ทักษภณ
 
มกราคม 2560
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
24 มกราคม 2560

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 1 กำเนิดขุนช้าง ขุนแผน

ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ
ตอนที่ 1 กำเนิดขุนช้าง ขุนแผน

 

ในรัชสมัยสมเด็จพระพันวษา (สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พ.ศ 2034-พ.ศ 2072) แห่งกรุงศรีอยุธยา ในยุคสมัยนี้ อยู่ในช่วงเวลาเจริญรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา มีอาณาเขตกว้างขวาง เมืองน้อยใหญ่ต่างเกรงกลัวในพระราชอำนาจ บ้านเมืองสงบร่มเย็น ข้าวปลาอาหาร อุดมสมบูรณ์ ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข

กล่าวถึงเรื่องขุนช้างขุนแผน และวันทอง พ่อแม่เขาเหล่านั้น ล้วนเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของสมเด็จพระพันวษานราสรรค์

ขุนไกรพลพ่าย แห่งบ้านพลับ เป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทองน้อยใหญ่ ได้แต่งงานกับนางทองประศรีบ้านเดิมอยู่แถบวัดตะไกร จากนั้นทั้งคู่รื้อเรือน ไปปลูกใหม่อยู่กินด้วยกันที่สุพรรณบุรี ขุนไกร รับราชการเป็นทหารอยุธยา ประจำอยู่เมืองสุพรรณ มีไพร่พลในบังคับบัญชามากถึง ๗๐๐ คน ขุนไกรเป็นทหารชาญชัยใจฉกรรจ์ องอาจ คงกระพันชาตรี เข้ารบที่ไหนไม่มีถอย ถึงแม้ว่าอริราชศัตรูจะมีมากเพียงใดก็ตาม เป็นที่รับรู้ไปทั่วทั้งกรมการเมืองสุพรรณ

ขุนศรีวิชัย รับราชการเป็นนายกรมช้างกองนอก เป็นเศรษฐีใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรีมีทรัพย์นับร้อย มีบ่าวไพร่น้อยใหญ่ มากหนักหนา แต่งงานกับนางเทพทองอยู่ท่าสิบเบี้ย เมืองสุพรรณ

พันศรโยธา แต่งงานกับหญิงงามนามว่าศรีประจัน บ้านอยู่ท่าพี่เลี้ยง เมืองสุพรรณฯ ทั้งคู่มาจากตระกูลเศรษฐี นางศรีประจันมีน้องสาวชื่อ บัวประจัน มีนิสัยปากกล้ามีผัวชื่อนายโชคดง ซึ่งมีบ้านเดิมอยู่ปางเหี้ย ครั้นแต่งงานแล้ว ลุ่มหลงเมีย ไม่คิดถึงเผ่าพันธุ์เดิม ชอบที่จะขโมยควายชาวบ้าน

ต่อไปจะกล่าวถึงกำเนิดของคนทั้งหลาย ขุนช้าง เมื่อจะเข้าสู่ครรภ์นั้น มีเจ้าผีแสนร้ายอยู่บนปลายไม้ กลางคืนชอบปั้นรูปเล่นหัวเราะคิกคัก ปั้นแล้วหยิกบีบบี้บ้าง ปั้นแล้วปั้นอีก เอานั่นใส่นี่ให้ครบครัน เป็นที่สนุกสนาน หยิกบ้างทำให้รูปปั้นมีหน้าตาแปลกประหลาด อัปลักษณ์บ้าง คืนหนึ่งผีปั้นกำลังปั้นรูปอยู่บนปลายไม้ ก็มีสัตว์นรกตนหนึ่งซึ่งอยู่รับกรรมในนรกทุกข์ทรมานเป็นเวลาช้านาน ในที่สุดก็พ้นจากขุมนรก จุติจากเพศเปรตอสุรกาย วุ่นวายวิ่งหาทางแห่งความสุข คิดจะไปสวรรค์อยู่นั้น ก็ถูกผีขยันปั้น จับยัดลงในครรภ์

ฝ่ายนางเทพทองคืนนั้นนอนหลับละเมอฝันไปว่า มีช้างพลายตายตัวพองหัวเน่ากลิ้งที่ตลิ่งชัน ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวนไปทั่ว มีนกตะกรุมหัวเหม่ง บินเตร่มาจากป่าใหญ่ อ้าปากคาบช้างเหม็นอืดตัวนั้น นำมาวางไว้ในหอกลางที่นางนอน ยิ่งไปกว่านั้นไม่ทราบว่าอะไรดลใจให้นางเรียกนกนั้น

