อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2563
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
16 สิงหาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 22 ของขวัญ เล่ม 1 โดย ภูระริน (ฉบับตีพิมพ์)

22



“การเป็นลูกคนเดียวว้าเหว่นักฝาง” อิงกาลพูดทั้ง ๆ ที่ยังกอดฝางอยู่

“ฝางก็ไม่มีใคร ไม่เห็นตาย”

“ฝางมีพี่ดำ…มีสายรุ้ง”

“คุณในเรือนก็มีคนรับใช้เต็มบ้าน ไหนจะมีคุณโสนอีก”

“ไม่มีใครเลยต่างหาก” ชายหนุ่มปล่อยฝางให้เป็นอิสระ เขานอนเอามือก่ายหน้าผากและดึงผ้าห่มมาคลุมกาย ฝางไม่กล้าถามอะไรต่อ ดึงผ้าห่มของตัวเองมาคลุมโปงทันที เธอหวังให้วันเวลาเดินเร็ว ๆ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้คนที่เจ็บป่วยอยู่หายเร็วขึ้น

“ตั้งแต่เด็กแล้ว ทุกครั้งที่ออกมายืนหน้าเรือนหรือท่าน้ำพี่จะรู้สึกเจ็บปวด”

ฝางเปิดผ้าห่มมามองหน้าเขา “ทำไมต้องเรียกเรือนไม่ใช่บ้านหรอกเหรอคะ ? ”

“คุณแม่ให้เรียกอย่างนี้”

“แม่ก็ให้เรียกอย่างนี้ แม่บอกเสมอว่านี่เรือนฝาง แปลว่าบ้านของฝาง”

อิงกาลรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของแม่ลูก เขาอมยิ้มเมื่อได้ฟัง “เราถูกเลี้ยงดูมาเหมือนกัน คุณแม่เลี้ยงพี่ดีมากและดีเกินไป” ชายหนุ่มหัวเราะเบา

“ท่านก็ต้องทำให้ดีที่สุดอยู่แล้ว”

“ไม่ได้ทำให้สุขไปเสียหมดหรอก มากไปก็ไม่มีค่า น้อยไปก็ไร้ค่า”

“หมายความว่ายังไง ? ”

“อย่างที่แม่บัวทำเรียกว่าพอดี ฝางจึงได้เป็นอย่างนี้ไงครับ จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นแล้วฝางจะรู้ว่าตัวเองโชคดีที่สุด อย่างพี่เขาเรียกบุญมีแต่กรรมบัง มีทุกอย่างแต่ก็ยังไม่มีความสุข” ชายหนุ่มดึงผ้าห่มออกจากร่างของฝาง “หนาวมากเหรอ ? งั้นพี่กอด” ชายหนุ่มไม่รอให้ใครอนุญาต เขาคว้ากายหล่อนมากอดไว้แน่น ฝางไม่มีโอกาสได้ขัดขืน จึงนอนนิ่งเหมือนท่อนไม้เช่นทุกครั้ง

“หวังมากก็ทุกข์มาก” ฝางเอ่ยเบา เยือกเย็นราวกับคนผ่านชีวิตมานาน

“ไม่ใช่ แต่พี่ไม่มีความหวังเลยต่างหาก อยากได้อะไรได้หมด ได้ตั้งแต่เกิด ไม่อยากได้ก็ได้ คำว่าขาดแคลนไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิต มีแต่คำว่าว้าเหว่มีอยู่เต็มหัวใจ แต่พอมีฝางพี่กลับรู้สึกมีความหวัง”

“ใครไปอยู่กับตัว ? บอกได้ยังไงว่ามี คนอะไรเข้าข้างตัวเองตลอด”

“มีหรือเปล่าเดี๋ยวก็รู้” ลมหายใจกรุ่นประทับริมฝีปากบางของอีกคนไม่รีรอ ฝางรู้สึกเหมือนตัวเองจะหมดลมหายใจเมื่อเขาไม่เปิดโอกาสให้ได้ต่อสู้ ร่างบางอ่อนระทวยลงในเวลาไม่นาน มืองามไม่อาจปัดป้องกายตน หล่อนตอบรับสัมผัสแสนหวานจากริมฝีปากของชายหนุ่มด้วยมิอาจหักห้ามใจตัวเองเช่นกัน อิงกาลถอยห่างออกมาพลางยิ้ม

“ไม่อยากให้วันนี้จบ ขอโทษนะพี่ทำได้เท่านี้”

