อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2563
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
25 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 11 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน



11



ทั้ง 3 คนรับประทานอาหารร่วมกันอยู่ไม่นานก็แยกย้ายกันกลับ ความเงียบสงัดเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังทำให้ภูสิตารู้สึกไร้ราก หญิงสาวจอดรถข้างทางเมื่อผ่านร้านไม้ดอกไม้ประดับ เธอคิดว่าควรหาอะไรทำให้ตัวเองสดชื่นยิ่งกว่าการยิ้ม ความสวยงามของดอกไม้คงช่วยยาใจได้บ้าง “มะลิซ้อนสัก 3 ต้นนะคะ ชมนาดต้นนั้นด้วย แล้วก็ไฮเดรนเยีย 1 2 ไม่ค่ะ ! เอาทั้งหมดเลย”

“เหมาไปทำอะไรเยอะแยะภูสิตา ? ” คนขายยิ้มกว้างให้

“กฏหรอกเหรอ ? ดีจังเลย ร้านคุณเหรอคะ ? ” น้ำเสียงภูสิตาตื่นเต้นเพราะไม่ได้พบกรกฏนานแล้ว “ใช่ครับ ! สวยมากภูสิตา”

“อะไรนะ นี่ชมเหรอ ? ”

เขาพยักหน้ารับ “ใช่”

“เราไม่จ่ายค่าดอกไม้แพงนักหรอกนะ อย่ามาปากหวาน”

“ก็เพื่อนชมนี่ครับ รับไปเถอะน่า” ชายหนุ่มหัวเราะเบา เขาดูสุขุมเหมือนเดิม แต่ก็ดูขี้เล่นไม่น้อย “โมรีแต่งงานหรือยัง ? ”

ภูสิตาหัวเราะทันที “อ๋อ ๆ รู้แล้ว ชอบยัยโมนี่เอง” กรกฎที่ดูเงียบ ๆ ในเวลานี้เหมือนคนละคน กล้า ๆ แบบนี้ค่อยน่าส่งเสริมให้จีบโมรีหน่อย หญิงสาวนึกในใจ “ยังค่ะ โสดสนิท เธอทิ้งไปหมดแล้ว บอกว่าเป็นภาระชีวิต”

กรกฎยิ้มกว้าง “ขนาดนั้นเชียว ? อ้อ ! เดี๋ยวขนขึ้นรถให้นะครับ วันหลังถ้าจะเอาอะไรโทรมานะ ไม่ต้องมาเอง เดี๋ยวไปส่งที่บ้านเลย ยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่าครับ ? ”

“ไม่ ๆ ค่ะ พ่อออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว ไปหาได้นะถ้าว่าง เท่าไรจ๊ะ ? ”

“ฟรีจ้ะ ขอเป็นเบอร์โทรศัพท์ของโมรีก็แล้วกัน แต่ถ้ามันยังไม่คุ้มจะเอาอะไรก็โทรมาเดี๋ยวจัดให้”

“ได้ แต่ไม่ใช่วันนี้นะ เอาเบอร์ตัวมาดีกว่า จะเอาไปให้เขาเองค่ะ”

กรกฎเข้าใจกติกา “ได้ครับ ขอบใจมาก”



“ทำอะไรหนู ? ” ผู้เป็นบิดาถามเมื่อเห็นภูสิตาวุ่นวายอยู่กับการเปลี่ยนกระถางดอกไม้หลากหลายชนิดในยามเย็น ห้องนอนของภูสิตาอยู่ชั้นล่าง หากแต่เล่นระดับขึ้นมาสูงจากพื้นพอสมควร ดงดอกแก้วแก่ ๆ ของเธอถูกรื้อออกจากที่ระเบียงสวนของเธอแล้วบางส่วน เหลือไว้แต่กอที่พึ่งเอามาลงใหม่ ๆ เขียวสด “สวยไหมคะพ่อ ? ”

