ทักษภณ
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
8 พฤษภาคม 2560

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 3-2 พลายแก้ว บวชเณร จบตอน


ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภาเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ ๓/๒ พลายแก้วบวชเณร (ต่อ)

 

ขุนช้างผู้มีน้ำใจกว้างขวาง รู้สึกกระตือรือร้นฟุ้งซ่าน สั่งงาน บ่าว ข้า ไพร่

 

“เด็กทั้งหลายอย่าได้ชักช้า ตระเตรียมจักสานกระจาด เอาเงินตราไปซื้อสังเค็ด

(ทานวัตถุ มีตู้พระธรรม โต๊ะหมู่เป็นต้น) มาให้ไว ช่วยกันหาผ้าเนื้อดีมาทำไตร พวกผู้หญิงไปหาเครื่องกัณฑ์เทศน์ตำแป้งทำขนม อย่างน้อยอย่างละร้อยอัน อย่ากลัวเปลืองน้ำมันรีบไปหาซื้อมา หาผลไม้สวนแพงเท่าใดก็ให้สู้ราคา อย่าทำเป็นคนใจแคบให้เขานินทา อย่าให้ข้าเสียหน้าได้”

 

ฝ่ายนางศรีประจันเรียกคนเสียงดังอึงมี่

 

“แม่พิมมาช่วยแม่บ้างทางข้างนี้เข้ามาจะได้ช่วยให้ทันกาล”

 

บ่าวไพร่เร่งทำขนมผสมแห้ง ปั้นทอดทำน้ำมันเสียงดังฉ่าๆ มีเสียงหนึ่งตะโกนมา

 

“ไฟร้อนนักชักฟืนออก”

 

อีคงตักขึ้นมาดูกล่าวว่า

 

“เกรียมกำลังดี”

 

การทำขนมจัดวางตามชนิดของขนมขนมชะมด ขนมกงเกวียนจัดระเบียบเป็นอย่างดีไม่ให้บุบบี้ ขนมทุกชิ้นกรอบกำลังดีคลุกน้ำตาลเสร็จแล้วจัดเข้าที่ บ้างกวนข้าวเม่า ชุบแป้งทอด แล้วเอาไม้แทงใส่หยอดไข่ไส้ในเป็นมะพร้าวคลุกน้ำตาล สุกแล้วแทงยกขึ้นมา บ้างแบ่งแป้งกัน การทำงานเสียงดังอึงมี่นางศรีประจันร้องตะโกน

 

“ค่อยๆส่งมาอย่าโยน ของจะย่อยยับ”

 

เจ้าของกัณฑ์ทศพรตื่นนอนแต่เช้ามืดขนเครื่องกัณฑ์เทศน์ไปได้อรุณวัดป่าเลไลย์ ขนขึ้นไปบนศาลาการเปรียญ จุดธูปเทียน ชีต้น (พระสงฆ์ที่เป็นอาจารย์) ให้ศีลบอกส่วนบุญแล้วว่าบทจุณณีย์บาลี(คำภาษาบาลีสั้นๆ ก่อนเทศน์) ทศพร หิมพานต์ ทานกัณฑ์จนถึงกัณฑ์มหาพน จบแล้วกลับกุฎี

 

ส่วนขุนช้างนอนตื่นสายรีบลุกขึ้นมาล้างหน้า โวยวาย วุ่นวาย จ้าละหวั่น

 

“เด็กทั้งหลายเจ้าขา มาพร้อมกัน หมากประจำกัณฑ์กูลืมไป ตัวกูเป็นพ่อหม้ายมาหลายปี ของเยี่ยงนี้คงจะมิมีใครทำได้ใครแกะมะละกอเป็นรูปสัตว์ได้ ถ้ามิมีใครทำได้ ก็ไปหาช่างมา”

 

นางเมืองได้ยินดังนั้นรีบอาสา

 