ฝางไม่ยอมสบตา อยากจะบีบคออีกคนให้ตายลงตรงหน้า คำพูดของเขาทำให้รู้สึกอับอายยิ่งนัก “พูดเองเออเองทั้งชาติ” ฝางพึมพำ ความคิดบางอย่างแทรกเข้ามาในหัวทันที ทั้งชาติ ! อะไรกัน ! ทำไมรู้สึกโกรธ ทำไมรู้สึกเจ็บทั้ง ๆ ที่ตั้งใจพูดให้อีกคนเจ็บ ฝางหันหลังให้เขา รู้สึกเกลียดชังเขาขึ้นมาทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่รู้สึกมีความสุขอย่างประหลาด เมื่อหันหน้ามาอีกครั้งก็พบว่าอิงกาลหลับไปแล้ว “หล่อนอาจจะแพ้กายตน แต่ไม่มีวันแพ้ใจตัวเอง” เสียงใครบางคนเอ่ยแทรกเข้ามาในหัว

“คุณอย่ามาไม่ให้เห็นตัวได้ไหม ? เข้าใจคำว่าส่วนตัวไหมคะ ? ” ฝางเอ่ยในความคิด เสียงหวานหัวเราะสะท้อนกลับมา “หากแม้นปรารถนาอยู่ในโลกาเพียงลำพัง เจ้าคงกำลังอยู่ในความฝันเท่านั้น ด้วยเราอยู่กับเจ้ามาตั้งแต่เกิด”

“ทำไมคะ ? ”

“เราปรารถนาอย่างนั้น ตั้งแต่สิ้นบุญจากวิมาน และโลกนี้มิได้มีเพียงเรา”

“ไม่บอกก็รู้ โลกนี้ไม่ได้มีแค่เรา”

“เจ้าไม่ผิดที่มองไม่เห็น อย่าผิดคำกับเรา ความหนาวเย็นเป็นแค่การเตือน ! ” เสียงสุดท้ายหยุดไปเมื่อใดก็ไม่รู้ได้ ฝางหลับใหลไปไม่รู้ตัว

ฝางขยับกายเมื่อได้ยินเสียงไก่ขันไล่กันมา

“จะไปไหน ? ยังมืดอยู่เลย พี่ยังไม่หาย ใครจะดูแล ? ”

ฝางพับผ้าห่มของตัวเอง สายตาเจ้าตัวเย็นชา “คนป่วยต้องกินข้าวไม่ใช่เหรอ ? รีบ ๆ หายค่ะ จะได้กลับเรือนกรรณิการ์พร้อมกัน”

อิงกาลยิ้มกระจ่าง “อย่ากลับคำก็แล้วกัน งั้นไปเถอะ เดี๋ยวพี่ก็จะไปอาบน้ำ รอกินข้าว” ฝางหันกลับมาใช้มือแตะที่แขนของชายหนุ่ม “ตัวยังร้อนอยู่เลย วันนี้ฝางจะไปวัด ไปเรียนแล้วจะรีบกลับมานะ”

“ได้ครับ ไม่ต้องไปบอกใครเรื่องย้ายบ้านอีกล่ะ เขารู้มานานแล้วว่าฝางไม่มีวันได้ย้ายเข้าไป แล้วก็ไม่ต้องซักพี่ด้วยว่าทำไม เราอยู่กับปัจจุบันนะคนดีของพี่”

“ทำไมชอบพูดจาเลี่ยน ๆ คนที่มหาวิทยาลัยไม่เห็นมีใครเขาพูดแบบนี้ แล้วก็จะกลับไปนอนห้องตัวเองนะ ถ้าหายดีแล้ว”

“ไม่ได้ ! ไม่มีเหตุผลด้วย ไม่ต้องถาม เข้าใจไหมครับ ? ”

ฝางลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ อิงกาลรู้ว่าฝางไม่อยากทำตามคำสั่ง แต่ทุกอย่างต้องดำเนินไป ในเมื่อเจ้าตัวยอมลงทุนจะหมั้นกับเขา เหตุผลมันก็เด่นชัดอยู่แล้วว่าเธอไม่มีทางเลือก อำนาจบางทีก็เรียกว่าเหตุผล อิงกาลเชื่ออย่างนั้นและฝางเองก็คุ้นเคยกับมันมาตลอด “บางทีก็ว่าง่ายจนน่ากลัว แต่เรื่องน่ากลัวคงไม่ได้มีแค่นี้ใช่ไหมครับท่าน ? ” ไร้เสียงใด ๆ ตอบรับจากสิ่งที่มองไม่เห็น อิงกาลเข้าใจว่าสร้อยพระที่ห้อยคอฝางอยู่ช่วยได้มาก แม้พี่อันน์จะไม่อยู่ช่วยเขา แต่อิงกาลรู้สึกได้ถึงพลังของตัวเองเมื่อจุดหมายชัดเจน “ใครใช้ให้ภพชาติมีค่าเท่ากับหัวใจ มันก็ต้องสู้กันหน่อยนะ”



