ทักษภณ
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
2 พฤษภาคม 2560

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 3-1 พลายแก้ว บวชเณร



ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภาเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ ๓/๑ พลายแก้วบวชเณร

กล่าวถึงพลายแก้วแววไว เมื่อบิดาเสียชีวิตแม่พาหนีไปอาศัยอยู่ที่กาญจนบุรี มีใจหวนคิดถึงพ่อที่จากไปอยู่ทุกขณะจิตจนเจริญวัยได้๑๕ ปี มีความคิดอยากจะเป็นทหารเหมือนพ่อขุนไกรที่ได้ตายจากไปหลังจากตรึกตรองมาปีกว่า จึงได้อ้อนวอนมารดาว่า

“ลูกนี้ใคร่รู้วิชา พระสงฆ์องค์ ใดมีวิชาดี ขอให้แม่พาลูกนี้ไปฝากท่านให้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ จะได้บวชลูกเป็นเณร”

นางทองประศรีผู้เป็นมารดาได้ฟังหาขัดความประสงค์ของลูกไม่

“สิ่งที่เจ้าคิดดีแล้ว สมภารท่านขรัววัดส้มใหญ่ ชำนาญทางใน แลดูดีครันแม่จะพาเจ้าไปฝากท่านลูกจะได้รู้วิชาการและคงกระพันให้เหมือนกับพ่อขุนไกร”

จากนั้นจึงสั่งพวกบ่าวไพร่

“ช่วยกันเร็ว กูจะบวชลูกชาย พวกเอ็งจงไปเที่ยวหาผ้าเนื้อดี มาทำสบงจีวร รวมทั้งหาย่ามบาตร รีบทำพร้อมกันในวันนี้ อ้ายถี อีล่า มาช่วยกู”

ข้าไททั้งหลายไปหาของหมากพลูใบตองบ้างก็ไปช่วยกันเย็บกรวย ปอกหมาก พันพลู ฟั่นเทียน ช่วยเอาผ้าขาวมานั่งล้อมวงช่วยกันเย็บตัด สบง จีวร ส่วนอังสะใช้แพรหนังไก่นุ่ม รังดุมทำด้วยไหม ทั้งหมดพร้อมเพรียงกันทำอย่างเอิกเกริกด้วยความตั้งใจศรัทธา

บางคนออกมาหาขมิ้นจัดการโขลกย้อม พรมน้ำส้ม แก้ไขผ้าที่มีสีซีด จนได้สีเป็นที่น่าพอใจตากให้แห้งแล้วจัดเป็นไตรไว้บนพาน

ฝ่ายแม่ครัวจัดการหุงต้มรวดเร็วอลหม่านหน้าดำคล้ำอยู่ที่เชิงกราน บ้างซาวข้าวสารใส่กระทะ บ้างต้ม บ้างพะแนง บ้างแกงขม บางพวกคั่วยำทำขนม จัดแจงผลไม้ใส่กระบะเรียงรายละลานตา

ครั้นเตรียมการเสร็จตามที่นางทองประศรีต้องการนางก็ได้เรียกคนให้ไปเอาขันน้ำใบใหญ่มา

“อ้ายโม่งอีมาช้าอยู่ใย มึงไปเอาขันใบใหญ่มาใส่น้ำขมิ้นดินสอพองเอาไปไว้ไหน เมื่อวานกูใส่ไว้ในถ้ำ (ภาชนะที่โดยมาก ทําด้วยตะกั่วชนิดหนึ่งสําหรับใส่ใบชา รูปร่างคล้ายขวดมีฝาปิด) พวกแกอาบน้ำลูกข้า ชำระเหงื่อไคลให้สะอาดทาขมิ้นดำ จากนั้นหวีผมแต่งตัว ผัดหน้าให้ผ่องใส นุ่งผ้ายกจีบ สวมเสื้อครุยคาดเข็มขัดถักสายลายทอง สวมแหวนเพชร ให้ถือธูปเทียน ดอกบัว”

จากนั้นทองประศรีเรียกนายดำที่มีรูปร่างสูงใหญ่ให้มาแบกลูกชาย อีกทั้งยังให้คนเอาร่มกั้นร่วมเดินทางไปวัดส้มใหญ่เอาสิ่งของทั้งหลายวางไว้ที่ศาลา จากนั้นนางทองประศรีพาพลายแก้วไปกราบสมภาร

