หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2562
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
25 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 
กัปตันเครียว : รอย ฤทธิรณ

เรื่อง : กัปตันเครียว
ผู้ขียน : รอย ฤทธิรณ
สำนักพิมพ์ : ประมวลศิลป์
ปีที่พิมพ์ : 2502
เล่มเดียวจบ



          หากเอ่ยนักเขียนนามปากกา “รอย ฤทธิ์รณ” หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อนัก เนื่องจากผลงานของท่านในรูปแบบนวนิยาย เท่าที่พบน่าจะมีเพียงสองเรื่องเท่านั้นเอง ก็คือ นายพันใต้ดิน และกัปตันเครียว แต่ถ้าหากเอ่ยถึงผลงานในแนวเรื่องสั้นแล้ว ชื่อของ รมย์ รติวัน ซึ่งเป็นอีกนามปากกาหนึ่ง ของ ทวี เกตะวันดี ผู้นี้ หลายท่านน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ท่านเป็นนักเขียนเจ้าของผลงานรวมเรื่องสั้น อย่าง ปุยนุ่นกับดวงดาว หยัดอยู่สู้โลกพาลา หรือหล่อนมีค่าเพียงมิให้จูบปาก ผลงานเรื่องสั้นเรื่องแรก หรือ โทน เทวดา นักสู้จากที่ราบสูง นิยายแนวสัจจนิยมในนามปากกา รมย์ รติวัน และเป็นนักเขียนผู้ที่ทองเติม เสมรสุต ให้ฉายากับท่านว่า “นักรบผู้ขาดเหรียญ”

          ประวัติชีวิตและผลงานของคุณทวี เกตะวันดี จาก บทความของ วิกิ และ มาโนช พรหมสิงห์ ทำให้ทราบว่าเรื่องราวในชีวิตของนักรบผู้ขาดเหรียญผู้นี้ เป็นชีวิตที่โลดโผน ครบรสชาติแห่งชีวิตเลยทีเดียว ผมขออนุญาต นำมาเขียนสรุปความ อีกครั้งไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

           ทวี เกตะวันดี หรือ รอย ฤทธิรณ ดี เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 ที่บ้านหัวสะพานน้ำหมาก อำเภอเมือง จังหวัดเลย บรรพบุรุษเป็นชาวนาเมื่อเรียนจบ ม.ศ.5 ก็เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ โดยในระหว่างเรียนได้เริ่มเขียนเรื่องสั้น ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ "นครหลวง" และเขียนคอลัมน์ใน สยามรัฐ จากนั้นเริ่มทำงานที่สถานีรถไฟบางกอกน้อย ก่อนจะลาออกไปทำงานกับสำนักพิมพ์ไทยพาณิชยการของอารีย์ ลีวีระ มีหน้าที่เก็บบล็อก ของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยและสยามนิกร ก่อนจะได้เลื่อนเป็นพนักงานพิสูจน์อักษร และนักข่าวประจำสถานีตำรวจ ต่อมาได้เป็นลูกศิษย์ของอิศรา อมันตกุล และติดตามไปอยู่กับหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ และ เดลินิวส์ หลังจากไทยพาณิชยการต้องเลิกกิจการไป หลังเหตุการณ์ฆาตกรรมอารีย์ ลีวีระ

        ท่านเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเขียนก้าวหน้า (Progressive) รุ่นใหม่ ที่เติบใหญ่ท่ามกลางการต่อสู้และถูกปราบปราม นับแต่ต้นทศวรรษ พ.ศ. 2490 ซึ่งใช้ ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ เพื่อสร้างสรรค์วรรณกรรม เป็นนักเขียนรุ่นเดียวกันกับ คำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม), นเรศ นโรปกรณ์, เวทย์ บูรณะ, เจญ เจตนธรรม เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นนักเขียนรุ่นบุกเบิกที่เขียนถึงเรื่องราวชีวิตคนชาติพันธุ์ต่างๆ ในดินแดนลุ่มน้ำโขงเลยทีเดียว

        ความที่เป็นนักอ่านตัวฉกาจมาก่อน จึงเริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรก ‘หล่อนมีค่าเพียงมิให้จูบปาก’ และได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นครหลวง โดยใช้นามจริง ท่านผ่านงานหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้งพิมพ์ไทย, สยามนิกร, ไทยใหม่, และเดลินิวส์ ในฐานะนักเขียนเรื่องสั้น, นวนิยาย, คอลัมน์ และสนใจการเขียนบทภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกาต่างๆ เช่น เครียว คนกลางคืน, บุษบา เริงชัย, รอย ฤทธิรณ, แคน