“อีฉันนี่แหละพอทำได้เจ้าค่ะ”

 

จากนั้นนางรีบเอามะละกอและมะระจีน มาหยักหั่นควั่นอย่างรีบเร่ง วางเรียงราย เป็นต้นว่า หลวงชีขี่ตาเถน มีสามเณรรวมด้วยแกะแร้งกินผีดูแล้วน่ากลัว ดอกรักปักบนดาวเรือง ขุนช้างเห็นแล้วชอบใจให้รางวัลเป็นแหวนทองเหลืองราคาหลายเฟื้องนางเมืองรับไปใส่พอดีนิ้วมือ จากนั้นขุนช้างสั่งกับข้าไทว่า

 

“พวกเอ็งยกเครื่องกัณฑ์ไปให้อึงอื้อแห่แหนไปในถนนให้คนเลื่องลือ ของประจำกัณฑ์เทศน์ก็ถือไปให้ดี ถ้าพวกมึงทำหายตกหล่นกูจะถอง กำด้น(ส่วนคอกับศีรษะต่อกัน)ให้มันล้มกลิ้ง”

 

พวกบ่าวแบกเครื่องกัณฑ์ไปในทันทีโห่เสียงเสียงอื้ออึงไปวัดป่าเลไลย์ บรรดาเครื่องกัณฑ์ที่เอามาวางเรียงไว้ที่หน้าศาลาใหญ่ ผู้คนมากมายแออัด มาดูเครื่องกัณฑ์เทศน์ของขุนช้าง

 

ฝ่ายนางพิมพิลาไลยก็เร่งรีบจัดเตรียมเครื่องกัณฑ์เทศน์เช่นเดียวกัน

 

“พวกเจ้ามานี่ทำหมากประจำกัณฑ์ให้ฉันที หมากพลู สำลี ไปหามา”

 

จากนั้นข้าไทช่วยกันเอามะละกอมาผ่า ช่วยกันแกะสลักแล้วย้อมสีงดงาม บ้างประดับประดาเป็นรูปภูเขาแกะเป็นรูปฝูงสิงโต ยืนเรียงราย แกะเป็นพระพรหม พระอินทร์ถือแก้วเหาะมา พระนารายณ์ทรงสุบรรณ(ครุฑ) ประดุจล่องลอยบนท้องฟ้า

เสร็จแล้วยกอนุโมทนาจากนั้นแห่ไปยังวัด ครั้นถึงแล้วตั้งไว้บนศาลา คนทั้งหลายพากันวิ่งไปดูต่างยกย่องชมเชยในความวิจิตรพิสดาร ดูเด่นเป็นสง่า มีความสมจริง

 

ครานั้นขุนช้างเมื่อจวนถึงเวลาสั่งให้ข้าตักน้ำใส่ขันใบใหญ่ พวกข่าวรีบไปหาบน้ำมาใส่ให้เต็มในทันทีจากนั้นขุนช้างอาบน้ำด้วยความสบายใจ ข้าไทเข้ากลุ้มรุมขัดสี เอาขมิ้นถูตัวให้ทั่วขี้ไคลไหลออกมาเรื่อยๆ แม้ผิวหนังยังเขียว เวลาก็จวนแล้ว

ในเพลาจวนจบกัณฑ์มหาพนขุนช้างรีบเข้าห้องเอาดินสอพองละลายทาทั่วตัว ควักเอา มุหน่าย(น้ำมันตานีเป็นเครื่องหอมสำหรับใส่ผม ผสมจากเขม่าและปูน) มาป้ายผมดำให้ปกกบาลบรรเทาหัวล้านให้หายไปพยายามเยี่ยงไรก็ยังโล่งเลี่ยนเตียนเช่นเดิม ได้แต่บ่นกับตนเองว่า

“หัวกูน่าละอายใจ”

 