“เชิญเจ้าขรัวหัวถกมานี่ก่อน”

จากนั้นนางได้คว้านกหัวล้านและช้างตายอืดเน่าเหม็นนั้นนอนกอดอย่างสบายใจ

ครั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมาจึงรีบปลุกผัวทันที พร้อมกับอาเจียนตัวสั่นคลอน เพราะไม่อาจอดกลั้นต่อกลิ่นอันเน่าเหม็นนั้นได้ ด้วยความรู้สึกว่าสิ่งเน่าเหม็นในฝันนั้น เป็นกลิ่นเหม็นสุดจะทนทานได้ ทั้งยังตามติดมาแม้ในเวลานี้ นางอาเจียนจนตัวสั่นคลอนสุดที่จะทนได้ อาเจียนเท่าไรก็ไม่หายเหม็น ในสุดต้องเรียกให้สามีช่วยนวด ทุบคอ

“โฮก...ฮาก...พี่ข้าไหว้วานช่วยทุบคอหน่อย”

ขุนศรีวิชัยตกใจลุกขึ้นมาเห็นเมียอาเจียน ลุกขึ้นลนลานทำตามที่เมียร้องขอ โดยได้ช่วยบีบนวดขยำก้านคอ จนกระทั่งนางค่อยหายอาเจียนบ้างแล้ว นางเทพทองได้เล่าความฝันนั้นให้ผัวฟัง

ขุนศรีวิชัยฟังจบได้ทำนายฝันว่า

“ออเจ้าจะมีครรภ์หาเป็นไรไม่ ลูกของเราจะเป็นชาย ส่วนนกตะกรุมคาบช้างใหญ่มา หมายถึงจะลูกของเราจะบริบูรณ์พูนสวัสดิ์ มีเงินตรามากกว่าห้าเกวียน แต่ลูกเราจะทำให้ขายหน้าเพราะเกิดมาหัวล้าน”

นางเทพทองฟังแล้วไม่รับพร ทั้งยังคงกุมท้องอาเจียนต่อไป นางจึงอาเจียนไป ด่าไปว่า

“โคตรแม่มึงช่างให้มาอาเจียน อ้ายหัวล้านจะเลี้ยงไปไย”

ฝ่ายนางทองประศรี ในขณะที่นอนกับสามีในเรือนใหญ่ นางฝันไปว่า ท้าวสหัสสนัยน์ ถือแหวนเพชรเม็ดใหญ่เหาะมา แล้วยื่นให้ นางรับแหงวนนั้นด้วยใจยินดีเหลือประมาณ แสงเพชรส่องวาบแปลบปลาบเข้าตา จึงตกผวาตื่นขึ้นมา รีบปลุกผัวในทันที

“มีอะไรฤาออเจ้า”

นางทองประศรีจึงเล่าเนื้อความตามที่นิมิตฝันให้ฟัง จากนั้นทั้งสองลุกขึ้นไปล้างหน้า นั่งกินหมากพลูเป็นที่สบายใจแล้ว ขุนไกรทำนายฝันว่า

“น้องเจ้าฝันว่าได้แหวนวงวิเศษของพระอินทร์ สิ่งนี้เป็นมงคล จะมีครรภ์ได้ลูกเป็นชาย ประดุจทหารพระนารายณ์มาเกิด มีความกล้าหาญคงทน มีฤทธิ์เดชปราบทั่วทั้ง 3 โลก ซึ่งว่าเพชรรัศมีแสงกล้า ภายหน้าจะได้เป็นทหารใหญ่ มียศใหญ่โตถึงพระยา ร่วมพระทัยองค์เหนือหัว”

นางทองประศรียกมือไหว้ สาธุรับคำทำนายของผัว จากนั้นทั้งสองกลับเข้านอนด้วยความสบายใจตลอดราตรี

กล่าวถึงนางศรีประจัน เที่ยงคืนนั้น นอนฝันว่าพระวิษณุกรรม เหาะมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า ถือแหวนมาสวมนิ้วของนาง จากนั้นก็เหาะกลับสถานพิมานมาศ นางนอนหลับแสนสนิท อย่างมีความสุขจนกระทั่งสว่าง ตื่นขึ้นยิ้มแย้มสดชื่นลุกขึ้นไปล้างหน้า จากนั้นเล่าความฝันให้ผัวฟังว่า

“ท่านขา เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าฝันว่า พระพิษณุกรรม์ ถือแหวนวงงามจับใจ เอามาส่งให้ไว้กับเรา แล้วกลับไปสถานพิมานฟ้า ฝันนั้นยังติดตาอยู่ เมียจะเกิดโรคร้ายใดฤาพ่อเจ้า ขอให้เมียได้รู้ว่าเป็นเยี่ยงไรหนา ”

พันศรโยธาฟังคำของเมียแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแก้ฝันว่า

ออเจ้าฝันนั้นหนา จะมีครรภ์ ได้แหวนประดับ หมายถึงจะได้ลูกหญิงมีรูปงาม ด้วยเป็นแหวนของพระพิษณุกรรม์ จะหาผู้ใดเปรียบเหมือนมิได้”

นางศรีประจันหัวเราะรับพรว่า

“ขอให้เป็นดังพี่ว่าเถิด ถ้าฉันนี้ได้ลูกมาชมเชย จะไม่อุ้มลูกคนอื่นให้เขาว่าได้เลย”

ฝ่ายนางเทพทองเมื่อครรภ์โตขึ้นเรื่อยๆ ลุกนั่งด้วยความยากลำบาก เกิดแพ้ท้องอยากกินเหล้า เนื้อพล่าจนตัวสั่น เห็นเนื้อดิบแล้วน้ำลายไหลเหมือนดังผีกระสือ เหมือนตาหลวงเข้าสิง ร้องอ้อนผัวจะกินอย่างเดียว กินเท่าไรก็ไม่พอ ทั้งปลาไหล ไก่ กบ เต่า แย้ อึ่งนา กินเรียบไม่มีเหลือ อีกทั้งยังทำให้กลายเป็นคอทองแดงนักเลงดื่มสุรา มีกี่ไหก็ไม่เหลือ จนซื้อไม่ทัน

นางอุ้มท้องด้วยความ เจ็บปวด ยากลำบากนานถึงสิบเดือน ลูกในท้องก็ถีบหนักขึ้น พอใกล้ฤกษ์คลอดนางเจ็บหนักร้องเรียกพ่อแม่ เรียกหาผัว ร้องดังจนคนในบ้านตกใจวิ่งวุ่นกันทั้งบ้าน

เสียงร้องของนางเทพทองทำให้คนบ้านต้องวิ่งวุ่น ใครนึกอะไรได้ก็ทำกัน บ้างก็เสกข้าวสารหว่าน บ้างเอาเบี้ยเหน็บฝาเรือนจนเต็มไปหมด บ้างเร่งหมอตำแยให้รีบทำคลอด

“เร็ว ๆ หน่อยแม่หมออย่าช้านัก ระวังเด็กขวางตัวด้วยละ”

เสียงหนึ่งในกลุ่มผู้ช่วยร้องเตือนด้วยความเป็นห่วง ท่ามกลางความโกลาหลของคนในบ้าน บ้างก็เข้ามาหนุนหลังนั่งเคียงข้างนางเทพทอง ช่วยปลอบให้กำลังใจ ขุนศรีวิชัยตัวสั่น เข้ามาปลอบเมีย เป่ากระหม่อมให้เพื่อให้นางคลายความกังวล

“มิเป็นไรแล้วออเจ้า พี่เป่ากระหม่อมให้แล้ว มิต้องกังวลประการใดๆ ทั้งนั้น”

หมอตำแย เข้าคร่อมท้อง นางเทพทองก็ข่มส่ง ข่มจนตัวสั่นก็ยังมิใคร่ลง ในที่สุดก็มีเสียงร้องว่า

“เด็กตั้งตัวตรงแล้วเบ่งเลย จะออกแล้วววๆๆ”

ยายคงโก้งโค้งขย่ม ช่วยอย่างเต็มที่ เมื่อเด็กออกมาได้ แกถึงกับล้มกลิ้งหัวทิ่มฝาเรือน พร้อมกับเสียงเด็กร้อง พอดีกับช้างเผือกเข้ามาถึงพระราชวังในวันนั้น ผู้เป็นแม่ลืมตาดูลูกพลิกไปพลิกมาเห็นว่า น่าเกลียดน่าชังนัก หัวล้านเลี่ยนเหมือนนกตะกรุมที่ฝันถึงเมื่อคราวตั้งครรภ์ จึงอดบ่นมิได้

“ทุด ลูกบัดสีเหมือนกับผีปั้น หน้าตาอัปลักษณ์ มิหนำซ้ำยังหัวล้าน โคตรอ้ายหมาขี้เรื้ื่อนเปื้อน เสียแรงที่อุ้มมา เลี้ยงไว้ไปไย มีแต่จะอายเขา หัวของมันไปเหมือนโคตรข้างไหนกัน”

