Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2550
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
28 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 
หนึ่งวัน กับชีวิตในวัยมัธยมปลาย คาบเช้า

6:01 28/5/2550



.
.
.


ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา ... รู้สึกเหมือนมีใครมาเขย่าตัว ...


" ตื่นได้แล้ว เจ็ดโมงครึ่งแล้ว ... "

" งื่อ ... "


คำว่า "เจ็ดโมงครึ่ง" ของย่า ให้เดาไว้ก่อนเลยจะอยู่ที่สักประมาณเจ็ดโมงเช้า ... ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งนอนไปเมื่อครู่นี่เอง ...


" กลิ่นบุหรี่เหม็นหึ่งเลย ในห้องกลิ่นอับมากๆ ... "


ย่าเดินออกจากห้องบ่นของแกไปเรื่อย ... เอะ !!! แต่ผมล็อกห้องแล้วนี่หว่าก่อนนอน ย่าเข้ามาได้ไงเนี่ย ผมเองก็สงสัยได้ทุกวันเหมือนกัน ทั้งล๊อกลูกบิด ทั้งล๊อกกลอน ย่า ยังไปเอากุญแจมาไข แล้วก็พังกลอนบุกเข้ามาปลุกตัวผมในระยะประชิดได้เสมอ ...

เดี๋ยวนี้ผมพัฒนาไปถึงขนาดที่เคาะห้องแล้วไม่รู้สึกได้แล้วหละ ...

ย่าเองก็พัฒนามุขในการปลุกผมไปได้เรื่อยๆเหมือนกัน ...

.
.
.

" เต้ยโทรศัพท์ ... "

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่ผมจะต้องสะดุ้งโหยงตื่นขึ้นมาทุกที ... บางครั้งก็ไม่ได้มีใครโทรมาหรอก แต่ย่าอยากให้ตื่นขึ้นมาเท่านั้น ...

.
.
.

ผมควาญหาของที่ซ่อนอยู่บนหัวเตียง แล้วหยิบเอาเพลงโปรดที่กำลังฮิตใส่เข้าไปในเครื่องเล่นเทป ...

" ก่อนท้องฟ้าจะสดใส .... ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ... "


เหลือบตาไปมองโปสเตอร์ เฮเลน ฮันท์ ที่แปะตรงประตู เธอยืนเท้าสะเอว หน้าผากโอบอูม สวยมากเลยทีเดียว ไม่แพ้ภาพของ คาเมรอน ดิแอซ ที่ติดอยู่ที่ปลายเตียงเลยแม้แต่น้อย ...


.
.
.

" ห้าเซ็นฯ อะไรของมันวะ .. แม่ง "

ผมส่องกระจก มองหน้าผมที่อาจารย์เพิ่งกร้อนไว้เมื่อวานนี้ ... ทุกเดือนผมจะต้องไปตัดผม เดือนละสองครั้งเสมอ ร้านกระเทยหรูๆ ...ผมไม่เข้าใจโรงเรียนนี้เลย ... อาจเป็นโรงเรียนที่นักเรียนชาย ม. ปลายไว้ผมได้สั้นที่สุดในโลกแล้วกระมัง ...

.
.
.

" สูบบุหรี่ในห้องน้ำอีกแล้วนะ ... " เสียงย่าบ่นขึ้นมาอย่างหัวเสีย

" ไหนเอาะย่า ... "

ผมปฎิเสธ พลางหย่อนก้นบุหรี่ลงในท่อน้ำทิ้ง ปีนขึ้นไปพ่นควันทางรูระบายอากาศอย่างทะมัดทะแมง ...


" ไม่กินอะไรหน่อยหรอ ... นมสักกล่องก็ยังดี " ย่าพูดพลางยื่นตังค์ให้ผมหกสิบบาท ...


