อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2563
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
7 พฤศจิกายน 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 13 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน




13



ภูสิตาจัดอาหารเช้าให้เพื่อนรักไว้ในห้องนอนของตัวเอง ชุดรับแขกสีเขียวอ่อนข้าง ๆ ระเบียงต้นไม้ทำให้บรรยากาศอบอุ่นและสดชื่น ถ้าเพียงแต่ไม่หันไปมองกองเอกสารที่ภูสิตาวางไว้ข้างเตียงนอนที่สูงเกือบเท่าตู้เย็น 5 คิวบรรยากาศก็คงจะดีกว่านี้อีกมาก “ฉันว่านะตาลสักวันไอ้กองหนังสืออะไรของแกนั่น มันจะลุกขึ้นมาเดิน ทำไมกองไว้สูงขนาดนั้น ตู้ก็มี ไม่ยัดเข้าไป ? มันไม่พังลงมานี่ฉันก็ว่าเหลือเชื่ออยู่นะ”

โมรีพูดพลางเคี้ยวมะเขือเทศแช่อิ่มชิ้นใหญ่ ที่ภูสิตาเก็บไว้ในขวดโหลใบโตบนโต๊ะกลาง “นี่ก็หวานแสบไส้ กินหมดคนเดียวเลยเหรอนี่ ? ”

“ใช่ น้านิดาช่วยทำ กินหวาน ๆ เวลาเครียดช่วยได้เยอะเลย แล้วที่เห็นนั่นก็เพราะขี้เกียจเปิดปิดตู้นี่นา ไม่ล้มหรอกน่า ฉันมีสติเวลาดึงออกมาดู กลัวล้มเหมือนกัน”

“เออ พูดเรื่องเครียด แกเลิกกินยาที่หมอให้หรือยัง ? ” โมรีมักจะกังวลเรื่องนี้เสมอ ภูสิตาเป็นโรคซึมเศร้ามานานแล้วโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่แน่ใจ

วันหนึ่งได้มีโอกาสทำแบบทดสอบที่โมรีหามาให้ ทั้งสองจึงตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ โดยไม่ได้บอกให้บิดาทราบ “ไม่เป็นไรมากหรอกครับ เพียงแต่ต้องระบายออกมา ความทุกข์ใจหรือไม่สบายใจอะไรก็ตาม หากเก็บไว้นาน ๆ มันก็จะเหมือนระเบิดเวลา” นี่เป็นคำแนะนำของแพทย์ที่ได้พูดคุยกับภูสิตา พอได้รู้โมรีจึงได้พยายามอย่างที่สุดที่จะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ภูสิตาจะเรียกหาได้ทุกเมื่อและคุยได้ทุกเรื่อง

“ก็มีบ้างจ้ะเวลาที่ควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่ไหว”

“เออ ๆ ดีแล้ว แล้วเป็นไงบ้าง ? วันนั้นนายบอลมันทำอะไรหรือเปล่า ? ยายปูนาโทรมาเช็กอาการเธอกับฉัน ฉันทำเป็นรู้เรื่องทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง ร้ายเหมือนเดิมนะนายบอลเนี่ย” โมรีหัวเราะ

“ก็ไม่มีอะไร เขาล้อฉันเล่นที่ว่าจะกักตัวฉันไว้ 3 วัน ไม่ได้ทำอะไรเลย”

โมรีอมยิ้ม ใจเธออยากรู้เรื่องนี้ที่สุด ไอ้ตัวดีนี่ไม่ใจไม่ได้สักอย่าง แต่เธอก็พยักหน้ารับ “ไม่มีทะเลาะกันเลยเหรอ ? ”

ภูสิตาไม่ตอบ ฝนที่เริ่มลงเม็ดทำให้หญิงสาวสนใจต้นไม้ที่ถูกฝนพรำที่หน้าต่างแทน “ตาลอย่าเก็บเล่าออกมา” โมรีเตือนสติ หญิงสาวทั้งสองหันมามองหน้ากันอย่างรู้ใจ

“ฉันว่าฉันพูดอะไรเยอะแยะเลย แต่เล่าให้โมฟังไม่ได้ ฉันจำไม่ได้” ภูสิตาน้ำตาคลอ น้ำเสียงของเพื่อนรักในเวลานี้เศร้าจนโมรีสงสาร