“ท่านเจ้าขาดิฉันพาลูกมาบวช ช่วยเสกสวดสอน วิชาการอ่านเขียน ให้ได้ร่ำเรียนตั้งแต่เยาว์ด้วยขุนไกรผู้บิดาได้จากไปแล้วจะได้รับส่วนแห่งบุญ”

ฝ่ายสมภารบุญทอดใจใหญ่ครุ่นคิดทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า

“อนิจจาขุนไกรตายแล้วอ้ายลูกชายเหมือนพ่อหนักหนา อาตมาเห็นแล้วก็รู้สึกคิดถึงขุนไกร วางใจได้อาตมาจะเลี้ยงดูลูกของสีกาอย่างดี”

จากนั้นหันไปสั่งเณรคง

“เณรนิมนต์พระสงฆ์ลงไปข้างล่างปูเสื่อ อาสนะ โกนหัวเจ้าพลายแก้ว แล้วพามา”

สมภารลงมาศาลาใหญ่พระสงฆ์ลงไปอยู่พร้อมหน้า พลายแล้วอุ้มผ้าจีวรไปกราบ ท่านขรัวบุญ จากนั้นให้บรรพชาเป็นสามเณรหลังจากบรรพชาเสร็จ นางทองประศรี เร่งแม่ครัว เตรียมข้าวปลาอาหารยกขันข้าวตักบาตรทันที พระสงฆ์สวดมนต์ถวายพรพระ ฉันภัตตาหารเสร็จแล้วก็ให้พรเณรแก้วทองประศรีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บิดา

หลังจากที่สามเณรแก้วบวชแล้วร่ำเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียร มีปัญญาว่องไว เรียนสิ่งใดก็เป็นไปอย่างรวดเร็วง่ายดาย จนอาจารย์นึกขยาดในความฉลาดเฉลียว เณรทั้งหลายที่อยู่ที่นี่จะเปรียบเทียบเณรแก้วนั้นไม่มี

บวชยังไม่ถึงปีก็เรียน เขียน แปลหนังสือได้คล่องแคล่ว จนสิ้นความรู้สมภาร ไม่อาจสอนได้อีก วันหนึ่งสมภารนั่งลูบที่หน้าและหลังของของสามเณรเบาๆ กล่าวว่า

“สิ้นความรู้กูแล้วเณรแก้วแต่ยังมีสมุดตำรับใหญ่ เป็นหัวใจพระคาถา กูเก็บไว้ตั้งแต่หนุ่มเป็นของหวงเก็บไว้จนชราไม่ให้ใคร ความรู้นอกนี้กูไม่มีแล้ว กูรักเณรแก้วจะยกให้เจ้าวิชาคงกระพัน ปล้นสะดม เลี้ยงโหงพราย”

เณรแก้วได้ตำรับของท่านขรัวเรียนแล้วคิดอยากให้เรียนให้ยิ่งไปกว่านี้ วันหนึ่งจึงเข้าไปหาท่านขรัวกราบลาขอไปสุพรรณบุรี เพื่อไปสืบหาวิชาเรียนต่อไป ท่านสมภารหัวเราะชอบใจกล่าวว่า

“ท่านสมภารวัดป่าเลไลย์นั้นน่าจะดีรู้จักกับสีกาทองประศรี”

เณรแก้วจึงกราบลาไปหาแม่นางทองประศรีรีบมาต้อนรับ

“พ่อเณรมามีเหตุอันใดรึ”

“โยมแม่ขาขรัวท่านให้ลูกมาเพราะว่าร่ำเรียนวิชาจากท่านจบแล้ว ท่านบอกว่าวัดป่าเลไลย์ดีหนักหนา ได้ยินว่ารู้จักมานานกับโยมแม่ขอให้พาลูกเณรไปฝากไว้”

นางทองประศรีดีใจหัวเราะดังลั่น

“จริงแล้วพ่อเณรแม่นึกได้ที่เมืองสุพรรณนั้นทางในท่านมีดีอยู่สององค์ วัดป่าเลไลย์ท่านสมภารมี และท่านขรัวที่วัดแคแม่กับขุนไกร พ่อของเณรคุ้นเคยกันดี พาลงไปฝากจะยากกระไร”