" ไม่หละครับ เกือบเจ็ดโมงครึ่งแล้ว " ผมรับตังค์มา มือไหว้ปะหลกๆ ... จัดเสื้อไว้อย่างเนี้ยบ กางเกงสีซีด ที่แม้มันจะเพิ่งถูกรีดมา แต่ด้วยสกุลของเนื้อผ้าเวสป๊อย ทำให้มันดูเหมือนยับได้ตลอดเวลา ...

.
.
.

เดี๋ยวนี้ผมไม่ต้องเม้มเงินขายของ ของย่าแล้ว ... เพราะเพิ่งมาเข้าใจว่า จริงๆแล้ว เราขอธรรมดาแกก็ให้ ... ขอไปไหนแกก็ให้ แต่ต้องมีเหตุผลหน่อยเท่านั้นเอง ...

.
.
.

กระเป๋าสีดำใบเล็ก ใส่สมุดเรียนเอาไว้ได้ไม่กี่เล่ม เหน็บไว้ข้างลำตัว ขึ้นคร่อมมอร์เตอร์ไซค์ ขับออกไปอย่างช้าๆ ...


ในหมู่บ้านนี้ก็แปลก ... หกโมงเช้าก็ยังไม่ค่อยมีใครตื่นมากนัก ... ช่วงเวลาเร่งรีบ มีเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ... พอหลังเจ็ดโมงครึ่งเป็นต้นไป ... ความเงียบก็จะเข้าปกคลุมหมู่บ้านอีก ...


ผมขับผ่านหน้าปากซอยหมู่บ้าน ที่เมื่อก่อนผมใช้จอดมอร์เตอร์ไซค์ ... แต่เดี๋ยวนี้ผมขับมันไปโรงเรียนแล้วหละ ...


บางวันก็อยากทำเท่ห์ ใช้เส้นทางขับเข้าไปบนเส้นทางหลัก ... ดูนักเรียน นักศึกษา บนรถประจำทางไปเรื่อยๆ ...

บางวันก็อยากทำมิวสิกวิดีโอ ... ขับเลาะเลียดริมทะเลไปเรื่อยๆ ... เอื่อยๆ ...



แต่วันนี้ผมสายแล้วหละ ...

.
.
.

สาย ... มีสองระดับ ...

สายแบบอับอาย
คือ สายแบบที่อาจารย์คิดว่า มันไม่เลวร้าย แต่ต้อง มายืนสวดมนต์ ร้องเพลงชาติ กันใหม่อีกครั้ง คือมาตอนที่เพื่อนยังเข้าแถวกันอยู่ ... ไม่ต้องโดนลงชื่อ หรือตัดคะแนน

สายแบบกู่ไม่กลับ ...
คือ สายที่เพื่อนเข้าห้องเรียนกันไปหมดแล้ว ... แบบนี้ต้องลงชื่อ ครบห้าครั้ง จะมีอภินันทนาการได้ขึ้นห้องปกครอง ครบสิบครั้ง ... ก็จะได้รับการเชิญผู้ปกครอง ...


ผมชอบมาสายแบบกู่ไม่กลับมากกว่า ... ไหนๆ มันก็สายแล้ว ยังไม่อายดีด้วย ...


แต่ผมมีเส้นทางอื่นในการเข้ามายังโรงเรียนนะ ...

ถ้าผมมาแล้ว นักเรียนคนอื่นกำลังเข้าแถวกันอยู่ ผมจะไปนั่งอยู่บนภูเขาข้างหลังโรงเรียน ตรงเส้นแนวเสียงของอาจารย์ที่พูดหน้าแถว ทำให้ผมไม่พลาดสาระสำคัญจากอาจารย์ ... ของวันไป ...


นั่งบนบันได ... ที่มีตะไคร้ มอส ขึ้น ... บรรยากาศมันดีมากเลย ... บางทีก็เจอรุ่นพี่ รุ่นน้อง ... คนโน้นนั่งหลบตรงโน้น คนนี้นั่งหลบตรงนี้ เลือกๆมุมกัน ...

ชุดนักเรียน ... ในป่า ... บนภูเขา ... ดูเหมาะกันแปลกตาดี ...