“โอเค จำไม่ได้ไม่เป็นไร แต่รู้สึกดีขึ้นไหม ? เธอได้พบเขาแล้ว”

“ดีขึ้น จะว่าไปแล้ว ก็รู้สึกเหมือนตอนที่เรายังเด็กเลย เขาเปลี่ยนไปก็จริง แต่ฉันก็จับความรู้สึกได้ว่าเขายังเหมือนเดิม” ภูสิตาหัวเราะ

พอภูสิตาหัวเราะออกมาได้ ทำให้โมรีพอใจ “งั้นก็ดีแล้ว จำไว้นะตาล มันไม่มีอะไรหรอก เรื่องทุกเรื่องมันอยู่ที่วิธีคิดของเรา ถ้ารู้สึกแย่ก็แค่เปลี่ยนวิธีคิดก่อน นิดหน่อยก็ยังดี เหมือนที่หมอบอกนะ เราแค่พยายามก่อน ที่เหลือหมอจะจัดการให้”

ภูสิตายิ้มให้เพื่อนรักอย่างจริงใจ เธอรู้สึกเป็นสุขขึ้นทุกครั้งเวลาที่โมรีอยู่ข้าง ๆ “อ้อ ! มีอีกเรื่อง วันก่อนฉันเจอแม่หญิง จำได้ไหม หญิงสุนันทาไง ? ” โมรีเริ่มลงมือกับข้าวเกรียบปากหม้อทันที

“จำได้ ทำไมเหรอ ? ”

“หล่อนเข้ามาทักฉัน เหมือนสนิทกันมากมาย ก็เล่าเรื่องที่สองปอนั่นกลับมาแหละ หล่อนทำเหมือนฉันไปอยู่ในรูมา ไม่เคยได้ยินอะไร พูด ๆ อยู่ฝ่ายเดียว เหมือนกินความลับของเขามาทั้งตระกูลแล้วคายออกมา” ทั้งสองสาวหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“แหมเข้าใจเปรียบเทียบ แล้วไงต่อ ? ”

“มาหาซื้อเสื้อผ้าไปงานบวช แต่เท่าที่ดูเหมือนหล่อนจะเตรียมแต่งงานมากกว่า”

“เขาอาจจะแต่งงานกันก็ได้ใครจะรู้”

“แกไม่ต้องมาทำรู้ดี ฉันถามปูนาแล้ว รับรองได้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ ยกเว้นจะมีใครแถวนี้โง่ไม่เข้าท่า” โมรีไม่มองคนตรงหน้า แต่สังเกตจากลมหายใจแล้ว ภูสิตาไม่ได้ถอนใจยาวเหมือนทุกครั้ง แสดงว่าไม่ได้อึดอัดหนักหน่วง เวลาที่เก็บอาการเธอมักจะระบายมันออกมาทางลมหายใจ อาการเหล่านี้โมรีสังเกตมานานแล้ว

“โมเราคิดกันไปเอง เขาไม่เหมือนเดิม โลกของเขาไม่เหมือนเดิม”

“ฉันพูดอะไรไม่เคยผิดหรอก ดูกันไป” โมรีย้ำ



ใกล้จะถึงวันจัดงานบวชของปรมัตถ์เข้ามาทุกที แต่เจ้าของงานไม่ได้คิดจะหยิบจับอะไรเลย ผู้เป็นมารดาอ้อนวอนให้ชายหนุ่มแวะไปที่วัดเพื่อซ้อมขานนาคหลายครั้ง ลูกชายคนเล็กได้แต่มองแล้วยิ้มให้เท่านั้น

“ไปเสียทีได้ไหมซ้อมขานนาคเนี่ย ! มันยากเย็นอะไรนักหนา ไม่ไหวเลยลูกฉัน ส่งเสียไปเรียนเมืองนอกเมืองนา เลยทำตัวห่างวัดห่างวา”