ว่าพลางนางทองประศรีสั่งบ่าวไพร่

“เอ็งรีบไปเรียกช้างมาเขาผูกพังบู่ให้กู อ้ายพลายกางผู้ไว้ให้พ่อเณร ข้าวของจัดใส่สัปคับ(ที่นั่งผูกติดบนหลังช้าง)ทั้งข้าวและกับรีบหาให้พอเพียงเลี้ยงพระทั้งเช้าและเพล ให้อ้ายแสนกับตาพุ่มคุมไป”

ครั้นตระเตรียมเสร็จเรียบร้อยพากันออกจากบ้านเขาชนไก่ เดินทางตัดผ่านทุ่ง ป่าพงไพร สามวันถึงสุพรรณแวะเข้าวัดป่าเลไลย์ ตรงไปยังกุฏีขรัวมี นางทองประศรีรีบกราบท่านสมภาร

“ดีฉันมิได้มาหาท่านเลย”

ท่านขรัวดีใจหัวเราะร่า

“ไม่เห็นหน้าหลายปีนะสีกาเณรนี้เป็นลูกใครไม่คุ้นเคย”

นางทองประศรีกล่าวว่า

“ลูกฉันเองเจ้าคะแต่เพียงขุนไกรแกวอดวาย ดีฉันเพลานี้เป็นหม้าย ให้ลูกบวชเรียน ก็อยู่ไกลไม่ได้การจึงเอามาฝากให้ขรัวปู่ โปรดบอกความรู้เอ็นดูหลาน ถ้าเกียจคร้านไม่ร่ำเรียนให้ทำโทษ ตีโบยได้”

“สีกาอย่าร้อนใจไปถ้าไม่ฟังคำสอนเลี้ยงได้รึ ข้าไม่ใคร่โบยเท่าใดนักแต่จะสั่งสอนให้ตามสติปัญญาของเณร ถ้าเณรดีก็จะมีคนชม ชั่วก็จะมีคนทับถม เณรก็เป็นเผ่าพันธุ์ผู้ดีจะผ่าเหล่าเสียนั้นเห็นผิดไป”

ทองประศรีฟังท่านขรัวกล่าวหัวเราะร่า

“พ่อเณรจำไว้หนาเอาใจใส่”

หลังจากฝากลูกแล้วนางทองประศรีก็กราบลากลับเขาชนไก่ เจ้าเณรแก้วมีปัญญาคล่องแคล่วหาใครเหมือนขยันหมั่นศึกษาเล่าเรียนมิให้ต้องเตือน หัดเทศน์ขึ้นใจในสามเดือน มหาชาติทำนองธรรมวัตร ไพเราะ เปรื่องปราดไม่มีใครเทียบได้ เสียงมีเสน่ห์ดุจดังเรไรเทศน์ที่ใดคนชมนิยมฟัง ชาวบ้านร้านตลาดคลั่งไคล้ สามเณรอดเพลไปรอฟัง

เณรแก้วอุตส่าห์ศึกษาเขียน อ่าน ท่อง ได้แล้ว ไต่ถาม ตำรับใหญ่พิชัยสงคราม เรื่องฤกษ์ยามก็รอบรู้ วิชาคงกระพันล่องหน ผูกยนต์ใช้ให้ต่อสู้ เสกเป่า ผูกจิตหญิง ท่านขรัวหัวร่อร่า

“เณรแก้วเรื่องเจ้าชู้ เมียของเขาอย่าได้ข้องเกี่ยว ดูทีเณรจะมีดีพอ กูจะให้วิชาสารพัดเวทมนต์ พระคาถา”

แล้วคายชานหมากมาให้เณรกินเณรแก้วรับแล้วกินชานหมาก ท่านขรัวต่อยด้วยสาก หัวไม่แตก ไม่ยุบ ดังทุบหินท่านขรัวหัวเราะอย่างอารมณ์ดี สามเณรหมั่นปรนนิบัติพัดวี ท่านขรัวยิ่งมีความรักใคร่ฝึกสอนทดสอบทุกวันเรื่อยมา