        ประวัติครอบครัวนั้น ท่านได้สมรสกับ “ละม่อม ศุภฤกษ์” มีบุตรสองคน ก่อนถึงแก่กรรมด้วยวัยเพียง 42 ปี ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2517

         ในการรัฐประหารตนเองของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อพฤศจิกายน พ.ศ. 2494 การออก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 และแม้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ จะมีการจับกุมและยิงนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์และนักการเมืองอีสานทิ้ง รวมถึงเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์

         ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ก่อรัฐประหารครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2500 ทว่าขบวนแถวของนักเขียนก้าวหน้าก็เติบโตและเสนอผลงานอย่างคึกคักเข้มข้น เช่น รมย์ รติวัน เขียนเรื่องสั้น ‘นาฟางลอย’, ลาว คำหอม เขียนเรื่องสั้น ‘เขียดขาคำ’, ในสยามสมัย ‘นารียา’, แปล ‘อ้ายเหลือบ’ (The Gadfly) ของ E.L. Voynich รวมทั้งงานของ บรรจง บรรเจิดศิลป์, เสนีย์ เสาวพงศ์, อัศนีย์ พลจันทร์, อุชเชนี สำนักพิมพ์เกวียนทองพิมพ์ ‘ฟ้าบ่กั้น’ ของลาว คำหอม, ‘ปีศาจ’ ของเสนีย์ เสาวพงศ์, สำนักพิมพ์เทวเวศม์พิมพ์ ‘ประวัติจริงของอาคิว’ ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ ‘จากลุ่มแม่น้ำโวลก้า’ เป็นต้น

        กระทั่งเกิดการรัฐประหารครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2501 จึงมีการประกาศรายชื่อหนังสือต้องห้าม, จับกุมนักคิดนักเขียน และสั่งปิดหนังสือพิมพ์จำนวนมาก ด้วยอำนาจของมาตรา 17 อันเป็นยุคมืดทางปัญญาอย่างแท้จริง วรรณกรรมแนวอัตถนิยมใหม่ถูกกำราบ งานในแนวจินตนิยมเพ้อฝันและเรื่องรักโศกเฟื่องฟู นักเขียนก้าวหน้านั้นจำต้องลดความเข้มข้นของเนื้อหาลง แต่ก็ไม่ทิ้งหลักการสะท้อนภาพความขัดแย้งทางความคิด การต่อสู้ทางชนชั้น ความทุกข์ยากและอารมณ์ความรู้สึกที่ก้าวหน้า

         รมย์ รติวัน หันไปเขียนเรื่องบู๊ ในนามปากกา ‘รอย ฤทธิรณ’ เมื่อปี พ.ศ. 2505 เขากับกลุ่มเพื่อนจัดทำนิตยสารขวัญใจ รายเดือน เพื่อเป็นเวทีของนักเขียนในกลุ่ม เช่น ลาว คำหอม ส่งเรื่องสั้น ‘สวรรยา’ มาร่วม
แต่ไม่นานก็ถูกคุกคามจนต้องปิดตัวไป กระทั่งสุดท้ายเขาต้องผันตัวเองไปเขียนบทภาพยนตร์ในที่สุด เหมือนเช่น ลาว คำหอม ก็กลับไปทำไร่ที่ปากช่อง ศรีบูรพาต้องลี้ภัยการเมืองในจีนตราบสิ้นชีวิต อุชเชนีหยุดเขียนเพราะการปิดนิตยสารสายธารเมื่อปี พ.ศ. 2501 และเสนีย์ เสาวพงศ์หันไปทำงานด้านการทูต

       และ สำหรับนวนิยาย กัปตันเครียว เล่มนี้ ก็คือหนึ่งในสองผลงานนวนิยาย ในนามปากกา รอย ฤทธิรณ นั่นเองครับ

       เรื่องราวของกัปตันเครียว หรือเรือโท เครียว อะคร้าว แห่งราชนาวีไทย เริ่มต้นฉากแรกขึ้นที่ชายฝั่งเกาลูน พร้อมเหตุการณ์บู๊แอคชั่น เหมือนกับนวนิยายโลดโผนผจญภัยในแบบฉบับของลูกผู้ชาย


