อีบุ๊กของ ภูระริน ภูปรดา กุล มีจำหน่ายแล้วที่เว็บซีเอ็ดนะคะ
E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2563
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
12 สิงหาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 18 ของขวัญ เล่ม 1 โดย ภูระริน (ฉบับตีพิมพ์)

18



เมื่ออิงกาลก้าวออกมาจากสวน ฝางและสายรุ้งที่กำลังเดินขึ้นบันไดก็หันมาพอดี

“อ้าว ! พี่อิงอยู่ในสวนหรอกหรือคะ ? สวัสดีค่ะ ! รุ้งขออนุญาตมาค้างที่นี่สัก 2-3 วันได้ไหมคะ ? แม่ไม่อยู่รุ้งกลัว” หญิงสาวยกมือไหว้อย่างเคารพ ดวงหน้ากระจ่างของสายรุ้งทำให้คนรอบตัวรู้สึกผ่อนคลาย

“ได้สิรุ้ง ! แต่ที่นี่จะน่ากลัวกว่าหรือเปล่า เขาว่าผีเรือนฝางดุมากนะ”

“รุ้งไม่กลัวหรอกค่ะ รุ้งทำบุญเยอะ ผีทำอะไรรุ้งไม่ได้หรอก ! ขอบคุณมากค่ะ รุ้งขอนอนห้องฝางนะคะ” หล่อนยิ้มให้อิงกาลตาหยี

ฝางมองหน้าเพื่อนรักอย่างใช้ความคิด เมื่อครู่สายรุ้งพูดเองว่าเธอกลัว แต่หญิงสาวก็ไม่ได้พูดอะไร อิงกาลส่ายหน้า สายตาของเขากดสายรุ้งให้รู้ตัว “ห้อง….ไม่ว่างครับ”

ฝางหันกลับไปมองชายหนุ่มทันที มือที่เกาะราวบันไดอยู่สั่นไหว ฝางพยายามเก็บอาการอย่างที่สุดเมื่อได้เห็นแววตาของผู้ชนะที่มองมา รอยยิ้มจาง ของอิงกาลและดวงตาดำขลับคู่นั้นสะกดเธอแทนคำสั่งใด ๆ ฝางหันหน้าหนีเขาทันที

“แล้วกัน ! แล้วรุ้งจะนอนที่ไหนล่ะเนี่ย ว่าไงฝาง ? ”

“นอนกับพี่ไงรุ้ง ! มาอยู่ด้วยกันดีแล้ว มาดูอะไรในห้องนี่ พี่ดำตัดเสื้อคอบัวไว้หลายตัว ทำไว้เผื่อรุ้งด้วยนะ มาแบ่งไปชอบสีอะไร เลือกได้เลย” ดำเดินออกมาแล้วก็เดินนำสายรุ้งไปทันที “จริงเหรอ ! ใจดีจังเลยจ้ะ รุ้งดีใจจังเลย ไปดูกันค่ะ ! ” หญิงสาวทิ้งฝางไว้เพียงลำพัง

“คิดอะไรอยู่ ? มีสิทธิ์อะไรมาถามความในใจคนอื่น คิดอย่างนั้นใช่ไหม ?” ชายหนุ่มถามเสียงนุ่ม “ว่าไงครับ ? อย่าให้พูดคนเดียวได้ไหม ? เหงา”

ไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับคน ๆ นี้เลย แม้จะคุ้นตามานานแค่ไหนก็ตาม ความรู้สึกหลากหลายซ่อนอยู่จนยากจะเอ่ยออกมา ฝางหันหลังให้เขาทันที

“หยุดนะ ! น่ารักขนาดนี้หันหลังให้พี่ได้ยังไง ! ? ”