ดงดอกแก้วที่ปลูกไว้โดยรอบออกดอกขาวโพลน ภูสิตาชอบเลือกซื้อแต่ต้นที่กำลังจะออกดอกเท่านั้น เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเสกขึ้นเองได้ในพริบตา บัดนี้มีไฮเดรนเยียสีม่วงสวยมาวางบนรั้วอิฐที่ก่อไว้ กว้างพอใส่ไม้กระถางเล็ก ๆ ได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของกอดอกแก้วด้วย “นี่ลูกสั่งไฮเดรนเยียมาเพิ่มเลยนะคะ”

“ก็ดีลูก เหมือนคน in love นะเนี่ย มาปลูกต้นไม้”

“ไม่หรอกค่ะ รู้สึกเครียด อยากให้เหงื่อออก แล้วก็อยากได้กลิ่นหอม ๆ ของดอกไม้ พ่อรู้ไหมว่าดอกชมนาดมันหอมขนาดไหน ? ”

“ท่าทางพ่อจะแก่แล้ว ไม่ค่อยได้กลิ่น คงต้องเอามาลงไว้เยอะ ๆ ดีไหมลูก ? ”

“ดีค่ะ” การได้ทำสิ่งที่รักด้วยตัวเองเป็นยารักษาใจขนานวิเศษ ใครไม่รู้แต่ภูสิตารู้ดีก็พอ คนเรามักมองไม่เห็นตัวเอง แต่จะทำเพื่อตัวเองก่อนเสมอ มันอาจเรียกว่าหน้าที่เมื่อต้องรับผิดชอบตัวเองก่อนใคร ภูสิตาไม่กล้าปฏิเสธว่าเธอมีเวลาแห่งความเศร้าหมองที่หาคำตอบไม่ได้ และคนอื่นก็คงมีเวลานั้นเช่นกัน



ความรู้สึกในยามเช้าที่ได้เห็นดอกไม้ที่ตัวเองปลูก ทำให้ภูสิตารู้สึกเหมือนเกิดใหม่ กลิ่นแสงแดดอุ่น ๆ กรุ่นเคล้าด้วยกลิ่นหอมเหมือนข้าวหอมมะลิของดอกชมนาดทำให้หญิงสาวสดชื่น มะลิซ้อนของเธอขาวนวลน่าจับเป็นที่สุด เธอเอื้อมมือไปช้อนมัน กลิ่นหอมอบอุ่นลอยอวล เมื่อคืนคิดว่าตัวเองฝัน ก่อนจะหลับมีมือใหญ่มารองรับมือเธอไว้ รองช้อนขึ้นเหมือนกลัวจะบุบสลายไม่ต่างกับที่เธอทำในยามนี้

มือใคร ? เธอถาม ไม่มีคำตอบกลับมา หากแต่เหมือนเห็นเงาสีขาว ก้มต่ำมาหยุดที่หน้าผาก ภูสิตารู้สึกขอบคุณ วันนี้ภูสิตารู้สึกแปลก ๆ อยากทำบุญจัง



เสียงน้านิดาทำอะไรกุกกักอยู่ในครัว “ทำอะไรแต่เช้ามืดคะคุณน้า ? ”

“ตกใจ หนูนั่นเอง หิวเหรอคะ ? รอหน่อยนะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” คุณนิดาคงตกใจจริง ๆ ช้อนที่ชิมแกงอยู่แทบจะหกรดตัวเอง “น้าทำแกงส้มผักรวม ลองหน่อยไหม ? น้ารู้ว่าหนูไม่ค่อยกินผัก อยากให้ลองแกงส้มดู อร่อยนะคะ ไม่เปรี้ยวมากหรอกค่ะ ใส่เนื้อปลาช่อนทอดให้ด้วย อร่อยนะคะ” ภูสิตาทำหน้าผะอืดผะอม เธอไม่เคยคิดเมนูนี้ขึ้นมาในสมองหรอก แต่ก็อยากจะลองเพราะเกรงใจท่าน “ลองก็ได้ กำลังง่วงอยู่เชียว” ลองชิมแค่น้ำแกงดู รสเผ็ด เปรี้ยวเข็ดฟันทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้รวดเร็ว

“ก็ไม่เลวนะคะ แต่กินแต่เช้า ท่าทางจะไม่ไหว ถ้าได้ไข่เจียวด้วยน่าจะดี ไว้จะมากินทีหลังนะคะ”

“ได้สิจ๊ะ ตื่นแต่เช้าเชียว มีงานเหรอจ๊ะ ? ”

