หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2562
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
5 สิงหาคม 2562
 
All Blogs
 

บทสัมภาษณ์ จินตวีร์ วิวัธน์ ในนิตยสารขวัญเรือน ปี พ.ศ. 2530 ตอนที่ 1

เรื่อง : บทสัมภาษณ์ จินตวีร์ วิวัธน์ (ตอนที่ 1)
ที่มา : นิตยสารขวัญเรือน ฉบับที่ 378 ปักษ์แรก กันยายน 2530




         เมื่อครั้งที่ คุณจินตวีร์ วิวัธน์ ได้เขียน นวนิยาย สุสานเสน่หา (นวนิยายลำดับสุดท้ายในสามเรื่องที่ท่านเขียนไม่จบ ประกอบด้วย เหยื่อยมบาล จักราพยาบาท และเรื่องนี้) ตีพิมพ์ลงในนิตยสารขวัญเรือน ในบทแรกนั้น ทางทีมงานนิตยสาร ได้จัดทำสกู๊ปพิเศษ เปิดใจสนทนา ผู้เขียน สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย คุณ “นิชณา-ไพพรรณ” ซึ่งเป็นที่ถูกใจแก่บรรดาแฟนานุแฟน หลายท่านเป็นอย่างมาก... หากก็คงไม่มีใครคาดคิดว่า นวนิยายเรื่องนี้ จะนำลงในขวัญเรือน แค่เพียง 7 บท และหลังจากนั้นไม่นาน ผู้เขียน ก็ได้ลาจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ!

        ในโอกาสนี้ ผมขออนุญาต นำลง บทสัมภาษณ์ ดังกล่าวอีกครั้ง โดยต้องขอแบ่งเป็นสองช่วง เพราะเนื้อหาที่ลงค่อนข้างยาว และต้องการจะพิมพ์ด้วยตัวเองจากเอกสารที่ถ่ายมา (ภาพจากรูปถ่ายและถ่ายเอกสารมาอาจจะไม่ชัดนักครับ) ซึ่งถ้าหากมีข้อผิดพลาด หรือบกพร่องแต่ประการใด ก็ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียวครับ


จินตวีร์ วิวัธน์
       ...เพิ่งพลิกผ่านบทแรกของ สุสานเสน่หา กันมาหยกๆ หากไล่สายตาไปตามตัวอักษร... ทอดอารมณ์ไปตามเนื้อหาสักหน่อย ก็อาจรู้สึกยะเยือกเย็นวูบสันหลังได้เหมือนกัน และนามปากกา จินตวีร์ วิวัธน์ ย่อมบ่งบอกให้รู้ว่า เป็นเนื้อเรื่องในแนวลึกลับตื่นเต้นแกมสยดสยอง และเหนือจริง ชวนให้น่าติดตามยิ่งนัก

      คงต้องบอกกล่าวเพิ่มเติมกันอีกนิดว่า นักเขียนผู้นี้ก็คือบุคคลเดียวกับ จินตนา ปิ่นเฉลียว นักกลอนชื่อดัง ที่มีผลงานในอดีตมามากมาย และก็คือบุคคลเดียวกับ จินตนา ภักดีชายแดน หัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร ต่วย’ตูนพิเศษ อีกด้วย

        เมื่อครั้งที่เป็นจินตนา ปิ่นเฉลียว เธอเขียนกลอนมาตั้งแต่อายุ 13 ปี ซึ่งได้ลงพิมพ์ในหนังสือสำหรับนักเรียนสมัยนั้น ทำให้เกิดเป็นกำลังใจ ในการเขียนกลอนเรื่อยมา กระทั่งเรียนชั้นมัธยมปลาย จึงเริ่มส่งผลงานตีพิมพ์ตามนิตยสารต่างๆ เช่น สยามสมัย แสนสุข ไท-สัปดาห์ แม่ศรีเรือน ชาวกรุง ฯลฯ

