ทักษภณ
<<
มกราคม 2563
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
29 มกราคม 2563

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 17/1 ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง ได้นางแก้วกิริยา

ขุนช้าง ขุนแผน

เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน โดย ทักษภณ

ตอนที่ 17/1 ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง ได้นางแก้วกิริยา

 

ขุนแผนตั้งแต่ลาวทองโดนพรากจากอก ให้รู้ขุ่นข้องหมองใจ ข้าใช้ ไท ลาว ที่เป็นสาวๆมีมากมาย แต่ใจไม่ยินดีด้วย เพราะยังอาลัยรักในลาวทอง นอนผู้เดียวเปลี่ยวใจทุกวันคืน ตรมตรอมใจให้หมองหมาง ร้อนหน้า ร้อนใจ ดังถูกไฟลน คราหน้าฝนยามฟ้า ยามครางให้รำพึงครวญ

เมื่อลมหนาวพัดพามาให้ใจหาย จากเมียเสียใจให้คิดถึง แม้ปิดกายด้วยผ้าห่มยิ่งให้อาลัยหา แสนเสียดายนวลนางห่างจากกายไปกว่าปี เพลากลางคืนให้ทุกข์ระทมใจ ยามหลับนอนให้ใจขุ่นข้องหม่นหมอง พลิกกายไปมา ก็ยังมิอาจหลับตาลงได้ ใจนึกคิดแต่ว่าอีกสักกี่ปีลาวทองนวลน้องจะคืนมา ได้ยินเสียเรไรร้องอยู่ใกล้เรือน ใจนั้นคิดถึงคราวเดินทางในป่ากับลาวทอง

“พี่ชี้ชวนแก้วตาให้ชมไพร อกเอ๋ย ไม่คาดคิดว่าจะต้องจากน้อง สงสารห้องหอเพลานี้หามีน้องไม่ ช่างดูอ้างว้าง เยือกเย็น เงียบเหงาให้เปลี่ยวใจนัก ที่นอน หมอนของน้อง ดูหมองมัวไป ฤาน้องลาวทองเป็นไข้ ไม่สบายฤา จึงขุ่นมัวไป อัจกลับ ดับแสงมากว่าปีแล้ว น้องแก้วจะคิดถึงผัวบ้างฤาไม่หนอ

หมอนข้างกลิ้งไปไกลตัว ดังผัวเมียเราพรากแยกจากกัน เครื่องแป้ง เครื่องหอม มิได้ติดต้องกาย คันฉ่องก็แตกร้าว มุ้งกางค้างไว้ ก็ขาดลงพาดพันกัน น้ำมัน น้ำอบปรุง สิ้นกลิ่นที่เีคยมี ใจเจ็บดังใครยิงด้วยพิษ ป่านฉะนี้ลาวทองน้องนางอยู่กรุง จะสะดุ้งตื่น เสียใจเยี่ยงพี่ฤาไม่หนอ”

เฝ้าแต่คะนึงครวญจนจวนรุ่ง ให้น้อยใจเจ็บ นอนไม่หลับ พลิกกายเปิดมุ้งเที่ยวมองหา เสียงดุเหว่าร้องแว่วมา คิดว่าเป็นเสียงน้อง ผวาเปิดประตูห้อง ไม่เห็นนางย่างขึ้นหอน้อย ให้รู้สึกเสียใจนัก พระจันทร์เคลื่อนคล้อย ฉายแสงสว่างเวิ้งว้าง ใบไทรพริ้วไหวยามต้องลม น้ำค้างที่ค้างคาใบดูเย็นยะเยือกจับใจ

“โอ้น้ำค้างดูเหมือนน้ำตานาง เช้า เย็น ยามจะนอน ก็นึกถึงแต่น้องนาง ยามกินก็กินแต่น้ำตา ยามดึกเฝ้าแต่ครวญคร่ำหา คิดแล้วให้ขุ่นข้องใจ