ฝางหันหน้ากลับมาทันที

“พี่น่ารักขนาดนี้ ฝางจะเย็นชาใส่พี่นาน ๆ อย่างนี้ได้ยังไงครับ ? ! ” คนถามหน้าแดงด้วยความโกรธที่ไม่อาจซ่อนเร้น อิงกาลเดินเข้าไปกอดฝางทันที ฝางไม่ทันได้ระวังตัวจึงถูกรัดไว้แน่น ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ยกมือขึ้นมาผลักไส เพราะอีกคนรวบแขนเธอไว้ข้างหลัง อิงกาลก้มลงดมกลิ่นหอมของผมยาวสลวยของหญิงสาว ใบหน้าขาวผ่องของชายหนุ่มตัดกับสีผมดำขลับของฝางงดงามนัก อิงกาลรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะขาดอากาศหายใจเมื่อรู้สึกเจ็บไม่แพ้กัน ที่ไม่อาจล่วงรู้ความในใจของคนที่เขากอดอยู่

จะทำอย่างไรเราจะได้อยู่ด้วยกันด้วยความเต็มใจ ?

“ฝางคนดี พี่อาจจะน่ารังเกียจที่สุดในโลกที่ทำอย่างนี้กับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง แต่ถ้าฝางอ่านใจพี่ออก ฝางจะเข้าใจพี่ดีที่สุด”

ไร้วาจาใด ๆ จากปากของฝาง เธอหลับตาลงอย่างอ่อนใจ ความในใจของอีกคนทำไมจะไม่เคยรู้ เมื่อครั้งที่กินขนมถ้วยฟูในวันนั้น ฝางได้ยินเสียงหัวใจของอีกคนชัดและฝางตั้งใจไว้ว่าจะไม่แตะต้องขนมถ้วยฟูอีก หวังว่าจะไม่มีใครได้ยินความในใจของเธอตอนนี้เช่นกัน “คนน่ารักเขาเป็นอย่างคุณในเรือนกันทุกคนหรือเปล่า ? ”

อิงกาลยอมปล่อยหล่อนให้เป็นอิสระ “เป็นทุกคนครับ แต่คุณในเรือนของฝางเป็นคนดีที่สุด” ฝางสบตาชายหนุ่มนิ่ง ความงดงามอยู่ตรงหน้าราวกับความฝัน อย่างนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าไม่มีที่ติ ? เหตุใดหัวใจกับความทรงจำไม่เดินไปพร้อม ๆ กัน

ฝางรู้สึกราวกับร่างกายกำลังแยกออกจากกัน โลกทั้งโลกพร่ามัว แววตาของคนตรงหน้าอ่อนโยนนัก กลิ่นดอกไม้บางอย่างหอมฟุ้งทั่วกาย เสียงใครบางคนเรียกมาจากที่ไกล ๆ มือใหญ่รวบเอวบางไว้ มืออีกข้างของทั้งสองจับกันไว้โดยไม่รู้ตัว



พ.ศ. ๒๓๖๐

เท้าที่เดินย่ำอยู่บนพื้นดินในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยโคลน ฝนที่พึ่งตกไปเมื่อหัวค่ำทำให้ต้นไม้รอบ ๆ เรือนกรรณิการ์ล้มระเนระนาด คนในสวนช่วยกันตัดต้นกล้วยและต้นไม้ใหญ่ที่ล้มลงลากไปไว้ริมน้ำ โดยมีแม่จีบยืนห่มผ้าสไบแพรคล้องคอปล่อยชายไว้เบื้องหน้าทั้งผืนดูอยู่ “ถ้าฝนยังตกหนักอย่างนี้ทุกวัน เห็นทีเรือนจะพังวันนี้วันพรุ่ง”

“เราก็ปลูกเรือนใหม่ดีไหมเจ้าคะ ? ” นางเอิบออกความเห็น แม่จีบสบตามันไม่นาน รอยยิ้มที่มุมปากก็ฉายชัด “ก็ดีเหมือนกันนะ ยังไงเสียเรือนนี้ก็ต้องเป็นของข้าอยู่วันยังค่ำ ต้องเรียนคุณแม่ให้ทำใหม่ให้มันสมฐานะของข้าเสียแต่เนิ่น ๆ ”

“ว่าแต่คุณจะเลือกคุณปรุงหรือคุณรุ้งเจ้าคะ ? ”