“เปล่าค่ะ อยากทำบุญสักหน่อย ไม่รู้จะทันหรือเปล่า ? ไปแล้วนะคะ” เธอเหลือบมองนาฬิกาที่ฝาผนัง เกือบ 6 โมงแล้ว ภูสิตาไม่รอช้าวิ่งออกไปทันที คุณนิดายิ้มกระจ่างอยู่เบื้องหลังด้วยความเอ็นดู



พอถึงหน้าวัด หญิงสาวก็ชะลอรถ ฟ้ายังมืดอยู่ รอข้างนอกน่าจะดีกว่า ภูสิตาห่อตัวแล้วเลื่อนกระจกลง อากาศบริสุทธิ์กระทบหน้านวล อะไรบางอย่างแวบเข้ามาในหัวและในสายตาของภูสิตา เธอมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งไกล ๆ

ปรเมษฐ์และปรมัตถ์เดินเลี้ยงลูกฟุตบอลเดินเข้ามาพร้อมกับบิดา 3 คนพ่อลูกแต่งกายพร้อมในชุดกีฬา ทั้ง 3 เดินตรงไปหยุดอยู่ที่สนามฟุตบอลของโรงเรียนประถมของเธอ พี่น้องเลี้ยงลูกฟุตบอลรับส่งไปมา ปรเมษฐ์ดูคล่องแคล่ว ในขณะที่ผู้เป็นน้องชายก็ดูทะมัดทะแมงไม่แพ้กัน ทั้งสองคนดูมีความสุขราวกับดวงตะวันในยามเช้าตรู่ แต่ท้องฟ้าด้านหลังกลับเป็นยามอัสดง ภูสิตาสะดุ้งกับภาพตรงหน้า

“พี่ ๆ จะใส่บาตรไหม ? ” เจ้าของเสียงเป็นเด็กชายหน้าตาสดใส รอยยิ้มนั่นแหว่งไปเล็กน้อย พระ 2-3 รูปเข้าแถวรอเธออย่างไม่ตั้งใจ

“จ้ะ ๆ” ภูสิตารีบลงมาจากรถ รองเท้าแตะที่ใส่มาถูกถอดออกอย่างรวดเร็ว “ดิฉันขอใส่เป็นเงินนะคะ” พอใส่เงินในบาตรครบแล้ว หญิงสาวก็พนมมือรับพร

ขอให้พวกเขามีความสุข เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ฉันขอให้ในสิ่งที่ตัวเองมีก่อนนะ ภูสิตานึกในใจ เธอเดินกลับขึ้นรถอย่างเป็นสุข หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสดชื่น “คงจะตื่นเช้ามากไป ตาลายไปหมด” เธอถอนใจอย่างจนใจ ก่อนจะขับรถต่อไปยังบ้านเพื่อนรักทันที



“แหม ! ตายยากนะคะคุณภูสิตา พอนึกถึง คุณก็มา” โมรีทักเมื่อเห็นเพื่อนรักเดินมาแต่ไกล ภูสิตาดูเหนื่อยแต่ยิ้มนั้นก็ยังสดใส มาหาถึงที่ขนาดนี้ เจ้าตัวคงคิดถึงเราใจแทบขาด “อย่ามาแช่ง ฉันไปทำบุญมา เป็นไงดูมีบุญขึ้นไหม ? ” ภูสิตาหัวเราะคิก แล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหารข้างสนามหน้าบ้าน

“ใครมาเข้าฝันล่ะ ? ” โมรียิ้มพลางพิศคนตรงหน้าอย่างพิจารณา วันนี้ภูสิตาดูสวยอย่างประหลาด

“ไม่รู้จักจ้ะ แต่รู้สึกดีชอบกล” คนเล่ายิ้มเจื่อน

“ก็ไม่รู้นะ แต่พ่อปรเมษฐ์ของตัวกำลังจะมาที่นี่” โมรีเลื่อนแก้วกาแฟของตนให้เพื่อนเพราะกำลังรับประทานอาหารเช้า “เจ้าเอามาอีกแก้ว คุณตาลมา” เธอบอกเด็กรับใช้ “ทีหลังหูตาให้มันไวหน่อย อย่าให้โมโห”