     “บุรุษร่างใหญ่คลุมร่างด้วยเสื้อแจ๊กเก็ตหนังสีน้ำตาลไหม้ ซึ่งนั่งสงบอยู่ท้ายเรือ มุมปากของเขาคาบกล้องไว้อย่างเฉยเมย ทำให้ดวงหน้าที่กร้านด้วยแดดลมและเคราสีเขียวใต้คางดูเต็มไปด้วยความเข้มคมขึ้นกว่าปกติ”
    เครียว เป็นเจ้าของเรือ ฉลามเหลืองอันเลื่องชื่อ และมีสมุนเอกคู่ใจทั้งสามคือ กาเซ็ม จ่าบิ่น และ มาก ที่ต่างได้ร่วมเผชิญความเป็นความตายด้วยกันมาหลายปี ตลอดเจ็ดคาบสมุทร รวมถึงบรรดาลูกเรืออีกหลายชีวิต
        แต่ในคืนนี้เครียวก้าวขึ้นสู่ถนนด้านบนของริมอ่าว ณ แชมเป็ญบาร์ อันเป็นย่านเริงราตรี กัปตันเครียวมาพบกับสาวพาร์ทเนอร์แสนสวย ลี่หลิน ที่คุ้นเคยและหลงเสน่ห์ความเป็นชายชาญของเขา ในขณะเดียวกันก็ได้เผชิญหน้ากับ เหิงผ่าย พ่อค้าของเถื่อนจากมาเก๊า ศัตรูคู่อาฆาต ที่พยายามจะค้นหา X17 ที่ฉลามเหลือง กำลังจะเดินทางไปตามหาเช่นกัน
X17 คือสถานที่ของกลุ่มเรือซึ่งจะลำเลียงอาวุธเถื่อนราคาเป็นล้านๆไปขึ้นยังจุดนั้น ทำให้เสือหิวทั้งหลายต่างกระหายจะไปแย่งชิง ปล้มสะดมมาอีกต่อหนึ่ง และในการคาดคะเนของเครียว บางที ในสถานการณ์สงครามโลก ณ เวลานี้ ซึ่งอังกฤษทำสงครามกับเยอรมัน X17 อาจจะมีเป้าหมายหรือมีส่วนสัมพันธ์กับการก่อสงครามในภูมิภาคนี้ก็เป็นได้ เครียวไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าสังหรณ์ของตัวเอง จะกลายเป็นจริงในเวลาต่อมา!

           การขับเคี่ยวกันของ กัปตันเครียวกับ เหิงผ่าย พ่อค้าของเถื่อนแห่งมาเก๊า เป็นไปอย่างดุเดือด เหิงผ่ายส่ง มิรา สาวญี่ปุ่นแสนสวย มาเป็นนางนกต่อ เพื่อโจรกรรมข้อมูล แต่ถูกเครียวจับได้เสียก่อน และรู้ความจริงภายหลังว่ามิราเองก็ไม่ใช่คนของเหิงผ่าย แต่กลายเป็นสปายของ X17 ไปแทน!

         มีบางสิ่งบางอย่าง ที่ทำให้เครียวคิดว่า เขาต้องรีบติดตามหา X17 ให้พบเพื่อทราบคำตอบที่อยู่เบื้องหลังให้ได้ กัปตันหนุ่มใหญ่รีบออกเรือพร้อมสมุนออกเดินทางจากท่ามาเก๊าในคืนวันนั้น ระหว่างเส้นทางเดินเรือ ยังเผชิญหน้ากับกองเรือธงดำ การต่อสู้ช่วงชิง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ X17 จนต้องสูญเสียชีวิตลูกเรือไปบางส่วน จนในที่สุด เครียวก็รู้ว่า สงครามมหาเอเชียบูรพา กำลังจะเกิดขึ้น จากการสั่งสมคลังอาวุธ ของญี่ปุ่นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง X17 นี่เอง


          X17 ในคราบเรือสินค้าญี่ปุ่น กำลังเคลื่อนตัวไปตามน่านน้ำภูมิภาคต่างๆในเอเชียอาคเนย์ และบัดนี้ เครียวก็กำลังติดตามพวกมัน ไป สู่ท่าเรือดุงงุน แห่งรัฐมลายู

          ในความเคร่งเครียด การมุ่งมั่นกับการทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือชาติบ้านเมือง ความคิดคำนึงของเขา กลับหวนไปถึง ใครอีกคนหนึ่ง ซึ่งอ่อนหวานเหมือนแม่พระ และครองดวงใจของเขาไว้ด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง มรว.หญิงสรวงสุดา ผู้ที่เป็นรักแรกและรักเดียวของเครียว อะคร้าว นั่นเอง ความรักที่มีอุปสรรคจากชนชั้นวรรณะของผู้เป็นบิดาของเธอ หม่อมเจ้าพงษ์ธิปประเทศ ทำให้เขาต้องจำใจผละจากสตรีที่เขารักสุดชีวิต เดินทางร่อนเร่พเนจร ไปตามน่านน้ำต่างๆ เหมือนคนปราศจากหัวใจ ในห้วงอารมณ์เช่นนี้ รอย ฤทธิรณ ได้บรรยายฉากธรรมชาติประกอบเนื้อเรื่องที่ดุเด็ดเผ็ดมัน ไว้ด้วยสำนวนภาษาอันอ่อนหวาน นุ่มนวล

