หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2563
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
26 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 
กาลกัญชกา : สุธี ปิงสุทธิวงศ์

เรื่อง : กาลกัญชกา
ผู้ขียน : สุธี ปิงสุทธิวงศ์
สำนักพิมพ์ : เพื่อนดี
ปีที่พิมพ์ : 2549
เล่มเดียวจบ




          ผมหยิบ “กาลกัญชกา” นวนิยายดีเด่นรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ ประจำปี พ.ศ. 2549 ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หลังจากที่เคยอ่านครั้งแรกไป เมื่อหลายปีก่อน ยังจำได้ถึงความพิศวงกับพลอตเรื่อง ความประทับใจ สะเทือนใจไปกับรายละเอียดของเรื่องราวและสำนวนภาษาอันวิจิตรงดงาม แม้บัดนี้ความรู้สึกนั้นก็ยังเหมือนเดิม จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานเรื่องแรกในชีวิตของผู้เขียนเลยทีเดียว
          ++++++++++++++++++++++++
       กาลกัญชกา เป็นชื่อของ อสูรที่อยู่ในอสุรกายภูมิ จาก หนังสือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งกล่าวว่ามัน เป็นปีศาจชั่วร้าย เชื่อว่าผู้ที่เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ด้วยอารมณ์โทมนัสแค้นใจ จะมาบังเกิดในภพแห่งนี้ และมีจิตเคียดแค้นริษยาไม่อยากให้ผู้อื่นมีความสุข มันมีใบหน้าคนอัปลักษณ์ ไม่มีจมูกปาก ดำสนิท รูปหน้าเหมือนเด็กหัวโตเนื่องจากความพิการโดยกำเนิด ตรงกลางปรากฏดวงตาคู่หนึ่งใหญ่ข้างเลก็ข้าง อยู่ห่างจากกันมากกว่าตาคนปกติ แววตาส่อถึงสันดานอันโหดร้าย ทารุณ
+++++++++++++++++++++
     “อันว่า กาลกัญชกาสูรนั้นมีตนสูงได้ถึงองคาพยุต ๑ ผิจะคณนาด้วยวา มนุษย์นี้ได้ ๒๐๐๐ แลมีตัวนั้นผอมหนักหนา มาตรว่าเนื้อน้อยหนึ่งก็ดี เลือดน้อยหนึ่งก็ดี ก็หาบมิได้ในตัวเขานั้นแล ตัวเขานั้นดังใบไม้อันแห้งแล้งนั้นแล มีตาอันน้อยดังตาปูแล ตาเขานั้นขึ้นไปตั้งอยู่เหนือกระหม่อมแล ปากนั้นน้อยๆ เท่ารูเข็มแล ปากนั้นอยู่เหนือกระหม่อมโสด ผิแลว่าเขาเห็นสิ่งอันใดและเขาใคร่จะกินไส้เทียรย่อมปักหัวลง เตีนชันขึ้น จึงได้กิน...”
         +++++++++++++++++++++++
        การเปิดเรื่องของ กาลกัญชกา คล้ายกับภาพยนตร์ระทึกขวัญ ที่ให้ตัวละครเอกคือ ฉายมัย หล่นร่วงลงมาจากตึกชั้นที่สิบสองด้วยฝีมือของครูผานิตย์

          ร่างของฉายมัยพุ่งทะลุออกมาจากหน้าต่างอาคารร้างชั้นสิบสอง แรงกระแทกทำให้เขาแขนหัก เศษกระจกแตกพร่างอยู่รอบกาย ชั่วขณะที่ฟ้าแลบสว่างวาบราวกับเขาลอยค้างอยู่กลางอากาศพร้อมด้วยเม็ดฝน และเกเกล็ดแก้วระยิบระยับ กางแขนเหยีดขาดอยู่ต่อหน้าธรรมชาติอันไพศาล...

