หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2561
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
19 มิถุนายน 2561
 
All Blogs
 
ตะรางดวงใจ / ฟ้าแลบบนสาปไตย : แข ณ วังน้อย



เรื่อง : ตะรางดวงใจ / ฟ้าแลบบนสาปไตย
ผู้เขียน : แข ณ วังน้อย
สำนักพิมพ์ : บรรณาคาร
ปีที่พิมพ์ : 2520
เล่มเดียวจบ




        แข ณ วังน้อย ประพันธกรสตรี ผู้มีผลงานเรื่องสั้น และนวนิยายชีวิต อย่างพรานชีวิต รวมถึงผลงาน เลื่องชื่อในอดีต ตะรางดวงใจ และฟ้าแลบบนสาปไตย ที่เคยสร้างเป็นภาพยนตร์ และเรื่องตะรางดวงใจนี้ ท่านเองก็รับหน้าที่เป็นผู้กำกับไปพร้อมกัน

     ตะรางดวงใจ เป็นนวนิยายชีวิตรัก ที่เล่าเรื่องราวสามเส้า ของ หนึ่งหญิง สองชาย หนึ่งในนั้น คือชัยวัฒน์ บุตรชายเสเพลของพระศุภการไพศาล ผู้ล่วงลับ เหลือแต่นางศุภการไพศาล ที่เป็นคนเค็ม และเล็งเห็นผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เมื่อสิ้นบุญคุณพระผู้เป็นสามี และตัวนางเองก็ติดการพนันจนเป็นหนี้สิน และฐานะทางการเงินก็เริ่มร่อยหรอ อาศัยชื่อเสียงของคุณพระในอดีต ทำให้สามารถติดต่อขอหมั้นหมายจิตรี บุตรสาวคนเดียวของเจ้าคุณพินิจมนตรี และคุณหญิงพิศได้สำเร็จ แต่จิตรี เอง ก็ป่วยกระเสาะกระแสะ จนต้องมาพักรักษาตัว ที่เมืองสงขลา กับนมจีบ พี่เลี้ยง และที่นั่นเอง เธอได้รู้จักกับ เอก สุนทรศิลป์ คนงานในโรงงานของผู้เป็นบิดา และเกิดความรัก จนในที่สุดทั้งสองก็ได้ร่วมชีวิตกัน

           ชัยวัฒน์เองก็มีภรรยาลับๆอยู่แล้วคือศรีสุดา แต่ด้วยความโลภเช่นเดียวกับผู้เป็นมารดา จึงวางแผนร่วมกันยุยงให้คุณหญิงพิศ มารดาของจิตรี รังเกียจเอก แม้ว่าเขาจะยากจน แต่ก็มานะบากบั่น จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทของคุณพระก็ตาม คุณหญิงพิศวางแผนให้ทั้งคู่แยกจากกัน โดยเสนอให้เอก ไปเรียนต่อที่เมืองนอก แต่ชายหนุ่มไม่ไป เพราะรักในภรรยาของตัวเองมาก แต่แล้ว แผนการเพื่อสร้างความเข้าใจผิดโดยติดต่อหญิงสาวอีกคนหนึ่งให้เข้ามาแสดงตัวต่อจิตรี ว่าเป็นภรรยาของเอก ทำให้จิตรี เสียใจ และตัดขาดจากชายหนุ่มไป เอก เอง เมื่อผิดหวังจากความรัก เขาตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะรังนก และทำงานโดยไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป

        จิตรี มีลูกที่ติดมากับเอก คือ ตาอู๊ด หรืออนุสรณ์ ซึ่งเป็นเด็กน่ารักและไร้เดียงสา โดยไม่รู้เลยว่า แม่ของตนเอง แต่งงานใหม่ กับชัยวัฒน์ และชายหนุ่มเอง แม้จะรักจิตรี แต่เขาก็ระแวงว่า ตาอู๊ด จะเป็นผู้ได้มรดกทั้งหมด ของ จิตรีไป ด้วยอารมณ์ชั่ววูบนั่นเอง ทำให้เขาเผลอตัว หลอกเด็กชายให้ลงไปเก็บลูกบอลที่หล่นลงไปอยู่ในสระน้ำ และเด็กชายผู้ไร้เดียงสาก็จมน้ำตาย

