หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2562
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
12 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 
สุสานเสน่หา : จินตวีร์ วิวัธน์

เรื่อง : สุสานเสน่หา
ผู้ขียน : จินตวีร์ วิวัธน์
ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสาร ขวัญเรือนจำนวน 7 บท
ปีที่พิมพ์ : 2530
ไม่จบ



สุสานเสน่หา นวนิยายลึกลับชื่อแปลก และนับได้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องสุดท้ายในการเขียน ของคุณจินตวีร์ วิวัธน์ ซึ่งท่านได้เขียนค้างไว้ในนิตยสาร ขวัญเรือน เพียงแค่จำนวน 7 บท 7 ฉบับ นับตั้งแต่ ฉบับปักษ์แรกเดือนกันยายน 2530 ถึงปักษ์แรกเดือนธันวาคม (ผมไม่แน่ใจว่า เรื่องนี้มีถึงบทที่ 8 หรือไม่ เนื่องจากต้นฉบับจากหอสมุดแห่งชาติ ได้ขาดฉบับปักษ์หลังเดือน ธันวาคม 2530 ไป และเมื่อเริ่มปักษ์แรกของ เดือนมกราคม 2531 ก็ไม่ปรากฏว่า มีนวนิยาย เรื่องนี้ ตีพิมพ์ ลงในนิตยสาร ดังกล่าวอีกแล้วครับ)

        ในจำนวน 7 บท จะมีชื่อประกอบของแต่ละบท เหมือนกับนิยาย หลายๆเรื่องของคุณจินตวีร์ อย่าง เรื่อง สุสานภูเตศวร หรือ วังไวกูณฑ์ ซึ่งผมจะขออนุญาต รีวิว ร่วมกับระบุชื่อบท ไปพร้อมๆกันเลยครับ

บทที่ 1 เพิงแพร
         เรื่องราวเริ่มต้น โดยการเปิดตัว หม่อมหลวงลอราช รติวงศ์ ซึ่งได้เดินทางมาพักฟื้นร่างกายที่เจ็บป่วยด้วยโรคตับยังชุมชนหมู่บ้านเวียงสรวง จังหวัดเชียงแก้ว ทางภาคเหนือของประเทศไทย ลอราชเป็นบุตรชายคนเดียวของหม่อมรัชดา และหม่อมราชวงศ์ลอดิลกผู้ล่วงลับ เขาไปเรียนต่อที่อังกฤษ ก่อนจะกลับมาเมืองไทย และตัดสินใจเดินทางมาพักรักษาตัวยังบ้านรตี ของท่านปู ที่ปลูกอยู่ใจกลางทุ่งโล่งในวงล้อมของขุนเขาแห่งเวียงสรวงแห่งนี้

      ระหว่างการออกมาเดินเล่นนั้นเอง ที่เขาเพลิดเพลินกับธรรมชาติจนมาเนินหญาแห่งหนึ่ง สุดยอดของเนินผาคือชะง่อนหินสูงเหนือพื้น แผ่กว้างคล้ายเพิงพัก รูปร่างราวกับพัดผืนมหึมา บดบังแสงแดดให้ร่มรื่นน่านั่งเล่น และเหนือเพิงขึ้นไปนั่นเอง มีกอดอกไม้สีเหลืองบานสะพรั่ง ทำให้เขาเดินตรงไปยังบริเวณนั้นราวต้องมนต์สะกด

         กว่าจะรู้ตัว ชายหนุ่มก็ทอดกายเอนลงนอนบนพื้นหญ้าแล้วเผลอหลับไป ในห้วงภวังค์นั้นเอง เขาได้พบกับใครคนหนึ่ง เยื้องกรายเข้ามาหา เป็นสตรีสาว ที่น่าเสียดาย ที่เขาไม่เห็นหน้าตาของหล่อน นอกจากกรอบนอกของเรือนร่างโค้งเว้าด้วยสัดส่วนอันสวยงามราวรูปปั้น หล่อนผู้นั้นถือผ้าแพรเบาพลิ้ว บางใสเป็นสีเทาเหมือนม่านหมอกยามเช้า