แม่จีบไม่อาจห้ามปรามอารมณ์ตัว หล่อนเดินเข้าไปตบหน้านางเอิบจนล้มลง ! “สาระแน ! ใคร ? ใครมันยังนินทาเรื่องข้าอีก ! ” นางเอิบน้ำตาคลอ รีบพนมมือไหว้นายสาวท่วมหัว “เอ็งเป็นบ่าวเรือนข้า คำใดก็ห้ามหลุดออกมาให้ใครได้ยิน ! มันเรื่องของข้า ขี้ข้าอย่างเอ็งห้ามพูด ! ” นิ้วงามชี้หน้านางเอิบอย่างเดือดดาน หล่อนพยายามปิดหูปิดตาตัวเองไม่ฟังคำครหาของคน แต่ดูเหมือนนางเอิบนี่แหละจะเป็นคนมาพัดไฟให้ลุกโชน

“เจ้าข้า ! ไม่ทำแล้วเจ้าข้า” คนเอ่ยมือไม้สั่น รีบเข้าไปช่วยคนสวนลากต้นไม้ทันที นางเอิบรู้ดีว่าแม่จีบหัวเสียนัก หญิงสาวเดินกลับขึ้นเรือนด้วยอารมณ์ที่ยังขุ่นมัว

สองร่างปรากฏขึ้นในความมืด หากแต่ไม่มีผู้ใดมองเห็น

“หล่อนจะรื้อเรือนหรือเจ้าข้า ? ”

“รื้อแล้วหล่อนจะไปอยู่ที่ใดกัน ? ตั้งแต่โกนจุกมาแล้วไม่เคยเห็นหล่อนจะใส่ใจฝากระดานหรือเสาเรือนมาก่อน ปีนี้พึ่งจะสิบแปดตั้งเครื่องเดือนสี่ได้ข้าก็ว่าเป็นงานพอสมควร แต่เรื่องรื้อเรือนนี่ไม่เคยมีเค้ามาก่อน ” องค์อังควิภาหัวเราะ

“จะไปอยู่กับใครเห็นทีจะเดาได้ไม่ยากเจ้าข้า ไม่ใครก็ใครสักคนอย่างที่แม่เอิบเอ่ยออกมาเมื่อครู่ หล่อนถึงได้ตบบ่าวเสียสะเทือนแผ่นดิน” วาสิกาส่ายหน้า

“ออกเรือนไม่ใช่ง่าย ๆ มันคงไม่รวดเร็วอย่างนั้นหรอก ขึ้นเรือนไปเฝ้าองค์ขาลกันเถอะ” กลิ่นหอมประหลาดอวลไปทั่วแผ่นดิน นางเอิบหันหน้าไปมองรอบ ๆ ตัว ขนหัวลุกซู่ กลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดกลัวด้วยแน่ใจว่านี่ไม่ใช่กลิ่นน้ำปรุงของคุณจีบ !



สององค์ก้มกราบคนตรงหน้างดงาม

“มาหลังฝน ทำให้คนแก่ชุ่มชื่นหัวใจจริงแม่คุณ” องค์ขาลหัวเราะ คนแก่ที่ว่าไม่ได้แก่ในสังขารอย่างที่เรียกตน แต่องค์ขาลงดงามไม่ต่างกับอังควิภา

“ไปดูเขารื้อกอกล้วยกับต้นไม้ใหญ่มาเจ้าข้า วิมานปลิดปลิวไปหลายวิมาน แม่จีบให้เอาไปกองไว้ที่ริมน้ำ ไม่ทราบว่าเจ้าของวิมานท่านจะตามไปหรือไม่ เห็นแล้วใจหายนัก” อังควิภาเล่า

