หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
เมษายน 2561
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
19 เมษายน 2561
 
All Blogs
 
สมิงเมืองบน : เพชร สถาบัน



เรื่อง : สมิงเมืองบน
ผู้เขียน : เพชร สถาบัน
สำนักพิมพ์ : ผ่านฟ้าพิทยา
ปีที่พิมพ์ : 2517
สองเล่มจบ




    จาก "สีหราชเมืองใต้" สู่ "สมิงเมืองบน" นวนิยายบู๊แอคชั่น ในสไตล์ หนังไทยยุคเก่า ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ปลอมตัว ครบสูตร ที่หลายคนคุ้นเคย โดยเฉพาะแฟนานุแฟน จากนิตยสาร บางกอก ในอดีต แม้จะเป็นนิยายเก่าหลายสิบปี แต่ด้วยสำนวนการเขียน ของเพชร สถาบัน รับประกันความสนุก ที่อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน ตั้งแต่หน้าแรก ถึงหน้าสุดท้ายเลยทีเดียว

       ณรงค์ จันทร์เรือง นักเขียนอีกท่านหนึ่ง ได้กล่าวถึง เพชร สถาบัน ไว้ในหนังสือ ปากกาแก้ว อย่างน่าสนใจว่า เพชร สถาบัน (พิพัฒน์ อทาโส) เริ่มต้นชีวิตด้วยอาชีพนักข่าวที่พิมพ์ไทย แต่มีใจรักในการเขียนแนวบู๊ล้างผลาญ ตามรอย “อรวรรณ” ตอนแรก ท่านได้เขียนโดยใช้นามปากกา “เพลิง สถาบัน” แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที ก็เลยไปปรึกษา อาจินต์ ปัญจพรรค์

         นักเลงเหมืองแร่ในอดีต แนะนำว่า ชื่อ “เพลิง” ร้อนแรงเกินไป ให้ลองเปลี่ยน เป็น “เพชร” จะดีกว่า ซึ่ง เพชร สถาบัน เอง ก็นับถือ ท่านเหมือนพี่ชาย คราวนี้ ผลงาน เรื่องต่อมาในนามปากกาใหม่ “สมิงเจ้าท่า” ชาติเหมราช” หรือ “สิงห์รถบรรทุก” จึงดังสนั่นหวั่นไหว ในบรรณพิภพ!!

         เพชร สถาบัน เช่าห้องพักอยู่เชิงสะพานกรุงธน กับสหายอีกสองท่านคือ เทิด ธรนินทร์ กับ บรรณ ศักดิ์ศรี ภายหลังเจ็บป่วย ด้วยโรคสุรา จนต้องเข้ารักษาตัวที่ โรงพยาบาลกลาง และนั่นแอง ทำให้ท่านได้พบกับคู่ชีวิต คุณน้อย พยาบาลสาวใจอารีที่เป็นแฟนนักอ่านผลงานของท่านมาก่อน จนใช้ชีวิตร่วมกัน

        ต่อมาท่านเลิกเขียนแนวบู๊ล้างผลาญ และหันไปเขียนนิยายอิงธรรมะในนามปากกา สิทธา เชตะวัน ผลงานได้แก่ ปีศาจราหู พญาเงือกคำ และนิยายอีกเรื่องที่ลือลั่น จนนำไปสร้างเป็นละคร ถึงสองครั้งสองครา ก็คือ ภูตแม่น้ำโขง นั่นเอง ในเวลาต่อมา ท่านได้ตัดสินใจ บวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ที่วัดป่าในแถวจังหวัดร้อยเอ็ด อุปสมบทในปี พ.ศ. 2537 และครองตนในเพศบรรพชิต จนมรณภาพ เมื่อเดือนเมษายน 2549

         ข้อมูลอีกชุดหนึ่งของท่าน ผมได้มาจากหนังสือ บนเส้นทางนักเขียน ของ คุณสมบูรณ์ วรพงษ์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และขอนำมาลงประกอบ เพื่อความสมบูรณ์ของการรีวิวงานเขียนของนักเขียนในดวงใจอีกท่านหนึ่ง ผู้นี้ ในตอนท้ายบทรีวิวด้วยครับ

