อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2563
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 ตุลาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 3 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน



3



วันนี้วิชาแรกไม่มีอาจารย์มาสอน เพราะติดประชุม นักเรียนส่วนใหญ่จึงทำภารกิจของตัวเอง ไม่ก็เล่นกันเป็นที่สนุกสนาน โมรีตั้งกลุ่มวิจารณ์เรื่องสัพเพเหระ รวมทั้งเรื่องรุ่นพี่ที่โรงเรียนมัธยม “สนุกไหมล่ะ เรื่องหนุ่ม ๆ ที่วิธิต ? ” ปรเมษฐ์ถามขณะที่เจ้าตัวกำลังจดอะไรง่วนอยู่ “ไม่รู้สิ เราไม่รู้เรื่อง”

ภูสิตารู้แต่ว่าวิธิต คือโรงเรียนมัธยมที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับโรงเรียนประถมของภูสิตา ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝันที่จะได้เข้าโรงเรียนมัธยมแห่งนี้เพราะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในเขตนี้ เด็กในโรงเรียนจึงเป็นคนดังในแถบนี้ได้โดยง่าย

ปรเมษฐ์เงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนใหม่เล็กน้อย แล้วใช้ปากกัดปลอกปากกาให้หลุดออก เขาทำเหมือนปลอกปากกานี่เองที่ทำให้เขียนหนังสือช้าลง “อย่าไปฟังโมรีมันมาก มันเพ้อเจ้อ อยากเป็นสาวไม่เข้าท่า ! ” ปรเมษฐ์พูดจบก็ขว้างปลอกปากกาไปทางกลุ่มของโมรีทันที  ภูสิตาตกใจจนพูดไม่ออกที่เห็นเขาทำแบบนั้น

ปลอกปากกาลอยไปตกอยู่กลางวงสนทนา ทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ โมรีใช้เท้าเหยียบปลอกปากกานั้นอย่างจงใจ พลางหันไปดูปรเมษฐ์ แล้วเธอก็เลิกสนใจเขา หันไปคุยต่ออย่างสนุกสนาน ปรเมษฐ์อมยิ้มเขาทำเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด ไม่นานนักเขาก็วางมือจากสมุดที่จดงานอยู่ “เสร็จละ เอาหน่อยไหม ? ”

ภูสิตาเองพึ่งสังเกตเห็นว่าปรเมษฐ์พึ่งจะลอกการบ้านจากสมุดของใครบางคนเสร็จ “ไม่เอาหรอก ทำเสร็จแล้ว ขอบใจ” ท่าทางจะ ‘อ่อน’ พอกันนั่นแหละถึงขั้นต้องลอกการบ้าน ภูสิตาคิด

เด็กชายหันหน้ามาจ้องเธอทันทีเหมือนคนไม่มีอะไรจะทำอีกแล้ว “ถามจริง ๆ นะ ทำไมตัวถึงเลิกเรียนพิเศษกับแม่เรา ? ”

“แม่ตัวถามเหรอ ? ”

“เปล่า ๆ แม่คงคุยกับน้านิดาแล้ว ไม่เห็นท่านถามอะไร” ปรเมษฐ์รู้จักแม่เลี้ยงของเธออย่างไม่ต้องสงสัย

“งั้นก็จบ”

“จบได้ยังไงก็คนถามอยู่นี่ไง อึดอัดอะไรเหรอ ? เห็นตัวทำหน้าแปลก ๆ ตอนเรียนที่บ้าน”

“ไม่อยากอยู่ใกล้ ๆ เพื่อนคนนั้นของเธอ”