ปรเมษฐ์นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้หวายขนาดใหญ่ใกล้ ๆ กับน้องชายที่นอนหงายเหยียดขายาวอยู่ที่โซฟา ปรมัตถ์สูงเท่าปรเมษฐ์ แต่ดูบางกว่า พอได้ยินที่มารดาตำหนิน้องชายเขาจึงช่วย “ไม่ต้องห่วงเขาหรอกน่าแม่ รับรองไม่มีขายหน้า”

“จะเชื่อใจได้ยังไง ก็นอนนิ่งไม่ทำอะไรเลย แม่ล่ะกลัวใจจริงๆ” คุณมาลิดาเองก็ออกจะเหนื่อยใจและกังวลกับท่าทางนิ่ง ๆ ของลูกชายคนนี้เหมือนกัน ทั้งสองคนพี่น้องกลับมาบ้านครั้งนี้แปลกกว่าทุกครั้ง ชอบพูดคุยอะไรกันเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้แม่ได้ยิน ปรมัตถ์ลืมตาขึ้นมาแล้วสองพี่น้องก็ยิ้มให้กัน

“บอลพาน้องไปก็ได้ครับ เผื่อแม่จะเหนื่อยน้อยลง” ชายหนุ่มลุกออกเดินพลางหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มบางออกไปด้วย “ลุกเบส เร็ว ๆ เลย” ปรมัตถ์ยิ้มกว้างให้พี่ชายแล้วลุกขึ้นทันที “ครับ ๆ ไปก็ได้ครับ” ชายหนุ่มหัวเราะร่วน

“นั่นเหรอหนังสือจะไปซ้อมขานนาคกันลูกแม่ ? ” ผู้เป็นมารดายังไม่ยอมหยุดประชดชัน หากแต่ริมฝีปากมีรอยยิ้ม



ปรเมษฐ์ขับรถยนต์ออกไปหวังจะให้แม่สบายใจเท่านั้นเอง อย่างเขาและน้องชายหรือต้องไปวัด ? คิดจะขับไปที่อื่นให้พ้นหูพ้นตาท่านเท่านั้น หากแต่พอผ่านประตูวัด เขาก็มองเห็นรถยนต์สีดำจอดอยู่ ชายหนุ่มมองหน้าน้องชาย ไวเท่าความคิดปรเมษฐ์เลี้ยวรถเข้าไปในวัดทันที รถที่จอดอยู่ตรงหน้าคงมาถึงไม่นานเพราะเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ปรเมษฐ์ไม่ได้พูดอะไรกับน้องชาย แต่พอปรมัตถ์พยักหน้า เขาจึงเดินลงจากรถไป

มีเด็กชายรูปร่างผอมเกร็ง 2-3 คนวิ่งเล่นกันอยู่แถวนั้น “น้องมานี่หน่อย” เด็กชายคนหนึ่งหันมาแล้ววิ่งตรงมาที่เขา เด็กชายหันรีหันขวางพลางลูบแขนขาตัวเองไปมา

“เจ้าของรถคันนี้ไปไหน เห็นไหม ? ”

“เดินไปแถวกำแพงตรงนั้น”

ปรเมษฐ์พยักหน้าแล้วจับหัวเด็กชายเบา ๆ “ขอบใจ ไปได้” แล้วเด็กชายก็รีบวิ่งไปทันที ชายหนุ่มเดินไปแล้วหยุด กำแพงวัดที่พึ่งถูกรื้อออกมาทำใหม่ ทาสีไว้ยังไม่ทันเสร็จดี ต้นไม้แห้งรก ๆ แถวนั้นถูกรื้อออกให้ว่างเตียนเป็นบางส่วน กลิ่นธูปลอยมาแตะจมูก หญิงสาวตรงหน้าที่ยืนหันข้างให้เขาแทบไม่ขยับตัว ปรเมษฐ์มองเห็นชื่อที่เขียนไว้ที่ฝาผนังตัวเล็ก ๆ เป็นชื่อบุคคลที่จากไปถูกจารึกไว้ด้วยลายมือหวัด ๆ บนกรอบเล็ก ๆ ข้างกำแพงนั่นเอง “มาหาแม่เหรอครับ ? ”