        “สิ่งแวดล้อมคือคุณพ่อคุณแม่ ชอบกาพย์กลอนน่ะค่ะ คุณพ่อเขียนกลอนได้และเคยแต่งบทละครร้อง แล้วก็แปลหนังสือ ท่านจะมีหนังสือมากเลยที่บ้าน หนังสืออย่างเรื่องอิเหนา ท่านก็จะเอามาอ่านให้ลูกฟัง ก็เลยได้ยินบ่อยๆ พี่ยังไม่ได้เรียนหนังสือ ก็ท่องรามเกียรติได้แล้ว ที่เยอะที่สุดก็พวกหนังสือเกี่ยวกับสิ่งหลาด ลึกลับ ภูตผีปีศาจ จึงเป็นความฝังใจ มาตั้งแต่เด็กๆ” เธอตอบคำถามแรกด้วยรอยยิ้มกว้าง

       เธอบอกว่า ในด้านการเขียนร้อยกรองนั้น ได้ยึดถือ “แสงทอง” หรือหลวงบุณยมานพพาณิช ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางด้านกาพย์กลอนแห่งยุคสมัยและเป็นผู้พิจารณาบทกลอนของ “สยามสมัย” เป็นแบบอย่าง

       “ท่านมีบุญคุณกับพี่ม้ากมากเลย ที่กรุณาส่งบทกลอนที่ท่านแก้ไขให้คืนมา ท่านบอกให้ดูเป็นแนวทางว่าควรใช้คำยังไง พูดแบบสำนวนกำลังภายใน ก็ซ่าไปกราบคารวะท่านเป็นอาจารย์ มอบตัวเป็นศิษย์น่ะ เขียนกลอนก็เลียนแบบท่าน ท่านเขียน ไม่เหมือนใคร มีการแยกคำ กระทั่งตอนหลังๆ จึงได้เจอแนวทางของตัวเอง”

แนวทางที่พบคือแนวไหนคะ
ต้องเล่าภูมิหลังว่า พ่อพี่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย แม่ก็เป็นแม่บ้าน ลูกหลายคน พี่ก็มองเห็นว่าชีวิตค่อนข้างลำบาก คนซึ่งอยู่แวดล้อมเรา... แถวๆบ้าน เค้าก็ลำบากเหมือนกัน จึงจับจุดนั้นมาเขียน เป็นแนวเชิงชีวิตวิต เสียดสีนิดหน่อยว่าสังคมควรจะดียิ่งกว่านี้ แต่กลอนรักไม่ได้เขียนเลย... ไม่ใช่แนวของพี่หรอก

ชื่อจินตนา ปิ่นเฉลียว เป็นที่รู้จักในแวดวงตั้งแต่เมื่อไหร่
ก็คิดว่า ตอนอยู่โรงเรียนเตรียมฯ นะ พอเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มีกิจกรรมเยอะ มีชมรมวรรณศิลป์หัดให้นิสิตเขียนกลอน มีการแข่งขันแต่งกลอน ทั้งระหว่างคณะ ระหว่างมหาวิทยาลัย และช่วงนั้นทางทีวี.ช่อง 4 ซึ่งอาจารย์จำนง รังสิกุล เป็นหัวหน้าใหญ่ฝ่ายจัดรายการก็สนับสนุนทางด้านกาพย์กลอน ชักชวนให้นิสิตนักศึกษาไปแข่งขันกลอนออกทีวี. ชนะหลายครั้งและพี่เคยชนะเลิศ ประกวดกลอนชาวบ้าน เมื่อปี 2504 ด้วย เป็นช่วงที่สนุกสนานมาก ซึ่งก็นับว่าคณะอักษรฯ เปิดโอกาสให้พี่มากเลยทีเดียว