          สำหรับ สมิงเมืองบน   นั้น เรื่องราวเริ่มต้นที่การเดินทางของ อัคนี เริงเมือง เจ้าของธุรกิจห้างขายเครื่องไฟฟ้า ที่ใหญ่โตของจังหวัดขอนแก่น กำลังเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กส่วนตัว ไปยังสนามบินล่องแจ้ง ของนายพลวังเปา ศูนย์บัญชาการของ สปป ลาว และที่ตั้งหน่วยซีไอเอ ของสหรัฐ ที่นั่น มีกองพันทหารรับจ้าง จากประเทศไทย หรือเสือพราน มาช่วยเหลือทำการรบกับกลุ่มลาวแดง และพวกแกวหรือเวียดนามเหนือในขณะนั้น ในสมรภูมินรกเมืองลาว โดยมี พันตรี ฤทธี สรญา รอการมาพบกับเขาอยู่แล้ว

        เบื้องหลังการมาของนักธุรกิจไทยผู้นี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญซ่อนเร้นอยู่
     “ท่านแม่ทัพของเราบอกว่า คุณอัคนี เจาะจงต้องการตัวจ่าระพิน เรณูโดยตรง คุณพอจะบอกผมได้ไหมว่า จะเอาลูกน้องผมไปทำไม?”
อัคนี เริงเมืองยิ้มเหี้ยมๆ

“งานของเรา ต้องการคนพื้นเมืองภาคอีสานโดยตรง คนอีสานบ้านเฮาหน้าตาธรรมดาๆนี่แหละ แต่ต้องเป็นคนหนุ่มฉกรรจ์ มีสติปัญญา ไหวพริบ เฉลียวฉลาดเป็นพิเศษ ต้องเป็นทหารที่ผ่านการรบราฆ่าฟันมาแล้วอย่างบ้าเลือด เห็นการตายเป็นเรื่องเล็ก จิตใจกล้าหาญยอดเยี่ยม แต่ต้องมีใจเมตตา เป็นคุณธรรมอยู่ในสายเลือดโดยสันดาน เพราะเราต้องการให้เขาเป็นนักบุญคนบาป ไม่ใช่ฆาตกรเสียสติบ้าเลือด”

   “งานของพวกคุณคืออะไร?”
   อัคนี เริงฤทธิ์ ยักไหล่ แค่นหัวเราะในคอดุๆ”ผู้พันคิดว่ามันควรจะเป็นอะไรดีล่ะ?
   “หน่วยสืบราชการลับพิเศษงั้นหรือ?”
    “ผิดถนัด ผู้พัน”


   “ผมไม่เข้าใจ”
       “งานของเรา เรียกตัวเองว่า... ขบวนการสมิงเมืองบน มีหน้าที่ต่อต้านและทำลายบุคคลผู้เป็นภัยในสังคมโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับตำรวจหรือทหาร ถ้าพวกเรามีอะไรเป็นไป ทางราชการจะไม่ยอมรับรู้ เกี่ยวข้องแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่เราได้รับการสนับสนุนทุกวิถีทาง จากราชการเบื้องสูง”


        และ จ่าสิบตรี ระพิน เรณู ยอดทหารเสือพรานแห่งกองพันทหารรับจ้าง ก็เข้าสู่ ขบวนการสมิงเมืองบนอย่างเต็มตัว
        สมิงเมืองบน ก็คือ คนที่ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนสำมะโนครัว แทงบัญชีสูญหายไปจากโลกมนุษย์ นั่นย่อมหมายความว่า ระพิน เรณู คือคนที่ตายไปแล้วทั้งเป็น งานของเขาคือวีรกรรมเพื่อประเทศชาติ เขาคือวีรบุรุษนิรนาม!!


       เปิดฉากมาที่สถานีขนส่งอุดรธานี เมื่อชายหนุ่มหน้าหวานรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน พร้อมกระเป๋าสะพายใบเขื่องก้าวลงมาจากรถ ในท่ามเหตุการณ์ทรชน และกลุ่มผู้มีอิทธิพลเกลื่อนเมืองขอนแก่นในเวลานั้น โดยเฉพาะ เสี่ยหนึ่ง ยิ่งยง ขามแก่น ผู้มากบารมี และอยู่เบื้องหลังการลักลอบตัดไม้เถื่อน และสร้างปางไม้เถื่อนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งก่อนหน้าชาวบ้านคนหนึ่งชื่อทิดคำมี ได้ร้องเรียนไปยังราชการ ทำให้ ถูกเจ้าพ่อขอนแก่น สั่งเก็บ แต่ หมอเฉลียว หมออนามัยประจำตำบลเกิดรู้เห็นเหตุการณ์ จึงถูกตามรังควาน ข่มขู่ หมอเฉลียวเกิดความเครียดและคับแค้นใจ จนในที่สุดต้องตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมลูกเมีย เพื่อไม่ให้ทุกคนต้องเผชิญชะตากรรมจากอิทธิพลมืด เหลือเพียงครูขวัญเรือน น้องสาวหมอเฉลียว ที่ไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ และรู้ข่าวในภายหลัง