โอ้ว่ากรรมทำไว้ไฉนหนอ มาเกิดเรื่องวิปริตผิดไปได้ มีมิตรก็เหมือนไม่มี พอหย่อนให้กลับทำกำแหง สุดแสนจะแค้นเคืองไอ้ขุนช้าง จนมิอาจจะข่มใจได้ มันชิงวันทองไป อ้ายคนใจดำ มิได้ว่าสักคำให้เคืองใจ แต่มันยังไปทูลยุแยง พูดเสียดแทงจนต้องเสียลาวทอง มันช่างทำได้ หากไม่แก้แค้น แค้นนี้มิอาจจางหาย มันช่างกระไรนัก เห็นว่ามีรักเป็นมิได้ เป็นต้องหักรานทุกคราไป

สุภาษัติ ท่านกล่าวไว้ว่า ใครคด ก็ให้เอาแข็งเข้าต่อต้าน ถ้าใครซื่อ ซื่อต่อจนวายปราณ อ้ายขุนช้างมันพาลผิดจากเพื่อนทั่วไป ถึงจะโดนอาญา ก็ให้เป็นไปตามกรรมเถิด มิมีผู้ใดล่วงรู้ล่วงหน้าได้ ว่าจะเป็นฉันใด ตัวกูก็ได้ชื่อว่ามีดีอยู่บ้าง

พรุ่งนี้จะไปสุพรรณ จะผ่าแผ่ แล่อกมันมาดูให้ได้ จะทำให้สมแค้นที่มีอยู่ จะลักพาวันทองไปป่าดงพงไพร”

พอคิดได้ดังนี้ ก็รู้สึกกระสับกระส่าย เฝ้ารอเวลาตะวันรุ่ง ใจร้อนเดือดดาลพลุ่งพล่าน ด้วยคิดจะรีบเดินทาง ใจร้อนรน กระวนกระวาย ราวกับมีไฟมาสุมเผาผลาญ

ครั้นพอรุ่งเช้าก็เตรียมการเป็นที่เรียบร้อย มายังบ้านมารดาทันที นางทองประศรีตำหมากยกสากค้าง กล่าวว่า

“พ่อแผนของแม่จะไปไหนแต่เช้าผิดเวลา พ่อมาไย แม่รู้สึกแปลกใจนัก”

ลำดับนั้น ขุนแผนนอบน้อม ก้มกราบมารดาแล้วกล่าวว่า

“ลูกนี้ตรอมใจมาเป็นเวลาช้านาน เหลือจะทานทนได้แล้ว จึงมาลา ลูกจะไปแก้เผ็ดอ้ายขุนช้าง ให้สิ้นอย่างสาสมกับมัน จะพาวันทองเข้าไปในป่า ถ้ามันตามมาลูกจะฟันให้บรรลัย”

ทองประศรีได้ฟังก็ปลอบลูกว่า

“แม่เห็นว่าควรหาทำไม่ แม่นี้รู้สึก เกลียดชัง รังเกียจการทำเยี่ยงนี้ ทั้งบ้านเมืองนี้ มันหมดสิ้นแล้วฤา หากว่างามรูป งามใจแม่ไม่ห้าม ควรจะตามให้เต็มที่ แต่นี่งามแต่รูป แต่ใจหางามไม่ แม่เห็นว่ามิควรติดตาม วันทองนั้นหมองมัว เหมือนแหวนเพชรเม็ดแตกกระจาย จะผูกเรือน ก็ไม่รับกับเรือนงาม แม่จึงห้ามหวงเจ้าเพราะเจ็บใจ”