      ลานกว้างเบื้องล่างพุ่งสวนหน้าขึ้นมาหา ขยายใหญ่มากขึ้นทุกที อีกไม่กี่วินาที ต้องกระแทกแหลกลาญกับพื้นซีเมนต์อันปราศจากแสงไฟหน้าอาคาร ความทรงจำพลันผุดวาบกระจ่างใส หลั่งไหลราวกับน้ำในลำธาร เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้เขามีเวลาไตร่ตรองความเป็นจริง

      ห้วงบัดดลอันแสนสั้นระหว่างหน้าต่างชั้นสิบสองไปถึงพื้นชั้นล่าง ฉายมัยหวนย้อนรำลึกถึงอดีตที่ผ่านมา ก่อนที่มารดาของเขาจะเหยียดถึงเขตแดนสุดท้ายของมารไธย
           +++++++++++++++++++++++
          ผู้เขียน สร้างความตื่นตาตื่นใจกับการบรรยายฉากแรกด้วยภาษาอันโดดเด่น ก่อนจะพาให้ผู้อ่าน ยิ่งพิศวงกับเรื่องราวของตัวละคร โดยย้อนกลับไปเริ่มต้น ที่ ปี พ.ศ. 2516 เมื่อ “นางเง็กลั้ง” มารดาของ ฉายมัย ในวัยเยาว์ ทำงานเป็น คนงานในโรงงานแห่งนี้มาก่อน โดยไม่รู้ว่าในอดีต มันคือสถานที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์สยองขวัญมาก่อนหน้า และคืนวันเกิดเหตุนั้นเอง เมื่อ “ซินแส” ได้มาทำพิธีขับวิญญาณ ปีศาจร้ายที่ล่อลวงเด็กให้มาจมน้ำตายในบ่อน้ำแห่งนี้
และนั่นเอง ที่ทำให้ นางเง็กลั้งได้มีโอกาสเห็น “กาลกัญชกา” เป็นครั้งแรก!
            ++++++++++++++++++++++++++
           เง็กลั้ง มีโอกาสได้พบกับพระภิกษุเส็งพระวัดป่าที่เพชรบูรณ์โดยบังเอิญ พระเกจิท่านนั้นได้ช่วยสอนหลักธรรมะและการปฏิบัติวิปัสนาให้กับเธอและฉายมัยในวัยเยาว์
         ต่อมาเด็กชายเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กร่าเริง กล้าหาญ เขามีเพื่อนสนิทอีกสามคน คือราชิต เชิงชาย ประเดิม และมีโอกาสได้รู้จักกับครูผานิตย์ ครูพละหนุ่มรูปงามที่เขาให้ความเคารพนับถือเสมอมา โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริง ครูผานิตย์เอง กำลังต่อสู้กับมารร้ายในหัวใจของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดจิตใจริษยา ต่อลูกศิษย์ ที่จิตใจบริสุทธิ์เพียบพร้อมอย่างฉายมัย
           +++++++++++++++++++++++++++++++
          ผานิตย์ มีชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลวจนกลายเป็นโรคจิตอ่อนๆ เพราะปมในอดีต พ่อของตนไปมีเมียใหม่ ปล่อยให้แม่ทุกข์ทรมานจนเจ็บป่วย ซ้ำในวัยเด็ก เขาเคยถูกวิศิษย์ ซึ่งเป็นน้องของพ่อ ล่วงละเมิดทางเพศอย่างทารุณ ทุกค่ำคืนเขามักจะนอนฝันร้าย เห็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ซึ่งเป็นรอยสักบนขนอุยหน้าท้องของอาใจโฉดคนนั้น ที่กระทำย่ำยีตามมาด้วยความเจ็บปวด แม้เมื่อเขาได้แต่งงานไปแล้ว ผานิตย์ก็บกพร่องในสมรรถภาพทางเพศ จนต้องหย่าขาดเพราะพลั้งมือทำร้ายภรรยาจนบาดเจ็บ
            +++++++++++++++++++++++++++++++
         ชีวิตของครูผานิตย์ เปลี่ยนแปลงทางจิตใจอีกครั้ง เมื่อได้เจอกับเด็กหญิงพินยา หรือน้องฝ้าย ลูกสาววัยหกขวบของนางแดงที่พ่อของเด็กเป็นเพื่อนกับเขา ต่อมา พ่อเด็กเสียชีวิต ทำให้เขายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จนทุกคนเข้าใจว่าเขาคือสามีใหม่ ของนางแดง แต่ความจริงแล้ว ความรู้สึกที่เขามีเป็นพิเศษ เกิดขึ้นกับเด็กหญิงที่สวยราวกับนางฟ้าอย่าง พินยา หาใช่นางแดงไม่!