“...เพิงแพรยินดีต้อนรับ... ที่นี่ไม่ได้ต้อนรับใครนานแล้ว ถึงคุณจะมาโดยไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันก็ยินดีอย่างจริงใจที่คุณมาจนถึงเพิงแพร”
         ลอราชอดประหลาดใจไม่ได้ และท้ายที่สุด ร่างนั้นก็ค่อยๆถอยห่างเขาออกไป ก่อนที่ชายหนุ่มจะสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน และพบกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า เขาเผลอหลับไปจนเวลาย่ำสนธยาเลยทีเดียว ชายหนุ่มจึงรีบเดินกลับลงมาจากบริเวณที่เขาเพิ่งรับรู้ว่าชื่อเพิงแพร โดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่า บัดนี้ ได้มีกลุ่มหมอกบางละเอียด กำลังลอยติดตามเขาไปอย่างไม่ลดละ เสมือนหนึ่งมีชีวิตจิตใจและมีความอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยม...

บทที่ 2 สราลักษณ์ ทินพันธุ์
เมื่อลอราช เดินทางลงมาจากเพิงแพร เพื่อเข้าสู่หมู่บ้าน ด้านหนึ่งเป็นบังกะโลสี่ห้าหลังที่ปลูกไม้ดอกนานาพันธุ์ เขาก็ได้พบสตรีสาวคนหนึ่ง แต่แล้ว หญิงสาวก็กลับทำสีหน้าสะดุ้งตกใจอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเขาก้าวเท้าเข้าไปหาหล่อน หญิงสาวผู้นั้นก็ทรุดฮวบ หมดสติลงในบัดดล โชคดีที่ลอราช ว่องไวพอที่จะเข้าไปรับร่างอรชรนั้นไว้ในอ้อมแขนได้ทัน

         ลักษณะของหล่อนเป็นสาวชาวกรุง ที่ไม่ใช่ชาวเมืองเวียงสรวงแน่นอน และในช่วงเวลาฉุกละหุกนั้นเอง ชายวัยกลางคน ชื่อบุญทัน ก็เข้ามาพอดี บุญทันบอกกับเขาว่า หญิงสาวที่เป็นลมคนนี้ ชื่อ สราลักษณ์ เป็นหลานสาวของแม่เลี้ยงกานดา ที่บ้านอยู่ใกล้กันนั่นเอง สราลักษณ์ เพิ่งเดินทางมาพักผ่อนที่นี่เหมือนกัน ระหว่างพาเธอกลับมายังบ้านและช่วยปฐมพยาบาล สราลักษณ์ก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา ทำให้ลอราชอดไม่ได้ที่จะถามถึงสาเหตุที่หล่อนเป็นลมลงไปเมื่อเห็นหน้าเขาเป็นครั้งแรก

      หญิงสาวเม้มริมฝีปาก หลุบตาลงต่ำเหมือนซ่อนแววหวาด แต่เสียงพูดแผ่วเบา ฟ้องอยู่ชัดๆว่าหล่อนกลัว

        “ลักษณ์เห็น... เอ้อ... มีใครก็ไม่รู้ แต่งตัวชุดดำ ขาดกะรุ่งกะริ่ง เนื้อตัวเน่าเละเทะ หน้าตามีแต่กะโหลกขาวเว่อ เดินตามมาข้างหลังคุณลอราช เห็นชัดที่สุดเลยค่ะ น่ากลัวเหลือเกิน... เหมือนศพเพิ่งลุกขึ้นมาจากหลุมไม่มีผิด!”