จากนั้นรีบนุ่งผ้าลายกระหนกเหมหงส์เป็นผ้าที่ผู้ใดมิอาจมีได้ ผ้าเช็ดเหงื่อเป็นสีชมพู ลายปักดอกเป็นสีทองตั้งใจจะแต่งตัวให้ยิ่งยวดเพื่อไปอวดเรียกรอยยิ้มจากนางพิม นิ้วก้อยใส่แหวนงูนิ้วชี้เป็นแหวนเพชร นิ้วนางใส่แหวนทับทิม เดินไปส่องกระจกใหญ่เห็นหัวตัวเองด่าว่า

 

“ทุด ไอ้หัวจังไร”

 

แต่ยังก็ยังปลอบใจตัวเองว่า

 

“ถึงหัวจะชั่วจังไร แต่ตัวก็เป็นผู้ดี อ้ายพวกเด็กๆ มาเอาเสื่อไป พวกมึงอยู่ด้วยกูสักสิบคน ตามมากูมาอย่าได้ไปไหน คนโท ถาดหมาก เครื่องนากอ้ายจืด พวกมึงช่วยกันถือไป”

 

ขุนช้างลงจากเรือนเดินส่ายบิดตัวเชิดหน้า ทักทายคนไปตลอดทาง ทำให้เหงื่อท่วมตัวสภาพเหมือนควายขวิดกันหลังจากมาถึงศาลาการเปรียญหลังใหญ่ ทายก ทายิกา ทั้งหลายอยู่พร้อมหน้า ต่างก็แหวกหลีกทางให้ขุนช้างได้เข้ามายังภายในศาลาการเปรียญ ข้าบ่าวรีบปูเสื่อคล้าขุนช้างนั่งอย่างภาคภูมิใจ

เพื่อนฝูงเห็นก็เข้ามาหาทักทายบางคนพูดมากปากไว ทำนองว่ากระไรเหงื่อไหลปานนี้ สร้างความขุ่นเคืองให้ขุนช้างยิ่งนักแต่มิอาจตอบโต้กระไรได้ จึงหันเหไปสั่งบ่าวไพร่ ให้จัดเครื่องกัณฑ์เทศน์

 

“หมอนอยู่ที่ใดเอามา เผือก มัน ของเรามีมากมาย อ้อยขาว อ้อยแดง แตงโม ส้มโอ มะดูก(ผลขนาดฟองไข่รสหวานเอียนๆ) มะไฟ แตงโมลูกใหญ่ๆ ขนมชะมด กงเกวียน ข้าวเหนียวแดง หินฝนทองครองแครง ข้าวของที่กองไว้นอกศาลา จัดไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เอาผ้าไตรกับบาตรเสื่อ สาด ฟูก เบาะ หมอน เข้ามาด้านใน พานหมากประจำกัณฑ์ ยกไปตั้งหน้าผ้าไตร”

 

จากนั้นขุนช้างจุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย ชีต้นเริ่มแสดงธรรมเทศนา ทายกจุดเทียนปักดอกไม้บูชา

 

ครานั้นนางพิมพิลาไลยเร่งแม่ว่า

 

“จวนกัณฑ์เราแล้วรีบไปเถิดแม่ขา”

 

แล้วรีบไปอาบน้ำผลัดผ้าเอาขมิ้นมาทาทั่วตัวทาแป้ง แต่งไรผม ใส่น้ำมัน ผัดหน้าให้นวลแดง เอาซี่ (ยาสีฟันโบราณ ทำให้ฟันดำ) สีฟันดำเป็นมันส่องกระจกเห็นเป็นวาววับนุ่งผ้ายกลายกระหนกพื้นสีแดง ก้านทองงามระยับดูจับตาชั้นในห่มสไบสีชมพู ชั้นนอกเป็นสีทับทิม มีริ้วทองเป็นดอกพรรณรายชายเห็นแล้วเป็นที่เจริญตาเจริญใจ ใส่แหวนเพชรประดับทับทิมพลอยนิ้วก้อยสวมใส่แหวนงู