ขุนแผนตอบคำมารดาไปว่า

“ตามที่แม่ว่าก็เป็นความจริง ลูกหาได้เถียงไม่ จะว่าชั่วก็ชั่วทุกสิ่งไป ต่อคิดใคร่ครวญดูจึงเห็นได้เห็นว่ายังมีดี เมื่อเกิดเรื่องหึงหวง คราวพบกันที่สุพรรณหลังกลับจากเชียงทอง ก็แจ้งว่าใจของนางยังไม่หน่ายหนี นางได้เล่าเรื่องความเป็นมา ตามเป็นจริงที่มี แต่ว่าลูกเสียทีที่ใจร้อนไปถือโทษโกรธนาง ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมไป แล้วหุนหันจากมา

สายทองได้เล่าความจริงทุกสิ่งว่า วันทองนั้น ร้องไห้เสียใจ ผูกคอตาย จากนั้นยังถูกเฆี่ยนโบยจากผู้เป็นมารดา ต้องทุกข์ระทม เจ็บทั้งกาย และใจ ถึงอย่างนั้น ก็ยังมั่นคงในความหลัง ข้อนั้นลูกมิได้คะนึงคิดนัก ลูกลืมวันทองเสียสนิทไปแล้ว

แต่ว่าาลาวทองนอนอยู่ในห้องหอ มันแกล้งพรากเมียพร้อมกับทำลายน้ำมิตร ลูกจะชิงชังนิ่งเฉยหาเป็นไม่ จึงใคร่จะลองฤทธิ์ให้ลือฝีมือกัน แม่จงอวยชัยให้ลูกแก้ว ไปแล้วมีชัย อย่าให้ใจเกิดความหวาดหวั่น ถึงจะยกทัพตามมาสักสามพัน ลูกจะฟันให้เป็นละเอียดเป็นผุยผง”

นางทองประศรีรู้ว่าไม่อาจห้ามลูกได้ จึงได้แต่อวยพรให้สมดังประสงค์

“ขอให้พ่อเรืองฤทธิ์ ในรณรงค์ จงสำเร็จดังความคิดเถิด เมื่อไปพบวันทองที่ห้องหอ ขอให้เขายินยอมพร้อมใจไปกับเจ้า แต่อย่าได้หลงเล่ห์ลมมัวเชยชม สำเร็จกิจแล้วก็ให้รีบกลับมาเรือนพลัน”

ขุนแผนรับพรแล้วกราบไหว้มารดา คำให้พรจึงประสาท ประสิทธิ์ผลนัก ฤทธิ์กำเริบดีด้วยยินดีพรที่เป็นมงคล เวียนขวาสามรอบแล้วลาจากมา

ขึ้นไปที่หอพระนารายณ์ แล้วตั้งจิตให้เป็นสมาธิ จุดเทียนธูปถวายทั้งซ้าย ขวา เอาหินฝนจันทร์ผสมน้ำมันแล้วทา ให้ผู้ใดก็ตามได้เห็นกายแล้วเกิดเย้ายวนใจ สอดสนับเพลาม่วงดวงวิหก นุ่งผ้ายกแย่งทองสีสดใส รอยจีบกลีบกระหวัดสวยงาม เสื้อสั้นชั้นใน ล้วนลงเลขยันต์ เสื้อนอกดอกช่อฉลุทอง คาดเจียรระบาด ใส่แหวนถักพระพิรอด สังวาลคั่นสลับกับเส้นผม เอาประเจียดมาประจุแล้วบรรจงโพก ได้มหาสิทธิโชคเป็นสำคัญ

จากนั้นหยิบดาบฟ้าฟื้นแล้วลุกขึ้นยืน บ่ายหน้าเลี่ยงผีหลวงกะละไทย ลงบันได ไปขึ้นม้าสีหมอก แล้วเรียกโหงพรายน้อยใหญ่ ออกจากเมืองกาญจนบุรี มุ่งหน้าเข้าป่า โหงพรายทั้งหลายติดตามเป็นโกลาหล ตัดทางมาห้วยโรง หนองตะพาน ข้ามธารจระเข้ แล้วเข้าป่า หนองน้ำบ้านพลับ รีบเข้าไปใกล้บ้านขุนช้างทันที จากนั้นตัดไม้ปลูกศาลขึ้นเสร็จเรียบร้อย ทำการบัตรพลี เจิมแป้งกระแจะจันทร์ จุดธูปเทียนในฤกษ์พาร สวดชุมนุมเทวดา แล้วตั้งจิตสัตย์อธิษฐาน เชิญทวยเทพให้มาเป็นพยาน