นางเทพทองด่าบ่นจนเหนื่อยอ่อน จากนั้นก็เข้านอนไฟ ส่วนลูกชายมีแม่นม และข้าทาสหญิงชายคอยดูแล อาบน้ำป้อนข้าวป้อนน้ำ ไกวเปลเห่ช้า ทุกวันเวลา

ครอบครัวมีฐานะดีขึ้นกว่าเดิมเงินทองไหลมาเทมา ข้าทาส บริวาร มีมากมาย ด้วยบุญของลูกอ่อนได้สร้างไว้ ถึงแม้ว่าแม่จะเกลียดชัง แต่ความมั่งคั่งหาใครเสมอมิได้ ปู่ย่าตายายพลอยสบายใจ ตั้งชื่อหลานไว้เป็นมงคล ว่า

“หลานรักของข้า ขอให้ชื่อว่า ขุนช้าง"

เพราะเมื่อตกฟากฤกษ์พารณ(ช้าง) ของหลานชาย มีผู้เอาช้างเผือกมาถวายพระพันวษา อีกทั้งผู้เป็นแม่ยังฝันว่า นกตะกรุมคาบช้างมาจากป่า มาไว้ที่กลางเรือน จึงมีลักษณะหัวล้าน มีขนดกที่หน้าอกตั้งแต่เกิด

จากนั้นให้เอาเงินทองร้อยกรองใส่คอ กำไลข้อมือ มีมากมายจนล้นข้อมือ กำไลข้อเท้า ใส่จนเดินขากาง ที่เอวคาดสร้อยอ่อน ประดับด้วยกัลปังหาห้อยโตงเตงแกว่งไปมา ดูแล้วน่ารักน่าชัง นางเทพทองเห็นแล้วกล่าวว่า

“อ้ายยาจก เต้นเหมือนตลกโขน ซนอยู่ไม่นิ่งเหมือนลิงทโมน ผีที่ไหนไม่รู้ปั้นมา หน้าเหมือนค่างบ้องแบ้วเหมือนแมวกินปลา ดูแล้วอุ้มไม่ลง”

นางเทพทองแช่งด่าแช่งขุนช้างเป็นประจำ จนกระทั่งขุนช้างอายุได้สามขวบ ไปเดินเที่ยวเล่นเด็กทั่วไปเห็นแล้ว กลัวร้องจนตัวสั่น

“แม่ๆๆ ตัวอะไร แงๆๆๆ ดูมันอ้าปากยิงฟัน กลัวๆ แงๆๆ”

ผู้เป็นแม่จึงกล่าวว่า

“อย่าไปกลัวเลยลูก ที่เห็นคือขุนช้าง เป็นลูกของบ้านใหญ่ เขาเป็นเศรษฐีนะลูก มานี่อย่าไปขวางทางเขา”

ฝ่ายนางทองประศรีเมื่อตั้งครรภ์ ดูมีน้ำ มีนวลกว่าเดิม ผิวพรรณเปล่งปลั่งดังเอาทองมาทา ดวงหน้าดังจันทร์ในวันเพ็ญ แก้มสดใสประดุจปรางค์ทอง เต้านมเต่งตึงครัดเคร่ง นางตั้งใจจำศีลภาวนาทำบุญสุญทานเป็นเนืองนิตย์ น้อมจิตขึ้นเหนือหัว ภาานาบูชาด้วยดอกบัว จิตใจไม่ได้มีความวิตกกังวลใดๆ

เมื่อท้องโตใหญ่ได้สิบเดือน เริ่มเจ็บท้องเตือน ถึงเวลาจะคลอดลูก ลมกัมมัชวาตพัดกลับกลาย ลูกนั้นหันบ่ายศรีษะลงทวาร เนื่องจากเป็นท้องแรก นางจึงร้องวุ่นวาย ปู่ย่า ตายาย ญาติทั้งหลายโกลาหล หมอตำแยเข้าดูแลแก้ไข พอถึงฤกษ์งามยามดี นางคลอดบุตรอย่างง่ายดาย เป็นลูกชาย พี่ ป้า หน้า อามาช่วยกันดูแล ทั้งล้างทั้งเช็ด เสร็จแล้วก็ส่งให้แม่นม ตามตัวทาด้วยขมิ้น จากนั้นเอาใส่กระด้งให้นอนบนเบาะ ห่มผ้าให้ ปู่ย่า ตายาย ชมว่าเรือนผมน่ารักดังฝักบัว จากนั้นก็เอาใส่อู่แกว่งไกว ส่วนนางทองประศรีก็เข้าอยู่ไฟให้ร้อนทั่ว