จากนั้นสั่งให้คนเอาหีบหมากเครื่องนาก ขันถมยา ส่วนข้าไท พากันทาแป้งแต่งตัว หวีผมใส่น้ำมันกันถ้วนหน้า ทันเวลาพอดีจากนั้นรีบออกมารอหน้าเรือน นางศรีประจันครั้นเห็นลูกสาวแต่งตัวสะสวยจึงกล่าวว่า

 

“กูนี้หัวหงอกหัวขาวแล้วจะแต่งตัวไปทำไม”

 

จากนั้นคว้าผ้ายกตานีห่มดอกคำลูกสาวหัวเราะร่า ว่า

 

“คุณแม่ช่างไม่อายเขาเลย มันผิดแล้ว”

 

นางศรีประจันครั้นมองเห็นร้องอย่างตกใจผลัดผ้าทำการห่มใหม่ จากนั้นผู้เป็นแม่เดินนำ นางพิมเดินตามดูเหมือนหนึ่งนางห้ามงามหนักหนา บ่าวไพร่เดิมกันมาเป็นลำดับบางพวกก็แบกเครื่องกัณฑ์เทศน์

ครั้นมาถึงศาลาการเปรียญสว่างไสวไปด้วย แสงธูปเทียน รีบปูเสื่อนั่ง แม่ลูกก้มกราบด้วยใจปิติยินดี

ครั้นพระสงฆ์เทศน์จบกัณฑ์กุมารเจ้าขรัวหัวล้านขุนช้างรีบประเคนเครื่องกัณฑ์เทศน์ ปี่พาทย์บรรเลงเพลงเฉลิมฉลอง

ลำดับนั้นนางพิมและแม่ให้บ่าวรีบยกเครื่องกัณฑ์เทศน์ บาตรย่าม บริขาร พานผ้าไตร ส้มสูกลูกไม้ทั้งหลายขนมนมเนยหลายอย่าง เข้าไปวางไว้เป็นลำดับ ข้างหน้าวางหมากประจำกัณฑ์ปี่พาทย์ตีบรรเลงรับทันที กล่าวถึงสมภาร เรียกเณรแก้วแล้วบอกว่า

 

“กูป่วยมาหลายวันไม่หายสักทีเณรไปเทศน์มัทรีแทน”

 

เณรแก้วกราบแล้วรีบลุกหยิบคัมภีร์กัณฑ์มัทรีมาอ่านทาน ว่าท่องตามทำนองของท่านครู ซ้อมดูจนคล่องขึ้นใจทั้งคาถาบาลีจุณณีบท จดจำด้วยความแม่นยำ แล้วเรียกเณรอ้นบอกให้ถือคัมภีร์ไปให้ เณรอ้นรับคำแล้วไปครองผ้าสไบหนังไก่รับเอาห่อคัมภีร์คอยอยู่ที่หน้าบันได

 

ครานั้นเณรแก้วเย็นแล้วจะไปเทศน์ก็ผลัดผ้า ห่มดอง เรียบร้อย แล้วไปกราบลาท่านขรัวมีลุกออกจากห้องท่านสมภาร อธิษฐานแล้วแสกขี้ผึ้ง ให้เณรอ้นเดินนำพร้อมกับคัมภีร์จากกุฏี จนกระทั่งถึงศาลาการเปรียญ นั่งสำรวม อยู่ต่ำกว่าพระสงฆ์ ชม้ายตาไปเห็นนางพิมฝ่ายพิมน้อยชม้อยปะสายตา เอียงอายก้มหน้านิ่ง เณรพลายจึงร่ายละลวยซ้ำกำลังแห่งมนต์ดลใจ ให้นางพิมยินดี เงยขึ้นสบตา เกิดน้ำใจผูกพันทันที เณรแก้วพยักหน้าเรียก

 

