หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2561
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 
 
12 กุมภาพันธ์ 2561
 
All Blogs
 
นิราศโพนพิสัย : นันทนา วีระชน



เรื่อง : นิราศโพนพิสัย
ผู้เขียน : นันทนา วีระชน
สำนักพิมพ์ : รวมสาส์น
ปีที่พิมพ์ : 2519 
เล่มเดียวจบ



          จากนิราศกระป๋อหลอ นิยายรักโรแมนติคต่างแดน มาสู่ นิราศโพนพิสัย นิยายชีวิตเข้มข้นในชนบทดูบ้างนะครับ

        โพนพิสัย เป็นชื่ออำเภอหนึ่งในเขตจังหวัดหนองคายในปัจจุบัน เท่าที่ทราบมา นิยายเรื่องนี้ น่าจะเป็นผลงานเรื่องแรกๆของคุณนันทนา วีระชน ที่เขียนขึ้นและตีพิมพ์ลงในนิตยสารในช่วงที่ยังมีเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ตะเข็บชายแดน รวมถึงกระแสสงครามเย็นระหว่างดินแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ด้วย

         นี่เป็นนิยายชีวิตสะท้อนสังคมอีกเรื่องหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่อง “ตะวันเดือด” นิยายสะท้อนชีวิตมนุษย์ในสังคมชนบทที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ที่ผมเคยรีวิวมาแล้ว และน่าจะรวมไปถึง พุนกยูง ซึ่งสะท้อนภาพสังคมข้าราชการไทย ในอำเภอที่สมมติขึ้น ส่วนนิราศโพนพิสัยนี้ เป็นเรื่องราวที่ฉายภาพนักศึกษายุคนั้น ที่ออกไปแสวงหาความหมายของชีวิต การอุทิศตนเพื่อสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบททุรกันดาร

        พิมล เด็กสาวไฟแรง แม้ว่าเธอจะเป็นธิดาคนเล็กของคุณเธียรพงษ์ นักการเมืองชื่อดังที่กำลังจะเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงหนึ่ง แต่ด้วยความใฝ่ฝันและอุดมการณ์ตั้งแต่เรียนหนังสือ ภายหลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พิมลตัดสินใจเดินทางไปยังโพนพิสัย ดินแดนไกลโพ้นจากกรุงเทพ แผ่นดินชนบทที่เธอเคยไปออกค่ายในสมัยเป็นนิสิต เกษตร ที่นั่นพิมลรู้จักกับป้าปุ่น หญิงม่ายวัยชราผู้อารี ที่เคยอุปการะให้ที่พักอาศัยเธอมาก่อน และป้าปุ่นก็ยินดี ที่จะให้บัณฑิตเกษตรสาวผู้นี้ ได้มาใช้ความรู้ที่เล่าเรียนมา ร่วมพลิกฟื้นผืนดินร่วมกัน เพื่อช่วยพัฒนาชุมชนกันดารของโพนพิสัยให้ดีขึ้น

          พิมลเองมีคนรักอยู่แล้ว คือ ธนัส รุ่นพี่เกษตร ซึ่งบัดนี้สอบบรรจุได้เป็นอาจารย์ในวิทยาลัยเกษตรต่างจังหวัด แม้จะอยู่ห่างไกลกัน กระนั้น ทั้งสองก็สัญญาว่าจะเชื่อมั่น และศรัทธาในอุดมการณ์ของแต่ละฝ่าย รวมถึงหัวใจรักที่ซื่อสัตย์ต่อกันด้วย ในขณะเดียวกัน หญิงสาวก็มีเพื่อนรักคือติ๋ว หรือสินทรา ที่เรียนจบจาก เกษตรมาด้วยกัน สินทรา มีพี่ชายเป็นนายทหารเรือ คือ พี่ต้น... ผู้การศศิน หรือเรือเอกศศิน ซึ่งเขาเองแอบชอบพิมลอยู่เช่นกัน แต่หญิงสาวเอง หาได้รับรู้ความรู้สึกนั้นไม่