       พอเรียนอยู่ชั้นปีที่สอง คุณพ่อของเธอก็เสียชีวิตลง ความเป็นอยู่จึงยากลำบากหนักขึ้นกว่าเดิมอีก แต่ยังนับว่าโชคดีที่พี่ชายคนโตชื่อปกรณ์เรียนจบเป็นตำรวจอยู่ต่างจังหวัด และรับส่งเสียให้เธอเล่าเรียน ส่วนวาทิน พี่ชายคนรอง เข้าทำงานที่กรมชลประทานแล้ว และเป็นผู้รับภาระภายในบ้านเธอจึงต้องทำมาหาเลี้ยงชีพตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ

      “แล้วเราจะเลี้ยงชีพได้ยังไง นอกจากใช้สิ่งที่ถนัด ตอนนั้นพี่มีสนามกลอนประจำที่สยามสมัยอยู่แล้ว แล้วบรรณาธิการในสมัยนั้น สนับสนุนเรื่องสั้น ก็เขียนส่งไปลงประจำ คือเดือนหนึ่งพี่จะได้ลงหน้าหนึ่งเสมอ ได้ค่ากลอน 50 บาท เรื่องสั้น 150 บาท รวม 200 บาท ซึ่งสมัยนั้น ข้าวแกงจานละบาท ก็โก้เชียว มีเหลือไปเที่ยวไปดูหนังได้”

       ครั้งเรียนสำเร็จ เธอก็เข้ารับราชการในตำแหน่งเลขานุการ ที่สำนักงานการพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมีงานท่วมท้น ทำให้ผลิตงานเขียนน้อยลงๆ จนขาดหายไปในที่สุด

     กระทั่งทางมูลนิธิ จอห์น เอฟเคนเนดี้ แห่งประเทศไทย จัดประกวดชิงรางวัลเคนเนดี้ทางวรรณคดีขึ้น ทั้งประเภท ร้อยแก้ว และร้อยกรอง เธอก็ได้ส่งผลงานเข้าร่วมด้วย ครั้งแรก เมื่อปี 2515 ส่งเรื่อง “นิราศพระอาราม” อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับของเก่าแก่ วัดวาอาราม ซึ่งก็ได้รับรางวัล ชมเชย โดยไม่มีผู้ใดได้รับรางวัลที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

     ในปีต่อมา เธอจึงได้ส่งผลงานเข้าประกวดอีกครั้ง ด้วยเรื่อง “เพลงยาวอยุธยาวสาน” เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการปลุกใจให้เกิดความสามัคคี ซึ่งก็ได้รับรางวัลชมเชยอีกครั้งหนึ่ง โดยมีผู้ได้รับรางวัลเดียวกันอีก 2 ราย และไม่มีผู้ใดได้รับรางวัลอื่นๆ จากนั้นเธอมีผลงานบทกลอนรวมเล่มชื่อ ดอกหญ้าสีชมพู ออกมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะเงียบหายไปอีก และแล้วเธอก็กลับมาในนาม “จินตวีร์ วิวัธน์” เมื่อปี พ.ศ. 2517

ทำไมถึงมาเขียนหนังสืออีก
ตอนนั้น คุณแม่ป่วย นอนอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือนเลย พี่ก็ไปนอนเฝ้าทุกคืน เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว วิทยุก็ฟังไม่ได้ ทีวี.ก็ดูไม่ได้ รบกวนคุณแม่... เหงาเชียว ก็เลยอ่านหนังสือ อ่านทุกอย่างเท่าที่จะหามาได้ แล้วก็เลยไปค้นหาเรื่องที่ตัวเองชอบ แนวเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ ลึกลับตื่นเต้น ได้มา 2-3 เล่ม พอ่านจบมาหาอีก ปรากฏว่าไม่มี ในท้องตลาดมีคนเขียนน้อยมาก พี่ก็เลยนึกว่า ไหนๆ เราก็ชอบเรื่องอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเสียเองเล่า บรรยากาศในโรงพยาบาลก็แสนจะให้ในการเขียนเรื่องอย่างนี้ เค้าลือกันว่า เตียงนั้นเสีย แต่กลางคืนมีคนเห็นลุกขึ้นเดินไปที่ระเบียง พี่เป็นคนกลัวผีอยู่แล้ว ก็กลัวมาก เลยจับเอาความกลัวมาใช้ให้เป็นประโยชน์ คือเราจะบรรยายได้ถูกว่าคนกลัวผี รู้สึกยังไง ก็เลยลงมือเขียนเรื่องแรก