“ข้าจะผลาญขุนช้างผู้เป็นอมิตร มันชิงเมียข้ามาไว้ชม ขอเดชะจะทำลายมันให้สาสมใจ

ถ้าแม้นข้าเป็นผู้เสียสัตย์ผิดต่อมิตรแล้ว ขออย่าให้ทำการได้สมกับที่ได้ตั้้งใจไว้”

แล้วจับดาบฟ้าฟื้น ขยับขึ้ันยืนด้วยจิตใจรู้สึกกำแหงหาญ ตรวจดูดาวเห็นฤกษ์ลมสะดวกควรที่จะไปได้ จึงขับม้าพุ่งทะยานไป มาถึงบ้านขุนช้างดูเป็นสัดส่วน เขื่อน คู ล้อมรอบใหญ่โต เห็นผู้คนตามไฟนั่งยาม ก็กดสีหมอกให้หยุดดูท่าที กล่าวถึงพวกพรายของขุนช้าง ห้านางเที่ยวอยู่รายรอบ บอกกันทันใดว่า

“ศัตรูมา พวกเราไล่ต่อยตีให้หนำใจกันดีกว่า”

จากนั้นเผ่นโผนโจนทะยาน ตวาดพลางเอาทราย ดิน สาดทิ้งเข้าวิ่งไล่ ทั้งยังห้อยหัวตัวแกว่งอยู่ไปมา แลบลิ้นหลอกให้ละลานตา

ฝ่ายพรายของขุนแผน เล่นทุ่มทิ้งขว้างด้วยหิน แถมฟาดฟันด้วยตำแย กล้าต่อกล้า แข็งต่อแข็งสู้กันอย่างไม่ลดละ

ลำดับนั้นขุนแผนชักดาบฟ้าฟื้น ซัดข้าวสารไปให้เสื่อมแรง แล้วแก้ห่อข้าวหอมที่ย้อมว่าน หว่านไปแล้ว ยามต้องเจ็บปวดดังโดนกรวดแข็ง พรายทั้งห้ากายเกิดความรู้สึกกลัวเกรง พากันหลบแฝงแอบดู เห็นหนุ่มน้อยหน้านวลชวนชม ทั้งอาคมแก่กล้าเจนจัดจ้าน จึงแปลงกายให้เหมือนนางอยู่งาน เดินผ่านให้พอได้เห็นกัน เดินเมินเมียงแล้วถอยหลัง จะกระทั่งถูกตัวทำเป็นตกใจกลัว แล้วทำค้อนถามว่า

“มายืนกั้นกีดทางอยู่ทำไม”

ขุนแผนแจ้งใจว่าเป็นพรายแปลงมาจึงขยับกายยืนยิ้มตอบไปว่า

“พี่มิใช่ชายพาลเที่ยวลักขโมย มีธุระจึงได้ปะออเจ้า ถือว่าเป็นโชควาสนา ด้วยร้อนรน กลุ้มใจหนัก ทุกข์คลายลงเพราะคำทักทาย พี่นี้คือผัวของวันทอง ขุนช้างพามาครอบครอง ต้องจากเมียที่รักไป รู้สึกเศร้าเสียใจ ดีใจนักที่ได้พบพี่สาวทั้งห้า ขอได้โปรดเอ็นดูช่วยเปิดประตูให้เถิด จะขอบใจเป็นอย่างมาก”

แล้วเป่ามนตร์ให้คล้อยตาม จากนั้นกล่าวว่า

“กินหมากคนละคำเถิด อย่าได้อำพรางเลยหนา”