           ฉายมัย กับเง็กลั้ง ซึ่งบัดนี้ชราภาพและเกิดอุบัติเหตุจนกลายเป็นคนพิการ ได้มาพักในทาวน์เฮาส์ของเชิงชาย ที่อยู่ใกล้กัน ทำให้เด็กหนุ่มสนิทสนมกับ หนูฝ้าย และเด็กหญิงตัวน้อยก็ติดเขาแจ ทำให้ ผานิตย์ เกิดอารมณ์แปรปรวนร้ายกาจด้วยความหึงหวง ยิ่งเมื่อเขาแอบเสพย์ยาจนเกิดภาพหลอน เผลอตัวทำร้าย นางแดง ซึ่งมาขัดขวาง จนเสียชีวิต ฉายมัยและเพื่อนเข้ามาช่วยจนถูกทำร้ายไปด้วย ผานิตย์ต้องโทษติดคุก และ เด็กหญิงพินยา ซึ่งกลายเป็นเด็กกำพร้า ก็มาอยู่ในอุปการะของ เง็กลั้ง เด็กหญิงพินยา ก็ยิ่งติดเขามากขึ้น และนับวัน ที่เธอเติบโตเป็นเด็กสาว ความสวยงามผุดผาดก็ยิ่งทวีเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม

          เง็กลั้งเอง เมื่อล้มเจ็บลง จนทำให้ฉายมัย ต้องคอยดูแลเธอ ด้วยความรักและกตัญญู ทำให้ หญิงชรามองเห็นความทุกข์ และคำสอนของพระป่า ที่ตนเคยพบมาก่อน มันทำให้เธอรู้สึกว่า อยากจะหลุดออกจากวงจรแห่งความทุกข์ทรมานนี้ มันเป็นสิ่งที่เธอพยายามค้นหาด้วยตัวเอง
           ++++++++++++++++++++++++
      เง็กลั้งเริ่มต้นการภาวนาอีกครั้งด้วยการกำหนดรู้ความคิดนั้น เหมือนลงกระไดออกจากเรือนมานั่งมองเรือนนั้นเงียบๆ แล้วจึงหันมาพิจารณากายเนื้อ ยาววาหนาคืบ เพ่งจิตสำรวจข้อมือ ข้อเข่าอันบิดเบี้ยวปูดโปนเพราะโรคข้ออักเสบรูมาตอย เนื้อหนังที่แก่ชราลงทุกวัน

         ทันใดนั้น ดวงจิตของเง็กลั้งล่วงเข้าสู่ลำดับกระบวนการที่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจหรือการวิเคราะห์ เธอแลเห็นความคิดปรุงแต่งกับกายเนื้อแยกออกจากกัน เหมือนน้ำมันลอยอยู่เหนือน้ำ... และเห็นกายและใจแล้วจึงรู้แจงแทงตลอดในความเป็นเหตุและผลสืบเนื่องเลื่อนไหลของสรรพสิ่ง หยั่งรู้สามัญลักษณะสามประการ ได้แก่ ความไม่เที่ยง ความคงอยู่ไม่ได้ และความไม่มีตัวตนให้ยืดถือ...
            ++++++++++++++++++++++++++++
        ในเวลาที่การปฏิบัติธรรมด้วยตัวเอง ของตน เข้าใกล้สู่จุดสำคัญ นั้นเอง เมื่อ “มาร”แห่ง กาลกัญชกา ในอดีตก็ได้เข้ามาครอบงำและขัดขวาง เพื่อไม่ให้เธอ ก้าวพ้นขอบเขตของ มารไธย!

         เง็กลั้งเคยได้ยินตำนานว่า เป็นเวลาชั่วกัปที่พญามารกักขังสรรพสัตว์ไว้ด้วยกามราคะ ล่อลวงมนุษย์ทั้งหลายให้หมกมุ่นยินดีกับตัณหาราคะเพื่อคงรักษาบริวารและอำนาจของตนไว้ ตราบใดที่มนุษย์ยินดีในกามตัณหา ก็ยังติดข้องเป็นข้าทาสอยู่ในอาณาจักร หรือเขตแดนของมาร ที่เรียกว่า “มารไธย”
            ++++++++++++++++++++++++++
         ตลอดระยะเวลาอันยาวนานนับสิบปีที่ต้องทนทรมานอยู่ในคุก ครูผานิตย์เคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้งหลายหน แต่แล้ว เมื่อได้รู้จักกับ ซินแสกิม ชายเฒ่าผู้ที่เคยขับวิญญาณ ด้วยการกำจัด “กาลกัญชกา”ในโรงงานที่เง็กลั้งอยู่มาก่อน นั่นเอง ชายผู้นี้ต้องโทษคดีอนาจารจนติดคุก แม้จะชราภาพ แต่รูปร่างลักษณะก็ยังสูงใหญ่กำยำและสักลายตลอดทั้งท่อนล่างอย่างน่าเกรงขาม