“ก็เป็นไปตามชะตา แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ไปไหนกันไกล แปะวิมานไว้ที่ยอดไม้ในรั้วบ้านนี้ก็ยังทำได้อยู่มาก กิ่งก้านสาขาแต่ละต้นก็มีมากมาย เจ้าอย่ากังวลไปเลย เสียแต่พอวิมานหายไปก็ต้องเดินเท้ากันไปก่อนเหมือนพวกมนุษย์ ละแวกนี้ต้นไม้หนาตา รุกขเทวาอย่างไรเสียก็หาที่อยู่ใหม่ได้ พวกภูมิเทวดานี่ยากลำบากกว่านัก อยู่ตรงไหนก็มีเจ้าที่ของเขา อยู่กันอย่างแออัดเพราะบุญน้อย ลองไปดูที่วัดอย่างไรเล่า นั่นแทบจะตบตีกันเพื่อแย่งที่ทางกันทีเดียว” คนเล่าหัวเราะ แต่ในใจก็มีความเศร้าเจือปน

“แม่จีบหล่อนอยากรื้อเรือนเจ้าข้า เห็นว่าไม่สมฐานะ องค์ขาลรู้หรือไม่ ? หากหล่อนทำจริง ท่านจะไม่ต้องไปอยู่ที่ศาลที่แม่จวงสร้างไว้หรือเจ้าข้า ? ”

ร่างสง่างามขยับกิ่งทองที่ทัดอยู่ข้างใบหูให้เข้าที่ วันนี้องค์ขาลทรงเครื่องเต็มยศ หาได้แต่งกายอย่างมนุษย์บนเรือนไม่ เครื่องทรงอันเป็นเครื่องประดับขององค์ขาลนี้มีรูปร่างเหมือนกิ่งดอกไม้ขนาดเล็ก ดอกที่ทอดยอดไปตามกิ่งเป็นดอกตูมถึงห้าดอกไล่ขึ้นไปยังมวยผม แสงที่เปล่งประกายออกมาจากกิ่งและดอกเป็นสีทองนั้น ทำให้มันล้ำค่าและสะดุดตานัก คองามระหงถูกขับให้ผ่องด้วยสไบงามสีแดงทับทิมเหลือบทองและผ้านุ่งทองอร่ามดังเนรมิต “รู้ก็เท่านั้น ไม่รู้ก็เท่านั้น ฟังข้าเถิดองค์อังควิภา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันหน้า เจ้าจงรับปากว่าจะไม่ตีโพยตีพาย จะไม่โทษผู้ใดแม้มดสักตัว”

อังควิภาก้มหน้านิ่ง คำขอร้องบีบหัวใจนางนักหนา “เจ้าข้า” มีประโยชน์อันใดจะทำให้ท่านไม่สบายใจ แม้กลัวเหลือเกินว่ายากจะหักห้ามความโทมนัสในใจตนได้

“หมั่นไปทำบุญ อย่าหมกมุ่นกับแม่จีบ หล่อนก็มีชะตาเป็นของตัวเอง ว่าแต่องค์อจลาหายหน้าไปเลย ได้พบกันบ้างหรือไม่ ? ” คนถามยิ้มให้อย่างเมตตา

“ไม่ได้พบนานแล้วเจ้าข้า….เข้าใจว่าบำเพ็ญเพียรอยู่ในวิมาน”

“ก็ดีแล้ว หมั่นสร้างบุญกันไว้ เสวยสุขในวิมานวันนี้ได้ก็ด้วยสิ่งนี้ ไปกันเสียเถิด อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป กว่าจะได้มาอยู่บนวิมานไม่ใช่เรื่องง่าย ดูอย่างวิมานที่ล้มหายไปหลังฝนครานี้เป็นไร ต้องแสวงหาวิมานใหม่ให้วุ่นวาย นี่แหละชะตา องค์อังควิภาก็จงถือศีลอุโบสถดังที่เคยปฏิบัติมาเถิด จะได้มีบารมีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยจะหวังนิพพานก็ใกล้ฝั่งเต็มที” สองร่างก้มกราบก่อนจะหายวับไปกับตา



นางผู้งดงามกำลังเคลื่อนคล้อยเข้าสู่วิมานตน ก่อนที่ใครบางคนจะฉุดรั้งให้หล่อนต้องหันกลับมา “ปล่อยเรา ! ” องค์อังควิภาสลัดมือออกจากการเกาะกุมทันที องค์อจลาปล่อยมือแล้วยิ้มกระจ่าง “ไปเฝ้าองค์ขาลมาหรือ ? ”