ไอร้อนจากลังถึงที่กำลังนึ่งขนมถ้วยฟูอยู่ทำให้ฝางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ความหนาวเย็นในยามย่ำรุ่งคลายลง “หอมที่สุด หิวที่สุด”

“ไปทำอะไรมาเหรอฝาง ? ทำไมดูเหนื่อย ๆ ” สายรุ้งถามหน้าซื่อ มือของดำฟาดเบา ๆ เข้าที่ศีรษะของหญิงสาวทันที “เด็กปากมอม ! ถามอะไรออกมา ? ”

“อ้าว ! ก็ถามเพราะอยากรู้ ทำไมต้องตีรุ้งด้วยล่ะ หรือว่าพี่ดำแปลว่า ! ” หล่อนหัวเราะคิกเมื่อคิดขึ้นมาได้เอง

“ฝันประหลาด ฝันว่าอยู่บนฟ้ามีเมฆขาว ๆ เต็มไปหมดเลย แต่ตัวเองเป็นผู้ชาย อย่างกับเทวดา แต่งตัวประหลาด” ฝางเล่าพลางใช้ทัพพีช้อนถ้วยขนมถ้วยฟูออกมาวางไว้ให้เย็น หน้าขนมถ้วยฟูแตกออกเป็นแฉกสวยงามตามธรรมชาติ สีเขียวใบเตย สีขาว สีชมพูคละกันไปเต็มถาด “มีกลิ่นหอมดอกไม้เหมือนอยู่บนสวรรค์ แล้วก็….มีพี่อันน์”

“ใครเหรอ ? ” สายรุ้งถาม

“ไม่มีอะไร แค่ฝัน” ฝางยิ้มเจื่อน

“เอาน่า ! ทำงานไป เดี๋ยวไปใส่บาตรกันเจ้ารุ้ง ฝางไปด้วยกันไหม ? ”

“ไม่ละจ้ะ เดี๋ยวหาข้าวให้คนกินแล้วจะไปวัดเลย พี่ดำกับรุ้งไปกันเถอะ”

อิงกาลถอยออกมาจากหน้าประตูห้องครัว เขาได้ยินทุกอย่างที่ฝางเล่า ท่าทางจะรุกหนัก ฝางเห็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นเมื่อชาติที่แล้ว ถ้าจำได้คงจะมีปัญหามากกว่านี้ ความทรงจำของฝางหายในบางช่วง หากแต่บางทีก็เด่นชัดขึ้นมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ฝางเดินออกมาชะงักตรงหน้าของชายหนุ่มพอดี “หิวมากเหรอ ? ”

“นิดหน่อย เมื่อกี้พี่บังเอิญได้ยินคุยกันก็เลยถอยออกมา”

“แล้วยังไงต่อ ? ”

“ไม่มีอะไร คุณแม่ฝันประหลาด ๆ บ่อย ๆ ท่านน่าจะช่วยได้”

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่เห็นอยากรู้เลยก็แค่ความฝัน แล้วอีกอย่างช่วงนี้ท่านคงไม่ค่อยอยากเห็นฝางเท่าไร เงินท่านก็ให้มาแล้ว ไปพบกันก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

“แต่ถ้าได้ฤกษ์ก็ต้องบอกท่าน เราทั้งคู่ต้องไป ท่านเสียหน้าเรื่องหมั้นคุณโสน แต่ท่านก็รอให้เราไปหาเอง” อิงกาลอมยิ้ม เขารู้จักมารดาของตัวเองดี การจะเข้าเรือนกรรณิการ์พร้อมกันเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้ว

“มาทางนี้เถอะ” ฝางหันกลับไปมองคนในห้องครัว ก่อนจะเดินนำหน้ากลับเข้าห้องนอนของแม่บัว



หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง “จะเรียนท่านว่ายังไง ? เรื่องหมั้น”

“ก็บอกฤกษ์ท่านไง ฝางก็แค่สวมแหวนตามฤกษ์”