“เชิญสีกามาทางนี้เถิดท่านสมภารไม่มาเพราะอาพาธ จึงได้ให้ข้าเจ้ามาเทศน์แทน ท่านเจ้ากัณฑ์จะว่าเยี่ยงไร”

 

นางพิมยิ้มตอบในทันใด

 

“ผู้ใดเทศน์ก็เหมือนกันฉันไม่รังเกียจดอกเณรหรือขรัวไม่ต่างกัน ทุกประการเป็นไปตามพระคาถา”

 

พูดพลางยิ้มเหลือบไปปะตาเณรแก้วก็เสือกพานหมากมาให้สายทอง ก้มกราบตั้งพานหมากอังคาส เณรแก้วขึ้นธรรมาสน์มือจับคัมภีร์ถือประคองจ้องอ่านต้องตามบทจุณณีย์ จนเรื่องถึงตอนพระนางระหว่างทาง เจอพญาราชสีห์ขวางทางพระนางอ้อนวอนขอผ่านทาง จนย่ำค่ำถึงราตรีพระจันทร์ส่องแสง

ครั้นได้ทางกลับถึงอาศรมไม่เห็นลูกรัก ทรงกันแสงดังจะขาดใจตาย จากนั้นเสด็จตามหาลูกยา ผู้ฟังหญิง ชาย ครั้นได้ฟังให้เสียงสาธุการ ทุกผู้คนบังเกิดศรัทธา ทันใดนั้น นางพิมเปลื้องผ้าทับทิมยกขึ้นจบสามที วางลงในพาน แล้วกราบอธิษฐานด้วยศรัทธา ว่า

 

“สาธุด้วยบุญกุศลที่ข้าทำทาน ขอให้มั่งมีศรีสุข พร้อมด้วยยศบริวารไปในภายหน้า”

 

จากนั้นนั่งฟังด้วยตั้งใจต่อไปขุนช้างเห็นนางถวายผ้าคิดว่าเขาเป็นหญิงยังทำได้ จะมานั่งนิ่ง ดูแล้วน่าอดสูใจเราควรมิให้น้อยหน้า จะโดนติฉินนินทาได้ จึงว่า

 

“สาธุอนุโมทนาด้วยความศรัทธาเลื่อมใส ถึงตัวเรามิได้เป็นเจ้าของกัณฑ์ ก็มีความศรัทธาอย่างยิ่งยวด”

 

ว่าแล้วเหลียวมองหน้าพิมพิลาไลยยิ้มเปลื้องผ้ากรองที่ห่ม จีบจับพับถือประนม ยกเหนือหัวแล้วอธิษฐานไป

 

“สาธุเดชะเมตตาจิต ของให้สมปรารถนาโดยเร็วพนัน ทันใจ ได้แต่ในค่ำคืนนี้เถิด”

 

จากนั้นนำผ้าไปวางเคียงข้างผ้าของพิมพาลาไลยกล่าวอีกว่า

 

“ขอให้ผ้าทับทิมอย่าแคล้วคลาดจงดลบันดาลให้เคลื่อนคล้อยล่องลอยมา แต่เพลาค่ำวันนี้อย่าเนิ่นนานไป”

 

พิมพิลาไลยพอได้ฟังเกิดความรู้สึกอัดอั้น หมั่นไส้ แค้นคลั่ง สุดจะทนได้ ทุดถ่มน้ำลายด้วยรู้สึกอายสั่งให้ข้าไทไปหยิบเอาพานมา อีพรม อีปู รู้ใจนาย เดินเข้าไปหยิบเอาพานผ้า โดยข้ามหัวขุนช้างขุนช้างมองดูด้วยอาการขัดใจ สายทองร้องว่า

 

“ฮ้าอีพรม ทำสิ่งใดไม่ดูชายผ้าปัดผมท่าน เป็นกิริยาที่ชั่วถ่อย ไปเถิดหนอแม่พิม มิต้องฟังเทศน์แล้ว”