ภูสิตาอมยิ้ม “อย่ามาอำฉัน” หญิงสาวยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม น้ำเสียงเจ้าตัวคงที่ แววตาสงบนิ่ง

“ไม่มีอำ อย่าวิ่งหนีล่ะ Serious ย่ะ”

ภูสิตาจะลุกขึ้น สีหน้าเธอเริ่มเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด โมรียกมือขึ้นดึงอีกคนไว้ทันที มือของเพื่อนเย็นเฉียบเมื่อโมรีจับมัน “อย่าทำตัวเป็นเด็ก ๆ ตาล เราเป็นเพื่อนเขาไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องหนี ? นั่งลงไม่ทันแล้ว มาโน่นแล้ว ! ” คำพูดของโมรีทำให้ภูสิตาได้สติ เธอไม่แม้แต่จะหันหน้าไปดูคนมาใหม่ แต่นั่งลงตามที่เพื่อนบอก

“หวัดดีบอลนั่งก่อน มาแต่เช้าเลย ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” โมรีทักเขา

“ขอบใจ อยากมาดื่มกาแฟด้วย มีแขกเหรอ ? ” ชายหนุ่มนั่งลงข้าง ๆ ภูสิตา ท่าทางเขาสบาย ๆ “ใช่แขกชื่อ ภูสิตา” โมรียิ้มเจื่อน ปรเมษฐ์เงียบไปนาน ทำให้โมรีที่นั่งจ้องคนทั้งสองอยู่พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน ชายหนุ่มหันไปมองภูสิตาแต่เธอก็ยังไม่ยอมหันหน้ามามองเขา “เป็นใบ้ไปเลยเพื่อนเรา เฮ้ยตาล ! ” โมรีชักอึดอัด ไม่นึกว่าพวกบ้าใบ้จะมาเจอกันในยามนี้ ภูสิตาหันหน้ามามองปรเมษฐ์ ลมเย็นพัดมาหอบใหญ่ แต่ในเวลานี้เธอรู้สึกร้อนอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เหมือนคนที่เธอรู้จักเลย ไม่ใช่หน้าตาแต่เป็นแววตาต่างหาก “หวัดดีจ้ะ”

ปรเมษฐ์พยักหน้าให้เธอ “ครับ เปลี่ยนไปมากเลยนะ”

“เอ่อ ! อันนี้ฉันว่าก็ต้องดูกันไปอีกนาน อย่ามาวิพากษ์วิจารณ์หน้าตากัน ไม่งั้นมันจะลามมาถึงฉันด้วย” โมรีหัวเราะกลบเกลื่อน

สูงจัง นี่นั่งอยู่แท้ ๆ ภูสิตายังต้องเงยหน้าขึ้นดูเขา หญิงสาวนึกในใจ ปรเมษฐ์ชำเลืองมองเธอเช่นกัน แต่ก็ไม่นานนัก เขาหันหน้าไปหาโมรีที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม

“ดีใจจังได้เจอพวกคุณอีก” เขาพูดขึ้นพลางรับแก้วกาแฟจากเด็กรับใช้มา

“ฉลาดมากเอามาอีกแก้วด้วย ทันเวลาพอดี แล้วมาแล้วจะทำอะไรต่อ ? ” โมรีอยากรู้ เธอพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น พูดกับคนสติดี มีดีกรีนักเรียนนอกน่าจะเข้าท่ากว่าพูดกับแม่นักเขียนเพื่อนรัก ก็สติของหล่อนอยู่กับตัวบ้าง ไปเที่ยวบ้าง ไม่อยากไปแหย่ให้เสียบรรยากาศ

“พ่อว่าอยากให้สอนหนังสือที่มหาลัยในเมือง ก็กำลังคิดอยู่” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง ไม่มีอาการตื่นเต้นใด ๆ “ภูสิตาเขียนหนังสืออยู่เหรอ ? ” เขาหันมาถามเธอเอาดื้อ ๆ เล่นเอาสองสาวสะดุ้ง

“ไม่ขนาดนั้นหรอก ก็แปลงานไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักแหล่งหรอกจ้ะ” ภูสิตาถ่อมตัว เธอก้มหน้ายิ้มเจื่อน