           จากการเดินทางอันยาวไกล จนมาถึงที่โพนพิสัยนั่นเอง พิมล เพิ่งรู้ว่า ผู้การศศิน ก็ถูกย้ายมาประจำการเป็นหัวหน้าสถานีเรือ ของหน่วยปฏิบัติการลำน้ำโขง ที่นี่ด้วย ทั้งคู่มีโอกาสได้พบกัน เผชิญกับปัญหาต่างๆร่วมกัน ในฐานะนายทหารเรือ เขาถูกเพ่งเล็งจากชาวบ้านที่ไม่พอใจข้าราชการว่าจะมาคอยควบคุมดูแลความเป็นไปของชาวบ้าน ส่วนเธอเอง ก็ถูกสงสัยว่าเป็นสายลับที่ทำงานให้กับหน่วยงานข่าวกรอง และส่งตัวมาเพื่อหาข่าวให้รัฐบาล แม้ว่า พระครูและป้าปุ่น รวมถึงผู้ใหญ่บ้าน จะเป็นฝ่ายเดียวกับพิมล คอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ก็ตาม

        พิมลมีโอกาสรู้จักกับเด็กสาวอย่างสีไพร ที่มีความฝันอย่างหญิงสาวชนบท และเจ้าดำ เด็กชนบทที่มีความฝันอย่างเด็กๆที่จะเป็นนายทหารอย่างผู้การศศิน วีรบุรุษของมัน

     ในสถานการณ์ความไม่สงบและภยันตรายรอบด้าน หล่อนได้เห็นน้ำใจและความเอื้ออาทร ที่ศศินมีให้กับตน แม้ในยามป่วยไข้ เขาก็มาดูแลเป็นอย่างดี กระนั้นหญิงสาวก็ยังมีหัวใจเข้มแข็งมั่นคง เพราะมั่นใจในความรักที่ตนมีให้กับธนัส ศศินเอง แม้ว่าจะรู้สึกประทับใจและรักพิมลเพียงใด ด้วยความเป็นสุุภาพบุรุษ เขาก็เพียงแต่อยู่ห่างๆ และคอยเฝ้าดูเธอ ด้วยความห่วงใยเช่นกัน น่าแปลกที่ ผู้หญิงตัวเล็กๆแบบบาง หากหัวใจทรหดอดทน เช่นนี้ กลับกุมหัวใจของเขาเอาไว้ได้ ทั้งที่มีสตรีแสนสวยอีกมากหน้าหลายตา ที่ผ่านเข้ามาให้เขาเลือก แต่ ศศิน กลับรู้สึกพึงใจหล่อนเพียงผู้เดียวเท่านั้น...

      นันทนา วีระชน บรรยาสภาพของเมืองเล็กๆริมโขงแห่งนั้น ได้อย่างเห็นภาพ

         หล่อนตื่นแต่เช้ากัดฟันสู้กับอากาศหนาวเย็นและลมที่พัดเข้ามาจากแม่น้ำโขง ชาวบ้านพากันก่อกองไฟลุฏโชนขึ้นเป็นหย่อมตามบ้าน 
เด็กเล็กๆและคนแก่นั่งล้อมวงผิงไฟเพื่อหาความอบอุ่น 
        พิมลหน้าซีดเหมือนไม่มีเลือดหลงเหลืออยู่เลย เคยได้ยินเพื่อนรุ่นเดียวกันในมหาวิทยาลัยพูดถึงฤดูหนาวที่ยากแค้นลำเค็ญในภาคอีสาน ซึ่งหนาวเหมือนกันเข้ฒสักร้อยหรือพันเล่มวิ่งเข้ามาทิ่มแทงตามใบหน้า และส่วนของผิวเนื้อที่ลอดผ่านเครื่องกันหนาว อากาศัอันหนาวเหน็บซึ่งถูกลมพัดกระหน่ำทารุณอย่างร้ายกาจ ป้าปุ่นซ่อนตัวเองอยู่ในเรือนไม้ ค่อนข้างเย็นเยียบ พอก้าวลงเรือนก็หันเข้ากองไฟกองโต ซึ่งสีไพรและเจ้าดำปืน คอยเติมไฟให้ลุกโชน

         ชีวิตเกษตรกรในชนบทอีสานเป็นเช่นนี้เอง แม้จะลำบากสักเพียงใด หญิงสาวก็เพียรอดทนสู้ โดยไม่เคยปริปาก ความรู้และการลงแรงทางการเกษตรที่หล่อนนำมาใช้ ทั้งการทำนา เพาะเห็ดหรือการเลี้ยงปลา เริ่มให้ผลผลิตอย่างงดงาม แต่ทว่าในใจของหญิงสาวเองนั่นต่างหาก ที่กำลังสับสน หวั่นไหว