      ซินแสกิมสนิทสนมกับเขามาก เขารู้มาว่าแกกำลังป่วยด้วยโรคร้ายและจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน และในเวลาต่อมา ซินแสก็เสนอที่จะสัก “บดีธาดา” อันเป็นรอยสักอาคมชั้นสูง ให้กับ ครูผานิตย์ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องดำรงตนอยู่ในธรรม มิเช่นนั้น วิญญาณร้ายในตัวที่ถูกกดเอาไว้ จะครอบงำ
         ด้วยความคิดบางอย่าง ทำให้ ผานิตย์ตอบตกลง
+++++++++++++++++++++++++
       เขาออกมาจากคุกอีกครั้งในสิบปีต่อมา ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เยือกเย็นมากขึ้น แต่แล้ว เมื่อกลับไปที่ทาวน์เฮาส์ และได้เห็น พินยา เติบโตเป็นสาวน้อยแสนสวย ซ้ำยังมีท่าทางสนิทสนมกับ ฉายมัย ที่ดูไม่ต่างกับคนรัก อารมณ์ด้านมืดในตัวก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง มันส่งพลานุภาพมหาศาล เมื่อเหล่ากาลกัญชกา ถาโถมเข้ามา ไม่ต่างกับคลื่นของสัตว์นรก พวกมัน ยุแยง ยั่วเย้า ให้เขา ใช้แรงตัณหาที่เก็บซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกให้ระเบิดออก โดยจับตัว พินยา มา สนองอารมณ์ใคร่ของตัวเองให้สมสา
           +++++++++++++++++++++++
          ในเวลานั้นเอง เง็กลั้งก็มีอาการเพียบหนัก ในห้วงเวลาแห่งวิกฤตเมื่อใกล้เข้าสู่มรณกาล “มาร”ก็เข้าครอบงำเธอ และด้วยอาการเจ็บป่วยกำเริบขึ้น จนต้องนำส่งโรงพยาบาล ครูผานิตย์ ก็ถือโอกาสนั้นเอง จับตัวเธอและพินยา ไปยังสถานที่กบดานของตน

        มันคืออาคารร้างขนาดสามสิบชั้น สถานที่ซึ่งเคยเป็นโรงงานเก่าในอดีต บริเวณบ่อน้ำที่เง็กลั้ง เคยเห็น “กาลกัญชกา” เป็นครั้งแรกนั่นเอง แท้จริงแล้ว ซินแสกิม หาได้ จับวิญญาณปีศาจนั้นมากักขังไว้แม้แต่น้อยไม่ หากแต่เป็นการควบคุมปีศาจเหล่านั้นเอาไว้กับตัวเอง จนกระทั่งซินแสกิมเสียชีวิตลงไปในภายหลัง
         และปีศาจมารเหล่านั้น ก็สืบทอดมาสู่ ครูผานิตย์ ผู้มีจิตใจอ่อนแอ นั่นเอง
      ++++++++++++++++++++++++++++
        ในเวลาที่ เง็กลั้ง มารดาของเขา กำลังอยู่ในช่วงของการเผชิญหน้ากับการ “ต่อสู้”นั่นเอง ที่ ฉายมัย มีโอกาสพบกับ หลวงพ่อ อีกครั้ง และท่านได้เอ่ยถึง การทำ สัจกิริยา

      “เวทมนตร์คาถาในศาสนาพุทธเป็นการอ้างถึงสัจจะข้อใดข้อหนึ่ง การสวดโพชฌงคปริตต์ ก็คือการกล่าวอ้างถึงการสวดโพชฌงค์ทั้งสามครั้งในสมัยพุทธกาล นั่นเป็นสัจจะ แล้วลงท้ายว่า ด้วยการกล่าวสัจจะในข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อเถิด