        จิตรีรับรู้เรื่องราวในภายหลัง หัวใจของหล่อนแหลกสลาย และเมื่อมีพยานรู้เห็นแจ้งความจับ ชัยวัฒน์ ทำให้เขาต้องคดีไปในที่สุด คุณหญิงพิศ เห็นใจโชคชะตากรรมของบุตรสาว และตัดสินใจบอกความจริงทั้งหมด เกี่ยวกับเอก ให้เธอฟัง จิตรี ตามไปหา เอก ที่เกาะรังนก และพยายามปรับความเข้าใจกับเขา เอก เข้าใจว่า ตาอู๊ดยังมีชีวิตอยู่ เขากลับมายังสงขลาอีกครั้งด้วยความหวังว่าจะพบหน้าลูก และที่เขาตังกวนนั้นเอง ที่จิตรี ตัดสินใจบอกความจริงเรื่องตาอู๊ด

          แม้จะอยากพบลูก แต่ไม่อยากจะขัดใจเมีย ดังนั้นเอกก็เดินตามจิตรีไป อา ตะรางของดวงใจ จิตรี อดจะระลึกถึงคำของมารดาไม่ได้เลย แม้คนที่อยู่ตึกรามบ้านช่องรโหฐาน บางคนก็มีความสุข สู้ยาจกที่อยู่กระท่อมไม่ได้เลย แม้ผู้ที่เดินถนนอยู่อย่างองอาจ ก็อาจไร้สุขเสียยิ่งกว่านักโทษที่ติดคุกตะราง ทั้งนี้อยู่ที่จิตใจ...

           และเมื่อเธอพาเขาขึ้นมาถึงยอดเขา เอกจึงรู้ความจริง เมื่อเห็นหลุมศพปักป้ายชื่อของตาอู๊ด ด้วยอารมณ์คลุ้มคลั่ง ผิดหวัง ทำให้เขาโผนทะยานลงไปในทะเล รู้สึกเหมือนวิญญาณตาอู๊ดมาเรียกหา และจิตรี ก็ตามเขาไปติดๆ ด้วยความเป็นห่วง

     คลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้ามาอย่างรุนแรง พัดพาชีวิตของทั้งสองคนให้จมดิ่งลงสู่ใต้ผืนสมุทร...
       อา ใครจะรู้ว่าวิญญาณทั้งสามดวงที่ปรารถนาจะพบกันจะสมหวังหรือไม่ ทั้งที่เมื่อก่อนตายเขาต่างครวญหาซึ่งกันและกันปานใจจะขาด ลูกร้องหาแม่ แม่ร้องหาพ่อ พ่อร้องหาลูก และต่างได้ก้าวสู่จุดจบอันเดียวกันคือ น้ำ...
      และนั่นคือจุดจบอันสมบูรณ์ของตะรางดวงใจ...

ฟ้าแลบบนสาปไตย
        นิยายขนาดสั้นเรื่องนี้ เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ชวนสยดสยอง เมื่อเอ่ยถึง “โหลแก้วเจียระไนสีชมพูอ่อน” ของ วสันต์ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากสิงคโปร์ บัดนี้เลื่อนจากตำแหน่ง เลขานุการบริษัทลิ้มไต้ง้วน ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ เขาเดินทางมาพร้อมกับโหล แห่งความทรงจำ และที่          สำคัญภายในโหลใบนั้น ดองเอาไว้ด้วง ท่อนมืออันสวยงาม ของใครคนหนึ่ง!

     แม้จะมีแต่ผู้ ซักถาม แต่วสันต์ก็ไม่ได้ตอบนอกจากบอกว่า
         “ฉันฝากดวงใจ มาในมือนี้ด้วยแล้ว...”

              เรื่องราวย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้า บนเรือโดยสาร “สาปไตย” ที่วิ่งจากสิงคโปร์ มายังกรุงเทพฯ วสันต์ เดินทางมาพร้อมกับ ลิ้มไต้ง้วน ผู้จัดการบริษัท บนเรือสาปไตยลำนั้นเอง ที่ชายหนุ่มได้พบกับหญิงสาวแสนสวย ที่ทำให้เขาตกหลุมรักเป็นครั้งแรก

         เพราะเมื่อสบตากันครั้งแรกนั้น เหมือนสายฟ้าที่แลบผ่านมากลางพายุกล้าฟ้าคะนอง แล้วผ่าเปรี้ยงลงตรงที่เขายืนตะลึงขึงอยู่ ไม่ใช่เพราะตาดำคู่นั้น แต่เพราะแววในตานั่นต่างหาก มันอาจหวาน และไหวตัวเหมือนเต้นได้ เมื่อนี้แหละวสันต์รำลึกถึงสวรรค์ที่ถนนดาดด้วยทองคำเหลืองอร่าม...