 

พิมบ่นด่าว่าอับอายขายหน้าจริง ตลอดทางที่เดินกลับบ้าน

 

ส่วนเณรแก้วเมื่อสีกาพิมกลับไปแล้วรู้สึกปั่นป่วน ด้วยความรักที่เกิดขึ้นตรึงจิตผูกพันก็ตัดบั่นหั่นเนื้อความให้สั้นลง พออ่านคาถาครบจบบท ก็รีบจบเทศนา แล้วลงจากธรรมมาสน์ถึงกัณฑ์สักบรรพอย่างรวดเร็ว และดำเนินต่อไปจนครบ สิบสามกัณฑ์ ทายก ทายิกาทั้งหลายต่างกรวดน้ำกรวดท่าด้วยจอกขัน อนุโมทนา ชื่นชมสมภาร ครั้นถึงสองยามก็เสร็จเรียบร้อยทุกประการ ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน

 

วัดป่าเลไลย์ยามดึกที่เงียบสงัดสายลมพัดมาอ่อนๆ ในค่ำคืนพระจันทร์ส่องแสงสว่างกระจ่างใสเณรน้อยมีจิตใจละห้อยให้คิดถึงแต่นาง

 

“โอ้พิมนิ่มนวลของเณรแก้วเจ้าไปแล้วจะระลึกถึงพี่บ้างไหมหนอ ฤางามปลื้มแม่จะลืมน้ำใจจาง”

 

เณรแก้วได้แต่ครุ่นคิดถึงนางจนค่อนคืนทำไฉนจึงจะได้นางพิมชม ให้คลายอารมณ์ร่ำสะอื้น ในเพลานี้รักนางเหมือนจะกลืนกินได้หญิงอื่นหมื่นแสนหาได้นำพา ได้ร่วมหมอนพี่จะช้อนขึ้นชมชื่นทุกค่ำคืนมิได้ขาดเสน่หา

ทำเยี่ยงไรจึงจะได้สนทนากับพิมแก้ว บ้านของน้องมิรู้ว่าอยู่แห่งใด ได้เพียงชมนางแค่เมื่อเพลาแสดงธรรมอ้ายขุนช้างเจ้ากรรมทำวุ่นวาย เจ้าเดือดดาลด่าแล้วพาบ่าวเข้าบ้านพี่พลุ่งพล่านเทศน์พลาดพลั้งไปหลายหน

พอลับเจ้าไปพี่นี้ทุกข์ใจสุดจะทนได้ พรุ่งนี้จะด้นเดาหาหนทางไปหาเจ้า ถึงเจ้าจะอยู่ซอกห้วยหุบเหว หรือหน้าผาใด พี่จะเสาะหาให้พบเจ้า ความคิดถึงเพิ่มขึ้นตลอดเพลา เยี่ยงไรมิอาจลดลงได้ในราตรีเฝ้าแต่กอดผ้าทับทิมของพิม จูบประคองยิ่งให้เกิดอารมณ์ซาบซ่าน ยิ่งคิดยิ่งรัญจวนหาจนกระทั่งรุ่งสาง

ครานั้นนางพิมเกิดนิมิตชัดเจนในยามรุ่งสางว่าได้ว่ายข้ามน้ำไป กับพี่นางสายทองถึงฝั่งน้ำตื้นพอยืนได้ตัวตรง สายทองส่งบัวทองให้หอมห่อผ้าห่มรู้สึกชื่นใจแล้วว่ายกลับ ฝันถึงเพียงนี้ก็รู้สึกตื่นขึ้นมา พิมมองไม่เห็นบัวทองรู้สึกเสียดาย จึงขยับไปปลุกสายทองอย่างเร่งรีบ จากนั้นเล่าความฝันให้ฟัง แล้วถามว่า

 

“ความฝันจะเป็นเยี่ยงไรพี่สายทอง ทำนายให้น้องหน่อยหนึ่งเถิด”