           ครูขวัญเรือน และครูโกมล คำทอง ชายคนรัก เดินทางมางานศพหมอเฉลียว และความสวยของครูขวัญเรือน ก็ทำให้เสี่ยหนึ่งเกิดความพึงพอใจ จนถึงกับ สั่งลูกน้องให้จับตัวครูขวัญเรือนไปขังไว้ เพื่อให้ยอมเป็นเมีย ส่วนครูโกมล ก็ถูกลอบยิง จนเสียชีวิต

         เสี่ยหนึ่งเอง มีลูกสาวสุดสวาทขาดใจ ที่เป็นเด็กสาวใจแตก และไม่เคยสนใจเรื่องราวของบิดา เลย คือสุดสวาท หล่อนสนุกสนานกับการหลอกล่อผู้ชายให้มาติดกับดัก และหว่านเสน่ห์ไปทั่ว โดยมีดำเกิง ลูกชายเสี่ยโรงเลื่อยจักร ในจังหวัดมาติดพันอยู่ เป็นจังหวะที่ ระพิน และไอ้กระทิง สหายร่วมทีมสมิง วางแผนเข้าไปทำความรู้จัก กับกลุ่มสุดสวาท และชิงตัวหล่อนมาขังไว้เป็นตัวประกัน เพื่อแลกกับครูขวัญเรือน

          ระหว่างนั้นเอง กลุ่มของเสี่ยหนึ่ง ก็วางแผนชั่วร้ายร่วมกับกลุ่มกองโจรป่า ที่จะเข้าไปตัดไม้เถื่อน มีการหักหลังกันเอง ขณะที่ ระพิน ก็ร่วมกับ ไอ้กระทิง ช่วยเหลือครูขวัญเรือน ออกมาจากเงื้อมมือของเสี่ยหนึ่งได้สำเร็จ และทำให้ สุดสวาท ได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับความชั่วร้ายของพ่อตนเอง

         หลายฉาก บรรยายการต่อสู้ได้อย่างตื่นตาตื่นใจ ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นมิตรภาพและความเสียสละ ของสมาชิกในทีมสมิงเมืองบน นอกเหนือจาก ระพิน เรณู ไอ้กระทิงโทน สหายรักแล้ว ยังมี เมือง บัวใหญ่ แสง ห้วยเกิ้ง จำปา ห้วยดง และสมาชิกอีกหลายคน แสดงให้เห็นถึงความรักระหว่างเพื่อนตาย ที่ยอมพลีชีพแทนกันได้อย่างน่าประทับใจ ในฉากที่สมาชิกสมิงเมืองบน ร่วมกันต่อสู้กับเหล่าทรชน และเข้าชิงตัวช่วย ครูขวัญเรือน ออกมาอย่างปลอดภัย แต่สำหรับ เมือง บัวใหญ แล้ว กลับประสบชะตากรรม อย่างน่าอนาถ

          กระทิงโทน พุ่งเข้าหาเมือง บัวใหญ่ ด้วยความเป็นห่วง จับร่างให้พลิกหงายขึ้น
        “เป็นไงบ้างวะ เมือง?”
          “ไม่ต้องเป็นห่วงกู ไอ้เพื่อนยาก ไปเถอะ” เมือง บัวใหญ่ ครางเสียงแหบๆ เลือดทะลักออกจากปากเป็นฟองฟอดบอกอาการหนักไม่มีทางรอด แต่กำลังใจยังดี
      “ความตาย ก็เหมือนการนอนหลับ... ทุกคนต้องตาย หน้าที่ของชายชาติทหารอย่างพวกเราก็คือการตายในสนามรบ... ตายในหน้าที่... กูพอใจแล้ว”
         กระทิงโทนสะท้านใจ เย็นกระดูกสันหลัง ด้วยความสงสารเพื่อนรักร่วมทีม
    “ปัง”
      “เฮ้ย ไอ้ระยำ” กระสุนนัดนั้น เฉียดคอเสื้อเขาไปจนกระพือวาบ รีบทิ้งตัวฟุบลงกลิ้งเข้าหาที่กำบัง เมือง บัวใหญ่ กัดฟันแข็งใจรวบรวมกำลัง ยกปืนขึ้นอย่างยากเย็น มัจจุราชกำลังจะคร่าวิญญาณเขาไป เหลือเวลาน้อยเต็มที