“คุณโสนจะทำยังไง ? ”

“เป็นห่วงเธอเหรอ ? ”

“ก็ผู้หญิงด้วยกัน จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นั่นผู้ใหญ่ขอหมั้นมา” ฝางอธิบาย

“จะว่าพี่ร้ายก็ได้นะ คุณแม่สร้างเรื่องเองก็ต้องแก้เอง บอกแล้วไงบางอย่างมันมากเกินไป และพี่ว่าพี่มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง แล้วแหวนพวกนั้นคุณโสนก็มีเป็นภูเขา ถอดแหวนคุณแม่ออกไปก็ไม่ตาย” อิงกาลหัวเราะ

“เธอคงรู้สึกเจ็บปวด เพราะคงรอมาตลอดชีวิต”

“ใคร ๆ ก็ต้องรอคนของตัวเอง แม้แต่ฝางก็ยังต้องรอ”

“รอใครเหรอ ? ”

“รอตัวเองไงครับ รอถามใจตัวเองว่าที่กำลังจะทำเพื่อบ้านมันจะส่งผลอะไรถึงอนาคตของตัวเองบ้าง รอถามมันด้วยว่าที่จะทำลงไปเพราะบ้านเท่านั้นหรือเพราะรักพี่มากเหลือเกิน” ชายหนุ่มอมยิ้ม

หญิงสาวค้อนขวับ “พี่อันน์หายไป” ฝางเปลี่ยนเรื่อง

“ครับ คงใกล้วันพระ อาจจะไปทำบุญ” เขาอมยิ้มทั้ง ๆ ที่ได้เห็นกับตาว่าพี่อันน์กับบ่าวจะไปหาใครสักคน

“แปลกดีนะ เรากำลังพูดถึงคนที่เท้าไม่ติดพื้นเหมือนกำลังพูดถึงญาติของตัวเองโลกนี้จะมีคนเห็นและได้ยินอะไรเหมือนเราไหมนะ ? ”

“ไม่เห็นแปลก เราเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่”

ฝางไม่ยอมพูดอะไรต่อ ความลับจำเป็นต้องเก็บงำ อิงกาลไม่รู้ว่าเธอกำลังจะมีอำนาจจากนางผู้งดงามนั้นมาช่วย อังควิภาจะช่วยเธอให้ชนะทุกคนและได้บ้านกลับมา จุดหมายของฝางชัดเจนเกินจะถอยหลังแล้ว ลมอะไรบางอย่างปะทะกาย หญิงสาวตกจากเก้าอี้ทันที ! “ฝาง ! เป็นอะไรไหม ? ”

“เปล่า ! แค่หน้ามืด วันนี้สระผม ไม่เป็นไรเป็นอย่างนี้ประจำอยู่แล้ว”

“ทำไมไม่อาบน้ำอุ่นครับ ? ”

“เรา…ยังอยู่บ้านคนอื่น ไม่ควรค่ะ” หญิงสาวก้มหน้า ไม่อาจจะสบตาอีกคนได้ อิงกาลพยุงกายหล่อนให้ลุกขึ้นยืน พลางลูบหน้าลูบตาอย่างหวงแหน

“ตอนนี้เป็นบ้านของฝางแล้ว พี่ต่างหากเป็นคนอาศัย แต่จะให้ดีกว่านี้ก็หาอะไรกินแล้วพักผ่อนก่อนดีกว่า”

“ไม่ได้ป่วย ! ”

“ตกใจ ! ทำไมต้องเสียงดัง ? นี่ถ้าไม่รู้ก็จะคิดว่าเราบ้านะเนี่ย ” อิงกาลดูตกใจจริง ๆ เขาตำหนิหล่อนด้วยสายตา ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนอารมณ์ ยิ่งใกล้วันพระเท่าไรเขายิ่งต้องระวังตัว เวลาสั้นนักในโลกนี้แต่โลกของเขาและฝางดูเหมือนจะยาวนานเหลือเกิน

องค์อังควิภาดึงเวลาให้ช้าลงทุกลมหายใจ หล่อนพยายามแทรกกลางระหว่างเราเสมอหากไร้ซึ่งสติ ฝางคิดอะไรอยู่เขาก็ไม่อาจรู้ได้ อยู่ดี ๆ ว่าง่ายยอมหมั้นเพราะต้องการบ้านคืน มันดูเหมือนไม่ใช่ตัวฝางสักนิด เพราะวันที่จากเรือนกรรณิการ์มา หล่อนดูไม่อาทรร้อนใจใด ๆ และยังไปหาบ้านเช่าใหม่ด้วยตัวเอง หรืออาจจะรักกันจริง ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อคิดขึ้นมา “ไปเถอะ ไปหารุ้ง หาอะไรกินกัน เดี๋ยวพี่กลับมา”