ภูสิตาหันมาดูพลางยิ้มให้อย่างตกใจ “คิดถึงค่ะ ไม่มีอะไรหรอก พ่อย้ายแม่มาที่นี่หลายปีแล้ว มาดูเผื่อมีอะไรต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อม”

“มาที่นี่บ่อยเหรอ ? ”

“ไม่หรอก ไม่ค่อยว่าง นาน ๆ จะมาค่ะ”

“แปลกนะที่คุณมาในเวลาที่คนอื่นคงไม่มา ร้อนออกอย่างนี้ ทำไมไม่มาเย็นกว่านี้หน่อย ? ” เขาเริ่มออกเดินไปรอบ ๆ บริเวณนั้น

“ไม่รู้สิ อยากมาก็ออกมาเลย ไม่ได้นึกถึงแดดถึงฝนเท่าไรหรอก แล้วคุณมาทำอะไรคะ ? ” เธอไม่เคยอ้อมค้อมกับเขาถ้าไม่มีอะไรเคืองใจกันอยู่ แบบนี้แหละที่ทำให้ปรเมษฐ์ชอบนิสัยของเธอนัก ภูสิตาไม่มีเล่ห์กล ตรงไปตรงมาเหมือนผู้ชายแกร่งคนหนึ่ง

“อ้อ ! แวะพาเบสมาซ้อมขานนาค วันนี้คุณว่างเหรอ ? ” เขาไม่ปล่อยให้เรื่องที่อยากรู้หลุดลอยไปเหมือนกัน

“ค่ะ แต่เริ่มร้อนแล้ว ขอตัวก่อนนะ”

“เดี๋ยวก่อนคุณชอบทำบุญไหม ? ” ปรเมษฐ์อึกอักเล็กน้อย ขณะที่เดินไปข้าง ๆ กัน เขาพยายามสบตาเธอเป็นระยะ ภูสิตาเดินออกมายังทางเดินเล็ก ๆ เพื่อกลับไปที่รถ

“ทำค่ะชอบไหมก็ไม่แน่ใจ แหม ! ไปเรียนมาตั้งไกล ทำไมถามเรื่องแบบนี้ ? ”

“อ๋อ พอดีผมชอบก็เลยอยากถามคุณดู”

ภูสิตายิ้มกับตัวเองไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เดินกลับไปขึ้นรถ ไม่ได้มองมาที่เขาอีก



ปรมัตถ์ที่นั่งอยู่ในรถยนต์ติดฟิล์มดำ มองตามรถยนต์ของภูสิตาออกไปด้วยเหมือนกัน ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ได้มองใครเลย ปรเมษฐ์ได้แต่ยืนดูภูสิตาจากไป เขาทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้จริงหรือ ? ชายหนุ่มกำมือแน่น แต่แรงก็ไม่มี

“เป็นอะไรไป ? ” ปรมัตถ์เห็นพี่ชายเดินกลับเข้ามาในรถอย่างหงุดหงิด แม้พี่ชายจะไม่ได้พูดอะไรเลยก็ตาม แต่ปรมัตถ์ก็ดูออก

“ทำไมมันยากเย็นจังเวลาอยู่ต่อหน้าภูสิตา ? ฉันทำอะไรไม่ได้เลย”

“นายคงต้องพยายามหน่อย เราพยายามกันมาขนาดนี้แล้ว ต้องอดทน”

“ใครจะไม่อยากทำ แต่อะไร ๆ มันก็ดูแย่ จะพูดจะทำอะไรมันดูติดขัดไปหมด”

“งั้นคงต้องให้ใครช่วยดีไหมครับ ? ” สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างเข้าใจ



อากาศร้อนทั้งวันทำให้ภูสิตานอนไม่ค่อยหลับ กระสับกระส่ายอยู่นาน พอปรับเครื่องปรับอากาศให้เย็นลงเธอก็รู้สึกสบายตัว ค่อย ๆ หลับตาลงได้ ไม่นานนักก็มองเห็นช่องแคบเล็ก ๆ ตรงหน้า ต่อให้ตัวเธอเล็กลงเท่าเด็ก 3 ขวบ ก็ไม่มีทางผ่านไปได้ หากแต่พอก้าวเท้าลงไปในช่องนั้น ร่างของหญิงสาวก็เหมือนเป็นอากาศ ลอดผ่านไปได้อย่างง่ายดาย แม้ช่องทางนั้นจะทั้งมืดและยาวจนเธอเองก็คาดไม่ถึง