         “มึงถอยออกไป กูจะยิงล่อมันให้...”
     ปัง ปัง ปัง ปัง
       ได้ผล ฝ่ายตรงข้าม เห็นเปลวไฟ แวบวับพ่นออกจากปากกระบอกปืน เมือง บัวใหญ่ มันยิงตอบโต้สวนมาทันที ห่ากระสุนกระจายเข้าเต็มหน้าเมือง บัวใหญ่ ล้มหงายท้ายทอยตีดินดัง พลั่ก เขาไม่ดิ้น ไม่ร้อง ตายทันที
        ถูกแล้ว เมือง บัวใหญ่ ตาย เป็นการตายอย่างห้าวหาญ เพื่อช่วยกระทิงโทนให้หายห่วง และได้เล่นงานศัตรู


         เหตุการณ์ใน สมิงเมืองบน เข้มข้นขึ้นทุกขณะ การต่อสู้ ชิงไหวพริบ และการทรยศหักหลัง รวมถึงบทพิศวาสร้อนแรง สมกับคำโฆษณา ที่โปรยไว้หน้าปกของเรื่องเลยทีเดียว

 หนุ่มใหญ่ใจถึง ชาญชัย เหยี่ยบแผ่นดินขอนแก่น ตามล้างผลาญเหล่าอันธพาล ใหญ่น้อยให้สิโรราบเป็นหน้ากลอง บทรักรัญจวนใจยิ่ง บทยวนยวนสะเด็ด...

        คือบทสรุปของนิยายเรื่องนี้ได้ชัดเจนจริงๆครับ

          และแน่นอนว่า ท้ายที่สุด ธรรมะ ก็ย่อมชนะอธรรมไปตามระเบียบครับ

          ท้ายสุดนี้ั ผมขอนำรายละเอียดเกี่ยวกับ คุณเพชร สถาบัน นักเขียนในตำนานผู้นี้ มาลงเพิ่มเติม จากหนังสือ บนเส้นทางนักเขียน ของคุณ สมบูรณ์ วรพงษ์ ด้วยครับ
              ******************











Create Date : 19 เมษายน 2561
Last Update : 19 เมษายน 2561 12:11:29 น. 9 comments
Counter : 455 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
ไม่ค่อยได้อ่านนิยายบู๊ล้างผลาญเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้น่าสนใจค่ะ เห็นชื่อตัวละคร พินเรณู ไอ้กระทิงโทน เมือง บัวใหญ่ แสง ห้วยเกิ้ง จำปา ห้วยดง นิยายหรือหนังบู๊สมัยนั้นตัวละครผู้ชายมักมีชื่อแบบเป็นสมญานามลักษณะนี้นะคะ สมัยเด็ก (มาก) เคยดูหนังไทยเรื่องกระเบนธง จำเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว แต่ที่จำได้ขึ้นใจกลับเป็นชื่อตัวละครเอก 4 คนสาบานตัวรวมกลุ่มคือ มีชื่อ กระเบน กระบองทอง (พระเอก) ฆ้อง กลองตะลุง แสน ทุ่งสง ธง หางกระเบน ทั้งเรื่องจำได้แต่ 4 ชื่อนี่แหละค่ะ อย่างอื่นจำไม่ได้เลยสักอย่างเพราะตอนนั้นเด็กมาก


โดย: กุลธิดา (kdunagin ) วันที่: 21 เมษายน 2561 เวลา:3:11:53 น.  

 
สวัสดีครับคุณสามปอยหลวง อ่านรีวิวละเนื้อเรื่องมันมากๆ
สมัยก่อนก็จะมีกลิ่นของเรื่องราวเป็นแบบฉบับระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบนี้เลย แม่ผมจะไม่ค่อยได้อ่านแนวนี้ก็ตาม แต่ถ้าได้ลองอ่านผมคิดว่าคงถูกใจมิใช่น้อย ความตื่นเต้นมันมีเสน่ห์เสมอ
พูดถึงสิงห์รถบรรทุก จำได้ว่ามีการทำเป็นละคร ผมไม่เคยดู และเพิ่งรู้ด้วยว่าเป็นของนักเขียนท่านนี้
เคยดูแต่เรื่องเดียวครับ นั่นคือ ภูตแม่น้ำโขง ซึ่งตอนเป็นละคร หลอนเอาการครับ


โดย: ruennara วันที่: 22 เมษายน 2561 เวลา:2:09:38 น.  