ประมาณหนึ่งเดือนผ่านไป จากนั้นนางทองประศรีออกจากอยู่ไฟ แต่งตัวลูกน้อยด้วยขมิ้น แป้ง ดูน่าเอ็นดูนัก พ่อแม่ ปรึกษาหารือ กับ ปู่ย่า ตายาย ว่า

“จะให้ชื่อหลานว่าอย่างไรปู่”

ฝ่ายตาที่เป็นหมอดู นั่งคิดคำนวณเลข เสร็จแล้วกล่าวว่า

“วันเดือนปีเกิดหลานชาย ตรงกับปีขาล วันอังคาร เดือนห้า ตกฟากสามชั้นฉาย กรุงจีนเอาแก้วอันแพรวพรายมาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ให้ใส่ที่ปลายยอดของเจดีย์ใหญ่ ของวัดพระยาไทย ดังนั้นควรให้ชื่อ พลายแก้วแววไว ก็แล้วกัน"

เสร็จแล้วก็ช่วยกันทำบายศรี เอาเงินทองของดีของมีค่า มีราคา มาผูกให้ กล้วย น้ำ แตงกวา ขนม ข้าวต้ม รวมทั้ง ดอกไม้ ธูป เทียน เอามาใส่บายศรี

จากนั้นให้หลานใส่เสมา (เครื่องประดับหรือเครื่องรางสำหรับห้อยคอ) ปะวะหล่ำ(เครื่องประดับสำหรับผูกข้อมือ มักทำเป็นลูกกลม หรือกลีบเหมือนลูกมะยม หรือเป็นเหลี่ยม) กำไลทองคำ บ้าหว่าทอง (เครื่องประดับข้อมือ) ผูกที่แขนทั้งสองข้าง สายเป็นกุดั่น (ทองแกมแก้ว) สวยงามนัก เอวคาดสร้อยอ่อนซ้อนดอกลอย ฝังด้วยพลอยมรกต สีสด ผูกลูกพริกเทศด้วยทองคำ กำไลตีนนากหลากตา

จากนั้นเชิญแขก และญาติทั้งหลายให้นั่งล้อมเป็นวง ยกบายศรีขึ้นโห่สามลา เวียนไปมาเอาฤกษ์เอาชัย จากนั้นตาจึงกล่าวสวดว่า

“ศรี ศรี วันนี้ฤกษ์ดีแล้ว ขวัญของพ่อพลายแก้วอย่าไปไหน ขวัญของพ่อจงมา อยู่กับเนื้อกับตัว มาชมช้าง ม้า ข้าทาส เงินทอง อย่าเที่ยวท่องไปในที่ไหนๆ มาชมแก้วแหวนเงินทอง ข้าวของเหลือหลายให้สบายใจ”

จากนั้นร่วมกันโห่สามที ดับไฟโบกควันเจิมหน้าให้ กล่าวต่อไปว่า

“ขอให้พ่อพลายแก้วจงมีอายุหมื่นปี มีชัยชนะในทุกถิ่นที่ โชคดีทุกแห่งหน”

หลังจากทำขวัญพลายแก้วแล้ว ก็อยู่ครอบครัวเป็นสุขสืบมาจนอายุได้ 5 ปี พูดได้คล่องแคล่วฉะฉานยิ่งนัก

ขอกล่าวถึงนางศรีประจัน ในขณะที่มีครรภ์มีความสุขสบายใจยิ่งนักจนกระทั่งครบสิบเดือน ก็เจ็บท้องสุดที่จะทนได้ ลุกขึ้นถีบยัน กลิ้งเกลือก พลิกไปมา ร้องลั่นเหมือนคนฟั่นเฟือนดังลั่นทั้งเรือน ปู่ยาตายาย พ่อแม่ หมอตำแย แม่มด หมอผี พี่ป้า น้า อา ข้าทาสบริวาร ต่างก็มาพร้อมกันในทันที บางคนเอาเบี้ยขึ้นควงเหนือหัว ปากบ่นพึมพำ ฟังไม่รู้เรื่อง

“ออท้าวหาวเรอ เฮ่อๆ"

แล้วก็มีเสียงชัดเจนขึน ดังขึ้นว่า

“หากูทำไมอ้ายขุนโรง”

จากนั้นก็คว้าเหล้าขึ้นมาดื่มเหล้าเคี้ยวหมากจับๆ ลุกขึ้นเต้นรำโหยงเหยง เป็นการใหญ่ บางครั้งทำท่าจะล้มหัวคะมำ เหมือนคนเมาเหล้าอย่างหนัก แล้วกล่าวอีกว่า