         เมื่อหล่อนเข้าไปในเมือง และทราบข่าวจากเพื่อนครูคนหนึ่งว่า ตอนนี้ ธนัส ขอโอนย้ายเข้ากรุงเทพฯ แล้ว และมีคนเห็นเขาสนิทสนมกับ สินทรา มากจนผิดปกติ ในขณะที่จดหมายติดต่อกับเธอ ก็เริ่มทิ้งช่วงห่างไปเรื่อยๆ เหมือนกับว่า คำสัญญาที่เคยให้ไว้แก่กัน จะเริ่มเลือนหาย

       นนทรีกำลังดอกบาน 
ไม่ช้านานก็จะมีดอกใหม่
ลมพัดสะบัดใบโปรย 
กลีบดอกโรยก็ร่วงหลุดพลัน
    ลมโชยดอกโรยร่วงพรู 
เหลียวดูเหมือนเราจากกัน
นับคืนซึ้งทรวงโศกศัลย์ 
แต่นับวันสัมพันธ์ห่างไกล...

       และในขณะเดียวกัน ที่กลุ่มคนบางคน ที่ถูกขัดผลประโยชน์ ก็พยายามหาทางขัดขวาง ความฝันของหล่อนด้วยแผนการเลวร้ายโดยเฉพาะเจ้าชด... มันไม่พอใจที่เห็นพิมลเป็นที่รักของชาวบ้าน ยิ่งเมื่อหล่อนพยายามต่อสู้ดิ้นรน เพื่อนำความเจริญมาให้กับชาวบ้าน แม้แต่การไปยื่นข้อเสนอที่จังหวัด เพื่อขอให้มีการติดตั้งไฟฟ้า ในหมู่บ้านแทนการใช้ตะเกียง

          ผู้การศศิน กลับมาจากกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกหนักใจ เขาเองเพิ่งทราบข่าวสำคัญโดยไม่คาดฝัน ยายติ๋ว... สินทรา น้องสาวคนเดียวของเขาตั้งครรภ์ และพ่อของเด็กในท้องก็คือ ธนัส นั่นเอง!!

       ติ๋วรู้ดีว่า ศศินแอบรัก พิมล เพื่อนของเธออยู่ และพยายามเชียร์ให้พี่ชาย จีบพิมล เพื่อให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง ที่เป็นฝ่ายแย่งคนรักมาจากหล่อน แต่ศศินไม่ทำ ซ้ำยังเตือนสติน้องสาวให้รู้ผิดชอบชั่วดี เขาเองเป็นลูกผู้ชายพอ ที่จะไม่ฉวยโอกาสนั้น ถ้าพิมลจะรักเขา ก็ควรจะรักด้วยตัวของหล่อนเอง สินทราไม่พอใจ และในส่วนลึกเอง หล่อนก็ยังระแวงธนัส ว่าจะกลับไปคืนดีกับพิมล แม้ว่าหล่อนจะมีลูกกับเขาแล้วก็ตาม

        พิมลได้ทราบข่าวจากเพื่อนครูในเมืองอีกครั้ง เรื่องความสัมพันธ์ของสินทรา และธนัส เมื่อรู้ความจริง หญิงสาวเสียใจไม่น้อย แต่ก็พยายามหักใจ มุ่งหน้าในการสานฝันอุดมการณ์ของตนเองต่อไป ในขณะที่ ผู้ใหญ่มิ่ง หัวหน้าของไอ้ชด กำลังถูกศศินจับตาดู อย่างใกล้ชิด ผู้ใหญ่มิ่ง และสมุน เป็นกลุ่มชาวบ้านโพนพิสัย ที่ส่งของผิดกฎหมาย ข้ามแดน และไม่เคยถูกจับมาก่อน จนกระทั่งศศินย้ายมาประจำการ ความเด็ดขาดของเขา ทำให้อีกฝ่ายเกลียดชัง และพยายามหาทางกำจัด แต่เมื่อไม่สามารถทำได้ ผู้ใหญ่มิ่งจึงเล็งเป้าหมายใหม่
นั่นคือพิมล!
        หญิงสาวที่เป็นเหมือนหัวใจของศศินนั่นเอง

        คืนวันหนึ่งในหน้าน้ำหลาก เมื่อผู้การศศิน แวะมาหาพิมลที่บ้านป้าปุ่น และชวนหล่อนออกไปพายเรือเล่น ทั้งสองคนได้มีโอกาสปรับความเข้าใจ และพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่รู้เลยว่า เป็นจังหวะเดียวกับไอ้ชด ที่รับว่าจ้างมาจากผู้ใหญ่มิ่ง ได้แอบเข้ามาที่บ้านของป้าปุ่น ก่อนจะลอบสังหารด้วยกระสุนปืน ทว่า มันยิงผิดตัว คนเคราะห์ร้ายที่ต้องสังเวยชีวิตแทนพิมล ก็คือป้าปุ่น!