เขียนเรื่องแรกก็สยองเลยนะคะ
ก็หนีไม่พ้นเรื่องอย่างที่เราชอบนั่นละ พี่ชอบของเก่า โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม ก็มาผูกพล็อตว่าควรจะเป็นเรื่องของโบราณ เป็นปราสาทหิน ดูแล้วลึกลับน่าสนใจ ตัวเอกควรจะเป็นเจ้าหญิงขอมโบราณซึ่งเป็นอมตะ ไม่ตาย มีชีวิตยืนยาวมาถึงสมัยนี้ ด้วยการกินเลือดคน เพราะขอมเก่งทางด้านไสยศาสตร์ อันนี้ ได้เค้ามาจาก แดร็กคิวล่า มาเจอพระเอก ก็รักพระเอกตามประสาผู้หญิง ตั้งชื่อเรื่องว่า อมฤตาลัย เป็นชื่อเมืองของนางเอกในอดีต ชื่อนี้ ก็ได้มาจากเมืองหนึ่งของขอมโบราณ ชื่อ หริ-หราลัย เป็นที่อยู่ของพระหริ-หระ

เขียนตอนเฝ้าไข้กลางคืน?
ก็ลงมือเขียน ใช้เวลากลางคืน แม่หลับไปแล้วก็เขียน เขียนไปแล้วไม่ยอมจบ (หัวเราะ) ยาวออกๆ 50 กว่าตอนจบ และก็จบอย่างที่ตัวเองคิดว่าสวย ตอนแรกพี่เริ่มมาจากเรื่องสั้น ก็คิดว่าตัวเองไม่มีทางเขียนเรื่องยาวได้ เพราะเรื่องสั้นแค่ 8-9 หน้า ก็เต็มกลืนแล้ว

เขียนแล้วเอาไปให้ใครอ่านบ้าง
ตอนนั้นพี่แต่งงานแล้ว ตั้งแต่ ปี 2511 แฟนเค้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ก็ให้อ่านดูแล้ววิจารณ์… ไม่ทราบว่า เขาปลอบใจหรือเปล่า เค้าบอกว่า “ก็ท่าทางจะไปได้สวย” เลยมีกำลังใจ พอดี พี่ต่วย (วาทิน ปิ่นเฉลียว) รู้จักกับคุณประสิทธิ์ หัวหน้าบอกอหนังสือจักรวาล เค้าก็รับเรื่องไว้ บอกว่าจะให้คุณพนมเทียนอ่านดูอีกที รออยู่ประมาณสองอาทิตย์ คุณพนมเทียนก็ให้คนมาบอกว่า เรื่องใช้ได้ จะเอาลงให้ อย่าถามเลยว่า ตอนนั้นตื่นเต้นดีใจแค่ไหน ดีใจอย่างมากมาย แล้วสิ่งที่ทำให้ดีใจระลอกสองตามมา คือคนอ่านเขียนจดหมายมาว่า นักเขียนใหม่คนนี้ เขียนเรื่องจะเข้าท่า

นานมั้ยคะ กว่าจะมีเรื่องที่สองตามมา
ก็เขียนเรื่องที่สองเลย เขียนตอนที่ อมฤตาลัย ลงไปได้ไม่กี่ตอน เรื่องนี้ ชื่อ “บ้านศิลาทราย” เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเหนือ เพราะพี่เป็นคนเชื้อสายชาวเหนือ ทั้งที่ตัวเองเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ก็ผูกพัน เรื่องนี้ก็พยายามให้ลับลับ ซ่อนเงื่อนมากขึ้น มีอะไรน่ากลัว ก็ประดังประเดใส่เข้าไปหมดเลย ยาวประมาณ 70-80 ตอน ขอให้คุณสีน้ำ ช่วยดู เค้าบอกพอไปได้ แต่ยังไม่ให้ลงบางกอก เพราะผู้ชายอ่านเยอะ เรื่องทำนองนี้ ผู้ชายอาจไม่ชอบ ก็ไปลงใน ทานตะวัน แทน เพราะผู้หญิงอ่านเยอะ คนก็เขียนมาบอกว่า เข้าท่าอีก เลยบ้ายอต่อมา จนถึงเดี๋ยวนี้ไงคะ (หัวเราะ)

