หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2562
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
20 พฤษภาคม 2562
 
All Blogs
 
แผ่นดินยังกว้าง : ศุภร บุนนาค

เรื่อง : แผ่นดินยังกว้าง
ผู้ขียน : ศุภร บุนนาค
สำนักพิมพ์ : บรรณาคาร (พิมพ์ครั้งที่ 1)
ปีที่พิมพ์ : 2511
สองเล่มจบ



      ผมชื่นชอบผลงานของคุณศุภร บุนนาค ประทับใจตั้งแต่ มีโอกาสได้อ่านเรื่องสั้น “มิใช่ของตามตลาด” ที่ได้รับเป็นรางวัลจากครูภาษาไทย สมัยเรียนมัธยมต้น จากนั้น ก็ได้อ่าน แม้ความตายมาพราก ประทับใจความรักของเจ้าใจเพชรและแจ่มใส พระ-นางในเรื่อง และนวนิยายเรื่องยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งในชีวิตการอ่านที่ใช้เวลาในการอ่านมากกว่าทุกเรื่องที่เคยอ่านมา ก็คือ ฟ้าใหม่ กับ บุญเพรงพระหากสรรค์ ยิ่งทำให้ชื่นชอบผลงานของท่านมากขึ้น

นวนิยายของคุณศุภร เต็มเปี่ยมไปด้วยรายละเอียด สำนวนภาษาละมุนละไมการบรรยายอย่างเห็นภาพ งานเขียนส่วนใหญ่จะมักจะมีรูปเล่มหนาหลายร้อยหน้า ซึ่งต้องใช้เวลาในการละเลียด เสพย์อรรถรส ไม่น้อยเลยทีเดียว

     แผ่นดินยังกว้าง เป็นนิยายที่ฉีกแนวไปจากเรื่องอื่นของผู้เขียน ที่ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับ เจ้านาย เจ้าหญิง เจ้าชาย หรือข้าราชการระดับสูง แต่ตัวละครในเรื่อง เป็น เด็กกำพร้ายากจน ที่ต้องต่อสู้ด้วยพละกำลัง ร่างกาย และหัวใจอันเข้มแข็ง สามารถสร้างบ้านแปลงเมือง ขึ้นมาในที่รกร้างว่างเปล่า โดยใช้เหตุการณ์ที่รัฐบาลในยุคนั้น มีโครงการการเรื่อง นิคมสร้างตนเองขึ้น

     ในระหว่างการอ่านนวนิยายเรื่องยาวเรื่องนี้ ผมนึกไปถึง “ธารโศก” งานเขียนขนาดสั้น ของ ก.สุรางคนางค์ ที่กล่าวถึงชีวิตคนในนิคมสร้างตนเอง ที่สระบุรี เช่นกัน เพียงแต่ฉากในเรื่องนี้ เป็นนิคมสร้างตนเอง ในพื้นที่ทุรกันดารของจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ซึ่งน่าจะได้ประสบการณ์ จากชีวิตของท่านที่เคย ติดตามสามี ไปเปิดเหมืองดีบุก ที่ร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราชใน ปี พ.ศ. 2487 นั่นเอง

     นิคม เด็กกำพร้า ที่อาศัยอยู่กับหลวงตามาตั้งแต่จำความได้ ชีวิตของนิคม กำลังเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง หลังจากการมรณภาพของท่าน เมื่อเด็กหนุ่มมีอายุเพียง สิบแปดปี

       ถ้อยคำของท่านยังกังวานแว่วอยู่ในหู ท่านบอกกับเขาเมื่อเขาแสดงความจำนงจะออกไปหารายได้ด้วยการฝึกหัดเป็นช่างเรียงพิมพ์
       “ไม่ช้าหรอก เอ็งก็ได้ไปใช้มือใช้ตีนของเอ็.ตะเกียกตะกายหาข้าวใส่ท้อง ข้าตายแล้วละเอ็งก็ต้องหาใส่ท้องเองแน่ เวลานี้ข้ายังอยู่ เรียนเข้าให้เต็มที่ เวลาจะท่องจะบ่นกับตักน้ำตักท่าให้ข้าเท่านั้น ก็เกือบต้องวิ่งแข่งพระอาทิตย์อยู่แล้ว”

       เขาทำทุกอย่าง ให้กับหลวงตาผู้มีพระคุณตราบจนถึงลมหายใจสุดท้ายของท่าน ภายหลังจากพิธีศพเสร็จสิ้นลง เขาก็ออกจากวัดแห่งนั้น เพื่อหางานทำเลี้ยงชีพ แต่การเรียนเพียงแค่มัธยม ทำให้ไม่อาจหางานในกรุงเทพฯได้สะดวกนัก เขาถูกปฏิเสธ จนในที่สุด เด็กหนุ่มก็เห็นประกาศของกรมประชาสงเคราะห์ และนั่นเอง โอกาสอันไม่คาดฝัน ก็มาถึง

         เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเสนอให้เขาไปอยู่ยังนิคมสร้างตนเอง ในเมื่อทางการก็อุดหนุนทุนก้อนแรกให้ เพียงแต่เขาต้องลงแรง ก่อร้างถางพง ในดินแดนแห่งใหม่นี้ด้วยตัวเอง นิคมตอบตกลง และการเริ่มต้นก็มาถึง

      นั่นคือ นิคมสร้างตนเองมิตรภาพ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่แรกเขาอาศัยอยู่กับครอบครัวของ คุณบุญครองและคุณสำเนียง ผู้ปกครองนิคม ที่ใจเอื้ออารีให้ที่พักอาศัยชั่วคราวก่อน ที่นั่นเอง เด็กหนุ่มจึงได้รู้จักกับ ดอกไม้ ลูกสาวคนโต และ สักกับไทร เด็กชายวัยซนลูกชายคนรองและคนเล็กของบุญครอง

     งานในนิคมสร้างตนเองแห่งนี้ หาใช่งานที่สุขสบาย เหมือนกับที่หลายๆคนคิดไม่ มันคือการบุกเบิก แผ้วถางผืนป่าอันรกร้างกันดาร และการเริ่มต้นที่เหนื่อยยากกับอุปสรรคต่างๆมากมาย แต่เด็กหนุ่มผู้มุ่งมั่นอย่างนิคม ก็หาได้ย่อท้อไม่

         “งานนั้น คือถางและขุดตอไม้ในแปลงที่กำเหนดเลือกเอาเป็นสมบัติของตัว สิบแปดไร่ไม่ใช่งานเบาเลยสำหรับคนที่ไม่เคย ถึงแม้จะมีเพื่อนร่วมหมู่บ้านมาระดมลงแรงกันเป็นการตอบแทน เจ้าของจะสบายตัว วางมือได้ก็หาไม่ นิคมไม่ชอบกอไผ่ที่เต็มไปด้วยฝูงยุงตัวโต บินฉู่ขึ้นมาทันทีที่ถูกรบกวน ยังตัวเห็บและทากนั้นอีก”

       และในที่สุด แม้จะทุ่มเทกายใจเพียงใด แต่เด็กหนุ่มก็ต้องเผชิญหน้ากับ ไข้มาลาเรีย จนล้มป่วยลงปางตาย โชคดี ที่ได้ครอบครัวของนายบุญครองรวมถึงดอกไม้ มาช่วยดูแล จนหายเจ็บ แต่ทว่า นั่นก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น!

        สังคมของชาวนิคม ที่มาจากต่างที่ต่างถิ่น ย่อมมีทั้งคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน และกลุ่มคนที่แตกแยกออกไป อย่างครอบครัวนายประสงค์และนางประคองผู้ภรรยา ที่เมาเหล้า แล้วชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาท สร้างความแตกแยกในสังคมเล็กๆแห่งนั้น แม้แต่นิคมเองก็ยังถูกอีกฝ่ายท้าทาย ยั่วยุ และชายหนุ่มผู้เติบโตมากับการต่อสู้อย่างเขา ก็ไม่ยอมลงให้กับสิ่งไม่ถูกต้อง จนสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้สำเร็จ และรู้ว่า นายประสงค์เองคบคิดกับ กลุ่มผู้ก่อการร้าย หวังจะปล้นรถฉายหนังขายยาที่เข้ามาในหมู่บ้าน รวมถึง การติดต่อกับผู้ค้าเฮโรอีน สำหรับใช้นิคมแห่งนี้เป็นทางผ่านของการส่งต่อยาเสพติด

        ด้วยความร่วมมือกับทางการ ทำให้สามารถปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้สำเร็จ และในขณะเดียวกันเหตุการณ์เลวร้าย อีกด้านหนึ่งก็เริ่มต้นขึ้น มันคือมหันตภัย จากพายุ ที่พัดเข้าถล่มแหลมตะลุมพุก ในช่วงปีนั้นเอง นิคมหมู่บ้านมิตรภาพ เอง ก็ได้รับผลกระทบจากหายนะนี้ด้วย

       ความช่วยเหลือร่วมมือกัน คือความกลมเกลียวสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกในหมู่บ้านกลางแดนกันดารแห่งนี้ เท่านั้นที่จะนำพาพวกเขาให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาตินี้ไปได้

