หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
30 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 

อาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก : สุชีพ ปุญญานุภาพ

เรื่อง : อาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก
ผู้ขียน : สุชีพ ปุญญานุภาพ
สำนักพิมพ์ : รวมสาส์น
ปีที่พิมพ์ : 2506 ฉบับพิมพ์ครั้งแรก
เล่มเดียวจบ


       อาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก เป็นนวนิยายอิงหลักธรรม ที่ค่อนข้างแตกต่างจาก งานเขียนนิยายส่วนใหญ่ของอาจารย์สุชีพ ซึ่งมักจะเป็นจินตนิยายในสมัยพุทธกาล อย่าง เชิงผาหิมพานต์ กองทัพธรรม นันทะปชาบดี แต่สำหรับนิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องในยุคปัจจุบัน ที่ใช้ฉากในมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเรื่องราวของ อาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก ก็อาจจะไม่เหมือนขนบของนวนิยายทั่วไป ไม่มีพระเอก นางเอก แต่เป็นเหมือนการบอกเล่ารายละเอียดของ ความเคลื่อนไหว การขยายตัวของพุทธศาสนาในตะวันตก ผ่านการผูกเรื่องให้มีตัวละคร เป็นเด็กหนุ่มไทย และเด็กหนุ่มชาวอังกฤษ สนทนากัน
++++++++++++++++++++++
        นิยายเรื่องนี้ ลงพิมพ์ใน นิตยสาร “ศรีสัปดาห์” ในความดูแลของม.ล. จิตติ นพวงศ์ บรรณาธิการนิตยสาร ณ เวลานั้น ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของบทความหรือนวนิยายอิงหลักธรรมทางพุทธศาสนา ก่อนจะนำมารวมเล่มในครั้งนี้
++++++++++++++++++++++++
           เรื่องราวของอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก บอกเล่าชีวิตของ หนุ่มน้อย บุเรศ ทรรศนทิพย์ ซึ่งเดินทางมาศึกษาต่อยังมหานครลอนดอน เด็กหนุ่มได้แวะมาหาเพื่อนสนิท นาม ริชาร์ด มอริสัน หรือ ดิ๊ก ซึ่งบิดามารดาของดิ๊กเองได้ให้อิสระในการเลือกนับถือศาสนา ตามความพอใจของลูก และในตอนนี้ ดิ๊กก็ตัดสินใจแล้วว่า ตนจะเป็นพุทธมามกะ นับถือศาสนาพุทธ เขาได้บอกความรู้สึกนี้ แก่สหายชาวไทย ภายหลังจากที่ตนเองได้มีโอกาสศึกษาตำรับตำรา ของศาสนาต่างๆ มาก่อนหน้านี้แล้ว
+++++++++++++++++++++
         จากการพูดคุยในเรื่องราวข้อธรรมคำสอนของพุทธศาสนา เชื่อมต่อไปยัง มิตรสหาย คนอื่น รวมทั้งป้าของดิ๊กเอง ที่มีความสนใจในเรื่องราวเหล่านี้เช่นกัน ทำให้ เด็กหนุ่มชาวไทยอย่างบุเรศ เกิดความภาคภูมิใจในศาสนาพุทธ ที่ตนเอง เกิดมาเป็นคนไทย แต่ยังมีความรู้ในเรื่องราวเหล่านี้ไม่มากพอที่จะให้คำตอบบางอย่างแก่มิตรสหายชาวตะวันตก เขาจึงเขียนจดหมายไปปรึกษา บิดา มารดาที่เมืองไทย และต่อมาไม่นานนัก ท่านก็ได้ส่งหนังสือ มาให้
+++++++++++++++++++++++++++
บุเรศ ลูกรัก
        พ่อบอกไม่ถูกว่าดีใจเพียงไร ที่ทราบว่าลูกสนใจในพุทธศาสนา ที่ว่ามีความสุขใจนั้น มิใช่เป็นคนตื่นศาสนา สุดแต่ได้ยินข่าวว่าใครแขวนป้ายนับถือก็พอใจ แท้จริง พระพุทธศาสนาก็ไม่ต่างอะไรกับรัตนมณีอันล้ำค่า แต่ก็ไม่แน่นักว่าอยู่ในมือของผู้ใดแล้ว จะมีความหมายสำหรับผู้นั้นทุกคนไป ผู้ไม่รู้คุณค่าหรือไม่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็อาจไม่ต่างอะไรในนิทานเรื่องไก่ได้พลอย ซึ่งพลอยก็สู้ข้าวเปลือกเม็ดเดียวไม่ได้