“กรกฎเล่าให้ฟังหมดแล้วล่ะ” เขาหัวเราะเบา ๆ

แปลว่าเขารู้เรื่องเธอดีเชียวล่ะ ภูสิตาคิด

“เออ พูดถึงคนนี้แล้วก็เข้าท่านะ รู้อะไรไหม ? ฉันว่าจะลองคบเขาดูล่ะ” โมรีเปลี่ยนเรื่องเพราะเห็นแววตาของเพื่อนแล้วรู้สึกกลัวใจเจ้าหล่อนจริง ๆ “พอดีแม่สื่อเขาอยากได้ดอกไม้ฟรีบ่อย ๆ ก็เลยจะเล่นด้วย” โมรียกให้คนตรงหน้าเป็นต้นเหตุ

“เกี่ยวอะไรกับฉัน ? ” ภูสิตานึกถึงหน้ากรกฎ แล้วจึงหัวเราะออกมา

ปรเมษฐ์มองหน้าคนข้าง ๆ ไม่วางตา หากแต่พอเธอสบตา เขาก็หลบเสียเฉย ๆ โมรีเห็นท่าทางทั้งสองคนแล้วก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก ดูเหมือนปรเมษฐ์จะเข้าใจ เขาหันมาดูโมรี “ไม่ใช่มาดื่มกาแฟอย่างเดียวหรอก เอานี่มาให้ด้วย” ปรเมษฐ์หยิบซองสีขาวออกมาจากเสื้อตัวนอกแบบเก๋ที่ใส่อยู่ “เบสจะบวช”

“สาธุเป็นบุญของแม่นาย แล้วนายไม่บวชพร้อมกันเหรอ ? ” โมรียื่นมือไปรับซองแล้วยกขึ้นจบที่ศีรษะ

“ยังหรอก แม่เขาถือ บวชพร้อมกันไม่ได้ ขอโทษด้วย ไม่ได้เตรียมซองมาเผื่อ ไม่คิดว่าจะได้เจอเร็วอย่างนี้” น้ำเสียงของชายหนุ่มไม่บอกอารมณ์คนพูด

ภูสิตาพยักหน้ารับ “ไม่เป็นไร เบสสบายดีนะ ? ”

“อืม เรารู้ที่อยู่บ้านตัว ว่าง ๆ จะแวะไปหาคุณลุงกับน้านิดา”

พอพูดถึงเรื่องที่อยู่ ภูสิตาก็อึดอัดเรื่องจดหมาย หางตายาว ๆ นั่นเหลือบมองมาที่เธอเล็กน้อย “เออ เมื่อกี้มายังไง ไม่ทันเห็น ? ” โมรีถาม

“มีคนมาส่ง”

“สาวเหรอ ? ” โมรีถามพลางยิ้มมีเลศนัย เธออยากจะแน่ใจว่าเขาไม่ได้มีใครตีตราจองไว้แล้ว แต่พอหันไปดูเพื่อนตัวดีแล้วก็ต้องหยุดถาม เพราะภูสิตาจ้องแก้วกาแฟเหมือนจะทำให้มันละลายด้วยสายตา

ปรเมษฐ์หัวเราะ “ไม่หรอกไม่ใช่ผู้หญิง”

“เหรอ ? แล้วจะกลับยังไง ตาลไปส่งหน่อยสิ ไม่มีธุระที่ไหนนี่”

ภูสิตาจะอ้าปากแย้ง หากแต่ไม่ทัน “ไปกันเถอะ ฉันมีธุระ ต้องรีบไปทำ” โมรีออกตัว รีบไล่ให้ไปเร็ว ๆ ดีที่สุด อึดอัดจะตายชัก ต้องปล่อยให้ไปรบกันเอง “กุญแจแกอยู่นี่ไปได้แล้วตาล เออ ! วันหลังค่อยคุยกันนะบอล” เธอยัดกุญแจใส่มือเพื่อนรักแล้วรีบวิ่งเข้าบ้านเสีย ภูสิตาแอบผ่อนลมหายใจเบา ๆ เธอทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งนิ่ง