“รู้ทุกอย่าง เหตุใดจึงถามเจ้าข้า ? ”

“เจ้าดูทุกข์ตรม กลัววิมานสูญสิ้นหรือ ? ”

“อย่าถามในสิ่งที่รู้แล้วเลยเจ้าข้า เสียเวลาข้านัก”

องค์อจลาถอนใจออกมาทันที หล่อนช่างเจรจาได้ยั่วโมโหนัก แม้จะพยายามข่มใจเก็บงำความโกรธความเสียใจ แต่ดูเหมือนจะทำได้ยากเย็น ความเงียบของเขาทำให้องค์อังควิภาได้สติ หล่อนก้มหน้าลง “จะไปสวดมนต์เจ้าข้า”

“ฟังนะองค์อังควิภา เจ้าจะต้องย้ายวิมานในไม่ช้า ทุกอย่างมีชะตาเป็นของตน และเจ้าก็ไม่มีวันหนีเราพ้น ไม่ว่าด้วยบุญหรือกรรม ! ” สิ้นเสียงองค์อจลาก็หายวับไปกับตา ทิ้งให้หญิงสาวยืนนิ่งในอยู่ภวังค์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักมีให้เห็นแล้วในวันนี้ อังควิภามองออกไปรอบ ๆ ตัว เหล่ารุกขเทวดาหลายองค์กำลังร่ำลาคนคุ้นเคย ผ้าทิพย์และดอกไม้เครื่องประดับของหลายองค์มีสีซีดจางเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด คงถึงคราวที่จะต้องจุติเคลื่อนไปสู่ภพภูมิอื่นเป็นแน่ แม้จะมีพุ่มไม้สาขาให้แปะวิมานไว้ได้ในต้นไม้อื่น ๆ ก็ตาม แต่ทุกอย่างมีจุดจบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่รู้ตัวก็ดี ที่ไม่รู้ตัวก็มาก ขึ้นอยู่กับบารมีและศีลส่วนตน อังควิภาก้มดูเครื่องทรงขององค์เองในยามอยู่ในวิมานและรั้วบ้านนี้ ผ้านุ่งยกสีทองอร่ามเหลือบแก้วประกายใสส่องสว่างสะท้อนเข้าตา ผ้าแถบรอบอกสีขาวนวลราวกับจำปีขาวยามต้องแสงอาทิตย์ซ้อนด้วยผ้าสไบกรองทองเหลือบสีแดงฝางเปล่งประกาย กำไลข้อมือทองประดับด้วยแก้วใสและอัญมณีสีแดงยังไม่มีสิ่งใดผิดปกติ อีกทั้งที่นั่งในวิมานก็ไม่ได้ร้อนรุ่มแต่อย่างใด นิมิตบอกเหตุยังไม่ปรากฏทำให้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง จะมีก็แต่หัวใจที่รู้สึกผิดนักหนา เมื่อทำให้คนบางคนโกรธา

“รื้อเรือน ? ! จะทำทำไมกันแม่จีบ ? ”

“ฝนตกหนักนักเจ้าค่ะ วันนี้ลูกดูแล้วเห็นว่าควรซ่อมแซม อยากรื้อดูตรงไหนไม่ดีก็จะได้แก้ไขเจ้าค่ะ”

“มาซ่อมอะไรกันตอนนี้ ฝนตกหนักทุกวันอย่างนี้ เราจะไปอยู่ที่ไหนกันลูก ? ”

“ลูก…..ลูกคิดว่าจะออกเรือน แล้วให้คุณแม่ไปอยู่ด้วยกันก่อน พอเรือนใหม่เสร็จแล้วเราค่อยย้ายกลับมาดีไหมคะ ? ”

“ลูก….จะออกเรือนได้อย่างไร ? ทำไมแม่ไม่รู้ ? ”

“คือลูกเรียนให้คุณแม่ทราบก่อนค่ะ คุณรุ้งเธอจะมาสู่ขอลูกเร็ว ๆ นี้ เรารู้จักกันไม่นานก็จริงนะคะ แต่ลูกมั่นใจว่าเธอเป็นคนดีและเป็นผู้ดีค่ะคุณแม่ เธอขอให้ลูกตัดสินใจเพราะเธอกำลังจะไปหัวเมือง ไปขยายการค้าของเธอ”