“ไม่ต้องตกใจไป พ่อหลวงมาช่วยคุ้มครองหาเป็นไรไม่”

ปู่ ย่า ตา ยาย ต่างก็สบายใจ กล่าวว่า

“ข้าไหว้ท่านพ่อหลวงได้โปรดช่วยด้วย”

“มึงอย่าร้อนใจไปฟังคำกู”

จากก็ลุกขึ้นถลกผ้าเต้นรำต่อ นางศรีประจันเจ็บท้องหนักขึ้นเรื่อยๆ ร้องไม่หยุด หมอตำแยเข้ากระโหย่ง ขย่ม เข้าล้อมช่วยกันเป็นพัลวัน พอถึงฤกษ์ยาม ผู้อ้างว่าเป็นพ่อหลวงก็กล่าวว่า

“คลอดแล้วหวา”

ปรากฏเด็กทารกนอนหงายตะกายร้องวาๆ เป็นเด็กหญิงหน้าตาน่าเอ็นดู จากนั้นเอามาอาบน้ำทาขมิ้น ให้กินนมเสร็จแล้วให้นอนในอู่ มีแม่นมข้าทาสบริวารเลี้ยงดู สุขสำราญ เด็กหญิงยิ่งโตยิ่งงาม เลี้ยงมาโดยไม่ให้สิ่งใดมากล้ำกราย พ่อแม่ก็รักดังแก้วตาดวงใจ ปู่ย่า ตาทวด มาทำขวัญ ด้วยแหวนทองสิ่งของมากมาย

จนกระทั่งอายุ 5 ขวบ งามพริ้งเพรายิ่งนัก ทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้นประดุจสลักเหลา ไม่อาจหาหญิงใดเทียบได้ ผมสลวยสวยดำเงางาม จึงให้ชื่อว่า พิมพิลาไลย มีความสามารถทางเย็บปักถักร้อย รุ่นราวคราวเดียวกันไม่มีใครสู้ได้ เช้าเย็นเล่นเก็บดอกไม้ที่ข้างวัดเขาใหญ่เป็นประจำ

พลายแก้วกับขุนช้าง ก็มีการออกไปเล่น กับพวกบ่าวข้าตามประสาเด็ก พอพบกับขุนช้างก็ชวนไปเล่นซื้อเหล้า

“ไปเล่นซื้อเหล้ากันเถอะ”

พลายแก้วกินเหล้าอึก ขุนช้างยกกรอกปากจนตัวสั่น กินกันจนเมามาย จนแทบลืมตาไม่ขึ้น แล้วเทเหล้าใส่ขันชวนกันเป็นเกลอ จึงเอามือพลายแก้วจุ่มลงขันเหล้าสาบานว่า

“เราทั้งสองจะซื่อสัตย์ต่อกันจนตาย ใครทรยศหักหลังขอให้เทพ เทวดาล้างผลาญชีวิตมัน ตายคอขาดด้วยดาบองครักษ์สี่หมู่ ขอให้พลัดพรากจากมารดาไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดห้าร้อยกัลป์”

จากนั้นเอานิ้วจุ่มเหล้าที่ขันมาขึ้นมาควั่นคอ พลายแก้วยกเหล้าดื่มอึกๆ จากนั้นขุนช้างก็กินตามดูเหมือนเมากันเต็มที่ พิมพิลาไลยเห็นอาการเมาของขุนช้างหัวเราะจนตัวงอกล่าวว่า

“สมน้ำหน้ามันอ้ายจัณฑาล”

จากนั้นพิมพิลาไลยก็ชวนมาเล่นหุงข้าวต้มแกง เด็กหญิงกวาดทรายทำเป็นรั้วบ้าน เริ่มเล่นทำบุญให้ทาน จากนั้นกล่าวว่า

“ไปนิมนต์สมภารมาเร็วๆ “

ขุนช้างแต่งเป็นสมภารมอญ ไม่ได้โกนหัว สวดมนต์เป็นการใหญ่ พลายแก้วแต่งเป็นสมภารไทย จัดแจงแต่งของยกมาถวาย หลังจากเล่นสวดมนต์ฉันเสร็จแล้วพลายแก้วมีความคิดอุตริว่า

“เรามาเล่นเป็นผัวเมียกันเถิดหนา”

ขุนช้างกระโดดดีใจร้องว่า

“เห็นด้วย ข้าชอบๆ”

พิมร้อง

“อ้ายนอกคอก คนรูปชั่ว หัวถลอก กูหาเล่นด้วยไม่”