ใช้นามปากกานี้ตั้งแต่เรื่องแรกเลย
ค่ะ ทีแรกจะใช้ พวงอุบล ปิ่นวิวัธน์ คือ แม่ชื่อพวง แล้วพ่อเดิมชื่อ อุบล พอสมัยจอมพล ป. เกิดเห็นว่า ชื่ออุบล เป็นชื่อผู้หญิง ก็ให้เปลี่ยนเป็น ชายจริง หญิงแท้ ท่านก็เลยเป็นเป็น “วิวัธน์” เสียทันสมัย ก็เลยเอามารวมกัน เป็น พวงอุบล ปิ่นวิวัธน์ ปิ่นมาจาก ปิ่นเฉลียว นามสกุลเดิม แฟนพี่เค้าบอก แหม! มันเชย (หัวเราะ) เปลี่ยนใหม่เถอะ ก็เลยมานึกดูว่า เอ๊ะ! เรานี่ขี้ขลาดตาขาว กลัวผีมาก อย่ากระนั้นเลย มาตั้งชื่อให้ตรงข้ามกับนิสัยขี้ขลาด ก็เลยกลายเป็น “จินตวีร์” แปลว่า ผู้เก่งกล้าหาญ (หัวเราะ) แล้วก็เอาวิวัธน์ มาจากพ่อ ก็เลยกลายเป็นจินตวีร์ วิวัธน์


    นามปากกา แห่งราชินี นวนิยายลึกลับ ในสไตล์ วิทยาปาฎิหาริย์ จึงถือกำเนิดขึ้นจากที่มานี้เอง!!

          และต้องขออภัยเพื่อนนักอ่าน ที่ขอตัดจบตอนเพียงแค่นี้ก่อนนะครับ จะพยายามพิมพ์ให้เสร็จและนำลงภายในสัปดาห์นี้ให้ต่อเนื่องกันครับ









 

Create Date : 05 สิงหาคม 2562
6 comments
Last Update : 5 สิงหาคม 2562 11:31:53 น.
Counter : 250 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณดาวริมทะเล, คุณhaiku, คุณruennara, คุณเพรางาย

 

โอ้ โหวตสามปอยหลวง Fanclub Blog ให้เลยค่ะ
เข้ามาเห็นพอดี เป็นแฟนขับ คุณจินตวีร์ วิวัธน์ มานาน
ไม่เคยรู้เรื่องแบบนี้เลยค่ะ รู้แค่ว่าเป็นคนกลัวผีแต่มาเขียนแนวแบบนี้ได้
และเพิ่งรู้ว่านิยายเรื่องแรกแนวนี้คือ อมฤตาลัยและ เรื่องต่อมาคือบ้านศิลาทราย
ดีใจที่ได้อ่านแล้วทั้ง 2 เรื่อง ชอบทุกเรื่องเลยค่ะ ถ้าเป็นนามปากกาอื่น จะยังไม่เคยอ่านเลย
เพราะเมื่อก่อนยังเด็กๆ ก็ไม่รู้ว่ามีใช้นามปากกาอื่นด้วย จะอ่านแต่นามปากกานี้อย่างเดียวเลย

ไม่ค่อยมีเวลาเข้าบล็อก ไว้จะค่อยๆมาตามอ่านเรื่องที่ยังไม่เคยอ่านจากบล็อกนี้นะคะ

ถ้าตอน2 ออกเมื่อไหร่ช่วยไปเคาะประตูบ้านเรียกด้วยนะคะ

ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ

 

โดย: ดาวริมทะเล 5 สิงหาคม 2562 20:33:02 น.  