 
สวัสดีครับคุณไก่ : ชื่อตัวละครในอาชญนิยาย ยุคก่อน จะคล้องจอง ต่อเนื่องกัน และมักจะแสดงถึง สถานที่ของตัวละครตัวนั้นด้วยนะครับ ผมเคยเห็น อย่าง เจ็ดประจันบาน หรือ งานเขียนแนวเล็บครุฑ ของ พนมเทียน ก็จะคล้ายๆกันเลย กลับมาอ่านงานของคุณเพชร สถาบันอีกครั้ง ทำให้นึกถึง ตอนเด็กๆที่รออ่าน นิตยสาร บางกอก รายสัปดาห์ ด้วยความสนุกสนาน และลุ้นระทึก ในแต่ละตอน มากๆเลยครับ

คุณ ruennara : แนวนี้ เป็นอีกสไตล์ ที่ชอบมากๆเลยครับ แต่ปัจจุบัน ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว กลายเป็นแนว บู๊คลาสสิค ไปเลยครับ แต่น่าแปลกและน่ายินดีที่เห็น ผลงานเหล่านี้นำมาสร้างเป็นละคร โทรทัศน์ มากขึ้นครับ อย่าง ชาติลำชี หรือ เล็บครุฑ
สิงห์รถบรรทุก เคยพยายามหาอ่านจากต้นฉบับครับ แต่ยอมรับเลยว่า หายากมากๆ และที่เจอ ก็ขายราคาสูง จนไม่กล้าแตะเลยครับ
ภูตแม่น้ำโขง เป็นงานเรื่องท้ายๆ ในชีวิตของท่านแล้วครับ ก่อนที่ท่านจะวางปากกา แล้วเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตลอดชีวิต ผมแนะนำ พญาเงือกคำ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตำนาน "มนุษย์น้ำ" ใน เขตหลี่ผี คอนพะเพ็ง ของเมืองลาว ครับ สนุกสนาน แฟนตาซี และได้อรรถรส มากๆครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 23 เมษายน 2561 เวลา:8:24:45 น.  

 
แนวลึกลับเป็นแนวที่ผมชอบมากครับ แต่คิดว่าหนังสือ ภูตแม่น้ำโขง กับ พญาเงือกคำ คงหายากน่าดูทีเดียวครับ


โดย: ruennara IP: 184.82.107.72 วันที่: 26 เมษายน 2561 เวลา:15:10:02 น.  

 
สองเรื่องนี้ เมื่อก่อน เคยพิมพ์ กับสำนักพิมพ์ โลกทิพย์ ในเครือขวัญเรือน ที่ปิดตัวไปแล้วครับ ผมมีโอกาส ซื้อเก็บไว้ ทั้งสองเรื่องเลยครับ แต่น่าเสียดาย ที่ ตอนน้ำท่วมบ้าน หลายปีก่อน ขนย้ายไปๆมาๆ หาอีกครั้ง ก็ไม่พบแล้ว ยังนึกเสียดายอยู่จนทุกวันนี้เลยครับ
ถ้ามีโอกาสพบ พญาเงือกคำ แนะนำว่า ลองอ่านดูนะครับ ผมว่าสนุก และได้ความรู้เกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านทางอีสานใต้ ลาวใต้ มากๆเลยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 27 เมษายน 2561 เวลา:15:24:06 น.  

 
ขอบคุณครับ ตอนนี้ผมลองหาตามร้านหนังสือเก่า เจอละครับ พญาเงือกคำ


โดย: ruennara วันที่: 27 เมษายน 2561 เวลา:20:42:34 น.  

 
คุณ ruennara : เยี่ยมเลยครับ ผมเคยไปเดินจตุจักร ลองมองหา ไม่เจอเรื่องนี้เลยครับ ถ้าอ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้าง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้เลยนะครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 30 เมษายน 2561 เวลา:14:52:28 น.  

 
ผมเจอในเน็ตพอดีครับ ใช้นามปากกาว่า สิทธา เชตวัน ตอนนี้รอลุ้นว่าหนังสือจะมาถึงเมื่อไหร่ ภูตแม่น้ำโขงก็อยากอ่าน แต่ไม่เจอเบาะแสเลยครับ


โดย: ruennara วันที่: 1 พฤษภาคม 2561 เวลา:0:57:55 น.  

 
คิดว่า ภูตแม่น้ำโขง น่าจะหาง่ายกว่าครับ เพราะมีสร้างเป็นละครโทรทัศน์ถึงสองครั้งเลย ส่วนพญาเงือกคำ เรื่องนี้ ถ้าจำไม่ผิดจะมีสองเล่มจบครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 1 พฤษภาคม 2561 เวลา:8:49:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 70 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.