หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2563
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
1 พฤษภาคม 2563
 
All Blogs
 

สุดที่รัก : ศุทธินี

เรื่อง : สุดที่รัก
ผู้ขียน : ศุทธินี
สำนักพิมพ์ : บรรณกิจ
ปีที่พิมพ์ : 2517
เล่มเดียวจบ


         ผมรู้จักนามปากกา ศุทธินี จากผลงาน “รอให้น้ำลายไหลเสียก่อน” ซึ่งเป็นเรื่องสั้นๆประทับใจ ลงในหนังสืออ่านภาษาไทย สมัยมัธยม เมื่อรู้ว่า เรื่องสั้นๆเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในหลายๆเรื่องที่รวมอยู่ในหนังสือ สุดที่รัก ผลงานชิ้นเอกของท่าน จึงพยายามเสาะแสวงหามาอ่าน และพบว่า ในจำนวนเรื่องสั้นนับร้อยเรื่อง ที่อ่านงาย และให้ข้อคิดแก่ผู้อ่านเป็นอย่างดี ชุดนี้ เคยตีพิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสารสยามสมัย
++++++++++++++++++++
         มาลัย ชูพินิจ ได้เขียนส่วนคำนำของหนังสือเล่มนี้ว่า เป็นเป็น ปกิณกะคดี ที่ครอบลุมไปถึงปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคนเรา ปัญหาภายในครอบครัว สังคม การศึกษา วัฒนธรรมและอื่นๆ ซึ่ง สุดที่รักจะรับใช้ท่านและบำเพ็ญกรณีแก่ท่านได้มากทีเดียว ในฐานะเป็นเพื่อนใจ ไม่ว่ายามไหน ทั้งในการยับยั้งอารมณ์อันขุ่นมัวหม่นหมองและมโนคติของเราในยามนั้น...
ในจำนวนเรื่องสั้นๆ เสมือนการถ่ายทอดความคิด ออกมาผ่าน ตัวละคร “ข้าพเจ้า” เป็นผู้เล่า นั้น ผมขอยกตัวอย่างมาบางเรื่องประกอบการรีวิว ดังนี้ครับ
            ++++++++++++++++++++++
เรื่อง ลูกสวรรค์สองใบ
         กล่าวถึงคนขายลูกโป่งสวรรค์ และ เด็กชายโจ กับเด็กชายจิ๋ม สองพี่น้องวัยห้าหกขวบ ที่รบเร้าพ่อกับแม่ให้ช่วยซื้อลูกโป่งสวรรค์ให้คนละใบ แต่มารดาของเด็กใจแข็ง มองเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ จนข้าพเจ้าอดสงสารไม่ได้ เลยเลือกลูกโป่งสีแดงสดใส ให้เด็กน้อย

         จิ๋ม รีบประคองลูกโป่งสวรรค์ เข้าบ้าน และปล่อยให้มันลอยติดเพดาน คอยระวังไม่ให้มันลอยออกไปด้วยความกลัว ส่วนโจ รับเอามาแล้วก็แต่เล่นแทนฟุตบอล อย่างสนุก จนในที่สุดเด็กชายคงจะเหนื่อย เลยเปลี่ยนวิธีเล่นใหม่
+++++++++++++++++++++
       “เร็ว ใครๆ มาดูทางนี้เร็ว จะมีการปล่อยดาวเทียมดวงใหม่”
เมื่อข้าพเจ้าหันไป จึงเห็นว่าโจปล่อยลูกโป่งสวรรค์ให้ลอยลิ่วขึ้นสู่สวรรค์สมชื่อของมัน เด็กชายแหงนคอมองแล้วก็โบกมือให้อย่างสนุกสนาน ไม่มีท่าทีเสียดายแม้แต่น้อย
        แต่กลายเป็นว่า คุณแม่เอ็ดขึ้นมาแทน และเปรียบเทียบว่า น้องชายเขายังรู้จักระวังของ ก่อนสำทับว่า คราวนี้เราก็อดเล่นน่ะสิ แต่เด็กชายโจ กลับตอบว่า
          “ของจิ๋มเขายังอยู่ก็ช่างเขาเป็นไร ฮึ! จ้างก็ไม่สนุกเท่าผม”
+++++++++++++++++++++
        คำพูดนั้นเอง ที่ทำให้ ข้าพเจ้าคล้อยตามขึ้นมาฉับพลัน ถูกแล้ว! ลูกสวรรค์ของโจไม่มีอีกแล้ว แต่เขาก็ได้สนุกสนานกับมันอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเขาเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม บัดนี้เขากลับเป็นอิสระแก่ตัว ปราศจากพันธะเรื่องลูกสวรรค์ เขาวิ่งไปไล่จับผีเสื้อตัวงาม ปีนต้นชมพู่ที่กำลังมีลูกดก โจช่างมีอิสรเสรีที่จะรับเอาและรักในสิ่งที่โลกได้หยิบยื่นให้แก่เขาในวันนั้น หลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกิน

        ขณะที่จิ๋ม กลับเอาปลายเชือกผูกติดข้อมือไว้แน่นหนา เพราะกลัวลูกโป่งจะลอยหนี ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสงสารจับใจ พ่อหนูช่างมีความระมัดระวัง จนกระทั่งไม่มีเวลาจะได้ชื่นชมสนุกสนานกับสิ่งอื่นๆรอบด้าน ด้วยปรารถนาจะครอบครองสิ่งเล็กๆนั้นไปตลอดกาล และสิ่งนั้นก็เช่นเดียวกับของอื่นๆในโลก ย่อมพลัดพรากหรือแตกทำลายไปในที่สุด
++++++++++++++++++++
          ชีวิตนี้มีไว้สำหรับชื่นชมยินดี ต่อสิ่งที่ผ่านเข้ามาในวันหนึ่งๆ แต่ละวันที่ผ่านเข้ามาก็ควรจะได้รับการต้อนรับเช่นเดียวกับลูกสวรรค์ของโจ สนุกสนานและรักสิ่งที่ได้มาอย่างสุดใจ และปล่อยให้มันผ่านไปหลังจากที่ชื่นชมมันแล้วอย่างเต็มที่ โดยปราศจากความเสียใจอาวรณ์ เพราะวันรุ่งขึ้น ชีวิตก็จะได้รับการหยิบยื่นสิ่งดีๆ ใหม่ๆ แปลกให้อีกไม่มีที่สิ้นสุด
+++++++++++++++++++++++
เรื่อง ไม่นึกฝัน
           เป็นเรื่องของคุณครูภัทรา ที่สอนหนังสือในโรงเรียนแห่งหนึ่ง และในขณะเดียวกันเธอก็เป็นผู้บรรยายความรู้ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งหนึ่งไปด้วย วันหนึ่ง มีชายแปลกหน้ามาขอพบเธอ ในช่วงหยุดพักก่อนจะสอนในคาบต่อไป ครูภัทราไม่เคยเห็นชายคนนี้มาก่อน เขาแนะนำตัวว่า ชื่อวิชิต ชูเจริญ มาลาเธอเพื่อไปศึกษาต่างประเทศ และบอกว่าเขาเคยฟัง อาจารย์สอนทางวิทยุ รวมถึงอ่านบทความที่อาจารย์เขียน จนได้เรียนรู้เรื่องต่างๆจากอาจารย์ ได้แง่คิด จนมีแรงบันดาลใจหาความก้าวหน้าในชีวิต จนสอบชิงทุนไปเรียนต่อได้ แม้อาจารย์จะไม่รู้จักเขา แต่เขาก็นับถือ ครูภัทรา เหมือนอาจารย์ท่านหนึ่งเลยทีเดียว
+++++++++++++++++++
          ระหว่างการสนทนากับ ชายผู้เป็นลูกศิษย์นอกห้องเรียนโดยไม่คาดฝันนั้นเอง ทำให้เลยเวลาสอนไปประมาณสิบห้านาที นักศึกษาคนหนึ่งได้เข้ามพบและบอกว่า
     “อาจารย์ครบ พวกเรานึกว่าอาจารย์ไม่มาเลยกลับกันเกือบหมดแล้ว ชั่วโมงนี้อาจารย์งดสอนก็แล้วกันนะครับ ไม่มีใครเหลืออยู่กี่คนแล้ว”
เมื่อนักศึกษาที่มาบอก กลับกันไปแล้ว อาจารย์ภัทราได้แต่ถอนหายใจ แล้วบอกว่า
      “โลกนี้มันน่าขันนะคุณ คนที่เราไม่ได้สอนเขาเลย เขากลับบอกว่า ได้อะไรไปจากเรามากมาย แต่คนที่เรามีหน้าที่จะสอนเขา เขากลับบอกว่า ไม่ต้องการ แม้เพียงจะคอยชั่วเวลาสักสิบห้านาทีเท่านั้น ก็ยังคอยไม่ได้!”
++++++++++++++++++++++
     ส่วนเรื่องสุดท้ายของรีวิวนี้ คือเรื่องที่ผมชอบมากๆ นั่นก็คือ รอให้น้ำลายไหลเสียก่อน
       เรื่องนี้ มาจากการสังเกตของ “ข้าพเจ้า” ที่เห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆคนนั้น ยืนอยู่หน้าร้านขนมแห่งหนึ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังขวดโหลบรรจุทอฟฟี่ชนิดต่างๆ รวมทั้งขนมปังกรอบ ลูกกวาด ฯลฯ นิ้วชี้ของแกอยู่ในปาก เหมือนตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกซื้ออะไรกันแน่
         จนกระทั่ง ข้าพเจ้า กำลังจะออกจากร้านไปแล้ว ก็ยังเห็นเด็กหญิงยืนมองโหลขนมอย่างเดิม ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นว่า แม่หนูน้อยคงจะไม่มีสตางค์ติดตัว ทำให้ข้าพเจ้าเปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบเหรียญส่งให้เด็กหญิงคนนั้น แต่แล้ว เด็กหญิงกับยิ้มตอบอย่างกว้างขวางจนเห็นฟันหลอที่แถวบน แล้วสั่นศีรษะอยู่ไปมา