พอสิ้นเสียงประกาศทุกอย่างจบลง พวกเราเริ่มออกมาจากที่ซ่อน เดินเรียงกันเข้ามาทางห้องน้ำชาย สวนสมุนไพร ...


พวกที่หลบซ่อนอยู่ในห้องน้ำชาย (ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นเด็กมัธยมต้น ที่เพดานบินการปีนเขา อาจไม่สูงเท่ารุ่นพี่ ม.ปลาย) ก็เริ่มออกมากัน ...


ส่วนใหญ่พวกที่ใช้ประตูโรงเรียนทางนี้ ... (เรียกกำแพงจะดีกว่ากระมัง) จะเป็นพวกที่หลบหนีอะไรบางอย่างมา ...

แต่งกายผิดระเบียบ ... ทรงผมผิดระเบียบ ...



ก็แค่นั้นเอง ... มีบ้างในบางวัน ที่รีบลงมาเร็วเกิน เค้ายังเดินมาไม่ถึงกัน เขิลๆชอบกล ...

ทุกคนแยกย้ายไปตามชั้นเรียน ... ผมก็เข้าไปปะปนกับพวกเขาได้ในที่สุด ...


.
.
.

โต๊ะนักเรียนแบบจับคู่ ... เด็กผู้หญิงมีน้อยกว่านักเรียนชายอยู่โข ... ในห้องนี้ ... ผมมีเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่อนุบาลอยู่สองคน คือ เบนซ์ กับเบียร์ .. แต่มันก็นั่งข้างกัน ...


ผมเลยต้องระเห็จมานั่งกับ "ไอ่ซัม" ... คู่หูดินระเบิดของผม ...


ผมไม่ค่อยชินกับการมีนักเรียนหญิงนั่งเรียนในห้องมากนัก หรือแม้แต่พูดคุย ... ถ้าคิดว่าผมจะพูดเก่ง ... รึ ไม่มีทาง ...


ผมเริ่มชินเวลาที่เลื่อนชั้น หรือ อาจารย์คนใหม่เข้ามาสอน ... แล้วจะต้องหยุดที่ ชื่อของผม ...



" เธอลูกคนนั้น .... รึเปล่า ..." หรือ " เธอเป็นอะไรกับคนนี้หรอ ... "




.
.
.

ผมไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน ว่าสอบเข้ามาได้อย่างไร ... ในแผน "วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์" ทั้งๆที่ตอนสอบเข้า ม.4 ผมแทบจะไม่ได้อ่านโจทย์ เหมือนการสอบทุกครั้งที่เข้ามาในชีวิตผมเลย ... ผมสันนิษฐานไปว่า ...

๑. เส้นพ่อ ...
๒. โควต้านักเรียนเก่าของที่นี่ ...


ผมจึงได้เข้ามาเรียนแผนวิทย์ ... สอบได้ลำดับที่ สองร้อยเจ็ดสิบกว่าๆ ... เกือบจะหล่นไปแผน คณิตฯ-อังกฤษ อยู่แล้วเชียว ...

.
.
.

เวลาเรียนกับอาจารย์บางคนที่น่าเบื่อ เราก็พลอยจะเบื่อไป และไม่ชอบวิชานั้นๆไปเลย ...

ถ้าเรียนห้องหนึ่ง(เขาเรียกมันว่าเป็นห้องหมอ) หรือห้องสิบสี่(เขาเรียกมันว่า เป็นห้องวิศวะ เพราะไม่ต้องเรียนชีวะ) ... ก็จะได้พบเจอแต่อาจารย์ดีๆ ...


อุเหม่ ... มันน่าน้อยใจจริงๆ ...


ผมก็เลยหลับใส่อาจารย์หลายครั้ง ... ในคาบวิชาเคมี ...

ส่วนใหญ่มักจะเป็นเช้าวันจันทร์ ... เพราะคืนวันอาทิตย์ช่องเก้า ... มักจะมีรายการแข่งรถห้าร้อยซีซี ที่พลาดไม่ได้

.
.
.
.