สุดปลายทางภูสิตาได้ไปอยู่ในที่ ๆ ไม่คุ้นเคย พื้นดินที่เหยียบอยู่ไม่ได้แตกต่างกับโลกของเธอ หากแต่คนรอบตัวไม่พูดจากัน แต่งกายเรียบร้อย บางคนแบกสัมภาระ แต่ก็มีเพียงผ้าผ่อนของแต่งตัว ใส่เสื้อผ้าสีน้ำตาลตุ่นเป็นส่วนใหญ่ หญิงสาวถูกกำหนดให้เข้าแถวรออะไรบางอย่าง ภูสิตาอยู่เกือบท้ายแถว มีผู้หญิงหลายคนต่อท้ายอยู่ด้วย แม้เสียงหายใจก็ไม่ได้ยิน จนเมื่อใครบางคนถามเธอว่าจะไปไหน ?

เธอถามตัวเองจะไปไหน ? แต่ก็ไม่มีคำตอบ ภูสิตาไม่ได้ยินเสียงตัวเองเหมือนกัน  พอถึงคิวของเธอก็มีคนผลักเธอจากข้างหลังให้ออกเดิน ภูสิตาละล้าละลัง

มือหนึ่งดึงเธอกลับมา แรงของเขาสามารถดึงเธอออกมาจากแถวที่ต่อกันยาวนั้น โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ลุกขึ้นยืนเลย ปรเมษฐ์ในวัยเด็กนั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง เหมือนเขาตัวโตขึ้น เหมือนเป็นวัยรุ่น ภาพนั้นเลือนรางหากแต่สองหูของภูสิตาได้ยิน “ไปไม่ได้ ต้องแต่งงาน ” เสียงใครบางคนบอกมาในโสตประสาทของภูสิตา หญิงสาวมองหาคนพูด แต่ก็ไม่เห็นใคร คนแถวนั้นยังมองเธออยู่เงียบ ๆ เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งภูสิตาก็ได้สัมผัสถึงความอบอุ่น ตักที่เธอหนุนอยู่คือตักของปรเมษฐ์ เธอและเขามองคนที่เข้าแถวอยู่อย่างสงบ “ดีใจจังเลยบอล” เธอพูด เด็กชายปรเมษฐ์คนนั้นไม่ได้ตอบ แต่สายตานั้นเอื้ออาทร เขาจับมือของเธอแน่น ส่งผ่านความอบอุ่นให้เธอ แต่ความสุขนั้นก็อยู่กับเธอไม่นาน

“ไปวัดกันนะ ลุกขึ้นเถอะ” ภูสิตารู้สึกเหมือนตัวเองพูด แต่ปากของเธอก็ไม่ได้ขยับ เด็กชายปรเมษฐ์ยังไม่พูด ดวงตาเศร้ามองเธออย่างเมตตา

อีกครั้งที่ภูสิตารู้สึกว่าตัวเองมองเห็นภาพตัวเองและปรเมษฐ์ในวัยเด็กยืนอยู่คนละฟากถนน เธอร้องเรียกแต่เจ้าตัวก็ยังสงบนิ่ง “เราอยากไปหาบอล” หญิงสาวยื่นมือออกไป แต่ช่องว่างระหว่างเขาและเธอห่างออกไปเรื่อย ๆ สายตาที่มองมาเวทนาเธอจับใจ เหงื่อหญิงสาวซึมพร้อมกับที่รู้สึกตัว !

