ ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่พอได้โอกาสจึงคลี่หนังสือบอกออกทูลสารว่า

เพลานี้พระยาฟ้าลั่นเป็นแม่ทัพของเมืองเชียงใหม่ ยกทัพเข้ามาตั้งค่ายรายล้อมล้อมเชียงทองไว้ เจ้าเมืองไม่รบกลับรับเข้ามายินยอมถือน้ำพิพัฒน์สัจจะคงคิดเป็นกบถแน่แท้ พระยาเถินพระยาระแหง และเมืองกำแพงเพชรพอทราบเรื่องรีบรายงานมาแล้วแต่จะโปรดประการใดชีวิตอยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระเจ้าข้า”

สมเด็จพระพันวษาได้สดับทรงขุ่นเคืองเป็นหนักหนา จึงตรัสแก่ท้าวพระยาและที่เข้าเฝ้าว่า

จงปรึกษาพร้อมกันในวันนี้จะยกทัพใหญ่ หรือผู้ใดจะอาสาพรุ่งนี้มาว่ากันที่นี่”

สั่งเสร็จเสด็จไปคืนเข้าตำหนักทหาร พลเรือนทั้งสองฝ่ายก็ออกพากันออกจากการเข้าเฝ้ากลับมานั่งที่ศาลา พากันปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับคดีสงคราม กรมเมือง ทั้งสี่คิดอ่านถกเถียงกันอย่างเต็มที่ แต่หาผู้ที่จะอาสาก็ไม่มีตกลงกันไม่ได้ ขุนนางฝ่ายต่างๆก็พากันกลับบ้านฝ่ายทหารรู้สึกกังวล กับพระราชอาญาเป็นอันมากเพราะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของตน หากมิมีผู้ใดอาสาจะเสียงานราชการ

วันรุ่งขึ้นสมเด็จพระพันวษา สถิตที่แท่นแก้วแพรวพรรณพรั่งพร้อมด้วยพระสนม นางกำนัลนางใน ประดุจองค์อัมรินทร์สถิตบนเวชยันต์ปราสาท พรั่งพร้อมด้วยเทพธิดากึกก้องไปด้วย กลองดนตรี

ทรงดำริตริตรองเกี่ยวกับเขตขอบเมืองรอบอยุธยา

เชียงใหม่ให้ทหารไป ราวี ย่ำยีถึงเชียงทองเจ้าเมืองเชียงทองไม่ยอมรบกลับหันไปเข้ากับเชียงใหม่ง่ายๆ จะกำเริบมากเกินไปเห็นจะคิดเป็นขบถเมือง กำแพง ระแหง เถินที่่บอกมาก็มีความสวามิภักดิ์ จำเป็นจะต้องยกกองทัพไปตีเอาเชียงทองกลับคืนมา”

หลังจากดำริตริตรองเรียบร้อย ก็เสด็จออกพระที่นั่งข้างหน้าประทับที่พระแท่นทอง มุขมนตรีพรั่งพร้อม จัตุสดมภ์ข้าทูลละอองพระบาท ราชกวีเสนาน้อยใหญ่ หมอบกราบถวายพระพร เสียงประโคมฆ้องกลอง เป่าสังข์ กระทั่งแตรดังขึ้นจากนั้ันมีพระสีหนาทประกาศไปยังเสนาน้อยใหญ่ทั้งปวงว่า

เชียงใหม่หมิ่นประมาทกูนัก กล้ายกทัพมาห้อมล้อมเชียงทองซึ่งเป็นของอยุธยาเพลานี้เชียงทอง พลัดตกเป็นของศัตรู รู้เพราะสามเมืองนั้นบอกมานิ่งเฉยอยู่เช่นนี้ก็มิได้จะทำให้คิดว่า กูกลัวเป็นที่กำเริบใจเฉกเช่นว่าอยุธยา มิมีทหารการเช่นนี้แต่ก่อนมาเคยใช้อ้ายขุนไกร ที่เป็นผีมันตายไปเสียหลายปี ศึกครั้งนี้จะได้ผู้ใดไป”