          หล่อนชื่อมาลาตี หญิงสาวแสนโสภา มากเสน่ห์และช่างยั่วยวน จนทำให้เขาตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่แล้ว วสันต์ก็รู้ความจริงว่า หล่อนมีสามีแล้ว!

         มาลาตี เบื่อชีวิตในเหมืองกลางป่าที่เงียบสงัด และสามีสูงวัย ที่ต้องการให้เธอมาเป็นแม่ศรีเรือน แต่หญิงสาวสะคราญโฉม ที่ยังติดใจแสงสี ในพระนคร ก็อดไม่ได้ ที่จะออกเดินทางท่องเที่ยว ทิ้งให้สามีเป็นฝ่ายเผ้ารออยู่ที่เหมืองแห่งนั้น ไฟราคะในตัวของทั้งสอง ลุกโพลง ด้วยความเสน่หา จนยากเกินห้ามใจ วสันต์ เองก็เบื่อชีวิตการทำงาน ที่เป็นลูกจ้างผู้จัดการ ที่ใช้งานหนัก ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวแม้แต่น้อย

         เขารักหล่อนมากจนอยากจะครอบครองมาลาตี ในขณะที่หล่อนเอง ก็ติดใจในความเป็นหนุ่มฉกรรจ์ ที่มีบุคลิก รูปร่างหน้าตา ที่อ่อนเยาว์ แตกต่างจากสามีสูงวัย น่าเบื่อหน่าย แต่มาลาตี ก็ยังติดกับชีวิตที่สะดวกสบาย ด้วยทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่วสันต์สนองตอบต่อหล่อนไม่ได้

       เขาอยากใช้ชีวิตร่วมกับหล่อน แต่จะหาเงินมาจากที่ใดกันเล่า?? วสันต์วางแผนที่จะพาหล่อนหนีขึ้นฝั่ง เมื่อเรือจอดเทียบท่า ที่สุราษฏร์ธานี และไปใช้ชีวิตร่วมกัน... ระหว่างที่ สาปไตย กำลังเดินทางผ่านจากน่านน้ำมาเลเซีย เข้าสู่ประเทศไทย และเผชิญกับพายุอันคลุ้มคลั่ง หากพายุในหัวใจชายหญิงคู่นี้ ก็กำลังปั่นป่วนไปด้วยลมแห่งกิเลสอันมืดมิดยิ่งกว่า

      เมื่อนั้นเองวสันต์ก็ได้ลงมือกระทำการชั่วร้ายที่สุดในชีวิต!

        คืนนั้น เมื่อสาปไตย แล่นผ่านจากนราธิวาสด้วยคลื่นและลมจัด พอย่างเข้าเขตสงขลา สาปไตยก็โดนพายุและฝนเข้าอย่างหนัก เรือโยนขึ้นลงเหมือนเปลือกแตงโมที่โดนคลื่น คนโดยสารส่วนมากซมซานกับการเมาคลื่นจนไม่ได้สติ สลบไสลมาตั้งแต่เรือออกจากปากอ่าว

       แต่มาลาตี กลับสะดุ้งตื่น เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู และเมื่อปลดกลอนออก หล่อนก็เห็นวสันต์ยืนอยู่ที่นั่น พร้อมกับโยนเงินปึกเบ้อเร่อลงบนเตียง

       วสันต์ ตัดสินใจ ฆ่า นายลิ้มไต้ง้วนผู้จัดการที่เดินทางมาพร้อมกันบนเรือสาปไตย แค่มีดเล่มเดียว ที่ปักลงตรงซอกคอและเขาก็วางแผนในช่วงเวลานี้ ว่าจะโยนศพผู้จัดการลงทะเล เพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมด!