    ตำรวจจับไอ้ชดได้ และมันสารภาพผิดก่อนโยนความผิดไปให้ผู้ใหญ่มิ่งผู้จ้างวาน เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมทางหน้าหนังสือพิมพ์ พิมลเสียขวัญ เมื่อเห็นคนที่รักนับถือ อย่างป้าปุ่น ต้องจากไปอย่างน่าอนาถ ภายหลังงานศพ หล่อนรู้ว่า ผู้การศศิน กำลังถูกย้ายเข้ากรุงเทพฯ ในขณะที่หล่อนเองก็กำลังจะกลับไปเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญา หล่อนกับเขาไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเลยหลังเหตุการณ์ร้ายแรงในคืนวันนั้น 

       พิมล จำใจจากโพนพิสัยมา ตามคำสัญญา ที่ให้ไว้กับพ่อ เมื่อถึงเวลาที่หล่อนต้องกลับบ้าน ท่ามกลางความเสียดาย และเสียใจของชาวบ้าน แต่ทุกคนก็ไม่อยากให้หล่อนต้องเสี่ยงอันตรายอยู่ที่นี่และเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับป้าปุ่นอีกต่อไป

        วันรับพระราชทานปริญญาบัตรมาถึง พิมลก็ได้เผชิญหน้ากับธนัส และ สินทราเพื่อนรัก หล่อนรับรู้ว่า ธนัส กำลังจะเดินทางไปดูงานต่างประเทศ และสินทรา ก็กำลังจะคลอดในอีกไม่นาน พิมลตัดเขาออกจากหัวใจได้สำเร็จ ในเวลาเดียวกัน ศศินก็มาแสดงความยินดีพร้อมกับของขวัญกล่องเล็กๆ และบอกกับหล่อนว่า เขาตัดสินใจที่ออกฝึกภาค กลางทะเลหลวง เขาเข้าใจว่าพิมล ยังอาวรณ์อาลัยต่อธนัส อยู่ และพยายามตัดใจจากหล่อน 

        ศศินเดินกลับเข้ามาด้านหน้าของตัวแพ แล้วนอนลงบนเก้าอี้ยาวตัวเดิม ดวงตาเข้มดุคู่นั้น หมองหม่นและเศร้าซึม เวลารักใครสักคน... แล้วเขาไม่รักตอบ... มันทรมานอย่างนี้เองหนอ 

         ชายหนุ่มยังจำกลิ่นเนื้อสาวที่อิงแอบอยู่แนบหัวไหล่ในคืนวันที่ฟ้ามืด เขาจดจำเวลาอันวาบหวามนั้นได้เกือบทุกเสี้ยววินาที และจดจำความปวดแปลบได้ทุกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงหล่อนเผยอริมฝีปากเรียกชื่อที่ดูเหมือนจะคุ้นเคยสนิทสนมกันมาเต็มที พิมล...  
       ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับความรักเลื่อนลอยของหล่อนอีกแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก นอกจากความว่างเปล่าที่หล่อนรอคอยมานาน ไม่ใช่ความสุขสมหวัง ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น นอกจากความแหลกลาญร้าวสลาย...

       “ผู้การไม่ขึ้นฝั่งหรือครับ?”
        ต้นเรือหนุ่มใหญ่ในเครื่องแต่งตัว เรียบร้อย ศศินส่ายหน้า ยิ้มนิดหนึ่ง แต่อย่างคนที่ปลงตกแล้ว และมีความหยิ่งเข้ามาแทนที่
       “ทำไมยอมแพ้ง่ายๆ”
           “ของใดที่ไม่ใช่ของเรา... ให้รักยังไง มันก็จะไม่มีวันมาเป็นของเราได้ ผมแพ้ ผมจะไม่ยอมดึงดัน เพื่อเป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด เพราะถึงยังไง มันก็เป็นชัยชนะที่จอมปลอมอยู่ดี”

          ในวันที่เรือกำลังถอนสมอออกจากฝั่งนั่นเอง พิมลซึ่งรู้ใจตนเองดีแล้ว มาพบกับเขาก่อนเวลาแห่งการอำลาจากจะมาถึง หล่อนมาพบกับเขาพร้อมช่อดอกกุหลาบ และที่สำคัญคือ “แหวนรูปสมอเรือ”ลงยาลายทอง ที่เป็นของขวัญของเขา สวมติดไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย เพียงแค่นี้ ก็เป็นเสมือนคำตอบที่ชัดเจนแล้วสำหรับหัวใจผู้การหนุ่ม เขาให้คำมั่นกับหล่อน ก่อนที่ทั้งสองจะจากกัน