นางพรายทั้งห้าได้ฟังคำทำเป็นเมิน เอียงหน้า ยิ้มเยือนแล้วตอบว่า

“ขุนช้างท่านได้ดูแลมา แม้ท่านขุนช้างกระทำผิด ก็ไม่ควรคิดสอพลอ ที่มาบอกว่ารักพราย คงหมายจะให้เมตตา อย่ามารยาไปเลย เห็นไม่เป็นการดอก ขุนช้างเลี้ยงข้ามาดิบดี ควรที่จะทดแทนพระคุณท่าน คงมิมีใจรักให้หักรานท่านขุนช้างได้ แม้ว่าจะเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม ท่านนั้นก็มิได้ขัดสนใดๆ มีหญิงอื่นพรั่งพรูอยู่มากมาย ใยจึงไม่ตรึกตรองให้ถ่องแท้ รำพันอ้างคำว่ารักแรก เป็นเพียงเป็นเพียงลมปากดอก”

ขุนแผนกล่าวว่า

“แนะเจ้าอย่าได้บ่นเป็นคนขี้งอนไปเลย ถ้าเป็นคนก็จะช่วยดูแลได้ ถึงรักจะทำอะไรได้ ทำได้เพียงชมรูปเล่นอยู่เท่านั้น ถ้าแม้นเจ้ากลับมาเป็นมนุษย์ได้ แน่แล้วพี่จะสมสู่ด้วย จะบำรุงให้เจริญรุ่งเรือง ขอให้เอ็นดูช่วยชี้ทางวันทองด้วยเถิด”

ว่าพลางจับข้าวสารซัด พรายทั้งหลายหลีกหนีกระจัดกระจายไป จากนั้นชักม้าสีหมอกไปถึงท้องคูข้ามไปตามแนวคันดิน จัดการขับผีพรายร่ายเวทย์สะกดคน ให้ผู้คนทั้่งหมดหลับไหล ลิ่มกลอน ถอดถอนไปทั้งสิ้น ระหว่างทางที่ชักสีหมอกมา ผู้คนเกลื่อนกล่นนั่งเฝ้าระวังบ้าน พากันโงกหลับ โดยไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้

บางคนถือขวานอยู่แข็งขันก็หลับฟุบเ อาขวานสับดินหลับกรน ที่หุงข้าว เผาปลาก็ยังอยู่คาเตา เอาฝาละมีเข้าจี้ก้น หลับงุบหัวลงนอน ไม่ร้อนใจใดๆ ปากบ่นอู้อี้ตาปรือ หม้อข้าวเดือดล้นหม้อเฉอะแฉะ นั่งโงนเงนหงายหลังหลับไป บางพวกหลงปลุกเพื่อนกันหั่นกัญชา มือเช็ดขี้ตางัวเงีย ดูแล้วน่าสมเพชเวทนานัก

ขุนแผนรีบชักม้าสีหมอก ล่วงเข้าส่วนชั้นที่สอง ก็ยังเห็นว่ามีผู้คนหลับไหลเกลื่อนกล่น บางคนผ้าผ่อนหลุดลุ่ย บ้างก็หลงเพ้อละเมอปีนป่ายขึ้นเสา บ้างกำลังดื่มเหล้าเข้าปาก ถือถ้วยเหล้า พูดไม่รู้เรื่อง ร้องโวยวาย

ล่วงเข้าชั้นที่สามข้ามคูไป ท่ามกลางแสงจันทร์ไม่สว่างนัก ยังพบว่าผู้คนคลาคล่ำ พากันหลับไหล บ้านที่น่าสบายของศรพระยาเวลานี้ดู เงียบสงัด