       แต่แล้ว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน กัปตันเรือ พบว่ามีรอยเลือดหยดอยู่ที่หน้าประตู มันคือเลือดของศพ ที่วสันต์ เป็นคนสังหารและติดปลายมีดมาด้วยนั่นเอง!

 ในเวลาแห่งความคับขันนั่นเอง มาลาตี ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หล่อนใช้มีดปอกผลไม้ หั่นนิ้วของตัวเองจนขาดเป็นแผลฉกรรจ์ เพื่อเบนความสงสัยของกัปตันเรือและหันมาช่วยปฐมพยาบาลหล่อนแทน ระหว่างที่ตามคนมาช่วยทำแผลนั่นเอง วสันต์และมาลาตี จึงช่วยกัน โยนศพของผู้จัดการ ลงทะเล เพื่อทำลายหลักฐาน...

         แม้จะมีคนเห็นร่างของผู้จัดการลอยอยู่ในผืนน้ำด้านล่าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือไว้ได้ทัน และต่างก็เข้าใจว่า อีกฝ่ายพลัดตกจากเรือไปเอง โดยที่วสันต์เป็นคนพยายามช่วยเหลือสุดชีวิต

         มาลาตีรู้สึกผิด และแนะนำให้นำเงินไปคืน โดยเพื่อไม่ให้ใครสงสัย และโทรเลขบอกทางห้างให้รู้โดยด่วน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เมื่อเรือสาปไตย แล่นเทียบท่าที่คลองเตยนั้นเอง บาดแผลของมาลาตี ได้ติดเชื้อจนลุกลาม จนกระทั่งหล่อนต้องตัดมือออกทั้งมือ และหล่อนได้ขอให้ทางโรงพยาบาลดองมือข้างนั้นเอาไว้ ในขณะที่สามีของหล่อนเดินทางมารับตัวพอดี ความรักที่สามีแสดงออกต่อภรรยาคนสวย แม้จะต้องเสียมือไปข้างหนึ่ง ยิ่งทำให้วสันต์ละอายใจ เขาตัดใจ กลับมาที่บริษัท พร้อม “ของที่ระลึก” ชิ้นเดียว ที่ติดมือมาด้วย และทัณฑ์แห่งมโนธรรม ที่บังเกิดขึ้นนั่นเอง ที่ลงโทษโบยตีเขาอย่างเจ็บปวดที่สุด

          วสันต์กลับมาทำงานให้บริษัทอย่างทุ่มเท สุดชีวิตจิตใจ เหมือนกับว่าต้องการจะชดใช้ให้แก่ความผิดบาปของตัวเอง และอารมณ์ชั่ววูบที่เกิดขึ้น ไม่ต่างกับสายฟ้าแลบที่สว่างวาบอยู่บนเรือสาปไตย ก่อนจะหายไปในม่านแห่งอนธการ...

          ช่วยท้ายบทรีวิวนี้ ผมขออนุญาต นำบทสัมภาษณ์ แข ณ วังน้ัอย ตอนหนึ่ง โดย "ศรีดาวเรือง" ที่ลงในเฟซบุคของท่านมานำลงประกอบการรีวิว ณ ที่นี้ด้วยครับ