บทที่ 3 รัตติกาลที่บ้านรตี
         ลอราชพยายามปลอบใจสราลักษณ์ ให้คลายกังวล บางทีหล่อนอาจจะตาฝาดไปก็เป็นได้ แล้วจากนั้นเขาก็กลับมาที่บ้านรตีของตัวเอง ที่บ้านหลังนี้ มีนางเทียมตาและลุงแสง เป็นสองตายายคอยดูแลให้กับเขา รวมถึงแสงหล้า ลูกสาวคนเดียวของทั้งสอง ซึ่งมีท่าทีสนใจ เจ้านายหนุ่มรูปงามผู้นี้อยู่ไม่น้อย แต่ก็พยายามเก็บอาการไว้ไม่ให้ผู้ใดสังเกตเห็น
ในราตรีนั้นเอง ความคิดของชายหนุ่มก็หวนไปถึงสราลักษณ์ หญิงสาวที่มีโอกาสรู้จักกันไม่นาน เขาประทับใจในความเรียบร้อย อ่อนโยนนุ่มนวลและสวยหวานไปทั้งตัวของหล่อน จนทำให้ลอราชเผลอเดินลงมายังสวนด้านล่าง เขาได้กลิ่นหอมระรวยของดอกไม้บางอย่าง และฉับพลัน เมื่อสายตาของหม่อมหลวงหนุ่มได้พบกับร่างของสราลักษณ์ในเสื้อผ้าอาภรณ์สีขาวไปทั้งตัว แต่ทว่า สราลักษณ์ที่เขาพบในยามราตรี นี้ กลับมีบุคลิกแตกต่างไปจากสราลักษณ์ ที่เขารู้จักก่อนหน้าราวกับคนละคน หล่อนมีทางยั่วยวน เจ้าเสน่ห์ และน้ำเสียงที่นุ่มนวลอ่อนหวาน ก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวอย่างประหลาด

      ในจังหวะของการสนทนานั้นเอง ที่แสงหล้า เด็กรับใช้ในบ้าน ลงมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เจ้าหล่อนพยายามเพ่งมองภาพเบื้องหน้าด้วยความพิศวง โดยเฉพาะร่างของใครคนนั้น ที่ยืนเคียงข้างลอราช บุรุษในดวงใจของเด็กสาว

      มีอะไรบางอย่าง คล้ายละออกหมอกควันสีเทา ห่อหุ้มร่างนั้นไว้โดยตลอด เหมือนคลุมด้วยแพรผืนใหญ่
มันพลิ้วไหวตามสายลมอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งทำให้มองเห็นร่างที่ซ่อนอยู่ภายในสั่นพร่า ราวกับมองดูเงาในน้ำไม่มีผิด

บทที่ 4 เพลงอดีต
         สราลักษณ์ สนทนากับลอราชอย่างเพลิดเพลิน ราวกับไม่รู้ว่า อยู่ในสายตาลอบสังเกตของ แสงหล้า หล่อนดูกล้าขึ้น เปรี้ยวและดูท้าทายชอบกล แต่ราวกับรู้ว่า ชายหนุ่มสงสัย หญิงสาวจึงบอกกับเขาว่า หล่อนมีสองบุคลิก ที่แตกต่างกัน เหมือนขัดกันเอง นอกจากร้องเพลงไทยเดิม อ่อนหวานแล้ว หล่อนยังเป็นนักเต้นเท้าไฟอีกด้วย และในช่วงหนึ่งของการสนทนานั่นเอง

       “อย่างชื่อของคุณลอนี่ก็เป็นเรื่องบังเอิญเหมือนกัน ชื่อเหมือนพระลอ แล้วยังได้มาพักอยู่ที่หมู่บ้านเวียงสรวง ซึ่งชื่อคล้ายเมืองของพระลอในวรรณคดีอีก ต่อไปถ้าคุณได้พบผู้หญิงชื่อเพื่อนหรือชื่อแพง อย่างประหลาดใจไปเลย มันเป็นความบังเอิญที่มาบรรจบกันได้อย่างไม่น่าเชื่อเท่านั้นแหละ...”

       “ส่วนเรื่องเพิงแพรนั้น มันเกิดขึ้นราว 35-36 ปี มาแล้วค่ะ เป็นเรื่องจริง ผู้หญิงคนหนึ่งมาพักที่เวียงสรวง และหลงรักเพิงผาบนยอดเนินนั่นมาก พอป่วยใกล้จะตาย ก็ขอร้องให้ฝังศพไว้ที่ใต้เพิงรูปพัดนั่น ตอนฝังศพใหม่ๆ ชาวบ้านขึ้นไปเก็บผักหักฟืนบนเนิน เคยเห็นผู้หญิงคนนี้ นั่งบนหลุมศพใต้เพิง คลุมตัวด้วยแพรสีทองตลอดทั้งตัว... เป็นชื่อของเธอค่ะ ผู้หญิงคนนั้น ชื่อ แพรทอง”