จะกล่าวถึงขุนช้างเมื่อหนุ่มหัวเหมือนนกตะกรุมล้าน หนักหนา เคราคาง ขนอก ขึ้นดกดำ หน้าตาดุจดัง ลิง ค่างในป่า ไปติดพันกับเจ้าแก่นแก้ว ลูกตาหมื่นแผ้ว สู่ขอพ่อแม่ก็ปลงใจ ขุนช้างจึงได้มาเป็นภรรยามาอยู่กับเรือนเป็นเพื่อนนอน

ร่วมเรียงเคียงหมอนได้ปีกว่าล้มเจ็บจับไข้หลายเพลา ต่อมากลายเป็น บิด ริดสีดวง ผอมแห้ง หน้าแข้งเป็นเกล็ดตากลวง อยากกินเป็ด ไก่ ของแสลงทั้งปวง ขุนช้างเศร้าเหงาหงอย เป็นทุกข์ร้อนเห็นเมียจับไข้ก็ใจหายเที่ยวตามหาหมอมารักษา เอาเงินใส่พานตั้งข้างที่นอน อ้อนวอนให้หมอด่อนมารักษา แต่หมอกล่าวว่า

“เป็นการเจ็บป่วยระยะสุดท้ายแล้วรักษาเยี่ยงไรก็มิหายแต่แรกใยไม่เรียกให้ข้ามาดูเมื่อไข้หนักใกล้ตายจึงเรียกให้มาดู”

ว่าแล้วหมอก็จากไปขุนช้างสงสารเศร้าโศกอยู่ ร้อนรุ่มกลุ้มใจดังไฟ ไม่รู้จะคิดแก้ไขประการใด ต่อมา แก่นแก้วก็ตายจากไป ขุนช้างได้แต่นั่งร้องไห้ จากนั้นก็ทำพิธีปลงศพ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เนืองๆ

ทีนี้จะกล่าวถึงเมืองสุพรรณเทศกาลสงกรานต์มาถึง ผู้คนมากมายมาทำบุญที่วัดป่าเลไลย์ ช่วยกันขนทรายเข้าวัดก่อเจดีย์ทรายเรียงรายไป จากนั้นนิมนต์พระสงฆ์สวดฉลองพระทรายเพลาบ่าย แล้วกลับบ้านเตรียมจังหันเลี้ยงพระในวันรุ่งขึ้น

บรรยากาศอลหม่านกันทั่วไปทำของปิ้ง น้ำยาแกง พะแนงไก่ ห่อหมก ไข่ต้ม ผัด ปลาแห้ง แกงบวน บ้างก็ทำวุ้นสาคู ข้าวเหนียวหน้าหมู ข้าวเม่ากวนผลไม้สวนต่างๆ ส้ม มะปราง ลางสาด ลูกหวาย หว้า ส้มโอ กล้วยไข่ จนดึกดื่นพักผ่อนหลับใหลกันไปครั้นรุ่งเช้าต่างแต่งตัว หนุ่ม สาว คนตลอดจนคนเฒ่า คนแก่มาพร้อมกันที่วัดป่าเลไลย์

ฝ่ายนางพิมกับมารดาพาบ่าวไพร่ออกมาแต่เช้าจัดหาข้าวปลา ธูปเทียนใส่พาน มาถึงวัดนั่งลงตรงพระทรายแล้วถวายนมัสการหญิง ชายเต็มวัด ปูเสื่อนั่งคอยพระสงฆ์

ฝ่ายพระสงฆ์สามเณรห่มครองผ้าเสร็จแล้วลงมาศาลาใหญ่นั่งถัดกันไปตามลำดับผู้คนกราบไหว้ด้วยความยินดี ต่างถวายสิ่งของที่จัดเตรียมมาจากนั้นอาราธนาศีล สมภารให้ศีล สวดถวายพรพระจบแล้ว ช่วยกันประเคนบาตรและสิ่งของที่เตรียมมา จากนั้นคอยสำรวจตรวจมิให้บกพร่อง

นางพิมมีศรัทธากล้วยขนมใส่ถาดใหญ่หยิบขันข้าวบาตรเดินไปใส่บาตรตั้งแต่หัวลงมา ครั้นมาถึงเณรแก้วเห็นแล้วรู้สึกเหมือนรู้จักกัน นางจึงตักจังหันมากกว่าเดิม หมูผัด ปลาแห้งทั้งแกงไก่ ไข่ซีกใหญ่ ไส้กรอกปลาแห้ง แตงโม แกงหนึ่งโถแถมให้อีก