จากนั้นตรัสถามผู้เข้าเฝ้า

ลูกเต้ามันยังมีอยู่ฤาไม่จางวางหกเหล่าคงพอจะรู้ด้วยอ้ายขุนไกรอยู่กรมนั้น”

พระยารามจัตุรงค์กราบลงแล้วรีบกราบทูล

ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า ได้ทราบมาว่า เมื่อครั้งขุนไกรดับสังขาร มีบุตรชายคนหนึ่ง พึ่งคลอดออกมาอายุได้สักห้าปีปลาย นางทองประศรีหนีจากเมืองสุพรรณ พาลูกน้อยนั้นไป ข่าวคราวสูญหาย มิได้รู้ว่าเป็นหรือตายแต่ระคายว่าอยู่กาญจบุรี”

สมเด็จพระพันวษาฟังเรื่อง เกี่ยวกับนางทองประศรีจบ จึงตรัสถามขุนช้างทันที

เองบ้านอยู่เมืองสุพรรณ ยังจะพอรู้เรื่องราวของทองประศรี ลูกของมัน ยังอยู่ดีหรือตายไปแล้ว บ้างฤาเ อ็งรู้เยี่ยงไร ก็ให้บอกพลัน จะได้ให้มันไปเชียงทอง”

ขุนช้างมหาดเล็กผู้เคยเข้าเฝ้ามาแต่เด็ก เพ็ดทูลได้คล่องแคล่วก็สมความปรารถนาที่เคยคิดหมายครอบครองพิมพิลาไลย จึงคิดว่าจะทูลส่อพลายแก้วให้ไปทัพแล้ว จะได้กลับไปเกี้ยวเจ้าพิมใหม่คิดได้ดังนี้ ก็ทูลไปทันทีว่า

ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท อันบุตรขุนไกรที่วอดวายชื่อว่าพลายแก้ว ได้เมียอยู่เมืองสุพรรณ แต่มารดาของเพื่อนอยู่กาญจนบุรีกล้าหาญ ชาญชัย เลี้ยงภูตพรายได้อายุประมาณ 17ปีขอจงทราบธุลีพระบาท”

พอพระองค์ได้สดับคำของขุนช้างตรัสว่า

อ้ายขุนช้างไปนำตัวมาให้ได้ ตำรวจเวรใดหวาให้ออกไป”

เจ้ากรมพระตำรวจ ก็รับสั่งถอยหลังออกมาทันที จัดขุนหมื่นให้ขุนช้างเป็นผู้นำทางออกจากกรุงศรีอยุธยา ถึงเมืองสุพรรณเวลาพลบค่ำขุนช้างขึ้นเรือน มิได้กล่าวคำอันใด ไปอาบน้ำลูบตัวให้สบายใจ

เสร็จแล้วไปบ้านศรีประจันเรียกให้คนจุดไต้ สายทองมองเห็นตำรวจในวังตกใจ

เอ๊ะเหตุใดขุนช้างจึงนำตำรวจมา”

จึงไปบอกนางศรีประจันจากนั้น รับตำรวจขึ้นมาบนบ้าน เชิญขุนหมื่นนั่งข้างบนสนทนา

กินหมากเถิดขา ตามแต่จะมี”

ตำรวจเล่าเรื่องให้นางศรีประจันฟังตามที่ได้รับสั่งมาครบถ้วน

พระเจ้าแผ่นดินจะให้ขึ้นไปตีเมืองเชียงทอง ให้หาคนดีมีวิชา ขุนช้างบอกว่าพลายแก้วนี้ คล่องแคล่วเห็นจะสมในพระทัย จึงต้องให้หาไปในวัง”