 

สายทองได้ฟังความฝันของน้องก็รู้ความหมายของความฝันนั้นในทันที

 

“จากที่ได้เคยสังเกตมาแก้วตาอย่าได้วิตกกังวลไป ซึ่งฝันว่าได้ดอกบัวชม จะได้คู่ชมสมใจ ชายนี้คงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ในเร็ววันเป็นที่แน่นอน ส่วนฝันว่าพี่เด็ดดอกบัวส่งให้ คงจะได้พึ่งแม่พิมในภายหน้าเมื่อใดแม่ได้ดังความฝัน แม่โปรดเมตตาสายทองด้วย”

 

นางพิมได้ฟังร้องว่า

 

“ไฮ้...พี่สายทองทำนายน้องกระไรเยี่ยงนี้ อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี พี่เห็นไปเห็นวี่แววจากที่ใด ฤาเห็นน้องนี้แล้วร้อนรนเป็นกังวลจึงแกล้งว่า บัวทองที่น้องฝันเห็นยังติดตา พี่ทำนายว่าได้ผัว น้องไม่เออออด้วย

ที่ฝันว่าพี่เด็ดดอกบัวส่งจะได้พึ่งพา ถ้าตรงตามคำทำนายคงได้หัวร่อ ผิว่าพี่ทำนายว่า น้องพิมจะได้หม้อเงินหม้อทองน้องดูจะพอใจมากกว่า”

 

ฝ่ายขุนช้างคิดคำนึงนางนอนไม่หลับ นอนพลิกคว่ำคร่ำครวญ ใจกระสับกระส่าย รำพึง รำพัน

 

“โอ้..แม่พิมพิลาไลยของขุนช้าง พี่ฟังเสียงเกลี้ยงกลมของเจ้า เมื่อเจ้าว่า วาจาฟังดูเจื้อยแจ้วดังจันทร์กระจ่าง เจ้าช่างอรชรอ้อนแอ้น ดูบอบบาง นางอื่นหมื่นแสนก็มิมีเหมือนเจ้าห่มสไบสีทับทิม ขลิบทอง สอดสองซับในสไบเขียว ดูงามตายิ่งนักเมื่อเจ้าเหลียวชำเลืองมา

ทำเยี่ยงไรจึงจะได้แนบชิดนางจะทูนเหนือเกล้า จะเฝ้าคลอเคลียคลึงเคล้า ป้อนข้าวป้อนน้ำ ยามเดินจะให้ขี่ช้างยามนอนจะให้นางหอมประทิน ยามอาบน้ำจะทำสุหร่ายริน (เต้าน้ำสำหรับโปรยน้ำให้เป็นฝอยอย่างฝักบัว)จะมิให้ต้องเท้าของเจ้าต้องแผ่นดิน จะรักเจ้าเท่าเทียมชีวิต ถึงข้าจะรักเจ้าปานใด แต่ใจกลัวว่าคิดไปจะเสียเวลาเปล่าด้วยรูปชั่วกลัวว่าเจ้าจะรังเกียจ”

 

จากนั้นเกิดฮึดคิดขึ้นมาว่า

 

“ถึงจะรูปชั่วจะขอลองดูก่อนถ้ามีโอกาสจะตื้อเข้าเว้าวอน คงจะได้มีโอกาสให้เจ้าใจอ่อนบ้าง”

 

จากนั้นเปิดมุ้งดูว่ารุ่งสางหรือยังหนอเห็นพระจันทร์ยังอยู่สูงส่ง คิดต่อไปว่า

 

“อย่างไรเสียพี่จะต้องไปหาเจ้าให้ได้ พิมเอย”

 




 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2560
0 comments
Last Update : 3 ตุลาคม 2562 21:13:13 น.
Counter : 2155 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


thampitak 33
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
[Add thampitak 33's blog to your web]