        เช่นเดียวกับพระองคุลิมาลก็เคยทำสัจจกิริยา ช่วยให้ผู้หญิงคลอดลูกง่าย โดยอ้างถึงความจริงที่ว่า ตั้งแต่ท่านเลิกเป็นโจร มาบวชเป็นพระในอริยชาติแล้ว ไม่เคยตั้งใจปลงชีวิตสัตว์เลย ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้า และลูกในครรภ์ของเจ้า พอกล่าวจบผู้หญิงคนนั้นก็คลอดลูกออกมา...”
            ++++++++++++++++++++++++
         เขาตามไปยังอาคารชั้นสิบสอง ที่ ครูผานิตย์ กำลัง พาแม่และ พินยา ไปกักขังเอาไว้ ด้วยอารมณ์ด้านมืดที่ถูกครอบงำจาก กาลกัญชกา ผู้เปี่ยมไปด้วยความริษยา การต่อสู้ครั้งสำคัญก็เกิดขึ้น ก่อนที่ ร่างของฉายมัย จะถูก ผานิตย์ ซึ่งมีกำลังอำนาจสูงส่ง เหวี่ยงจนร่างกายหล่นทะลุกระจกชั้นสิบสองลงมา!

          ห้วงเวลาอันแสนสั้น ของการดิ่งร่างร่วงผ่านลงมาแต่ละชั้น แต่ละชั้นด้วยความเร็วสูง กลับทำให้เขาย้อนมองเห็นอดีตที่ผ่านมาของตัวเอง จนตระหนักถึงความรัก ของผู้เป็นแม่ที่มีต่อเขา เมื่อนั้น ที่ ฉายมัย ตัดสินใจ กระทำสัจจกริยา เป็นเดิมพัน!
          +++++++++++++++++++++++
          ในเวลาเดียวกับที่เง็กลั้ง มารดาของเขาก็ก้าวถึงเขตแดนสุดท้าย ก่อนการก้าวข้ามไปยัง “อีกฟากฝั่ง” พอดี

        ด้วยอำนาจแห่งสัจจะ เง็กลั้งก้าวขึ้นจากปลักแห่งความลังเลสงสัย ปลดเปลื้องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสและธรรมารมณ์ที่ร้อยรัด เธอเกิดความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าขึ้นมาในหัวใจ ว่าตนมีคุณธรรม ความจริง และความดี เพียงพอที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างโลกิยะและโลกุตระ

        เมื่อผลไม้สุกงอมย่อมหลุดร่วงลงจากกิ่งฉันใด สภาวะทางจิตของเง็กลั้งก็ดำเนินไปฉันนั้น เธอสะบั้นวงจรปฏิจจสมุปบาทในขั้นตอน สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา เหมือนหงายของที่คว่ำให้เปิดออก เมื่อเกิดการกระทบที่ทวารทั้งหก จึงไม่จุดประกายการเชื่อมต่อ ไม่เร้าอารมณ์ความรู้สึก ไม่ก่อความอยาก ไม่มีการเกิดอีกต่อไป
      บัดดลนั้น เง็กลั้งจึงก้าวออกจากมารไธย บรรลุขึ้นเหยียบถึง “ฝั่งกระโน้น”
      ฝั่งกระโน้นใช่สวรรค์ ไม่ใช่โลก ฝั่งกระโน้น ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ฝั่งกระโน้นไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ฝั่งกระโน้น ไม่มีผู้มอง ไม่มีวัตถุที่ถูกมอง ฝั่งกระโน้น ไม่มีทวยเทพ ไม่มีกาลกัญชกา
ไม่มีแม้กระทั่งเง็กลั้ง
        เมื่อปราศจากเง็กลั้ง สรรพสิ่งในสากลจักรวาลจึงกลายเป็นความว่าง

+++++++++++++++++++++++++++++
        บทอวสานของนิยายเรื่องนี้ เป็นไปอย่างสวยงามและอิ่มเอม ทั้ง การปลดปล่อย การก้าวข้าม และการจากลา ท้ายที่สุด เมื่อมารร้ายในตัวถึงกาลปราชัย การทำสัจจกริยาของฉายมัย ก็ประสบผลลัพธ์โดยสมบูรณ์

           นวนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้เข้มข้นด้วยเนื้อหา ข้อมูล รายละเอียดต่างๆ รวมถึงพลอตที่ผสมผสานกันอย่างหลากหลายและลงตัว ทั้งเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา แม้ว่าเรื่องราวจะเขียนย้อนเหตุการณ์ ไปมาบ้าง ในบางช่วง หากก็เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว เมื่ออ่านมาถึงบทอวสาน