นางศรีประจันได้ฟังคำของตำรวจ ตกใจระรัวกับรับสั่งใจเต้น ลุกขึ้นจากบ้านละล้าละลัง มายังหอของลูกในทันที ทรุดนั่งทอดตัวใกล้ผัวเมียน้ำตารินไหลถอนใจใหญ่สะอึกสะอื้น แกร้องไห้โฮ

โอ้ลูกยา”

พลายแก้วและพิมพิลาไลยไม่รู้ว่าเรื่องกระไรเห็นแม่ร้องไห้เป็นหนักหนาจึงถามว่า

นี่ใครล้มตายฤาเป็นญาติของเราหรือว่าใครเป็นไร”

ยายศรีประจันตีอกเข้าผางๆ

อ้ายขุนช้างมาทำเยี่ยงนี้ ได้ไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่าเจ้าแก้ว มีวิชาดีจึงมีรับสั่งจะให้ไปทัพจับไอ้ลาวฆ่าให้เป็นผีเจ้าจะเข้าใจรู้สิ่งใดบ้างจะไปทัพรบกับศัตรูฤาอ้อนแอ้นเอวบาง เหมือนอย่างกับวาด แค่มันเด็ดก็จะขาดกระเด็นดูแล้วน่าเอ็นดูมากว่าความรู้อะไรจะได้มาจากไหน”

พิมพิลาไลย พอได้ฟังตกใจจนแทบจะเป็นบ้า น้ำตาไหลนองหน้า เดือดดาลด่าขุนช้าง

อ้ายจัญไรไม่กลัวบาป กลัวกรรม มันช่างทำได้ที่หมายไว้ ไม่สมอารมณ์มันจะทำให้ฉิบหาย ให้หนำแก่ใจจะแกล้งกำจัดให้พลัดพรากให้ได้รับความลำบากกลางป่าเขา ตั้งแต่นี้ต่อไปจะไกลกัน คงได้แต่นับวันไปจากแล้วแก้วของเมีย”

พลายแก้วเห็นเมียร่ำไห้รู้สึกอาลัยสงสารเมียรักเป็นหนักหนาแต่ต้องทำใจแข็งพูดคุย

จะเดือดด่าร้องไห้ไปใย อันงานราชการไปกองทัพ มีมาตั้งแต่พ่อของพี่ ถ้ายกทัพขึ้นไป ตีเมืองเชียงทองถ้าสำเร็จการ อาจได้ดีฟังคำผัวเถิด อย่าร้องไห้ไปเลยตำรวจเขาได้มาถึงบ้านแล้วเขาอด จะประจานให้ได้เจ็บใจ ไปหาข้าวปลาอาหารให้เขากิน ให้อิ่มหนำสำราญเถิด”

ว่าพลางสั่งคนรวมทั้งสายทอง ให้เข้าครัวใหญ่สั่งเสร็จแล้ว พลายแก้วก็ออกไปนั่งใกล้ตำรวจ กับขุนช้างจากนั้น ทักทายปราศรัยพาสองนายไปหอขวาง  เดินไปตามนอกชานกลาง ไปที่หอพิมพิลาไลย นั่งลงบนเสื่อทั้งสามคน เรียกหาพานหมากทันที พิมหยิบให้อย่างไม่เต็มใจ ไม่ยอมนำออกไปแต่กลับสอดลอดประตู ขุนช้างเขม้นตามองเห็นแขนพิม ชะแง้เงยแหงนจ้องมองยิ้มอยู่เป็นครู่ จนนิ้วก้อยบิดงอไปนิ้วแหวนงู แม้กระทั่งโดนยุงกัดก็ไม่ปัด

สายทองกับบ่าวไพร่ จัดเตรียมสำรับกันจ้าละหวั่นพริก มะนาว ข่า ตะไคร้ใส่ปรุงต้มยำ ทอดมันกุ้งและแกงอ่อมส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วสุกเสร็จจัด เป็นสำรับไว้ผู้คนวิ่งไปมาคลาคล่ำ