“เรือนนี้แล้วสิ อ้ายเต่าเผา หัวล้านเตียนเลี่ยนหนักหนา ดูปลูกต้นไม้ เป็นพุ่มเขียวชอุ่มดูงามตาน่าเบิกบานนัก รุ่งขึ้นพรุ่งนี้อ้ายขุนช้าง จะนอนครางหงิงๆ เฝ้ากอดหมอน กูจะเอาวันทองมากอดนอน วันนี้กูจะทำให้สมแค้น”

จากนั้นลงยันต์ปิดหน้าม้าสีหมอก อย่าให้แล่นคึกคะนอง เข้าไปบังเงาเสาอยู่ด้วยความระมัดระวัง แล้วสั่งผีพรายให้ไปสะกดให้หลับทั้งเรือน

“ต่อกูเตือนว่าจึงผันกาย”

แล้วร่ายมนต์ บริกรรมข้าสารโปรยปราย ซัดข้าวสาร ข้ามหลังคาเรือนเกิดการสะเทือนไหว ฝูงปีศาจที่รักษาเรือนแล่นหนีออกมาคลาคล่ำ ส่วนผู้คนหลับไหล บ้างบ่นเพ้อละเมอ จากนั้นซัดมะนาวทิ้งซ้ำ สะท้านไปทั้งเรือน กลอนลั่น ขวัญขุนช้างนั้นหายหมดสิ้น นอนกอดวันทองฝันอยู่ฟันเฟือน ขุนแผนขยับกายขึ้นเหงียบไม้แล้วหยุดยืน

จากนั้นกระโจนลงกลางชานร้านดอกไม้ ของขุนช้างที่ปลูกไว้อย่างดาษดื่น ในเวลาค่อนคืน ส่งกลิ่นหอมยามลมโชยชื่นใจนัก กระถางวางเป็นทิวแถว มีทั้ง แก้ว เกต พิกุล แกม ยี่สุ่น บ้างผลิดอกออกช่อขึ้นชูชัน แซมด้วยมะสัง สมอรัด ดัดทรงดูสวยพริ้วไสว หรือ ตะขบ ข่อย ดัดไว้ก็เข้ากัน ตะโกนา ทิ้งกิ่งแทงยอดสวยงาม

แสงจันทร์จับต้องดูกระจ่างตา ทั้งยี่สุ่น กุหลาบ มะลิซ้อน ชูกลิ่นชวนให้ถวิลหา ดอกลำดวน ชวนให้เข้าไปหา สายหยุด ชวนให้หยุดยืนชม ถัดไปถึงกระถางอ่างน้ำ ปลาทองว่ายคลาคล่ำ พ่นน้ำ ดำลอย น่าดูน่าชมนัก บ้างแหวกจอกออกช่องข้างเคียง ตวัดเหวี่ยงแว้งหาง บ้างกินไคล บ้างไล่คลอเคล้ากันเป็นพัลวัน

ถัดมาเป็นที่เก็บแอก ไถ มากมายสวยงามเป็นระเบียบ กระดึงพรวน เชือกสำหรับใช้วางไว้ซ้อนสลับกัน เครื่องม้าวางไว้ดาดาษ เครื่องช้างสารพัดอย่างถูกจัดไว้ ด้ามพลอง หลังจากเดินผ่านที่นั้น ก็ทำการสะเดาะดาลบานประตูออก เห็นสาวๆ สะพรั่งหลับสลอน อยู่อยู่พร้อมหน้า พ้นจากเหล่าสาวๆ ที่นอนหลับสลอนมา ถึงห้องแก้วกิริยาทันใด

เจ้าของร่างน้อยนอนนิ่งบนเตียงต่ำ งามคมขำแจ่มใส คิ้ว คางบางงามงอนดูละมุนละไม รอยไรราบเรียบน่าดูชม ผมเปลือยเลื้อยประลงจนถึงบ่า ปลายผมงอนงาม บนที่นอนน้อยน่านอนอ่อนนุ่มดี มีหมอนข้างเคียงคู่