            “คุณมลเคยพูดว่า ทหารเรือมักจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางทะเล แล้วคิดถึงใครคนหนึ่งที่มีแต่น้ำกับฟ้า ผมอาจจะเป็นคนๆนั้น แต่ผมจะมีคุณมลอยู่ในความคิดถึงเสมอ”

       ศศินกลับเข้ามาถึงเรือทันเวลาถอนสมอ เขายืนอยู่บนสะพานเดินเรือ มิไยที่เพื่อนนายทหารคนอื่นๆจะร้องสั่งงานข้ามหน้าชายหนุ่มไปอย่างสับสน เขายกมือขึ้นโบกตอบรับหล่อน เมื่อเรือเคลื่อนออกจากท่าบ่ายหน้าไปสู่ปากอ่าว ชายหนุ่มรู้สึกอิ่มเอมเป็นครั้งแรก เป็นความอิ่มเอมที่น่าอบอุ่นซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต 

         ต่อไปนี้เขาจะเริ่มต้นคิดถึงพิมลด้วยความหวังรังรองอยู่เบื้องหน้า ไม่เพ้อฝันเลื่อนลอยเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว

                       ****จบบริบูรณ์***




Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2561 8:15:46 น. 4 comments
Counter : 608 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหมุยจุ๋ย, คุณmaesriruen


 
คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ สามปอยหลวง เรียบร้อยแล้วนะคะ

คุณเหลือ อีก 9 ดวง สำหรับวันนี้ค่ะ

แวะมาเยี่ยมค่ะ


โดย: ชมพร วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา:10:27:47 น.  

 
คุณชมพร : ขอบคุณมากครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา:12:08:13 น.  

 
เห็นชื่อหนังสือแล้วดีใจอีกครั้ง
นันทนาเป็นนักเขียนที่ชอบสำนวนละเมียดละไม
อ่านหลายเรื่องมาก บางเรื่องจำชื่อไม่ได้แล้ว
แต่ถ้าเห็นชื่อพระเอกนางเอก
จะจำได้ว่าเคยอ่านหรือไม่

เรื่องนิราศโพนพิสัยเคยอ่าน
ไม่ต่ำกว่าสามครั้ง
คุณอาเป็นอาจารย์สอนโรงเรียนนายเรือ
จึงชอบอ่านเรื่องของทหารเรือเป็นพิเศษ

เรื่องนี้ในฐานะที่เป็นนิสิยุค 14 ตุลา จึงชอบอ่าน
และต้องตั้งใจอ่านให้ครบทุกตัวอักษร
จึงจะเข้าใจและชอบเนื้อเรื่อง
ชอบพระเอกที่มีรักมั่นคง ชอบนางเอก
ที่พยายามแก้ไขปัญหาแม้จะยากลำบาก
ชอบลำน้ำโขงที่เคยไปเยือนและยืนดูหลายครั้ง

พิมลและศศินเป็นตัวลครที่ชอบ
ฉากกลางลำน้ำโขงอ่านแล้วมีความสุข
แต่ยอมรับว่าเสียน้ำตาให้กับป้าปุ่นเ
หมือนกับเคยเสียน้ำตาให้กับริสาของพรรณพิลาส
ของทมยันตรีมาแล้ว
เนื้อเรื่องค่อนข้างเฉียดฉิว...แต่เขียนได้โรแมนติค



โดย: หมุยจุ๋ย วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา:15:36:44 น.  

 
คุณหมุยจุ๋ย : ตอนอ่านแรกๆ นึกภาพว่า เป็นแนวชีวิตสะท้อนสังคม เหมือน ตะวันเดือด อย่างเดียว แต่ เมื่อได้อ่านไป พบว่า เรื่องนี้ ก็ยังมีมุมอ่อนหวาน โรแมนติคของคู่พระ-นาง อยู่ไม่น้อยเลยครับ

ตอนนี้ กำลังหา "สุดถนนบนทางเปลีียว" นิยายอีกเรื่อง ที่มีผู้กล่าวถึงว่าเป็นงานสะท้อนสังคม ที่น่าอ่านมากๆของท่านอยู่เลยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา:8:07:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 70 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.