พลายแก้วจึงกล่าวออดอ้อนพิมว่า

“เล่นเถิดจะเป็นไรไป ให้ขุนช้างเป็นผัวของเจ้า ข้าจะทำเป็นย่องเข้าไปหา แย่งมาจากขุนช้าง”

จากนั้นทั้งสองเฝ้ารบเร้าเฝ้าชวนเล่น จนกระทั่งพิมใจอ่อน จากนั้นพากันไปหักใบไม้มาวางทำเป็นต่างเตียงนอน ส่วนพิมกวาดทรายทำเป็นเรือน พูนดินขึ้นเกลื่อนกล่นทำเป็นฟูกหมอน เสร็จแล้วพิมนอนลงกลางดิน ขุนช้างนอนเคียงข้างอย่างเร็วไว พลายแก้วรีบกระโดดเข้าแทรกตรงกลาง ชกขุนช้างเปรี้ยงเข้าที่หัวล้านเลี่ยน ขุนช้างทำเป็นหลับอยู่กับเตียง พอพิมที่นอนอยู่เคียงข้างหันมามอง ขุนช้างก็ลุกขึ้นงุ่นง่านร้องโวยวาย

“ช่วยด้วย ข้าโดนขโมยลักเมียจากห้อง”

เด็กที่อยู่ในละแวกนั้นเกรียวกราวขึ้นทันใด เด็กที่เป็นพวกขุนช้างลุกวิ่งไล่พลายแก้ว พอปะทะพวกของพลายแก้ว เกิดการถกเถียง ต่อยตีกัน จมูกคราก ปากแตก บ้างร้องไห้ไปหาพ่อแม่กันจ้าละหวั่น เดือดร้อนถึงผู้ใหญ่ต้องมาช่วยกันห้าม เมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ พิมพิลาไลยจึงด่าว่า

“อ้ายตายโหง อ้ายหัวล้านมันจังไร กูมิอาจเล่นได้ต่อไปได้”

จากนั้นก็พาข้าทาสบริวารกลับบ้านไป หลังจากที่พิมไปแล้ว ขุนช้างรู้สึกตัวว่า หัวของตนเอง ฟกช้ำดำเขียว ก็ตกใจวิ่งร้องไห้กลับบ้าน ฝนไพลทาร้องโอดโอยเหมือนว่าจะสิ้นใจ

การที่เด็กเล่นอุตริเยี่ยงนี้ ท่านว่าเป็นเพราะเทวดาดลใจ การเล่นไม่ใช่สิ่งผิด แต่ถ้าทำผิดจากปากที่เคยกล่าวก็มีอันเป็นไป สิ่งนี้ท่านว่ามีกล่าวในตำราที่มีอยู่ในสุพรรณฯ

ต่อมาขุนศรีวิชัยเห็นพ้องกับเมียว่าลูกเจริญวัยแล้ว ปิดบังไว้เกรงจะมีความผิดติดตัว ควรที่จะเข้าเฝ้าถวายตัวต่อสมเด็จพระพันวษา ให้เป็นข้าพระบาท หลังจากปรึกษากันแล้ว ก็สั่งข้าไท ให้พาไปอาบน้ำ แต่งตัวทาขมิ้นทาแป้งแต่งตัว เอามุหน่าย (เครื่องหอมสำหรับใส่ผม) ทาทั่วศรีษะจนถึงท้ายทอย คล้องกำไลทองเต็มสองแขนที่นิ้วก้อยใส่แหวนเพชร นัยน์ตาลอย มองดูแล้วเหมือนลูกเสือปลา

จากนั้นวิ่งร่อยๆ ไปที่หอกลาง ให้จัดหาดอกไม้ธูปเทียนใส่พานตามแบบระเบียบประเพณีที่เคยจัดทำ รวมทั้งตระเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงกันกลางทาง ช้างพลาย สำหรับการเดินทาง สองพ่อลูกขึ้นนั่งสัปคับ

จากนั้นควาญช้างขับช้างออกจากบ้านรั้วใหญ่ เดินทางพร้อมกับบ่าวไพร่ที่งุ่มง่ามตามมา ผ่านทุ่งทิวไม้ ลำธาร จนกระทั่งถึงวัดธรรมารามก็หยุดพักปลงช้างไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ เจ้าขุนช้างตัวเล็กกับบิดา ข้ามท่าเพื่อจะเข้าเมือง ชาวบ้านร้านตลาดครั้นเห็นขุนช้างก็ร้องบอกกันว่า