        และในการสนทนาเรื่องพระลอนั่นเอง ที่สราลักษณ์ ได้ร้องเพลง “ลาวชมดง” ให้กับเขาฟัง เพลงแห่งอดีตแห่งพระลอ และพระเพื่อนพระแพง ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกจับจิตจับใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่ทั้งหล่อนและเขาจะแยกจากกันในราตรีนั้น

บทที่ 5 เหตุพิศวงของสราลักษณ์
        ในเวลากลางดึกสงัด เมื่อคุณนายกานดา ป้าของสราลักษณ์ รู้สึกตัวตื่นขึ้น เธอพบว่า บานประตูห้องของหลานสาวเปิดทิ้งไว้อย่างเป็นปริศนา และหญิงสาวก็หายตัวไปอย่างลึกลับ!

           ด้วยความตระหนก แม่เลี้ยงกานดา จึงรีบตามบุญทัน ให้ช่วยออกตามหา ก่อนที่ทั้งคู่จะพบว่า สราลักษณ์ เดินละเมอออกมายังด้านนอกบ้าน

        ร่างนั้นยืนนิ่งแน่วแน่ ไม่กระดุกกระดิก แม้เมื่อบุญทันสืบเท้าตรงเข้าไปหาช้าๆ จนถึงระยะใกล้ หล่อนสวมเสื้อผ้าสีขาวทั้งชุด กางเกงขายาวสีขาว เสื้อแพรเนื้อนิ่มบางเบาสีเดียวกัน พลิ้วไหวในสายลมดึก
สราลักษณ์!

         ทั้งคู่ช่วยกันปลุกให้หล่อนคืนสติ สราลักษณ์จึงยิ่งตระหนก เมื่อพบว่าตัวเอง มายืนอยู่นอกบ้านยามวิกาล ซ้ำยังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีขาวทั้งตัวเอง โดยที่ไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย สราลักษณ์ตกใจจนร้องไห้ คุณกานดา จึงต้องคอยปลอบโยนและอยู่นอนเป็นเพื่อนหลานสาวในห้องจนถึงเช้า ขณะที่หญิงสาวเองกลับไม่อาจข่มตาหลับ หล่อนพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง เหมือนกับเข้าไปอยู่ในสถานที่บางแห่ง ซึ่งมีแสงสีฉูดฉาดฉวัดเฉวียน หูแว่วคล้ายเสียงดนตรีอันเร่งเร้า และเงาคนจำนวนมาก เคลื่อนไหวย้ายโยกไปตามจังหวะทำนองของดนตรี

       เหมือนภาพสถานเริงรมย์ราตรีของวัยรุ่นที่เรียกว่า ดิสโก้เทก
         หล่อนไม่รู้ว่าตัวเองร่วมอยู่ในสถานที่เช่นนั้นนานเท่าใด คิดว่านานมากพอดู แล้วภาพต่างๆก็จางหายไป ทีละภาพ สองภาพ...
      ก่อนที่จะถูกปลุกให้คืนสติกลับมาอีกครั้ง ด้วยเสียงเรียกและเขย่าร่างของลุงบุญทันนั่นเอง!

       ความรู้สึกหวาดกลัวจู่โจมจิตใจ เด็กสาวจนต้องกลั้นสะอื้นอีกครั้ง หล่อนกลัวว่าตัวเองจะต้องตาย เหมือนกับญาติพี่น้องในตระกูลที่เสียชีวิตในวัยเยาว์ด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนต่างมีอาการทางประสาทนำมาก่อนทั้งสิ้น และบัดนี้ อาการนอนละเมอ ก็อาจจะนำไปสู่ความตายที่หล่อนหวาดกลัวก็เป็นได้!