      แต่พ่อดีใจ เพราะรู้ว่าลูกของพ่อคงไม่ใช่ไก่ จึงมีความสนใจใคร่รู้เป็นพิเศษ พ่อเชื่อเหลือเกินว่า เมื่อลูกได้เรียนรู้ข้อคิดคติเตือนใจต่างๆ ทางพระพุทธศาสนาแล้ว ก็จะชื่อว่ามีครูคอยตามสั่งสอนทุกฝีก้าว ครูคนนั้นก็คือตัวของลูกเอง จะควบคุมลูกให้เป็นคนดี แม้อยู่ลับตาพ่อแม่ ก็คงจะกระทำแต่สิ่งที่ดีงาม พระพุทธศาสนามอบความเป็นใหญ่ ความรับผิดชอบ ให้ทุกคนที่เรียนรู้หลักธรรมของศาสนานี้ ควบคุมดูแลชีวิตของตนเองอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้น พ่อจึงเชื่อว่า แม้ลูกจะแม่แขวนป้ายว่าฉันนับถือ พระพุทธศาสนา แต่ถ้าลูกสนใจศึกษาและนำคติต่างๆมาใช้ให้เป็นประโยชน์แล้ว ลูกก็จะมีความสุขอย่างไม่เคยมีมาก่อน”
+++++++++++++++++++++++
         ในขณะเดียวกัน สองหนุ่มต่างชาติ ต่างภาษา ก็มีโอกาสรู้จักกับ นีน่า หรือ มิสแอนด์ ฮาร์ริส สาวลูกครึ่งอังกฤษ-ฉาน รวมถึง มิสเดบอราห์ เมอเรย์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอ ที่ทั้งคู่ต่างมีความสนใจในพุทธศาสนาเช่นกัน และมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยเฉพาะในทางพุทธศาสนา ที่ได้เผยแผ่ และก่อตั้งวัดไทย สมาคมสหายพุทธศาสนา ขึ้นในหลายๆเมืองของประเทศในแถบยุโรปแห่งนี้ ไม่ต่างกับเป็นดั่ง พระอาทิตย์ที่ขึ้นทางฝั่งตะวันตก

          นอกจากนี้ สหายทั้งสองยังได้มีโอกาสเดินทางจากเกาะอังกฤษ ข้ามไปยัง ดินแดน ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน เบลเยี่ยม และเนเธอแลนด์ ผ่านการบรรยายสภาพชีวิตและดินแดนอันสวยงามของสถานที่สำคัญต่างๆของผู้ประพันธ์ ในขณะเดียวกัน ก็ได้แทรกสาระความรู้ เกี่ยวกับ การเติบโตของพุทธศาสนา ในดินแดนเหล่านี้ ในแต่ละดินแดน ที่ ดิ๊กและบุเรศ ได้เดินทางไป
++++++++++++++++++++++++++
      สำหรับนวนิยายเรื่องนี้ พลอตเรื่องอาจจะไม่หวือหวา หรือมีการดำเนินเรื่องฉับไว รวมทั้งมีเหตุการณ์ต่างๆและตัวละครมากสีสันหลากรสชาติ อย่างนวนิยายแนวอื่นๆที่ผมเคยอ่านมา
         ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการดำเนินเรื่องผ่านบทสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อคิดต่างๆ ระหว่างตัวละครเสียมากกว่า เหมือนกับการแทรกความรู้ผ่าน บทพูดของตัวละครในเรื่อง ตัวอย่างเช่น ความรู้ความเข้าใจในมงคลสูตรที่ผู้เขียน แสดงทัศนคติ ผ่าน ตัวละครออกมาว่า

      “ดิฉันชอบคำสอนในมงคลสูตร ซึ่งนับว่าสอนอย่างตรงไปตรงมาที่สุดว่า “มงคล” ของมนุษย์นั้น มิใช่อยู่ที่เหตุภายนอกหรืออยู่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลึกลับที่ไหน หากอยู่ที่ความประพฤติปฏิบัติอันดีงามของคนนั่นเอง เป็นการตัดสินอย่างตรงๆ ในท่ามกลางการถือเอาหญ้าแพรกบ้าง เส้นด้ายบ้าง วัตถุอื่นๆบ้าง ตลอดจนการทำเคล็ดต่างๆ บ้าง ว่าเป็นมงคล

       พระพุทธเจ้ากลับชี้ไปที่การทำถูกต้องและสมควรเช่นการมีระเบียบวินัย การรู้จักคุณผู้อื่น การไม่ปล่อยให้การงานค้างอากูล ความรู้จักเคารพ ความรู้จักเจียมตัวต่างๆ เหล่านี้ว่าเป็นมงคลแต่ละอย่าง เป็นการจูงคนให้ทันสมัย ทันต่อเหตุผล ไมต้องมัวขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นการชี้ให้เห็นว่า ความดีงามและสวัสดิมงคลนั้น ไม่ต้องรอให้ผู้อื่นประสิทธิ์ ประสาทให้ แต่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทุกคนมีสิทธเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหน ถ้าทำดี ทำถูกก็ชื่อว่าได้ประการอันเป็นมงคลทั้งสิ้น”