ปรเมษฐ์ยังคงนั่งยกกาแฟดื่มอยู่ที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โมรีวิ่งไปแอบดูคนทั้งสองจากข้างในบ้าน “เอ่อ จะให้ไปส่งที่ไหน ? ” ภูสิตาถามอึกอัก

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมมือมาหยิบกระดาษทิชชู่ไปเช็ดที่มุมปาก สายตาของเขาเย็นชา คนอะไรสูงกว่าที่คิดไว้เยอะเลย 187 เซนติเมตร น่าจะได้ ภูสิตาเดา

ปรเมษฐ์หันไปมองหน้าเธออย่างจะเอาเรื่องทันที ในตอนนี้แววตานั้นคุ้นตายิ่งกว่าอะไร “เอามานี่ ! ” เขาดึงกุญแจจากมือภูสิตาไปแล้วดึงมือเธอขึ้นรถทันที

“โอ ! ตายแน่ ๆ ภูสิตาของฉัน หมอนั่นมันยังร้ายกาจเหมือนเดิม ขอโทษนะตาลฉันขอโทษ ! ” โมรีพนมมือแต้อยู่คนเดียว

“ฉันเจ็บนะทำไมต้องผลักกันด้วย ? ” ภูสิตาเสียงดังขึ้นทันทีเมื่อปรเมษฐ์แทบจะยัดเธอใส่รถทีเดียว ชายหนุ่มยกมือขึ้น “ขอโทษ แค่ดันเบา ๆ มือมันหนัก ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็นั่งนิ่ง ๆ ว่าง่าย ๆ ” เขาขับรถออกไปด้วยความเร็วและแรง พอ ๆ กับอารมณ์ของคนขับ

“จะไปไหนปรเมษฐ์ ? ” หญิงสาวชักกลัว เพราะคนขับนั่งนิ่ง เขายกมือขวาขึ้นมาจับริมฝีปากบางสวยนั่นไว้ “รัดเข็มขัดครับ” เขาสั่งพลางหันมาดูหน้าเธอ น้ำเสียงชายหนุ่มนุ่มจนน่าใจหาย

“ฉันขับเอง คุณไม่คุ้นทาง ลงไปสิ” เธอสั่งเขาบ้าง ปรเมษฐ์สบตาเธอมองด้วยหางตาแล้วมองออกไปที่ถนน ค้อนอย่างกับผู้หญิง คนบ้า !

“หยุดไง ! Stop ! ” ภูสิตาเสียงดังขึ้นเพราะคนฟังไม่ได้สนใจเธอเลย

ปรเมษฐ์หันมามองเธอเหมือนเด็ก ๆ แล้วก็ตั้งใจเบรกให้รถกระชาก จนเธอแทบพุ่งออกนอกกระจก ดีว่าคว้าเข็มขัดนิรภัยไว้ทัน “โอ๊ย ! หยุดไง บอกให้หยุด ! ” หญิงสาวแผดเสียง พลางรีบรัดเข็มขัด ถ้าไม่รัดเข็มขัดคงต้องตายวันนี้แน่ ๆ

“ไม่ได้หูหนวก พูดเบา ๆ ก็ได้ อยู่ใกล้แค่นี้” เขาพูดจาเฉยชาเหมือนเดิม แม้จะไม่คุ้นกับน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่ของเขา แต่ท่าทางของปรเมษฐ์ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปมาก

ภูสิตาไม่ได้กลัวหากแต่สัมผัสที่รุนแรงเมื่อครู่ต่างหากที่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บในใจ ต่อให้พูดอะไรออกไปก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล ปรเมษฐ์ทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน เขาขับรถเลื่อนลอย นี่หรือที่รอมานาน ? ทั้งดีใจที่ได้เจอ ทั้งเจ็บใจที่ถูกเมินเฉยแบบนี้ น้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานเอ่อออกมา แต่เจ้าตัวหันหน้าหนีออกนอกตัวรถ รอให้มันไหลออกมาแล้วค่อย ๆ ลูบออก ปรเมษฐ์ไม่ได้มองภูสิตาเลย




Create Date : 25 ตุลาคม 2563
Last Update : 25 ตุลาคม 2563 17:37:32 น. 0 comments
Counter : 154 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537


New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.