“ศรีดาวเรือง”
สนทนากับ”แข ณ วังน้อย”
เมื่อ 12 ปีก่อน ( พ.ศ.2546 )
( 6 )
        นักประพันธ์สตรี “แข ณ วังน้อย” ในสมัยนั้นเขียนต้นฉบับด้วยลายมือ เขียนแล้วแก้อีก แก้แล้วเกลาอีก จนเป็นที่พอใจ
ตอนหนึ่งเธอเล่าถึงการทำงานประพันธ์ว่า
แข - “ภาษาและอารมณ์ต้องเข้าไปให้ถึงใจผู้อ่าน..จากมันสมองสู่กระดาษไม่อาจถึงจิตวิญญาณของผู้อ่านได้เลย ถ้าไม่สามารถดึงอารมณ์ของผู้อ่านให้ได้..”
         และเมื่อขอให้เธอแสดงความคิดเห็นต่องานเขียนประเภทที่ใช้ภาษาแบบโป๊ๆ เธอกล่าวว่า “ถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยเขียนอย่าให้โจ่งแจ้งมากนัก มันจะกลายเป็นคนโง่ คนหน้าไม่อาย ไม่มีศิลปะ ในการแสดงอารมณ์เถื่อน ถ้าเข้าใจเขียนก็จะกลายเป็นศิลปะที่งดงาม”
        แม้แต่ในบรรดานิยายทั้ง ๔ เรื่องของเธอ (ตะรางดวงใจ, พรานชีวิต, กำไลเหล็ก และ ฝันสลาย) ภายหลังเธอเองยังรู้สึกไม่พอใจ โดยเฉพาะนิยายเรื่อง ตะรางดวงใจ เธอถึงกับบอกว่า ให้ตัดเรื่องนี้ออกไปเสียเถอะ เพราะเมื่อกลับมาอ่านดูแล้วไม่ชอบภาษา.. แต่แปลกที่นิยายเรื่องนี้กลับยังอยู่ในความทรงจำของผู้คน ทั้งที่เป็นงานนิยาย งานภาพยนตร์ เป็นเพลงประกอบ รวมถึงผู้แสดงคู่พระนางในสมัยนั้น คือ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ และ สมจิตร ทรัพย์สำรวย
       ( “ศรีดาวเรือง”ได้เล่านิยายเรื่อง ตะรางดวงใจ พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร writer พ.ศ.๒๕๓๖ ต่อมาพิมพ์ครั้งที่สอง ในรวม”เล่าเรื่องหนังสือ”เล่มแรกชื่อ ละครแห่งโลก พ.ศ.2537 ขจรฤทธิ์ รักษา บรรณาธิการ ต่อมาพิมพ์ครั้งที่สามในนิตยสาร เรื่องสั้นวรรณกรรม พ.ศ. ๒๕๔๘ พิมพ์ครั้งที่ ๔ ในหนังสือรวมเรืองสั้นของ “แข ณ วังน้อย” ชุด "วันนี้ยังไม่สาย" ที่ สัมพันธ์ ก้องสมุทร ได้ผู้นำมาชำระพิมพ์ครั้งใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ )

        นิยายรักที่จบลงด้วยความตายของคู่พระนาง นับเป็นพล็อตที่ต่างไปจากนิยายรักส่วนมาก ตะรางดวงใจ (พิมพ์เป็นตอนๆครั้งแรกที่นิตยสาร เดลิเมล์วันจันทร์ สำนักพิมพ์โอเดียนสโตว์ รวมพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก พ.ศ.๒๔๙๖ และในการสร้างเป็นภาพยนตร์ เราทั้งหมดที่มาร่วมสนทนาเพิ่งได้ทราบว่า ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ สก็คือ “แข ณ วังน้อย” ผู้ประพันธ์นิยายเรื่องนี้นั่นเอง ที่ต่อมาเธอบอกว่าไม่ชอบใจภาษาของนิยายเรื่องนี้ เธอได้เล่าความทรงจำในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ตะรางดวงใจ”ให้ฟังว่า
แข -“..ตอนหนังเข้าโรงใหม่ๆ ไม่มีคนดู..ที่ศาลาเฉลิมกรุงเขามีศาลพระภูมิ ก็เลยยกมือไหว้ บอกขอให้หนังผ่านไปด้วยดีเถิด ลูกลำบากเหลือเกิน แล้วไปเจอเพื่อนคนหนึ่งก็บอกให้เขาไปช่วยดูหนังหน่อย หนังฉันไม่มีคนดูเลย พอพบเขาอีกที เขาบอกว่าไหนว่าคนไม่มี คนล้นโรงจนต้องเสริมเก้าอี้.. ดูสิ มันน่าแปลกไหม แล้วตอนที่นอนรอให้หนังเลิกจะได้เอาหนังกลับบ้าน ก็มีมือมาจับแขน มือนั้นน่ะมีสร้อยใส่เต็มเลยนะ..นี่พอเหตุการณ์เกิดขึ้นกับตัวเองแบบนี้แล้ว ถ้าใครจะถามว่าที่ศาลพระภูมิมีใครดูแล เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็บอกได้ว่าเป็นผู้หญิง.. ตกลงหนังก็ไม่ขาดทุน แต่ต่อมาไม่รู้ฟิล์มหายไปอยู่เสียที่ไหน นึกไม่ออก..ไม่รู้ว่าขายให้ใครไปหรือยังไง..”
     เมื่อฟังเธอเล่าแบบนี้จึงเข้าใจว่าเธอจะต้องมีความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณอยู่บ้าง จึงอยากทราบว่า ในผลงานนิยายทั้งหมดของเธอนั้น มีเรื่องเกี่ยวกับผีบ้างหรือไม่
“ แข ณ วังน้อย”ได้ให้คำตอบสั้นๆว่า “ไม่