คันฉ่องกระจกสดใส ไม้สอยซ่นเป็นงางดงามเกลี้ยงเกลา ฉากบังจัดตั้งไว้ข้างเตียง อัฒจันทร์ตั้งเรียงอยู่ในห้อง แม้ว่าห้องเล็กคับแคบ ก็ยังจัดเรียงได้งามตา ดูไม่แออัด รู้จักการจัดเครื่องเรือนไว้ใช้สอย ทั้งกระโถน ขันน้ำ จอกลอย ดูน้อยๆ แต่งดงามรับกับรูปผู้เป็นเจ้าของห้อง

“เอ๊ะ ดูแล้วมิใช่วันทอง ฤาเป็นพี่น้องนึกฉงนสงสัย ดูท่วงทีก็มิใช่คนจน เครื่องใช้ก็ดูพิกลผิดไปนัก ฤาจะเป็นเมียน้อย อ้ายขุนช้าง ไยไม่จัดการห้องให้สมศักดิ์ศรี พิเคราะห์ดูหน้าน้องควรจะรักหนักหนา”

คิดพลางแอบเข้าแนบน้อง ต้องตัวนึกใคร่ชมให้สมอารมณ์ เอนอิงพิงแนบแล้วขับพรายไป แล้วร่ายลมละลวยให้ละลานใจ ครานั้นแก้วกิริยา สะดุ้งตื่นขึ้นมาก็ตกใจ

“เอ๊ะใครหนอ ช่างน่าอัศจรรย์นัก”

นึกจะใคร่ร้อง แต่ต้องอาคมทำให้ไม่อาจร้องได้ ในอารมณ์ใจกลัวสั่นระริก รีบถอยลงจากเตียงในทันใด ไปที่หลังฉาก เพ่งพินิจดูเห็นหน้าตาคมสัน ท่าทางคงมิใช่ชายทราม ขยับปากคิดจะเอื่อนเอ่ยแต่ยังคิดเกรงขาม แต่คิดว่าถ้าไม่กล่าวคำใดๆ คงมิได้รู้ความเป็นแน่ จึงแข็งใจถามไปว่า

“อย่าได้รำคาญ ขอถามหน่อยเถิด นี่ใครล่อลวงถึงได้หลงมาถึงที่นี่ ดูรูปร่างบอบบางสะอาดเอี่ยมดี กิริยาท่าทาง คงมิใช่คนพาล”

ขุนแผนนิ่งคิดฟังสำเนียงเสียงหวาน แจ่มแจ้ว กระจ่างเป็นกังวาล

“ตัวพี่คือทหารชาญณรงค์ พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานนามว่า ขุนแผนแสนสงคราม ต้องการมาหาวันทอง ด้วยขุนช้างพรากมาเลี้ยงดู อ้ายขุนช้าง กับพี่เป็นมิตรกัน แต่มันผิดเมียเสียน้ำคำสบถ พี่คิดว่าออเจ้าเป็นวันทองจึงได้เข้ามามองเมียง ต่อนั่งเคียงคู่จึงได้รู้ว่าผิดตัว

มิใช่คำแก้เก้อนะออเจ้า พี่นั้นคิดไปว่าเป็นวันทองจึงได้ต้องไปทั่ว ได้ลักจูบลูบไล้ไปแล้ว รู้ว่าผิดตัวก็เกินเลยไปแล้วอย่าโกรธเลยหนา ขออภัยเถิด นิจจจาน้องอย่าได้แคลงใจ ทำเมินหน้า นี่ออเจ้าเป็นเยี่ยงไร จึงได้มาอยู่ที่เรือนของขุนช้าง”

 

ตอนที่ 17 ยังมีต่อ




 

Create Date : 29 มกราคม 2563
0 comments
Last Update : 29 มกราคม 2563 13:45:59 น.
Counter : 610 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


thampitak 33
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




New Comments
[Add thampitak 33's blog to your web]