“หญิงเหรอ ? เขาก็เรื่องมากแบบนั้นแหละ แต่แปลกนะพึ่งเห็นหน้ากันครั้งแรก ทำไมไม่ชอบหน้ากัน ? เหมือนกันเลยรายนั้นก็พูดเหมือนตัวนี่แหละ ! ” เด็กชายพูดเหมือนบ่นกับตัวเอง และคนฟังก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ภูสิตาไม่อยากนึกถึงคนที่เธอไม่ชอบหน้านานนัก เห็นสีหน้าของปรเมษฐ์ดูกังวลใจอยู่ไม่นานก็กลับไปสนใจเรื่องอื่นต่อ

ไม่ว่าแต่ละวันจะดำเนินไปอย่างไร โลกของเด็ก ๆ ก็ไม่ได้หยุดเดินนานนัก แม้เคยจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตายก็ตาม ภูสิตาก็หนึ่งในนั้น ในแต่ละวันภูสิตาสังเกตรอบ ตัวเธอเสมอ นักเรียนในห้องของภูสิตาเรียนหนังสือเก่งกันหลายคน อย่างโมรีที่ไม่ค่อยจะอยู่นิ่ง ๆ นัก ด้วยความที่เป็นคนช่างซักช่างถาม ทำให้เพื่อน ๆ หลายคนที่ไม่กล้าถามได้ความรู้ใหม่ ๆ ไปด้วย

บางคำถามของโมรีดูออกจะซื่อเกินไปจนดูเหมือนแกล้งไม่รู้ ทำให้โดนเพื่อนผู้ชายบางคนโห่เอาเสียหลายที ภูสิตาได้แต่ปลอบใจ เธอนิยมความกล้าของโมรีมากกว่าจะมองเป็นอย่างอื่น มีเพื่อนนักเรียนอีกคนที่ภูสิตามองอยู่หลายครั้งก็ไม่เห็นเขาสนใจใคร เด็กชายสนใจแต่หนังสือเรียนที่อยู่ตรงหน้าและอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่เท่านั้น อาจารย์เรียกเขาว่า ‘กรกฏ’ ผมสั้นเกรียนของกรกฏทำให้เขาดูคงแก่เรียน นักเรียนที่นี่ไว้ผมยาวลองทรงหรือสั้นเกรียนก็ได้ เขาดูเป็นมิตรไม่น้อยไปกว่าปรเมษฐ์นักหรอก เด็กชายมองมาที่ภูสิตาเหมือนกันแล้วก็ยิ้มให้ทุกครั้งตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน

“ไปกันไปข้างนอกตาล เบื่อเร็วเข้า  ” โมรีเดินตรงเข้าไปขออนุญาตอาจารย์ไปเข้าห้องน้ำไม่รีรอ เธอเดินกลับมาออกที่ประตูด้านหลังของห้องแล้วดึงแขนภูสิตาออกไปด้วย ที่นั่งของทั้งสองอยู่หลังห้องใกล้กับประตูทางออกจึงดึงกันออกไปได้ง่าย ๆ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนที่นั่งใกล้ประตูมากกว่าคือปรเมษฐ์และเอกรินทร์ เด็กชายร่างท้วมกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่โดยที่ไม่ได้สนใจอาจารย์ เขาหันมามองเธอทั้งสองคน“จะฟ้องอาจารย์ จะไปอู้กันที่ไหนล่ะ ! ? ” โมรีเอามือปิดปากตัวเอง พลางชี้หน้าเอกรินทร์ ห้ามไม่ให้เขาพูดเสียงดัง ปรเมษฐ์มองตามเช่นกันแล้วยิ้มน้อย ๆ จนภูสิตาอดที่จะยิ้มตอบไม่ได้ เพื่อนของเธอคนนี้หน้าตาของเขาเข้าขั้นน่าดู คิ้วเข้มได้รูป ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อยิ้มออกมา หากแต่เมื่อไม่ยิ้มดวงตายาวรีนั่นกลับน่าค้นหา ทรงผมตัดได้รูป จมูกสูงพองาม ริมฝีปากบาง ผิวขาวเหลืองนวล ที่เห็นชัดคือรอยยิ้มสดใสอบอุ่น เสื้อนักเรียนสีขาวรีดเรียบ ทำให้เขาดูดี