“เด็กอะไรน่าเวทนา หมั่นใส้ หัวล่อนกล้อนเป็นที่สุด ดูแล้วเหมือนโดนหลอก ลิง ค่างมาเกิดฤา ผีนอกคอกที่ไหนปั้นมา”

ผู้คนพากันหัวร่อ จนกระทั่งพ่อลูกหายลับเข้าไปในวัง พวกขุนนางที่รอเฝ้าอยู่ในวังเห็น ก็พากันหัวเราะราวจะบ้าคลั่ง ทำให้ขุนช้างน้อยพลอยประหม่าละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก ต้องอยู่ชิดติดหลังบิดาตลอดเวลา

สมเด็จพระพันวษา เลิศสยบแสยงทุกแหล่งหล้า ทุกประเทศเขตขัณพสีมา ต่างอ่อนน้อม ถวายเครื่องราชบรรณาการ ขอขึ้นต่ออยุธยา ทุกเขตขัณฑ์ ประชาทั่วหน้าต่างก็มีความสุข

ประทับในพระที่นั่ง บัลลังรัตน์ พร้อมขนัดด้วยนางสนมกำนัล ทุกหน้าที่ต่างน้อมหมอบเฝ้า แต่ละนางควรที่จะให้ชวนชม ต่างหมอบคลานเข้าเฝ้าเป็นเหล่าไป เสียงดนตรี ดังเรื่อยรี่ขับประสาน ให้เพลิดเพลินพระราชหฤทัย นางในต่างปฏิหน้าที่อย่างแข็งขัน

ยามบ่ายสี่โมงเศษ ก่อนจะเสด็จไปที่พระลานหน้า พร้อมด้วยนางสนมลงสรงน้ำ ไขสุหร่าย (เครื่องโปรยน้ำ) น้ำซ่าเซ็น ทรงสุคนธ์จรุงกลิ่นหอมฟุ้ง ทรงภูษาดอกกินรี จับพระแสงนาคา พอจวนเย็น เสด็จหน้าพระลาน เสียงประโคมแตรสังข์ ฆ้อง กลอง ตำรวจ ข้าราชการ อภิวาทอัญชลี ทรงประทับเหนืออาสน์

ขุนศรีวิชัยผู้ภักดีและขุนช้าง รีบคลานเข้ามาวางธูปเทียนดอกไม้เข้าไปตั้งตรงพระพักตร์ ขุนช้างหมอบชิดกับบิดา ในใจกลัวแทบตาย

ครานั้นสมเด็จพระพันวษา ทอดพระเนตรเห็นดอกไม้ธูปเทียนที่ขุนศรีวิชัยและขุนช้างถวาย แย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า

“ฮ้า เฮ้ยอ้ายขุนศรีวิชัย มึงพาลูกใครมาหวา หัวดูน่าสมเพชเวทนาเป็นลูกหลานของผู้ใด หรือว่าเป็นลูกหลานเครือญาติของมึง หัวก็ล้านจะเอามาให้กูฤา ถึงได้มีดอกไม้ธูปเทียนใส่พานมา”

ขุนศรีวิชัยจึงกราบทูลว่า

“ขอเดชะพระองค์จงกรุณา ชีวิตข้าพระองค์อยู่ใต้ธุลีพระบาท เป็นขุนช้างบุตรของข้าพระองค์พระเจ้าข้า ขอถวายไว้เป็นทหาร ด้วยเด็กคนนี้มีชะตาราศี มีลาภมาสู่ร่มโพธิสมภารของพระองค์ ตั้งแต่บุตรขุนช้างนี้เกิดมา เงินทองของดีต่างๆ ช้าง ม้า วัว ควาย มิพอจะได้ ก็ได้มา พระเจ้าข้า”

สมเด็จพระพันวษาฟังทูลทรงสรวลว่า

“เออหัวดูน่าเวทนาแต่ได้ลาภตามที่ว่าก็ชอบกล ตอนนี้ยังเด็กเล็กนัก ให้ไว้กับกูก็ไม่เป็นผล เอ็งจงเลี้ยงไว้ก่อนอย่าใจร้อน เมื่อเติบใหญ่จึงค่อยเอามาให้กู”

จากนั้นตรัสสั่งพนักงานจัดของพระราชทานมีเสื้อผ้า เป็นต้น พ่อลูกกราบลงสามครั้ง ด้วยความยินดีในพระกรุณา

 

จบตอนที่่ 1




Create Date : 24 มกราคม 2560
Last Update : 26 มกราคม 2563 18:47:15 น. 0 comments
Counter : 4035 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
[Add thampitak 33's blog to your web]