 

สวัสดีครับคุณดาวริมทะเล ขอบคุณที่ช่วยโหวตให้นะครับ งานของคุณจินตวีร์ มีเอกลักษณ์เฉพาะโดดเด่น ทั้งภาษาและพลอตล้ำยุคอย่างมาก มีโอกาสเลยพยายามเสาะหา รายละเอียดหรือบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับตัวท่าน นำมาลงให้เพื่อนนักอ่านที่สนใจได้รู้จักตัวตนและผลงานของท่าน มากขึ้นครับ
คิดว่าภายในวันพรุ่งนี้ ถ้าไมผิดพลาดจะรีบนำบทสัมภาษณ์ ช่วงสุดท้าย มาลงครับ บางตอน บางช่วง ผมอ่านแล้วยังสะเทือนใจ กับมรสุมชีวิตและการต่อสู้ดิ้นรนของท่านเป็นอย่างมาก ยิงอ่านแล้วยิ่งรู้สึกว่า คุณจินตวีร์ เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่หัวใจแกร่ง มากเลยทีเดียวครับ

 

โดย: สามปอยหลวง 6 สิงหาคม 2562 8:58:04 น.  

 

ผมเป็นแฟนคลับของจินตวีร์ วิวัธน์อีกหนึ่งคนครับ แม้จะเกิดหลังจากที่คุณจินตนาเสียชีวิตไปนานแล้วก็ตาม รู้จักเพราะกลอน 'รุ่งอรุณแห่งหัวใจ' ในหนังสือเรียนเก่าเล่มหนึ่ง หลังจากนั้นก็ติดตามหาหนังสือรวมกลอนมาอ่านซึ่งค่อนข้างเป็นของหายากจนถึงตอนนี้ก็ยังได้ไม่ครบเลยครับ น่าเสียดายที่คุณจินตนาเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควร ไม่อย่างนั้นคงได้ฝากผลงานไว้ให้อ่านอีกมากมายเลยครับ

 

โดย: ruennara 10 สิงหาคม 2562 13:29:58 น.  

 

สวัสดีครับคุณ ruennara คุณจินตวีร์ เขียนเก่งทั้งกลอน ทั้งเขียนนิยายเลยครับ ผมเองก็ชอบสไตล์การเขียนทั้งสองอย่าง ซึ่งมีเอกลักษณ์ไปคนละแบบ ตอนนี้รอลุ้นให้ทางสำนักพิมพ์กรู๊ฟ จัดพิมพ์ผลงานของท่านให้ครบสำหรับนักอ่านและแฟนานุแฟน ของท่านจะได้หามาสะสมครับ

 

โดย: สามปอยหลวง 12 สิงหาคม 2562 15:40:38 น.  

 

กรรมของเวร
อ่านทั้งกลอนทั้งนิยายทั้งสองชื่อ
แต่เพิ่งรู้ว่าเป็นคนเดียวกัน

เคยนึกอยากเขียนแนวนี้บ้างเหมือนกันค่ะ
อือ..เรามัวแต่กลัว ทำไมไม่คิดเอาความกลัวมาใช้ประโยชน์อย่างเขาบ้างน้อ

 

โดย: เพรางาย 31 สิงหาคม 2562 18:21:35 น.  

 

สวัสดีครับ คุณเพรางาย ส่วนใหญ่ นักเขียนนิยายผีๆ จะกลัวผีกันทั้งนั้นเลยครับ เท่าที่ทราบอย่าง "คุณแก้วเก้า"ด้วย ผมเคยอ่านมีบางท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าไม่กลัวผีจะเขียนเรื่องผีได้ไม่น่ากลัว ครับ

 

โดย: สามปอยหลวง 1 กันยายน 2562 13:35:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


BlogGang Popular Award#15


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.