ส่วนพิมคิดแค้นขุนช้างจึงเรียกตาผลหัวล้านให้มาหาส่งโต๊ะของคาวพร้อมกับข้าวให้ตาผลเป็นผู้ใหญ่ให้เดินนำหน้าขุนช้างเห็นเพ่งเขม็งตาเดือดดาลอยู่ในใจ

ไอ้เจ้ากรรมนายเวรอีกแล้ว”

พลายแก้วยิ้มทำเป็นไม่เห็น

เชิญกินข้าวตามมีตามเกิดเถิดพ่อเจ้าเพลานี้มืดค่ำแล้ว”

ขุนช้างหยิบจอกน้่ำมาล้างมือหลังจากกินอิ่มแล้วก็ยกสำรับกลับไป พูดจาปราศรัยกัน จะจับศัตรูมาอยุธยาให้เลื่องลือขุนช้างก็อือเออผสมโรงไป พูดจากันจนดึก ก็พากันหาวง่วงนอน ต้องจัดแจงฟูกหมอน ที่นอนกันอลหม่านให้นายทั้งสองได้พักผ่อนอย่างสบายใจ

จากนั้นพลายแก้วให้เรือนนอนแล้ว ลั่นดาลทอดกายนอนลงกอดประคองพิมใจระทวย ระทม ปานจะขาดกระเด็นเป็นท่อนท่อนเสียให้ได้กระซิบสั่งสนทนาด้วยใจอาวรณ์

ขุนช้างขยับกาย นอนชิดฝาประจัน ชูคอเงี่ยหู ได้ยินเสียงกระดานลั่นเป็นไม่ได้ต้องเอามือกุมหน้าแข้งขึ้นแกว่งไกวจนเหงื่อไหลโทรมเต็มหน้านัยต์ตาลืมโพลง

พลายแก้วกอดพิมไม่คลายมือ โอบกอดจูบประโลมปลอบขวัญ พิมน้ำตานองซบอกผัว

เมียกลัวไปรบจะแหลกล่ม”

พลายแก้วปลอบว่า

อย่าคิดมากไปเลย”

จากนั้นก็ประคองจูบ ขุนช้างได้ยินเสียงกอดจูบทอดตัว กลิ้งหงาย

ผีอำลูกแล้วพ่อคุณเอ๋ย ผีเรือนนี้ ร้ายแรงนัก ข้ามาใหม่ก็ยังอำกัน”

ครั้นใกล้สว่างเจ้าพลายแก้วกับพิมยิ่งใจปั่นป่วน ล้างหน้าแล้วไปหานางศรีประจัน พยายามกลั้นอารมณ์ความโศกเศร้า

มีรับสั่งให้หาข้าพเจ้าจะหนักจะเบาเยี่ยงไร ก็จำจะต้องเข้าไปในพระนครดูก่อนให้ทราบเรื่องว่า เป็นเยี่ยงไร”

พิมนำห่อผ้า และสิ่งจำเป็นสำหรับเดินทางมาให้ผัว พลายแก้วรับมาแล้วก็ลาลงจากเรือนไป พร้อมกับบ่าวตำรวจเตือน เร่งเร้าจึงมิอาจชักช้าได้ต้องรีบเดินทางเพลาบ่ายก็พ้นป่า ไม่นานก็ถึงอยุธยารีบไปที่ศาลา ครั้นถึงก็หยุดนั่งลงท่านผู้รับพระราชโองการรอคอยอยู่ จึงได้พูดคุยสนทนากัน ผู้รอรับเห็นในความคมสันท่าทางเหมือนว่าจะเอาการเอางานพูดจา คารมคมคาย ตาดำกลมสมกับชาติทหาร ถ้าไปเห็นจะได้ราชการสำเร็จ ตามพระราชโองการกลับมา

 

ตอนที่ ยังมีต่อ….




Create Date : 09 มกราคม 2562
Last Update : 2 มิถุนายน 2562 23:50:22 น. 0 comments
Counter : 476 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
[Add thampitak 33's blog to your web]