“โมเราจะไปไหนกัน ? ” ภูสิตาถามเมื่อเดินออกมาไกลแล้ว

“ไม่ได้ไปไหนหรอก เราเบื่อ ไปหาขนมกินกันดีกว่า” โมรียิ้มกว้างอย่างมั่นใจเดินทำท่านวยนาดเต็มไปด้วยอารมณ์นึกสนุก ราวกับไม่ได้อยู่ในโรงเรียน ที่หลังอาคารเรียน มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่มากมาย ทั้งต้นตะแบกและมะขามเป็นร่มเงาที่ดีทีเดียว

โมรีจูงมือภูสิตาเดินผ่านชุดโต๊ะเก้าอี้หินอ่อนไปหลายชุด ก่อนที่จะมาเจอเรือนไม้เล็ก ๆ ติดพื้น หน้าเรือนเปิดกว้างมาครึ่งหนึ่ง มีประตูด้านข้าง มันถูกสร้างเป็นสหกรณ์ร้านค้าของโรงเรียน ทั่วทั้งโรงเรียนมีอยู่หลายแห่งแต่ร้านนี้ดูเหมือนจะใกล้ที่สุด



โมรีเดินเข้าไปในร้านหยิบขนมกินเล่นมา 2-3 ถุง ก่อนจะพาภูสิตานั่งลงที่โคนต้นไม้ใกล้ ๆ “โม ! ทำไมไม่จ่ายเงิน ? ”

โมรียัดขนมเข้าปาก พูดไปเคี้ยวไป “ไว้ก่อน ! พี่เข้มเขารู้จักเรา”

‘พี่เข้ม’ เป็นลูกจ้างที่ทางโรงเรียนจ้างมาเฝ้าสหกรณ์ร้านค้าของโรงเรียน เขาหน้าตาซื่อ ๆ ดูใจดี ยิ้มฟันขาวตัดกับสีผิวดำเข้มสมชื่อ

“จะดีเหรอ ? เราก็มีเงินนะ จ่ายเขาไปเถอะ”

“พี่เข้มเขาหลงเสน่ห์เรา เดี๋ยวเขาก็จ่ายให้เอง ตัวไม่ต้องห่วง อีกอย่างนะอาจารย์ไม่ให้ขายขนมให้นักเรียนในชั่วโมงเรียน เราก็ไม่ได้ซื้อไงตาล แค่หยิบมากิน” โมรีพูดพลางหัวเราะคิก ภูสิตาได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ ท่าทางปราดเปรียวและรอยยิ้มอย่างโมรีก็น่าอยู่หรอกที่จะมีคนชอบใจเธอ

ทั้งสองกินขนมที่หยิบมากันอย่างเงียบ ๆ ความเงียบทำให้ภูสิตานึกถึงคนดังอีกคน เด็กคนนั้นรู้สึกเหมือนเธอ ‘ไม่ชอบหน้ากัน’ น่าแปลกที่โมรีก็มีลักษณะคล้าย ๆ กับสุนันทา แต่ทำไมเธอจึงไม่รู้สึกแบบนั้นกับโมรี บางอย่างก็อธิบายไม่ได้ หรือไม่ก็อาจจะเพราะโมรีมีผมยาวเท่ากับเธอ ไม่ได้ผมยาวอย่างเด็กคนนั้น



เย็นวันนั้นปรเมษฐ์เดินกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนสนิท 2-3 คน เมื่อมองไปข้างหลัง เห็นภูสิตาเดินมาคนเดียวแต่ไกล “พวกแกกลับไปก่อนนะ รอเจ้าเบสก่อน”

“รอทำไมวะ ? ไอ้เบสไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ” เอกรินทร์บ่น