“ยังป่วยอยู่ จะไปไหนแต่เช้าคะ ? ”

“คะ ? งั้นเหรอ ? ”

“ก็….ควรจะพูดกันดี ๆ ไม่ใช่เหรอคะ ? ”

“ดีกว่าไม่พูด” ชายหนุ่มหัวเราะ “พี่อยากไปเดินเล่นในสวนของแม่บัว เดี๋ยวกลับมา ฝางจะออกไปวัดเลยก็ได้ อย่าห่วงพี่ เดี๋ยวหาข้าวกินเอง กลับมาค่อยพบกัน พี่จะรอฟังข่าวดี” อิงกาลเดินลงจากเรือนทันที ฝางยืนนิ่ง รู้สึกประหลาดที่ตัวเองรู้สึกห่วงใยเขา หันไปมองรอบ ๆ ห้องหวังจะให้เห็นใครสักคน “เชื่อตัวเองเถิด อย่าสับสนจะจนใจเอง” เสียงคนบางคนในกระจกสะท้อนมาให้ได้ยินและได้เห็น องค์อังควิภายิ้มกระจ่างส่งมา

“คุณกลัวความรักหรือคะ ? ”

“หล่อนต่างหากมิใช่เรา”

“เมฆที่เห็นในฝันและความหนาวเย็นที่ฝางไม่ชอบ มันเกี่ยวกับผู้ชายที่เห็นในฝันใช่ไหมคะ ? ”

“มีผู้หนึ่งจะบอกหล่อนได้ ไปวัดเถิด”





พ.ศ. ๒๓๖๐

กลิ่นดิน กลิ่นฝน กลิ่นธูป กลิ่นดอกไม้สดคละเคล้าเป็นหนึ่งเดียว ความเย็นแห่งฤดูกาลครอบงำ แม่จีบนั่งห่มผ้าแพรสีกลีบบัวหวานล้ำ ผิวนางผุดผ่องงามวับจับตา

“ไหว้พระหรือลูก ? ” มารดาทักเมื่อเดินใกล้เข้ามา แม่จวงมีสีหน้ากังวลเมื่อเห็นข้าวของเครื่องแต่งตัวที่จีบกำลังเก็บลงหีบไม้ “ของแต่งตัว เอาออกมาทำไมลูก ? ”

“ทางบ้านของคุณรุ้งจะมาสู่ขอลูกแล้วค่ะ”

“เร็วอย่างนั้นเลยหรือ ? ”

“ก็ลูกเรียนคุณแม่แล้วว่าต้องไปหัวเมือง หากชักช้าเห็นทีจะไม่ทันการ” หล่อนพูดพลางยิ้ม แม่จีบรามือจากงานตรงหน้า หล่อนก้มลงซบลงที่ตักของมารดาพลางอ้อน วอน “คุณแม่คนดีของลูก อย่าดึงเวลาเลยนะเจ้าคะ ให้เขามาสู่ขอเถอะนะคะ”

“รู้จักกันยังไม่นาน แม่มีลูกคนเดียว จะให้ห่างหูห่างตาแม่ก็กังวล”

แม่จีบลุกขึ้นมานั่งทันที หล่อนพยายามระงับอารมณ์หากแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะมารดาเอาแต่อ้างว่ายังไม่ถึงเวลา บ้างก็ติดธุระจนไม่สามารถจะรับแขกได้ ญาติของเรากลับกันไปสักพักแล้ว มันนานมากพอที่หล่อนจะไม่ทน ! “คุณแม่คะ ! พอเถอะค่ะ ลูกไม่อยากฟังอะไรอีก พรุ่งนี้คุณรุ้งจะให้ผู้ใหญ่มา”

“นี่ลูกนัดหมายเองเลยใช่หรือไม่ ? ”

“พึ่งคิดได้วันนี้แหละค่ะ อย่าให้เสียการเลยนะคะ ! ”

“การอันใด ? การที่เจ้าอยากออกเรือนไปหัวเมืองจนรอไม่ไหวอย่างนั้นหรือ ? ”