" ณัฐ ... ณัฐ ... ไอ้นายน้าดดดดดดดดดดดดด "


ผมสะดุ้งสุดตัว ... ผมกับซูดน้ำลายกลับเข้าไป ... เพื่อนๆในห้องหัวเราะกันเป็นทิวแถว ...


ก็มันง่วงนี่หว่า ...


เต้ย ... ซัม แบงค์ ริม โอ๊ก หนุ่ม ... เบนซ์ ...
เป็นกลุ่มเพื่อน ที่มารวมตัวกัน ... ตามประสา ฝนตกขี้หมูไหล ...


แบ๊งค์ หนุ่ม ริม ... มาจากห้องเดียวกัน ตอนเรียน ม.ต้น



สิบโมงเช้า ... พักสิบนาที ...
เป็นเวลาที่เริ่มหิว ... เราใช้เวลาตรงนี้กินข้าวเช้าก่อนเรียนคาบถัดไป ...



อืม ... และแล้วพักเที่ยงก็มาถึง ...


พวกเราใช้เวลานั่งเล่น ... กินน้ำ .. .กินข้าวกันตรงเพิงหมาแหงน .. ข้างโรงอาหารโรงเล็ก ... นั่งกันกว่ายี่สิบคนเห็นจะได้ ... ตั้งตนเป็นกลุ่ม เป็นแกงค์ขึ้นมา ... นั่งหยอกล้อกันเอง นั่งคุยกัน นั่งแซวสาวกันบ้าง ... มีทั้งนักเรียนเก่า ที่เรียนด้วยกัน ... ตั้งแต่สมัยมัธยมต้นกันมา แล้วก็มีนักเรียนเข้าใหม่ ... จะว่าไป ... งั้นขอนับใหม่ ... คงประมาณ สามสิบกว่าคนได้กระมัง ... มาจากหลายห้องเลยทีเดียว ...

พวกผม ... เลยไม่ค่อยมีความสัมพันธ์อะไรลึกซึ้งกับเพื่อนในห้องมากนัก ...




จะมีก็แต่ ...




ออดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ว้า ... หมดเวลาพักเที่ยงแล้วหละ ....




.
.
.

Related Fields :
371. หนึ่งวัน กับชีวิตในวัยมัธยมต้น ภาคปลาย [27/05/50]
369. หนึ่งวัน กับชีวิตในวัยมัธยมต้น ภาคต้น [25/05/50]
368. หนึ่งวัน กับชีวิตในวัยประถม [24/05/50]










index2




Create Date : 28 พฤษภาคม 2550
Last Update : 28 พฤษภาคม 2550 9:41:21 น. 6 comments
Counter : 696 Pageviews.

 
โหย ไม่จบ ขัดใจค่ะ อิอิ

รีบมาเขียนต่อนะคะ จะแวะมาอ่านอีก


โดย: FreShyNice วันที่: 28 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:16:48 น.  

 
นึกถึงตอนเรียน ม.ปลาย ของเราขึ้นมาเลยนะเนี่ย วีรกรรมเยอะเหมือนกัน


โดย: FreShyNice วันที่: 28 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:19:50 น.  

 
" เต้ยโทรศัพท์ ... "

บางครั้งก็ไม่ได้มีใครโทรมาหรอก แต่ย่าอยากให้ตื่นขึ้นมาเท่านั้น ...

ย่าฉลาดจังนะคะ" คุณณัฐ "

ชื่อสั้น เก๋ดี


โดย: random IP: 124.157.128.130 วันที่: 28 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:36:40 น.  

 
อ่านแล้วนึกถึงอาม่าเราเหมือนกัน

เขียนได้สนุกมากค่ะ


โดย: เอ๊กกี่ วันที่: 28 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:52:57 น.  