++++++++++++++++++++++++++
      “สตางค์ของหนูก็มีค่ะ” เด็กหญิงตบกระเป่ากระโปรงให้ดูประกอบ “แต่ว่า... หนูจะคอยให้น้ำลายไหลเสียก่อน ถึงจะซื้อ”
       คอยให้น้ำลายไหลเสียก่อน! ข้าพเจ้าทวนคำอย่างไม่เชื่อหูตนเอง เด็กหญิงคนนี้ช่างคิดเสียนี่กระไร ถ้าโตขึ้นคงจะเป็นหญิงสาวที่มีนิสัยดีงามอย่างยิ่ง และข้าพเจ้าก็คงจะไม่มีวันลืมเด็กน้อยคนนี้ได้เลย

++++++++++++++++++++++
         มันทำให้ข้าพเจ้าอดระลึกไม่ได้ถึงพฤติการณ์ความฟุ่มเฟือยของตนเอง และไม่เคยที่จะให้โอกาสตนเองรอคอย จนกระทั่งให้ “น้ำลายไหลเสียก่อน” เพียงเหลือบดูเห็นของที่ชอบใจก็ลงมือโดยแทบจะไม่คิดถึงราคาถูกแพง และเมื่อได้มาแล้วเพิ่งได้คิดทีหลังว่าตนเองมิได้ชอบมันอย่างแท้จริงเลย ของหลายอย่างจึงนอนจมอยู่ก้นตู้อย่างไม่มีวันปรารถนาจะหยิบออกมาใช้อีก

       บทเรียน รอให้น้ำลายไหล เสียก่อน ช่วยประหยัดเงินของข้าพเจ้าไว้เป็นจำนวนไม่น้อย และคิดว่าบทเรียนนี้คงจะใช้สำหรับคนอื่นๆได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด และต้องการอะไร อย่าลืมหยุดคิดว่า “รอให้น้ำลายไหล” เสียก่อน
+++++++++++++++++++++++++++
       สุดที่รัก เป็นหนังสือที่อ่านได้อย่างสบายๆ เนื้อเรื่องแต่ละตอน ไม่เกิน 4-5 หน้า และยังแทรกข้อคิด คติเตือนใจ เหมือนการบอกเล่าของมิตร ที่มีต่อมิตรด้วยกัน เป็นหนังสืออีกเรื่องหนึ่งที่อ่านแล้วเพลินเพลิน เบิกบานใจในช่วงเวลาอันวิกฤต เช่นนี้ได้เป็นอย่างดีครับ
++++++++++++++++
        สำหรับประวัติของ ศุทธินี นั้น เป็นนามปากกา ของ คุณสุทธิลักษ์ อำพันวงศ์ ศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นเดียวกับ แม้นมาศ ชวลิต ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และ ม.ล. รสคนธ์ อิสรเสนา สำเร็จการศึกษา รุ่นปี พ.ศ 2486 หนังสือที่ท่านชอบอ่านมากที่สุดคือ “ผิวเหลืองผิวขาว” และ “ละครแห่งชีวิต” ของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง เริ่มงานประพันธ์ ขณะที่ทำงานในหอสมุดกลาง จุฬาฯ มีโอกาสได้พบกับ วิลาศ มณีวัต นักเขียนมีชื่อในขณะนั้น ซึ่งเขียนเรื่องประจำให้กับหนังสือ นิกร รายสัปดาห์ เริ่มงานเขียนครั้งแรก คือ บทวิจารณ์ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ห้า เรื่องเงาะป่า เมื่องานชิ้นแรกได้ลงพิมพ์ ปรากฏว่าเป็นที่พอใจของ มาลัย ชูพินิจ นักเขียนใหญ่ในยุคนั้น