ที่มา : เฟซบุค ของ ศรีดาวเรือง



Create Date : 19 มิถุนายน 2561
Last Update : 19 มิถุนายน 2561 9:54:54 น. 5 comments
Counter : 388 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณRananrin


 
เรื่องแรกเหมือนเรื่องรักสามเส้า
แต่จบลงด้วยความตาย
เสียดายชีวิตทั้งสามเกิดจากความโลภ
ของมนุษย์แม่เพียงคนเดียว

เรื่องที่สองความรักแบบน่ากลัว
ขึ้นต้นด้วยความไม่ถูกต้อง รุนแรง
ถึงกับต้องลงมือฆ่า เพื่อให้มีเงิน
จนในที่สุดนำไปสู่ความหายนะ

และในที่สุดเหลือความทรงจำ
ที่เตือนให้เห็นถึงความดำมืดของตนเอง
ด้วยแขนท่อนนั้น น่ากลัวมาก
อ่านแล้วหนักหน่วงทั้งสองเรื่อง

คุณแข ณ วังน้อย เขียนเรื่องนี้
ตรงกันข้ามกับบุคลิกของท่านมาก



โดย: หมุยจุ๋ย วันที่: 19 มิถุนายน 2561 เวลา:11:57:10 น.  

 
โศรกนาฏกรรมเลยนะคะ"ตารางดวงใจ" นับว่าฉีกแนว ในสมัยนั้น
ที่นิยายไทย มักจะ Happy Ending

ชอบเรื่องที่ 2 จริงๆค่ะ
อ่านแล้ว รู้สึกว่าเป็น นรกในใจจริงๆ

เป็น Thriller ทั้งหมด
แนวๆๆๆจริงๆๆ

อ่านEntry นี้ไป
ก็กราบคารวะ ผู้ประพันธ์ ด้วยเคารพในผลงาน

ขอบคุณที่แบ่งปัน ค่ะ



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 19 มิถุนายน 2561 เวลา:13:29:28 น.  

 
คุณหมุยจุ๋ย : อีกเรื่องที่อยากจะอ่านคือ พรานชีวิต ครับ แต่เล่มนี้จะหนาหน่อย สำหรับนิยายขนาดสั้นสองเรื่องนี้ อ่านแล้วหนักหน่วงมากเลยครับ โดยเฉพาะฟ้าแลบบนสาปไตย เสียดายที่ทราบภายหลังว่า ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว

คุณเริงฤดีนะ : ตอนอ่านช่วงต้น ไม่นึกว่าจะจบแบบโศกนาฎกรรมเลยครับ จนมาถึงช่วงหลัง อ่านแล้วสะเทือนใจมาก ส่วนเรื่องที่สอง ตอนแรก ผมนึกไปถึง "ดรรชนีนาง" ของ อิงอร แต่เมื่ออ่านไปเรื่อย พบว่า เป็นแนวระทึกขวัญที่สะท้อนกิเลสตัณหาของมนุษย์ ได้อย่างลงตัวอีกเรื่องหนึ่งเลยครับ ชอบมากๆ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 20 มิถุนายน 2561 เวลา:9:21:26 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสามปอยหลวง
ขอบคุณมากนะคะที่แวะไปทักทายและให้กำลังใจ

สารภาพว่าก่อนจะตัดสินใจซื้อหนังสือ รถเมล์สายพระพุทธบาท
ได้เข้าไปอ่านบล็อกที่คุณสามปอยหลวง แนะนำเรื่องนี้ไว้ด้วยค่ะ





โดย: Rananrin วันที่: 20 มิถุนายน 2561 เวลา:18:17:42 น.  

 
สวัสดีครับคุณ Rananrin : รถเมล์สายพระพุทธบาท เป็นอีกเรื่องที่ประทับใจมากครับ เรียกว่างานของคุณศุภร นี่ติดตามทุกเรื่องเลยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 21 มิถุนายน 2561 เวลา:14:49:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 70 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.