บทที่ 6 อุบัติเหตุ
          ในบทนี้ เป็นการเปิดตัว สมาชิกที่เดินทางมาเที่ยว เวียงสรวงอีกสามคน คู่แรกคือ เมย์หรือเมธินี สันติไพบูลย์ หลานสาวคุณหญิงรัชดา และเรืองโรจน์ อมรจรรย์ คู่รักของหล่อน ส่วนอีกสาวหนึ่งนั้น คือ ลิซ่าหรือ วริศรา นรินทร์พิสิฐ เพื่อนสาวสุดเปรี้ยวของเมธินี และมีโอกาสได้รู้จักกับลอราช ที่อังกฤษ จนกลายเป็นความประทับใจ วริศรา พยายาม ตาม จีบ ชายหนุ่มที่หล่อนรู้สึก “ปิ๊ง”ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่ง ลอราชก็มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ด้วยมารยาทสุภาพบุรุษของเขา ทำให้หล่อนมีความหวังและถือโอกาส ติดตามเมธินี มาเยี่ยมเขาด้วยเวียงสรวงแห่งนี้ด้วยกัน

           ระหว่างการสนทนารับประทานอาหารค่ำด้วยกัน ในบ้านรตีนั่นเอง ลอราชสังเกตเห็นหมอกควันประหลาดปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อเขาให้แสงหล้าออกไปดู กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เมื่อจบสิ้นดินเนอร์มื้อนั้น ทั้งสามคนก็เดินทางกลับไปพักในตัวเมืองเชียงแก้ว โดยเรืองโรจน์เป็นสารถีขับรถ ในระหว่างความมืดมิดของเส้นทางคดเคี้ยวแคบชัน นั้นเอง ที่เขามองเห็นกลุ่มหมอกประหลาดคลี่คลุมรอบหนทางจนมองไม่ชัดเจน และเมื่อเข้าไปใกล้ ร่างหนึ่งก็ก้าวพรวดออกมาตัดหน้าในระยะประชิด!

        เรืองโรจน์เบรกรถด้วยประสบการณ์ แม้กระนั้นก็ทำให้สองสาวที่เดินทางมาด้วย ศีรษะกระแทกกับรถจนมึน ยกเว้นเมธินี
หล่อนรัดเข็มขัดนิรภัยไว้ แต่สายตาเพ่งมองออกไปพอดี จนทำให้เห็นว่าร่างที่ออกมาเดินตัดหน้ารถนั้นสร้างความสยดสยองจนขุมขนลุกชัน เย็นวาบไปตลอด       ไขสันหลังราวกับถูกนาบด้วยก้อนน้ำแข็ง

          สิ่งนั้นเป็นมนุษย์แต่เนื้อกายเละเทะรุ่งริ่งด้วยเนื้อหนังเปื่อยยุ่ยจวนจะหลุดเป็นชิ้นออกจากลำตัว บางแห่งเนื้อหลุดหายไปหมดจนเห็นกระดูกขาวเว่ออยู่ข้างใน ตัดกับสีช้ำเลือดช้ำหนองของเนื้อเน่าที่ยังติดอยู่อย่างน่าขยะแขยง!
แต่ทว่า มีเพียงเมธินีเท่านั้น ที่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความตระหนกสุดขีด ท่ามกลางความประหลาดใจของสมาชิกในรถ เพราะว่าทั้งเรืองโรจน์และ วริศรา กลับมองเห็นเป็นเพียง

          “ก็แค่ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นนี่ครับ เม ทำไมคุณถึงตกอกตกใจนักหนา... หรือว่าคุณเห็นอะไรมากกว่านี้?”

บทที่ 7 ใคร?
           แล้วสุดท้ายเมธินี ก็คิดว่า คงเป็นว่าหล่อนตาฝาดไปนั่นเอง ในเมื่อทุกคนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียว ว่ามีคนเดินตัดหน้ารถ แต่ก็หายตัวไปที่ใดแล้วไม่ปรากฏ อย่างไรก็ตาม เมธินีก็มีความรู้สึกว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียแล้ว มันน่าจะมีอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการพิสูจน์...

    ในคืนวันต่อมานั้นเอง ที่ สมาชิกทั้งสาม พยายามชักชวนลอราช จนกระทั่งเขายอมออกมาที่ “เธค” แห่งนั้นด้วยกัน ชายหนุ่มร่วมสนุกกับวริศรา และเพื่อนๆอยู่เพียงสักพัก เขาก็ขอตัวมานั่งพักเพียงลำพัง หากในระหว่างที่ทอดสายตามองกลุ่มคนที่กำลังเต้นอยู่กลางเวทีอย่างเมามันนั้นเอง เขาก็สะดุดกับร่างอรชรของใครคนหนึ่งเข้าพอดี

     สราลักษณ์ ทินพันธุ์!