“จริงด้วย ! บ้านก็อยู่แค่นี้เอง” เพื่อนอีกคนพูด

“ไปก่อนเถอะน่า อย่าพูดมาก” ปรเมษฐ์ตบศีรษะเพื่อนคนนั้นเบา ๆ

ภูสิตามองเห็นปรเมษฐ์เหมือนกัน รู้สึกแปลก ๆ เมื่อเขามองมา พอเพื่อน ๆ เดินไปไม่ไกล เด็กชายก็นั่งลงที่โคนต้นไม้ใหญ่เสียเฉย ๆ

“รอน้องเหรอ ? ” ภูสิตาถามทั้ง ๆ ที่อยากจะเดินผ่านเฉย ๆ แต่รู้สึกอึดอัด เพราะตายาวคู่นั้นมองเธอไม่หลบ

“ใช่แต่ไม่รอแล้วล่ะ” เด็กชายเดินตามหลังภูสิตาเหมือนเดินมาด้วยกันตั้งแต่แรก “คืนพรุ่งนี้ที่บ้านมีงานเลี้ยงเล็ก ๆ ไปได้ไหม ? ”

“งานอะไร ? ”

“แม่ทำขนมเลี้ยงเฉย ๆ แม่บอกให้มาชวน”

“ไม่อยากไป ฝากขอบคุณอาจารย์ด้วย” ภูสิตาไม่ได้หยุดเดินเลยสักนิด รู้สึกละอายเมื่อนึกถึงอาจารย์ ท่านจะมองเธอยังไงก็ไม่อาจรู้ได้ ปรเมษฐ์ไม่แสดงออกทางสีหน้า หากแต่ในใจไม่ปกตินัก “ผู้ใหญ่ชวน ไม่ไปไม่ได้หรอก  ถ้าไม่ไปก็ให้น้านิดาไปบอกแม่เอง เราไม่รับฝาก” ปรเมษฐ์ก็เดินจากไปไม่หันกลับมาดูเธออีกเลย



หลังอาหารเย็น ภูสิตาทำการบ้านเสร็จแล้ว จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาพ่อ เพื่อขออนุญาตไปงานที่บ้านของปรเมษฐ์ “อ้อ น้านิดาเขาบอกพ่อแล้วตอนลูกเลิกเรียน อาจารย์มาลิดาพึ่งโทรศัพท์มาขอให้ลูกไปงาน ก็ไปสิลูก ยังไงหนูก็เคยเรียนที่นั่น”

“แต่มันก็แค่วันเดียว”

“ไปเถอะจ้ะ อาจารย์ท่านไม่คิดอะไรมากหรอก น้าบอกท่านไปว่า หนูอยากเรียนกับกลุ่มเล็ก ๆ ความจริงท่านก็อยากสอนหนูเอง แต่เวลามันเต็มเลยสอนให้ไม่ได้จ้ะ เดี๋ยวน้าไปส่งค่ะ” ปกติภูสิตาไม่ค่อยอยากออกไปไหน นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหญิงมาขออนุญาตบิดา สีหน้าเจ้าตัวเหมือนไม่อยากไป แต่ทำไมมาขอ อาจารย์นิดาคิดอยู่คนเดียวพลางอมยิ้ม ลูกเลี้ยงของเธอเหมือนเด็กดื้อ แต่ลึก ๆ แล้วอาจารย์นิดารู้สึกอยู่เสมอว่าภูสิตาว่าง่ายนัก เวลานี้สีหน้าของลูกเลี้ยงของเธอก็ดูน่าเอ็นดูเป็นที่สุด พ่อพยักหน้าให้ภูสิตา เป็นอันว่าต้องไป



วันนี้พอเข้าห้องเรียนได้ไม่นาน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก อาจารย์ต้องพูดให้เสียงดังกว่าปกติ เพราะเด็ก ๆ ก็เสียงดังแข่งกับสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเช่นกัน ฝนเม็ดใหญ่และลมที่พัดแรงทำให้บรรยากาศดูมืดมิดไปทั่ว จนอาจารย์ต้องเปิดไฟให้ความสว่าง