        การอ่านหนังสือ อาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของความสนุกสนาน ตื่นเต้น หรือความบันเทิงรื่นรมย์จากรสชาติในแบบของนวนิยายทั้งหมด แต่สิ่งที่ หนังสือเล่มนี้มีให้อย่างเต็มเปี่ยม คือสาระสำคัญทางพุทธศาสนาที่แทรกไว้ตลอดเรื่องราวในรูปแบบของธรรมนิยาย ผ่านการดำเนินเรื่องของตัวละคร ที่น่าประทับใจในอีกแบบหนึ่ง และแตกต่างจาก ธรรมนิยายในสมัยพุทธกาล ที่ผมเคยอ่าน อย่าง ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ เชิงผาหิมพานต์ ของ ท่านผู้เขียนคนเดียวกัน
      +++++++++++++++++++++++++++
      สำหรับประวัติอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพนั้น ผมขอเรียบเรียงจากหนังสือประวัติ นักเขียนไทย ของ กรมศิลปากร ที่ได้บอกเล่าไว้ว่า

       สุชีพ ปุญญานุภาพ เป็นชื่อ สกุล จริง เกิดเมื่อ วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2460 ที่ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางปลา จังหวัดนครปฐม ปัจจุบัน อ.บางปลา เปลี่ยนชื่อ เป็นบางเลน
        ท่านได้รับการศึกษา จนจบชั้น ประถมห้า เทียบเท่ากับ มัธยม1 ต่อมาบรรพชา อุปสมบท จนได้เปรียญธรรม 9 ประโยค และลาสิกขาบทเมื่อ พ.ศ. 2495 รับราชการเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (ต่อมายุบรวมในกระทรวงศึกษาธิการ) และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ก่อนจะลาออก มาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์พิเศษ ในสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย อีกด้วย
         ++++++++++++++++++++++++++++++++
           สำหรับผลงานการเขียนหนังสือนั้น มีทั้งนวนิยายอิงหลักธรรม ที่โดดเด่นอย่าง ใต้ร่มกาสาวพัตร์ ที่เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนมัธยม หรือ กองทัพธรรม ลุ่มน้ำนัมทา เชิงผาหิมพานต์ นันทะปชาบดี ซึ่งเป็นนวนิยายพีเรียดในยุคพุทธกาล และอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก เล่มนี้ ที่เป็นนวนิยายอิงธรรมะ ที่ใช้ฉากต่างแดนในยุคปัจจุบัน
        ส่วนตำราต่างๆ ได้แก่ วัฒนธรรมวิทยา วัตถุธรรม ศาสนาเปรียบเทียบ ประวัติศาสตร์ศาสนา พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา ไทย-อังกฤษ และ อังกฤษ-ไทย พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน (ห้าเล่มจบ ย่อความจากภาษาบาลี 45 เล่ม) เป็นต้น
         +++++++++++++++++++++++
         อ. สุชีพ เป็นนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับทั้งจากพุทธศาสนิกชนและคณะสงฆ์ไทยอย่างกว้างขวาง ในฐานะที่สมบูรณ์ด้วยวิชาความรู้ทางพระพุทธศาสนาอย่างเยี่ยมยอด หาใครเทียมได้ยาก จนได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย"(The Father of Modern Buddhist University in Thailand) ในเวลาเดียวกัน ท่านก็มีความประพฤติที่ดีงาม สุภาพอ่อนโยน ระหว่างที่ท่านเคยบวชเป็นพระอยู่ในชื่อว่า สุชีโว ภิกขุ
              +++++++++++++++++++++
           ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด เพราะประการแรก ท่านเชี่ยวชาญพระพุทธศาสนาเป็นเลิศ ประการที่สอง ท่านรอบรู้วิชาการสมัยใหม่อย่างเยี่ยม ประการที่สาม ท่านเป็นพระภิกษุไทยรูปแรกที่บรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เกิดการติดต่อระหว่างชาวพุทธในต่างประเทศกับประเทศไทย แม้ว่าท่านจะมีภาระงานมากมาย แต่ท่านก็เป็นนักเขียน ที่ผลิตงานเขียน ทั้งในรูปหนังสือและตำราเผยแพร่ความรู้ด้านพุทธศาสนา รวมทั้งนวนิยายอิงธรรมะเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังเป็นผู้บุกเบิกทำพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนาอีกด้วย
          อาจารย์สุชีพได้ถึงแก่กรรมลง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 เวลา 15.51 น. สิริอายุ 83 ปี 21 วัน

 




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2563
0 comments
Last Update : 30 กรกฎาคม 2563 9:09:07 น.
Counter : 264 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 77 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.