   หล่อนอยู่ในชุดสีขาวทั้งเสื้อและกางเกง ท่าทางโยกเอวโยกไหล่ สะบัดเนื้อตัวดิ้นเร่าของหล่อนบ่งบอกถึงความสนุกสุดขีด และเมื่อหล่อนหมุนตัวหันหน้ามาทางเขา ลอราชก็เห็นรอยยิ้มกว้างขวางอย่างเปิดเผย เห็นนัยน์ตาทอประกายสุกสกาว และเห็นสีหน้าท้าทายระคนเย้ายวนอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก
หล่อนผิดไปจริงๆ... ผิดไปจนเขาคงจำไม่ได้ ถ้าหากภาพของหล่อนมิได้พิมพ์อยู่ในใจตลอดมาตั้งแต่ต้น

    พอดี ดนตรีอันแผดดังค่อยลดเสียงลง และหยุดเพื่อที่จะแสดงโชว์ตามที่ได้ประกาศไว้แต่แรก ร่างในชุดขาวจึงเกี่ยวก้อยกับคู่เต้นของหล่อนเดินปะปนกลุ่มวัยรุ่นห่างออกไป

       โดยไม่รู้สึกตัว ลอราช รติวงศ์ ผุดลุกพรวดพราดขึ้น สืบเท้าเดินตามหล่อนไปทันทีราวกับต้องมนต์สะกด

       และนิยายเรื่องนี้ ก็จบค้างลงไว้แต่เพียงเท่านี้เองครับ!!

      ปล. เมื่อได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้จบลง ผมมีความรู้สึกว่า สุสานเสน่หา เป็นนวนิยาย ที่มีการนำตำนานนิทานพื้นบ้านและวรรณคดีท้องถิ่นอย่างเรื่อง ลิลิตพระลอ มาผสมผสานกับนวนิยายลึกลับ และสร้างตัวละครที่น่าสงสัยอย่างสราลักษณ์ ให้เหมือนกับเป็นคนสองบุคลิก หรืออาจจะเป็นดวงวิญญาณของ “แพรทอง” ที่มีความเกี่ยวพันบางอย่างกับเรื่องราวและที่มาของ ลอราช ก็เป็นได้
ยิ่งอ่าน ยิ่งสงสัย และต่อจินตนาการให้คิดตามผู้เขียนไปด้วย

          แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเหลือเกิน ที่ปมต่างๆซึ่งถูกวางไว้และปูพื้นมาอย่างน่าสนใจ ไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปจนถึงบทอวสานอย่างที่ผู้เขียนปรารถนา และท่ามกลางความเสียดายของผู้อ่าน แต่อย่างน้อยที่สุด สุสานเสน่หา ก็เป็นเสมือนชิ้นส่วนสำคัญ ที่ทำให้ได้เห็นแนวทางและเรื่องราวของคุณจินตวีร์ วิวัธน์ ในการสร้างพลอตเรื่องด้วยกลวิธีที่น่าสนใจและประทับใจผู้อ่าน มาตราบจนถึงปัจจุบันครับ



Create Date : 12 สิงหาคม 2562
Last Update : 12 สิงหาคม 2562 15:55:46 น. 4 comments
Counter : 359 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณดาวริมทะเล, คุณnewyorknurse, คุณJim-793009


 
ชอบบบ อยากอ่านต่อมาก
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันครับ


โดย: ruennara วันที่: 13 สิงหาคม 2562 เวลา:0:23:05 น.  

 
คุณ ruennara : ตอนอ่านถึงบทที่ 7 เสียดายมากเลยครับ ไม่อยากให้จบเลย กำลังสนุกเลยทีเดียว


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 13 สิงหาคม 2562 เวลา:8:41:59 น.  

 
ขอบคุณค่ะ เสียดายที่ไม่จบ


โดย: ดาวริมทะเล วันที่: 16 สิงหาคม 2562 เวลา:2:11:28 น.  

 
สวัสดีครับคุณดาวริมทะเล เป็นเรื่องที่อ่านเพลินเรื่องหนึ่งเลยครับ อ่านมาถึงบทที่ 7 อย่างรวดเร็วมาก เสียดายเช่นกันครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 16 สิงหาคม 2562 เวลา:8:46:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.