“ไม่ดีเลย แล้วเราจะกลับบ้านยังไง ? ” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น เธอชื่อ ‘อำภา’ เสียงของเธอเศร้าเมื่อพูดถึงฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนัก หน้าตาและลักษณะภายนอกของอำภาดูไม่สดใสนัก ฐานะทางบ้านคงไม่ค่อยจะดีนัก เธอดูสงบเสงี่ยมเหมือนตัวเองด้อยกว่าคนอื่น ๆ แต่ดวงตาที่เป็นประกายทำให้ภูสิตามองเห็นความน่ารักในตัวเธอ

“เดี๋ยวฝนก็หยุด หน้าฝนก็ต้องตกสิ” เพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อำภาพูดให้กำลังใจ ทั้งสองหันหน้ามาหาโมรีและภูสิตาเหมือนอยากจะปรับทุกข์

จริงสิ ! ภูสิตาเองก็ลืมคิด หน้าฝนแล้ว เธอจะกลับบ้านพักได้อย่างไรหากฝนตกตอนเลิกเรียน เด็กหญิงบีบมือของตัวเองทั้งสองข้างไปมาเพราะความหนาวเย็นจากละอองฝนที่สาดเข้ามา โมรีรีบวิ่งไปปิดประตูหน้าต่างเสีย คนที่นั่งข้าง ๆ หน้าต่างนั่งยิ้มแฉ่งไม่กลัวฝน เหมือนอยากจะออกไปเล่นน้ำฝนเต็มที

“ไม่มีร่มเหรอ ? ” ภูสิตาเอ่ยปากถามอำภา

ปรเมษฐ์มองภูสิตาที่กำลังคุยกับเพื่อน ๆ ในห้องอย่างสนใจเช่นกัน มือไม่ว่างหรอกเพราะกำลังทำงานส่งอาจารย์ แต่หูของเด็กชายตั้งใจฟัง

“ไม่มีหรอก เสื้อที่ตากไว้คงเปียกหมดแล้วด้วย แม่ลืมเก็บให้แน่ ๆ ป่านนี้ไปนั่งอยู่วงไพ่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ช่างแกเถิด เราชินแล้ว”

ภูสิตาสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของอำภาดูเก่าและไม่ค่อยจะสะอาดนัก เพราะมันคงเก่าเกินไปนั่นเอง “มีเสื้อ 2 ตัวเหรอ ? ”

“มีแค่นี้แหละจ้ะ แม่ไม่มีเงินซื้อให้ใหม่ นี่ก็ของเก่าคนแถวบ้านเขาให้มา” ภูสิตาก้มหน้ามองที่หนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าตัวเองทันที เธอไม่อยากให้เพื่อนรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย สีหน้าของอำภาดูเศร้า แต่ก็ดูมีพลังแห่งความสุขแฝงอยู่

“บ้านเราเลยสบาย ไม่ต้องซื้อใหม่ น้อง ๆ ก็ใช้ของเราแทน” อำภาเล่าพลางหัวเราะ ภูสิตานึกหดหู่อยู่ในใจ เสื้อของอำภายังเก่าขนาดนี้ แล้วน้อง ๆ ของเธอเล่า จะดูมอมขนาดไหน เวลาที่ใส่เสื้อเก่า ๆ พวกนั้น “ที่กลัวฝน ก็เพราะ กลัวเสื้อมันเหม็นอับด้วย ตากผ้ากว่าจะแห้ง ไม่ชอบเลย” คนเล่าพูดเหมือนมันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว่าการใช้เสื้อผ้าเก่าของคนอื่น บางชีวิตก็ต้องขึ้นอยู่กับฟ้าฝนจริง ๆ