ส่วนเณรแก้วนั่งก้มหน้าสำรวมเห็นของมากก็เงยดูปะหน้าสีกาพิมที่ยิ้มมองมา จึงคิดว่า

“สีกานี้แกล้งหรือไรตักบาตรจนล้นของหวานคาวเต็มไปหมด ของที่ชอบก็ไม่มี”

นางพิมเห็นสีหน้าสามเณรแก้วจึงยิ้มกล่าวว่า

“ดิฉันคิดว่าหลวงเณรจะให้ตักใส่เยอะๆขืนว่าจะเสียศรัทธาไป”

เณรแก้วนึกในใจเป็นครู่รู้สึกจำได้เหมือนเคยเล่นด้วยกันเมื่อยามเป็นเด็ก คือ พิมพิลาไลย นางเป็นสาวสวยขึ้นบาดตาบาดใจ

ครั้นพระสงฆ์ฉันเสร็จก็อนุโมทนาทุกผู้คนกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลด้วยใจยินดีปรีดา เสร็จแล้วกลับบ้านบ้างร้องรำ บ้างฟ้อนฉลองทานสำราญครัน

ปีระกาสัปตศก(ปีที่ ๗ แห่งรอบ ๑๐ ปีของจุลศักราช) ถึงเดือนสิบจวนวันสารท ทายกในเมืองสุพรรณคิดจะมีเทศน์ด้วยศรัทธาพระมหาชาติทั้งสิบสามกัณฑ์ ที่วัดป่าเลไลย์ วันพระหน้า

ตาปะขาวคนแก่คนเฒ่า พร้อมหน้านั่งปรึกษากัน ที่วัดนั้น บ้างก็รับกัณฑ์ทศพรหิมพานต์ บ้างก็รับทานกัณฑ์คนที่ลูกดกรับชูชกกัณฑ์กลางวัน ยายศรีประจันรับกัณฑ์มัทรี บ้างรับกัณฑ์มหาราชพันชาติกัณฑ์กลางคืนหัวเราะกันครึกครื้น

ฉกษัตริย์สงัดเงียบดีตาหมื่นศรีรับไป นางวันรับกัณฑ์จุลพน เณรอ้นหัดเทศน์กัณฑ์มหาพน ตาไทรับไปวันประเวศ ท่านวัดแคเทศน์ เป็นของตาแพยายคลี่ อีกกัณฑ์หนึ่งใหญ่ให้ใครดียากที่ใครจะรับได้ กัณฑ์กุมารให้เจ้าขรัวหัวล้านบ้านใหญ่

“นายบุญแกคุ้นเคยกันรีบไปยื่นฎีกาให้ขุนช้าง บอกว่าจะมีเทศน์พระมหาชาติ สิบสามกัณฑ์ ที่วัดป่าเลไลย์วันพระหน้าตามแต่ใจพ่อจะศรัทธาทำบุญบ้างเป็นไร นางพิมศรีประจันรับกัณฑ์มัทรี ส่วนกัณฑ์กุมารหามีใครรับไม่”

ครั้นนายบุญแจ้งเรื่องขุนช้างได้ฟังหัวเราะชอบใจ

“ถึงเป็นกัณฑ์ใหญ่เราก็ยินดีมิเคยคิดความสิ้นเปลือง ถึงจะสิ้นถึงห้าชั่งเราก็ไม่ถอยหนี เกิดชาติใหม่จะได้มั่งมีเรื่องทำบุญเยี่ยงนี้เราเต็มใจ”

นายบุญดีใจรีบกลับมาเผดียงพระเอาฎีกาไปส่งให้จนครบทั้งสิบสามกัณฑ์ตามลำดับ จากนั้นชาวบ้านทุกคนต่างเตรียมการ

ตอนที่ ๓ ยังมีต่อ.....





 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2560
0 comments
Last Update : 13 มกราคม 2562 19:01:11 น.
Counter : 3295 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


thampitak 33
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
[Add thampitak 33's blog to your web]