“เช้าแล้วหรอกเหรอ เหนื่อยจังเลย” ภูสิตาพึมพำกับตัวเอง หญิงสาวคว้าหมอนที่เปลี่ยนทิศมาอยู่มุมขวาของเตียงตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ให้กลับมาที่กลางเตียงกว้างเหมือนเดิม “นอนดิ้นขนาดนั้นเลยเหรอเรา ? ” ภูสิตารู้สึกแปลก ๆ

นี่มันมุมเดียวกันกับที่ผู้ชายคนนั้นนั่ง คนที่ฝันถึงเงาขาว ๆ นั่น เธอนอนตักเขามาทั้งคืน

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับปรเมษฐ์ ? คงเพราะเจอเขาเมื่อวานจึงได้ฝันถึง หญิงสาวตอบตัวเองได้ทันควัน ลมหายใจถูกผ่อนออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ดวงตาคู่งามเศร้าสร้อย เหตุใดหัวใจและสมองจึงเต็มไปด้วย ‘ใครบางคน’ โลกของเรากำลังจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไร ? “ภูสิตาใจเย็นไว้ ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง”

“ตื่นพอดีเลยหนู โมรีโทรมาเมื่อคืนบอกให้หนูไปรอที่วัดตอนบ่ายจ้ะ พอดีหนูปิดมือถือเขาเลยโทรเข้าบ้านแทน” น้านิดาบอก

“ค่ะ อะไรของเขา เมื่อวานตาลพึ่งไปวัดมา วันนี้จะให้ไปอีกแล้ว ? ” แล้วหญิงสาวก็กดโทรศัพท์หาเพื่อนรักทันที แต่ไม่มีคนรับสาย เธอยืนถอนใจอยู่เงียบ ๆ

“ให้น้าไปเป็นเพื่อนไหม ? ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่นี้เอง เมื่อวานตาลก็ไป ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คงรู้สึกว่าตัวเองบาปมั้งคะ โมถึงอยากไปวัด ปกติไม่เคยคิดไปเหยียบ” ภูสิตาหัวเราะ



พอเดินทางมาถึงที่วัดภูสิตาพยายามโทรศัพท์หาเพื่อนรักอย่างต่อเนื่อง แต่โมรีก็ไม่รับสาย “คอยดูนะ ถ้าเบี้ยวจะหาว่าไม่เตือน อะไรของมัน”

รออยู่ในรถไม่นานก็ออกมารอข้างนอก ที่ศาลาพักศพมีงานศพจัดอยู่ มีผู้คนอยู่กันไม่มากนัก ส่วนใหญ่คงเป็นญาติ ๆ เท่านั้น ภูสิตาเดินวนไปมาสองรอบจนรู้สึกเหนื่อยเพราะอากาศวันนี้ร้อนเหลือเกิน เดินมาอีกด้านของวัดที่ถูกจัดไว้ให้ประชาชนมาทำบุญกัน มีการสร้างเรือนกึ่งไม้กึ่งปูนเล็ก ๆ ไว้กันแดดให้ พระประธานที่ถูกจัดไว้ก็ไม่เหมือนกับที่เห็นในโบสถ์ใหญ่ มีหญิงสาว 3-4 คนนั่งอยู่แถวนั้น บางคนกำลังสวดมนต์กับกระดาษแผ่นใหญ่ที่จัดไว้ให้ ผู้ชายคนหนึ่งถือกรอบรูปเด็กเล็ก ๆ มาด้วย อีกมือหนึ่งคงเป็นโกศใส่อัฐิ น่าเศร้าเหมือนกันกับภาพที่เห็น จากกันแล้วที่เหลือและจับต้องได้ก็มีเพียงรูปถ่ายและอัฐิ ภูสิตาถามตัวเองในใจ ฉันมาทำอะไรที่นี่ ?

ใจหนึ่งก็อยากกลับบ้านทันที แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเดี๋ยวเพื่อนรักคงมา ผู้หญิงคนหนึ่งก้าวเข้าไปในศาลานั้นแล้วกราบพระ หล่อนอธิษฐานอะไรบางอย่างงึมงำ

ภูสิตายืนกอดอกดูอย่างตั้งใจ เธอขออะไรนะ ? คนเราเวลาที่ทุกข์จะนึกถึงพระเสมอ การหันหน้าเข้าวัดเหมือนการเอาความทุกข์มาทิ้งหรือมาเยียวยาตัวเอง ภูสิตาเองก็เคยทำบ่อย ๆ แต่วันนี้มันร้อนใจมากกว่าอยากจะทำบุญ




Create Date : 07 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2563 11:15:03 น. 0 comments
Counter : 175 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537


New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.