       ทุกคนช่วยกันทำแพ ขณะที่นิคม อาสาลุยพายุฝนเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อขอความช่วยเหลือจากทางราชการ
    “ผมไปเองครับ ข้ามเนินข้างหน้ายังดีกว่าทางเขาข้างหลังบ้านเรานี่ เพราะเป็นเนินดินซุยๆ ข้ามกันอยู่ทุกวัน ไม่มีต้นไม้ใหญ่”


       “ถ้าอย่างนั้น พ่อคมไปเถอะ ผมอยู่ผูกแพทางนี้เอง จะป่าวร้องทุกบ้านให้ต่างคนต่างทำของตัวด้วย”
      นิคมออกเดินไม่เหลียวหลัง ถึงแม้จะรู้ว่ามีใครมองตามหลังก็ตาม เสื้อน้ำมันและหมวกคลุมที่สวมอยู่ช่วยได้มาก ไม่เปียกแต่ก็หนาวจนสั่นเย็นถึงกระดูก ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เห็นแต่ทะเลเมฆและทะเลน้ำโคลน ยิ่งตอนเดินขึ้นเนินแทบจะลากตัวขึ้นไปไม่ไหว ต้องใช้ปลายดาบสักลงไปกับดิน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ก้าวลงไปในหลุม

       นึกถึงสายตาคู่ดำโตที่มองดูเป็นเงาลึกซึ้งแล้ว ใจยิ่งหวนอาลัยบ้านที่แสนอบอุ่นหลังนั้น เป็นบ้านหลังแรกที่นิคมได้เคยรู้จักชีวิตบ้าน สายตาคู่ลึกซึ้งนั้นมองตามมาจนลับตัว เจ้าของสายตามิได้ออกปากว่ากระไร เพราะเห็นความจำเป็นที่ชายหนุ่มชายหนุ่มจะต้องรับภาระเสี่ยงอันตรายนี้ ดอกไม้เก็บความรู้สึกได้ และมีวิธีระบายความรู้สึกนั้นได้อย่างดี โดยใช้แต่เพียงสายตา...”

         นั่นคือความรู้สึกผูกพัน และห่วงหาที่นิคมเริ่มต้นรู้สึกกับเด็กสาวที่ได้เผชิญชะตากรรม ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆร่วมกันมา และเขาก็สามารถติดต่อทางการให้ส่งกำลังเข้ามาช่วยเหลือได้สำเร็จ เหตุการณ์ต่างๆผ่านเข้ามามากมายในห้วงเวลาเหล่านั้น ทั้งโจรที่จับดอกไม้เป็นตัวประกัน จนนิคมตามไปช่วย แม้จะมีเสียงครหา จนทำให้ศักดาลูกชายท่านข้าหลวงที่มาติดพันหล่อนแต่แรก ถอนตัวจากไป แต่ดอกไม้เองก็ไม่ได้สนใจ ความจริงหล่อนก็ไม่ได้รักเขา อยู่แล้ว เพียงแต่เกรงใจคุณนายท่านข้าหลวงเท่านั้นเอง

        เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ความผูกพันของสองหนุ่มสาว เข้ามสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

        นิคมรู้สึกว่า ภัยอันตรายจากสัตว์ร้ายและธรรมชาตินั้น ถึงแม้จะรุนแรงและในบางครั้งหลีกเลี่ยงไม่ได้ นิคมก็คิดว่ายังดีกว่าภัยจากน้ำมือและหัวคิดของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะสัตว์ร้ายนั้น ไม่มีปัญญาในการตกแต่งกลยุทธ์ประหัตประหาร ส่วนธรรมชาตินั้นเล่า ก็โหดร้ายเพียงว่าแจกจ่ายความพิบัติให้โดยทั่วถึงกันไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังยกเว้นใครเป็นพิเศษเลย

        น้ำท่วมหรือพายุใหญ่นั้น บ้านใครก็มีโอกาสท่วมเท่ากัน แต่ส่วนภัยจากมนุษย์ด้วยกันนั้นร้ายแรงและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ยากที่ผู้เผชิญด้วยจะหาทางป้องกันหรือต่อสู้ได้ทัน มนุษย์มีปัญญา เพราะฉะนั้นจึงรู้จักคิดว่า “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา”สักแต่ว่าให้ผลสมกับที่ปรารถนามาเถิด


            วันเวลาผ่านไป เมื่อพืชการเกษตรที่ลงทุนลงแรงเริ่มผลิดอกออกผล นายประสงค์เองหลังจากเหตุการณ์คราวนั้น แม้จะไม่ถึงกับเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็ปรับตัวให้เข้ากับชาวบ้าน ไม่ก่อกวนสร้างความร้าวฉาน ในนิคมหมู่บ้านอีกต่อไป ดอกไม้ที่กลายเป็นครูดอกไม้สำหรับเด็กๆ บัดนี้ ท่านข้าหลวงได้สนับสนุนให้ครอบครัวของนายบุญครอง โดยหาทุนการศึกษา ให้ดอกไม้ ไทร และสัก เข้าไปเรียนในกรุงเทพ