“เหม็นนิดเดียว เดี๋ยวก็หาย ไม่มีใครว่าหรอก ใคร ๆ ก็ใส่เสื้อเหม็นอับ” เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ อำภาให้กำลังใจ ภูสิตาอดยิ้มไม่ได้ ที่ต่างคนต่างให้กำลังใจอำภา ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า หากเสื้อเหม็นอับ ยังไงกลิ่นของมันก็ติดทนทั้งวันทีเดียว

“ถามแต่คนอื่น ตัวเองมีร่มเหรอ ? ” เสียงทุ้มถามภูสิตาบ้าง ทำให้คนอื่น ๆ มองไปที่ปรเมษฐ์ ตัวเขาไม่ได้มองคนอื่น ๆ แต่ก้มหน้าทำงานต่อ

“ไม่มีเหมือนกันจ้ะ แต่เดี๋ยวฝนคงหยุด”

ปรเมษฐ์เข้าใจคำตอบนั้น ไม่ได้สนใจคำตอบของภูสิตานัก เสียงหัวใจของเด็ก ๆ กระจัดกระจายโปรยปรายเหมือนสายฝน จะมีสักกี่คนที่จะจำอะไรได้นาน ๆ ภูสิตาและเพื่อน ๆ รู้สึกกลัวสายฝนไม่ต่างกัน แต่ก็เพียงไม่นานเช่นกัน

วันนั้นทั้งวัน ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก แต่เบาบางลงเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน หลายคนรอผู้ปกครองมารับ แต่อีกหลายคนก็วิ่งฝ่าสายฝนออกไปอย่างไม่กลัวเปียก ภูสิตานั่งกอดกระเป๋านักเรียนอยู่ที่ม้าหินอ่อนหน้าห้องเรียน แม้ฝนจะสาดเข้ามาเป็นระยะเพราะแรงลม อีกทั้งมีน้ำฝนที่ยังค้างอยู่บนหลังคาไหลลงมาด้วย เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้ว เธอไม่อยากอยู่ในห้องมืด ๆ กับคนที่ไม่คุ้นเคย

เด็กหญิงกำลังกังวลเรื่องงานเลี้ยงคืนนี้ ขอให้ฝนตกต่อทีเถิด จะได้มีข้ออ้างไม่ต้องไปงาน ไม่ต้องไปเจอใคร ! หลายคนที่รอผู้ปกครองมารับวิ่งเล่นกันอยู่ใต้อาคารเรียนเป็นที่สนุกสนาน ที่เล่นกันกลางฝนเลยก็มี อาจารย์ที่ยังไม่กลับบ้านเดินกางร่มออกไปไล่นักเรียน ให้เข้าไปในตึกเป็นครั้งคราว แต่เด็ก ๆ ก็ไม่ได้เชื่อฟังนัก ปรเมษฐ์กับเอกรินทร์วิ่งเตะฟุตบอลพลาสติกกันอยู่ในห้อง มีบางคนเข้าไปสมทบด้วยเมื่อห้องเรียนเริ่มว่างลง เสียงหัวเราะและเสียงเตะลูกฟุตบอลดังกระทบโต๊ะและฝาผนังดังออกมาข้างนอกเป็นระยะ เมื่อลูกฟุตบอลถูกเตะออกมาข้างนอก มันก็ถูกเตะลากมาหาภูสิตาอย่างตั้งใจ

“รอจนมืดมันก็ไม่หยุดตกหรอก แค่นี้เอง กลับไปเถอะ ! ” ปรเมษฐ์ออกความเห็น เขาเงยหน้าปาดเหงื่อออกเพราะอากาศอบอ้าว ชายเสื้อบางส่วนหลุดออกมานอกกางเกง ไม่มีเราของปรเมษฐ์ผู้มีความเรียบร้อยในการแต่งกายตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้ว พูดจบเขาก็ลากลูกฟุตบอลติดเท้าไปด้วย พลางเอามือไปรองน้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคา

“ไปสิ  ไม่มีใครมารับไม่ใช่เหรอ ? ”