        และแม้ว่าจะเต็มไปด้วยศัพท์ ทางพระอภิธรรม หรือ ภาษาจีน ในบางจุด แต่ก็มีคำอธิบายประกอบไว้ หรือแทรกไว้ ตลอด ซึ่งทำให้เรื่องมีความสมจริงและน่าสนใจมากยิ่งขึ้นครับ
          ท้ายสุดนี้ ผมขอนำ ส่วนหนึ่งของ บทความ “เปิดใจ คนเล่นไฟ กับ กาลกัญชกา” สองผู้ได้รับรางวัลสุภาว์ เทวกุลฯ โดย ไพลิน รุ้งรัตน์ มาลงประกอบไว้ด้วยครับ
+++++++++++++++++++++++++
       กาลกัญชกา เป็นนิยายขนาดสั้นที่เขียนถึงสัญชาตญาณใฝ่ดีและใฝ่ต่ำของมนุษย์ มีการต่อสู้กันของความดีและความชั่วผ่านพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างคนวัยหนุ่มสาวที่ต้องเรียนรู้ โดยมีตัวละครที่เป็นหญิงชราคนหนึ่งเป็นตัวเชื่อม หญิงชราคนนี้เป็นแบบของผู้ที่อยู่ในกระบวนการบรรลุธรรม ทั้งที่ร่างกายอยู่ในสภาพที่ป่วยหนัก

      เรื่องนี้ ตั้งใจมากกับเรื่องวรรณศิลป์ ฉากที่ตัวละครตกตึกลงมาเริ่มตั้งแต่บทที่ 1 ตกมาเหมือนในหนัง แล้วก็หยุดอยู่กลางอากาศ แล้วผู้เขียนก็ย้อนเรื่องกลับไป จนกระทั่งถึงบทท้ายสุดมาลงที่บทคนตกตึกอีก เป็นการวนมาเจอบทที่ 1 ถือว่าเป็นเทคนิคการเขียนที่ดี ตัวละครก็มีสีสัน ถ้าพูดเป็นสี ก็ต้องบอกว่าสีเยอะมาก เป็นเทคนิคคัลเลอร์ คุณสุธี ปิงสุทธิวงศ์ ผู้เขียน เล่าถึงประวัติส่วนตัวว่า
         +++++++++++++++++++++++
          ผมจบเภสัชครับ ที่ทำงานตอนนี้ก็เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ ไม่เกี่ยวอะไรกับวรรณกรรม เรื่องที่เขียนเป็นความสนใจส่วนตัว ผมใช้เวลาในการเขียนสามปี ไม่เคยเขียนนวนิยายมาก่อนเลย ในส่วนเกี่ยวกับตัวละครที่เป็นหญิงชราและกระบวนการบรรลุธรรม เขายืนยันว่า “ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณแม่ของผม คุณแม่ของผมป่วยเรื้อรังมานาน ผมก็ดูแลท่านมาหลายสิบปี ตอนที่ดูแลก็รู้สึกเหมือนกับว่า เราพยายามค้นหาความหมายว่าทำไมท่านจึงต้องทรมานขนาดนั้น อันนี้น่าจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ ผมสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมา และผมก็คิดว่า อาการป่วยของคนนั้น เหมือนกับการต่อสู้อยู่กับอะไรบางอย่างที่ไม่ตีตัวตน ก็เลยค้นคว้าลงไป ในเมื่อสิ่งที่ไม่มีตัวตนนั้น มันต้องมีคำอธิบายบางอย่างอย่าง ก็เลยเกิดการพัฒนาขึ้นมาว่า มันน่าจะเป็นอสุรกายอย่างหนึ่ง การที่เอาอสุรกายมาสิงหรือทำร้ายผู้หญิงคนนี้ ก็พัฒนาเป็นเรื่องราวในที่สุด...”
           ส่วนตัวละครอื่นๆ ในเรื่อง เขายืนยันว่า “สร้างขึ้นเองครับ”
+++++++++++++++++++++++++
          หลังจากนิยายเรื่อง กาลกัญชกา แล้ว ผมไม่แน่ใจว่า คุณสุธี ปิงสุทธิวงศ์ ยังมีผลงานเรื่องอื่นๆตามมาอีกหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งที่นักอ่านอย่างผมชื่นชอบมากๆ รอคอยที่จะอ่านและติดตามผลงานเรื่องอื่นๆของคุณสุธี ต่อไปครับ



Create Date : 26 ตุลาคม 2563
Last Update : 26 ตุลาคม 2563 16:42:16 น. 0 comments
Counter : 247 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณnewyorknurse


ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#16


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 77 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.