 
ตอนผมเรียนมัธยม ไม่มีใครเคยบอกผมเลยว่า

ผมต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคตด้วย

ผมเลยไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วผมอยากมีอนาคตเป็นอย่างไร

ในขณะที่เพื่อนๆ ที่เคยเรียนกันมาตั้งแต่สมัย ม. 1

แต่พอ ม. ปลาย แยกไปอยู่กันคนละห้อง เขามีตรงนี้ชัดเจน เขาเลยเตรียมตัวก่อนผมมาตั้งแต่ ม.ต้น
แล้วเขาก็วางอนาคตได้ก่อนผม

ผมอาจจะเป็นหนึ่งในหลายสิบล้านคนที่แม้จะรู้จักวางอนาคตช้าไป แต่ก็ยังเหลือเวลาให้ได้เตรียมตัวบ้าง
และทำให้ตั้งตัวทัน แต่ก็มีบางครั้งที่โอกาสมาถึงแล้ว แต่ความสามารถเราไม่ถึงเอง

ซึ่งหลังจากวันนั้นมา ผมก็ค่อยๆ มองเห็นภาพการแนะแนวการศึกษาและการแนะแนวชีวิตที่ไม่ค่อยจะมีคนสนใจด้านนี้เท่าไหร่นัก แล้วทำให้มาคิดปรับตัวเอาตอนทำงานแล้ว ก็ทำให้พลาดโอกาสดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยมีโอกาสได้เรียนทั้งภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่น แต่ตอนนั้นผมนึกไม่ออกว่า ผมจะเอาไปใช้อะไร ผมก็เลยไม่สนใจเรียน

แล้วจนกระทั่งเรียนจบมาทำงาน โอกาสไปทำงานต่างประเทศก็มาถึง ผมมีพร้อมทุกอย่าง ขาดอย่างเดียว ... ภาษาที่ผมทิ้งขว้างไป เพราะสังคมรอบตัวของผมตอนนั้น

ไม่มีใครรู้ว่า ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาพ่อ ภาษาแม่ นี่จะเอาไปทำกินอะไร

ผ่านไปยี่สิบปี ทุกวันนี้ แค่เกรดภาษาอังกฤษตัวเดียว ก็ทำให้เงินเดือนสตาร์ทต่างกันหลายหมื่นแล้วครับ

นี่เป็นตัวอย่างที่ตอนนั้นผมเองไม่รู้ว่า เราจะวางอนาคตอย่างไร เลยไม่ได้เอาเวลามาฝึกฝนด้านที่ต้องใช้

ใครที่บอกว่าเรียนจบปริญยาตรีมาแล้วไม่ได้ใช้ อย่าไปเชื่อนะครับ มันมีเรื่องพื้นฐานที่ทุกแห่งสอนเหมือนกัน และพื้นฐานเหล่านั้น ก็คือ การใช้ภาษาต่างประเทศ และภาษาคนในการพูดคุยกันให้เข้าใจครับ

ผมว่า ลองตั้งเป้าหมายอนาคตบ้างก็ดีนะ
แล้วก็ลองศึกษาดูว่า เราจะเดินไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร
จากนั้นก็ลองแบ่งเวลาวันละหนึ่งถึงสองชั่วโมงสำหรับเตรียมตัวก่อนจะออกเดินไปยังเป้าหมายนั้นจริงๆ

ความหมายของผมก็คือ ชีวิตต้องมีการวางอนาคตบ้างครับ และต้องเพิ่มเติมคุณสมบัติที่เหมาะแก่การก้าวไปในอนาคตด้วยครับ





โดย: เสี่ยวเหลียงจือ IP: 124.121.189.206 วันที่: 28 พฤษภาคม 2550 เวลา:13:01:55 น.  

 
สวัสดีครับทุกท่าน ... ขอบคุณทุกคอมเมนท์นะครับ ...

.
.
.

คุณ เสี่ยวเหลียงจือ ครับ

เดาเอาว่าอายุคุณคงไม่น้อยเลยทีเดียว ขอบคุณที่มาแบ่งปันประสบการณ์กันนะครับ


ผมเองก็เช่นกันนะครับ .. ไม่รู้เลยว่าทางเลือกต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้น
มันจะพลิกผันชีวิตไปได้ต่างๆนานา เหมือนอย่าง ภาษาอังกฤษตัวเดียวที่คุณว่า ...