“คุณแม่ ! ” แม่จีบตะโกนเสียงดัง หล่อนไม่อาจหักห้ามใจตนด้วยรู้สึกเสียหน้าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ หัวใจหล่อนห่วงหาคุณรุ้งเต็มอก “หากไม่ยอมรับแขก แขกก็จะไม่มา ลูกจะหอบผ้าไปหัวเมืองเงียบ ๆ ก็ได้ค่ะ”

น้ำตาของผู้เป็นมารดาไหลอาบแก้มทันที แม่จวงรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนักกับการกระทำของลูกสาวเพียงคนเดียว อันความรักของแม่ไม่อาจเทียบได้กับความรักของผู้มาใหม่ เวลาดูเหมือนจะบีบคั้นให้หัวใจของแม่ร้าวฉาน ให้แส้อาบยาพิษฟาดลงที่กลางใจ ให้ไฟแห่งความบาดหมางปะทุขึ้นกลางเรือน “เรียกนางเลิ้งมา ข้าจะให้ไปเตรียมผ้านุ่งผ้าห่ม”

จีบยิ้มออกมาทันที หล่อนผวาเข้ากอดมารดาด้วยดีใจนักหนา “ขอบพระคุณค่ะคุณแม่ ลูกมีความสุขเหลือเกิน” แม่จวงลูบท่อนแขนขาวนวลของลูกไปมา หล่อนรีบปาดน้ำตาออกทันที “เลี้ยงลูกมาแม่รู้ดีว่าเจ้าเป็นอย่างไร เมื่อห้ามปรามไม่ได้ก็ต้องยอมตามใจ เจ้าอย่าสุขจนออกนอกหน้า ชาวบ้านชาวเมืองจะนินทาให้ฉิบหายเข้าใจไหมลูก ? ”

“ลูกก็ไม่ได้สนใจผู้ใดนอกจากคุณแม่”

“ต้องสน เพราะผู้คนยังอื้ออึงเรื่องคุณปรุง หากจะตัดบัวไม่เหลือใยก็ต้องทำให้มันเหมาะ ของหลายหีบคืนเขาไปให้หมด ”

แม่จีบเกือบลืมข้อนี้ไปเสียสิ้น ตบนางเอิบไปวันนั้นยังไม่สามารถหยุดปากคนได้ คุณปรุงหมั่นมาหาหล่อนเหมือนกัน แต่แม่จีบก็เลี่ยงที่จะพบ อ้างว่าตนป่วยและจะทำให้คุณปรุงลำบากไปมาหาสู่ เห็นทีคราวนี้จะเลี่ยงไม่ได้



ข่าวการจะออกเรือนของแม่จีบแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ร่างโปร่งกำยำเดินไปเดินมาอย่างร้อนรนเมื่อบ่าวมารายงาน “มันคือผู้ใด ? ”

“ญาติฝั่งแม่จวงขอรับ บ่าวในเรือนมันพูดกันว่าจะมีการสู่ขอในไม่ช้า คุณจีบเธอไม่ได้ป่วยไข้ขอรับ ตอนนี้กำลังเตรียมผ้าผ่อน เห็นว่าต้องไปอยู่หัวเมือง คุณจีบเธอปดเรื่องป่วยคงเพราะไม่อยากให้พบหน้า เขาว่าผู้ชายแอบมาพบที่วัดเวลาแม่จีบมาส่งแม่จวงไปถือศีลขอรับ คุณปรุงโกรธมากหรือไม่ขอรับ ? ” นายไม้ถาม

“โกรธ ! แต่ข้าไม่เห็นการใดจะเกิดจากความโกรธอันไร้ซึ่งสติ” คุณปรุงส่ายหน้า รักนางหมดหัวใจ แต่สุดท้ายก็กำลังจะแพ้ผู้มาใหม่อย่างนั้นหรือ ใครกันมันจะมีทรัพย์มากเท่าข้า ใครกันจะรักหล่อนเท่าข้า มันต้องไปดูให้เห็นกับตา

“คุณปรุงหาทางออกได้หรือขอรับ ? ”

“มีสิ ! เอ็งคอยดูไอ้ไม้ ! ไปเอาหีบทองออกมา” สิ้นเสียงคนสั่ง บ่าวทั้งเรือนถูกนายไม้เรียกออกมาทันที คนทั้งเรือนเดินกันขวักไขว่ แต่หัวใจของคนสั่งสั่นคลอนราวกับสายบัวกลางสายฝน




Create Date : 16 สิงหาคม 2563
Last Update : 16 สิงหาคม 2563 9:41:35 น. 0 comments
Counter : 58 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.