       ท่านมีผลงานส่วนใหญ่ เป็นสารคดีไทย และที่แปลจากต่างประเทศ ส่วนเรื่องสั้นก็มีบ้าง โดยใช้นามแฝงว่า “อลงกรณ์” ต่อมา เมื่อมีการออกหนังสือพิมพ์สยามสมัยรายสัปดาห์ ก็ได้รับเชิญให้เขียนคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับโลกชีวิตผู้หญิง และเด็ก ซึ่งต่อมาเรียกว่า คอลัมน์ศุทธินี
+++++++++++++++++++
       ในตอนนั้น ยังหานามปากกาที่ถูกใจไม่ได้ นามปากกาที่เคยใช้มาแล้วนอกจาก อลงกรณ์ ก็มี ส.ลักษณ์ วันดี และอื่นๆ ต้องร้อนถึงหลวงบุณยมานพพาณิชย์ (แสงทอง) ซึ่งเป็นนักเขียนประจำของบริษัท ช่วยคิดนามปากกา “ศุทธินี”ให้ จึงรีบรับเอา เพราะรู้สึกแปลกดี และมีความหมายเหมือนชื่อจริง
คอลัมน์ศุทธินี นับเป็นงานชิ้นเอกของอาจารย์สุทธิลักษณ์ และเป็นงานที่เจ้าตัวพอใจมากกว่างานเขียนอื่นๆได้นำมารวมเล่มในปี พ.ศ. 2505 มาลัย ชูพินิจ ช่วยตั้งชื่อหนังสือว่า “สุดที่รัก” และได้เขียนในคำนำให้อีกด้วย



 




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2563
2 comments
Last Update : 1 พฤษภาคม 2563 7:11:00 น.
Counter : 310 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณnewyorknurse

 

เรื่องสั้นชุดนี้ น่ารักจริงๆ
อ่านรีวิวเรื่อง ”รอให้น้ำลายไหลเสียก่อน” แล้วรู้สึกมีความสุขจนอดหัวเราะไม่ได้

ชื่อหนังสือ “สุดที่รัก” น่าจะตั้งจากชื่อจริงของนักเขียน เพราะออกเสียงคล้ายกัน
สมัยที่เป็นนักศึกษา มีอาจารย์ท่านหนึ่งชื่อ อาจารย์สุทธิลักษณ์ แต่เวลาที่ได้ยินคนพูดถึงท่านครั้งแรก ฟังเป็น อาจารย์สุดที่รัก ตอนนั้นคิดว่า อาจารย์ท่านนี้ชื่อแปลกจังเลย ^_^

ป.ล.
เรื่องสั้นเรื่องแรก ชื่อเรื่องน่าจะเป็น “ลูกโป่งสวรรค์สองใบ” นะคะ

 

โดย: นักอ่านรุ่นเก๋า IP: 27.55.74.98 1 พฤษภาคม 2563 22:02:35 น.  

 

คุณนักอ่านรุ่นเก๋า เรื่องรอให้นำ้ลายไหลเสียก่อน เป็นความทรงจำในวัยเด็กที่ประทับใจมากๆครับ
เรื่อง ลูกสวรรค์สองใบ ตอนอ่านแรกๆ ก็เข้าใจว่าพิมพ์ตกไปเหมือนกันครับ แต่พออ่านไปเรื่อยๆ ผู้เขียนใช้ ลูกสวรรค์หมด ทั้งเรื่องเลยครับ ผมเลยคงชื่อตาม จากต้นฉบับครับ

 

โดย: สามปอยหลวง 2 พฤษภาคม 2563 16:52:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 75 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.