ผมไม่เคยรู้เลยครับว่าชีวิตผมต้องการอะไร ...
ไม่เคยต้องสงสัยว่าตัวเองอยากเรียนอะไร ...


พ่อผมเลือกให้ตลอด ...
ว่าต้องเรียน "วิทย์-คณิต" ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ....
พ่อผมเลือกว่าต้องให้ลง " วิทยาศาตร์-คณิตศาสตร์"

แต่ผมอยากเรียน เศรษฐศาสตร์ ...

เพราะเพื่อนผมเรียนเศรษฐศาสตร์กันเยอะ


แต่จริงๆ .... ที่ผมชอบอะนะ ..

ตอนเรียน มัธยม มีอาจารย์แนะแนว แก่ๆ ... เตี้ยๆ ...
คอยแนะแนว ให้พวกเราเรียน เตรียมทหาร

ท่าทางแกเหมือนใฝ่ฝันทางด้านนี้มาก แต่แกไม่เคยเอื้อมไปถึง ...


แกเหมือนคนขาดอะไรไปมากกว่า ... แกเลยต้องมาชดเชยให้คนโน้น คนนี้เรียน เตรียมทหาร ...

ผมเลยไม่เชื่อแกมากนัก ...


แต่เมื่อผมโตขึ้น ... ไม่เคยมีใครบอกเลย ว่าจบออกมาเป็นนายร้อย ...

เป็นตำรวจ เบ่งได้ ... ญาติพี่น้องสบาย

มีเรื่องอะไร ใช้อำนาจหน้าที่ได้คับฟ้า ...

ไม่เคยมีใครบอกผมถึงจุดนี้เลยครับ ...




ไม่งั้นผมคงเรียนไปแล้ว ...

ผมอยากเป็น ทหาร ผมอยากเป็นตำรวจมา ...เ ลยในตอนนี้ ...


แต่ผมก็ไม่ได้ไม่เลือกเลยซะทีเดียว ...


พอผมได้เรียน วิทยาศาตร์-คอมพิวเตอร์ ตามที่พ่อเลือกให้

ผมก็ได้เลือกของผม ...

ผมไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าผมบ้าอะไรตอนนั้น


ผมเลือกวิชาโท เกือบสามสิบหน่วย เป็น ภาษาอังกฤษหมด ...


เมื่อสิบปีก่อน ... เพื่อนหาว่าผมบ้า ...

แต่ทุกวันนี้ ... ผมไปสัมภาษณ์งานที่ไหนไม่เคยที่เค้าจะปฏิเสธเลยครับ


ผมมีงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ เพราะภาษาอังกฤษสามสิบกว่าหน่วยของผม

ที่ผมได้เลือกเอง ...

ตอนนั้นผมเลือก ผมยังไม่ทราบเลย ว่าจะต้องเอามาใช้อะไร

ผมทราบเพียงแต่ ... เรียนคอม แล้วต้องอ่านเท๊กเยอะ อยากเก่งอังกฤษเท่านั้น ...


ตอนนี้ผมเลย ค่อนข้างสบายในการหางานมากๆ เช่นกันครับ ...

วิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิชาโท ภาษาอังกฤษ ...


ดูโก้ไม่หยอกเลย ...


.
.
.

ขอขอบคุณ สำหรับความเห็นมากเลยนะครับ ที่ทำให้ผม ค่อนข้างเชื่อมั่นในการตัดสินใจเลือก ทางเลือกของผมเพิ่มมากขึ้น ...


ขอบคุณครับ ..



โดย: Register_AC วันที่: 29 พฤษภาคม 2550 เวลา:19:14:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Register_AC
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 หยาบหน่อยนะ แต่จริงใจ
Friends' blogs
[Add Register_AC's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.