จริงของเขา พ่อไม่เคยมารับหลังเลิกเรียนหรอกเพราะต้องทำงาน พ่อเป็นวิศวกรต้องออกไปคุมงานในเมืองและนอกเมืองบ่อย ๆ กว่าจะกลับก็ดึกดื่น ส่วนน้านิดาต้องสอนหนังสือ แม้โรงเรียนจะอยู่ห่างกันไม่มาก ก็ไม่เคยตกลงกันไว้ว่าจะต้องมารับส่งเธอ ซึ่งภูสิตาเองก็ไม่เคยต้องการเช่นกัน

“ไอ้บอล ส่งมาเร็วๆ ! ” เสียงเอกรินทร์สั่ง ปรเมษฐ์เตะลูกฟุตบอลนั้นส่งกลับไปให้ เอกรินทร์เตะมันกลับมาทันที แล้วมันก็กระเด็นไปชนเสาอาคารข้างที่นั่งของภูสิตา เด็กหญิงตกใจแต่ไม่มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมา “ส่งมาบอล ! ” เอกรินทร์สั่งอีก ปรเมษฐ์มองเพื่อนอย่างเสียไม่ได้ แล้วเขาก็เตะลูกบอลส่งกลับไปอีก “เลิก ! จะกลับบ้าน ! ” ปรเมษฐ์พูดหน้าตาเฉยพลางเดินเข้าไปหยิบกระเป๋านักเรียนออกมาจากในห้อง

“อ้าว ! จะรีบไปไหน ? เล่นกันก่อนสิ” เพื่อนอีกคนทักเสียงดังออกมานอกห้อง

“ไม่เล่นแล้ว ! เหนื่อยร้อน ! ” ปรเมษฐ์ก็ไม่ได้สนใจเพื่อน ๆ ภายในห้องอีก พอภูสิตาหันหลังกลับมาดู เขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว “ไปสิ ! ไปพร้อมกัน จะกลับบ้านเหมือนกัน” ปรเมษฐ์พยักหน้าชวน ชายเสื้อที่เห็นหลุดออกมาเมื่อครู่ถูกเก็บเรียบร้อย เจ้าตัวคงกลัวที่บ้านตำหนิ

“แล้วเพื่อนๆ ? ” ภูสิตาถามอึกอัก

“เดี๋ยวพวกมันก็กลับ ตัวจะนั่งรอใคร ? ”

ภูสิตาตอบคำถามนี้ไม่ได้ จึงลุกออกเดินตามเขาไป อย่างน้อยก็มีเพื่อนเดินกลับด้วยกัน เธอคิดอย่างนั้น ปรเมษฐ์ยกกระเป๋าของตัวเองขึ้นบังฝน แล้วหันหน้ามามองเพื่อนที่เดินตามมา “นั่นแหละร่ม ! ” เขาพูดและพยักพเยิดให้ทำตาม ภูสิตาจึงทำตาม เด็กทั้งสองเดินตามกันออกไปนอกรั้วโรงเรียนแล้ว หากแต่พอจะข้ามถนนภูสิตาก็ลังเล แม้มีสารวัตรนักเรียนคอยโบกมือให้สัญญาณหยุดรถ แต่ภูสิตาก็ยังรู้สึกกลัว ปรเมษฐ์หันไปมองเพื่อน พอสัญญาณให้รถหยุดดังขึ้น เขาก็ดึงแขนเสื้อของภูสิตาให้ออกเดินตาม

เสียงสุดท้ายเมื่อถึงปลายทาง ภูสิตาได้ยินเพียง “อย่าลืมไปนะคืนนี้ ! ” พูดจบปรเมษฐ์ก็วิ่งไปทันที ภูสิตาไม่มีโอกาสขอบใจเขาเลยสักนิด เธอยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ


Create Date : 21 ตุลาคม 2563
Last Update : 21 ตุลาคม 2563 15:03:08 น. 0 comments
Counter : 41 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537


New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.