          ฉากสุดท้ายของแผ่นดินยังกว้าง ในบท “เรืองแสงทอง” บอกเล่าถึงวันเวลาที่ผ่านไปอีกสามเดือน เมื่อ นิคมเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อติดต่อซื้อเครื่องมือการเกษตร และรถเกรดดินกลับไป รวมถึงถือโอกาสแวะหาหญิงสาวที่เป็น “เจ้าของดวงใจ” ผู้นั้น บัดนี้ เขาพัฒนาผืนแผ่นดินรกร้างว่างเปล่าแต่แรก จนประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม บนพื้นที่ทำกินของตนเอง อย่างภาคภูมิใจแล้ว และเหลือเพียงความปรารถนาเพียงประการเดียวเท่านั้น

          เขาพาเธอ มานั่งที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาท่ามกลางแสงแดดยามเย็น เบื้องหน้ายอดพระปรางค์วัดอรุณฯ สะท้อนแสงเป็นสีรุ้งระยับ ก่อนที่จะเผยความในใจของตัวเองออกมา

        ผมพาคุณดอกไม้มานั่งที่ตรงนี้ เพราะพรุ่งนี้เราจะจากกันแล้ว ผมจะกลับไปทำงานรออยู่ที่บ้าน ช่วยคุณพ่อคุณแม่ของคุณ และทำส่วนของเราเองด้วย ผมไม่เหนื่อยเกินกำลังหรอกครับ แรงของเราเองไม่ต้องซื้อต้องหา ผมกลับมีหวังขึ้นที่ตรงนี้ เพราะได้ยินเด็กอ่านเรื่องของคนรุ่นปู่ย่าตาทวด ได้กำลังใจขึ้นมาว่า จะกลัวอะไรกับอดตาย ทางการท่านก็ช่วย แต่เราต้องช่วยตัวเองก่อน ตราบใดที่มีแรง มีความเพียร แผ่นดินไทยเรานี่ยังไพศาสลนักครับ คนต่างชาติเข้ามาตักตวงไปเสียนักหนา”

       "จ้ะพี่คม ฉันจะพาเอาวิชาความรู้กลับบ้าน ไปช่วยกันสร้างที่ตรงนั้นให้เป็นชุมนุมชนใหญ่ที่เจริญ ไว้รับโครงการของรัฐบาล ไว้รอลูกหลานคนไทยของเราที่จะเกิดมาข้างหน้า จริงของพี่คม ถ้าเรายังมีแรง มีมานะอยู่ตราบใด แผ่นดินไทยยังไพศาลนักหนาที่จะรอรับแรงของเรา”

        คือ บทสรุปของแผ่นดินยังกว้าง ที่งดงามด้วยความอันเรืองรองของ นิคมและดอกไม้ รวมถึงความเบิกบานใจของผู้ที่อ่านมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายด้วยเช่นกัน

หมายเหตุ : สำหรับฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุด เป็นของสำนักพิมพ์เพื่อนดี ในปี พ.ศ. 2556 ครับ



 


Create Date : 20 พฤษภาคม 2562
Last Update : 20 พฤษภาคม 2562 13:25:11 น. 2 comments
Counter : 364 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณruennara


 
ไม่เคยอ่านของศุภร บุนนาคเลยครับ อยากอ่านเรื่อง รถเมล์สายพระพุทธบาท มากแต่รู้สึกจะหายากแล้วครับ สำนักพิมพ์เพื่อนดีซึ่งพิมพ์ผลงานของนักเขียนท่านนี้ก้ไม่พิมพ์เพิ่มแล้ว หลายเล่มขาดตลาดไปแล้วด้วยครับ


โดย: ruennara วันที่: 21 พฤษภาคม 2562 เวลา:4:23:21 น.  

 
งานของ อ.ศุภร เป็นสไตล์เฉพาะในอีกแบบเลยครับ ผมชอบสำนวนภาษาที่ละมุนละไมและลงรายละเอียดจนเห็นภาพชัดเจน ส่วนเนื้อหา พลอตเรื่อง อาจจะไม่หวือหวา แต่อ่านแล้ว รู้สึกอิ้มเอมในอารมณ์มากครับ
รถเมล์สายพระพุทธบาท เป็นอีกเรื่องที่ชอบมากๆครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 21 พฤษภาคม 2562 เวลา:12:00:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.