        ตีนฟ้าด้านตะวันตก กำลังฉาบไว้ด้วยสีแดงเข้ม เหมือนถูกละเลงด้วยชาด ปุยเมฆสีขาวถูกสีของอาทิตย์ยามอัสดง แต้มเป็นสีเหลืองปนชมพู มันทำให้ความงามเรียบๆ และเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างประหลาด นกนางนวลหลายตัวกางปีกสีขาวสะอาดของมันร่อนเล่นลมอยู่เหนือปลายคลื่นสีคราม ซึ่งม้วนเกลียวทยอยเข้าสู่ฝั่งเป็นทางยาว เหมือนกับลำตัวของงูมหึมากำลังเลื้อยและพลิกเกล็ดของมันรับแสงสว่าง

        และจากการสะกดรอยตามหาเรือ X17 อันเป็นปริศนานั้นเอง ที่ฉลามเหลืองได้เผชิญหน้ากับ กองทัพของทหารอาทิตย์อุทัย อันทรงแสนยานุภาพ การปะทะกันเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ในที่สุด น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ แม้จะยืนหยัดสู้ยิบตา สุดท้าย ฉลามเหลืองก็พ่ายแพ้ และเครียวกับอีกสามสมุน ก็ต้องสละเรือ ก่อนจะว่ายน้ำมาขึ้นเกาะด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส หากด้วยหัวใจแกร่ง เขาสาบานว่าจะต้องเดินทางกลับเมืองไทย เพื่อต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นให้ถึงที่สุด

       ช่วงหนึ่งที่กาเซ็มบอกกับเครียวว่าเขารักเมืองไทย ชอบความสวยงามของพระปรางค์วัดอรุณและแม่น้ำกับดวงตะวันยามเย็น เครียวบอกกับกาเซ็มสหายร่วมตายว่า

        ความงามที่ไร้ความเป็นเอกราช ความงามภายใต้ดาบปืน กาเซ็ม กันมองเห็นกรุงเทพฯ มืดเหลือเกิน สิ่งที่เหลืออยู่มันคงจะมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือความหวาดผวาของชาวย้านชาวเมือง บรรยากาศของความน่าสะพรึงชัง และน่าทำให้มันพินาศไปเสีย

        กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2486
     ประเทศไทย จำต้องประกาศสงครามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสและอเมริกา เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก และในระหว่างความสิ้นหวังนั้นเอง ที่เขาได้ยินเสียงจากวิทยุคลื่นสั้นของอเมริกา

      ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ประกาศไม่ยอมรับการประกาศสงครามระหว่างไทยและฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมกันนี้ก็ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นเป็นอิสระ

       คำๆหนึ่งได้อุบัติขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของเครื่องบิน เสียงหวอที่ทำร้ายประสาทและลูกระเบิดที่กระหน่ำลงมาจากป้อมบินยักษ์แทบไม่เว้นสัปดาห์ คำๆนี้ออกจากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง เหมือนกับไฟลามป่า มันคือ...
เสรีไทย และใต้ดิน! เครียวตัดสินใจเข้าร่วมกับเสรีไทย!!

         เขานำคณะ เข้าสู่ป่าเมืองกาญจน์สมทบกับหน่วยเสรีไทยหน่วยแรกของบ้านทวน (อำเภอพนมทวน)และจากนั้น ก็ออกสู้รบกับทหารญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญ แม้ว่า สุดท้ายแล้ว จะต้องสูญเสียเพื่อนตายไปในสนามรบ กลางป่า เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารญี่ปุ่นบุกเข้ายึดฐานที่มั่น

       ร่างของคนทั้งสองยืนหันหลังพิงกันตระหง่านอยู่เหนือปากหลุม เครียวระเบิดกระสุนต้อนรับทหารญี่ปุ่นหมู่หนึ่ง ซึ่งวิ่งบุกเข้ามาเพื่อมุ่งขยี้เขาเป็นการปฏิบัติขั้นสุดท้าย และอีกทางด้านหนึ่งกาเซ็มกำลังประเคนระเบิดมือไปยังหทาร ซึ่งดาหน้าเข้ามา พร้อมกับยิงเบิกทาง ปากกระบอกปืนกลเบากระบอกนั้นส่ายไปมารอบด้าน เสียงของมันดังถี่ยิบจนปลายกระบอกปืนร้อนฉ่าเหมือนถูกลนไฟ

        แต่แล้วกระสุนของฝ่ายศัตรูก็พุ่งเข้าใส่ทั้งสอง พสุดท้าย กาเซ็มล้มคว่ำลงไปและทุกอย่างก็มืดมิด...

         เครียวรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งเหมือนความฝัน เมื่อเขามองเห็นหน้าสตรีที่ตนเองหลงรัก กำลังมองมา เธอคือคุณหญิงสรวงสุดา นั่นเอง เขาเพิ่งทราบว่า สหายทั้งหมดเสียชีวิต ขณะที่เขารอดเพียงผู้เดียว ระหว่างที่กองกำลังเสริมเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน สรวงสุดา ภายหลังจากบิดาของเธอเสียชีวิตลง บัดนี้ราชนิกูลสาวได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานเป็นแพทย์อาสาในช่วงสงคราม และถูกตามตัวมาช่วยคนเจ็บโดยไม่รู้แม้แต่น้อยว่า เสรีไทยรายนี้ ก็คือ เครียว อะคร้าว อดีตคนรักของตนเอง และที่สำคัญ กระสุนระเบิดส่วนหนึ่งทำลายขาข้างหนึ่งของเขาไป เป็นเธอนั่นเอง ที่ต้องตัดสินใจ ผ่าตัดเอาขาของเครียวทิ้งไป!

       เวลาผ่านไป บัดนี้ บาดแผลทางร่างกายของเขาได้รับการเอาใจใส่อย่างดี จากสรวงสุดา และความสัมพันธ์ดั้งเดิมในอดีต ก็คืนกลับมาอีกครั้ง

       ความรักซึ่งเคยมอดไหม้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ความรักซึ่งเหลือแต่ซากของมันฝังอยู่ในหัวใจของคนทั้งสอง เริ่มกลับมาสู่หัวใจและเต็มขึ้นด้วยความสดใส เพียบด้วยความหวังและหวาน จะไม่มีอะไรมาแบ่งแยกได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนรกหรือสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเคยกำหนดชีวิตและความรักของเขา และเธอ เมื่อหกปีที่แล้วมานั้น มันกลายเป็นอดีตไปแล้วอย่างฉับพลัน...

         เช่นเดียวกับวันแห่งสันติภาพ 16 สิงหาคม 2488 กองทหารของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร โดยปราศจากเงื่อนไข หลังจากที่ลูกระเบิดปรมาณูหล่นลงฮิโรชิมา และนางาซากิ เพียงไม่กี่วัน
จบสิ้นกันทีสำหรับสงครามมหาประลัย สันติภาพเริ่มเบ่งบานด้วยความสดใส

        ฉากสุดท้ายของกัปตันเครียว อาจจะไม่ใช่ภาพของพระเอกผู้มีเรือนกายแข็งแกร่งครบสามสิบสอง แต่คือวีรบุรุษผู้แม้จะพิการขา แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยหัวใจอันกล้าหาญ เขาและคุณหญิงสรวงสุดา เดินทางมายังหลุมศพเพื่อไว้อาลัยให้แก่สหายทั้งสาม กาเซ็ม มาก และจ่าบิ่น ที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ ก่อนจะเดินกลับไป

        สำหรับนิยายเรื่องนี้ ได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ในชื่อกัปตันเครียว-ฉลามเหล็ก เป็นภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2506 กำกับการแสดงโดย วิจิตร คุณาวุฒิ อำนวยการสร้างโดย มารุต (ทวี ณ บางช้าง) นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา และ เมตตา รุ่งรัตน์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ มีคำโปรยว่า หนังไทยรสเผ็ดเด็ดถึงใจ เรื่องยิ่งใหญ่ทางทะเล... และภาพยนตร์ไทยเรื่องเดียวที่ผู้สร้างและดารา ลงทุนดำดิ่งลงไปถ่ายฉากใต้ทะเลงามตระการตา...

         ปล ภาพที่นำมาลง คือ ปก หลังปก ของหนังสือเล่มนี้ที่เป็นภาพต่อเนื่องกันครับ รวมถึง ภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ในอดีต จากแฟนเพจ Thai Movie Poster และท้ายสุดคือรูปของนักเขียน รมย์ รติวัน ครับ









Create Date : 25 สิงหาคม 2562
Last Update : 25 สิงหาคม 2562 16:43:47 น. 0 comments
Counter : 220 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.