แม่จวงสบตาลูกสาวอยู่นาน หล่อนไม่เคยร้องขออะไรมาก่อนแต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกินสำหรับชีวิตสองแม่ลูก “ไปหัวเมือง ? ”

“เจ้าค่ะ ออกเรือนแล้วจะไปอยู่หัวเมืองสักปีสองปี แล้วเราค่อยกลับมาเรือนกรรณิการ์ ถึงเวลานั้นเรือนใหม่ก็เสร็จพอดีนะเจ้าคะ อย่าขัดใจลูกเลย” คนขอร้องยิ้มอ้อนมารดางดงาม หล่อนนั่งพับเพียบขนาบข้างมารดา

“แม่มีลูกเพียงคนเดียว จะคิดจะทำอะไรต้องตรองให้ถี่ถ้วน มั่นใจในตัวคุณรุ้งแล้วหรือ ? แม่เห็นคุณปรุงเทียวไล้เทียวขื่อมาช้านาน เขาไม่อาจชนะใจเจ้าได้หรอกหรือ ? ”

“มีเงินทองอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ คุณรุ้งเธอมีเถือกเถาเหล่ากอดีกว่า” คนตอบหน้าซื่อ ตอบตรงดังใจคิด “ขอเพียงคุณแม่เห็นด้วย คุณรุ้งก็จะมาสู่ขอลูก แล้วมาอยู่เรือนเรา พอถึงเวลาเดินทางเราก็จะไปพร้อม ๆ กันค่ะ”

แม่จวงได้ฟังเพียงเท่านี้ก็เดาใจลูกสาวได้หมดสิ้น หล่อนคงปักใจมั่นคงแน่แล้ว และดูจะเร่งวันเร่งคืนเพื่อให้ได้ออกเรือน ใจแม่จวงนั้นไม่เคยคิดจะทิ้งเรือนไปไหน หากลูกสาวได้แต่งงานกับพ่อปรุงที่เป็นคนพื้นเพเดียวกันเห็นว่าจะดีกว่า แม้คุณรุ้งเธอจะเป็นคนมีชาติตระกูลเกี่ยวดองกับญาติฝั่งแม่จวง แต่ก็ไม่ได้เป็นคนที่แม่จวงหมายตาไว้ให้ลูกสาว แม่จีบพอจะเดาความในใจของมารดาได้ แววตาคุณแม่มันฟ้องว่าไม่เห็นดีด้วย หากแต่ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งข้าได้ !



เสียงไก่ขันดังอยู่ในสวน อิงกาลยืนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกผ่อนคลายนัก เขาหันไปมองฝางที่ยังหลับใหล หล่อนมีไข้สูงจนเขาต้องเรียกหมอประจำตระกูลมาดูแล ร่างกายอ่อนแอของหญิงสาวเกิดจากความทุกข์ใจที่ไม่อาจเอ่ยและอิงกาลค่อนข้างแน่ใจว่าเขาคือต้นเหตุ !

“พ่ออิงไม่ให้น้องไปเรียนหนังสือหรือ ? ” เสียงพี่ดำถามอยู่หน้าห้อง ชายหนุ่มรีบเดินออกไปเปิดประตูทันที “ยังหลับอยู่เลยครับพี่ดำ อิงไม่กล้าปลุก หมอให้ยานอนหลับไป จะได้พักสมองและลดความกังวลใจ”

“แม่คุณของพี่ดำ คงทุกข์จนไม่รู้จะทำยังไง แล้วต่อไปเราจะทำยังไงกันดี ? ”

“ทำให้เขารักมันยากก็ต้องใช้อำนาจเท่าที่ตัวเองมีครับ ฝางมีหลายอารมณ์ในตัวเอง อิงต้องทำให้เขาพูดในสิ่งที่เขารู้สึกให้ได้”

“พี่ดำไม่แน่ใจว่าพ่ออิงรู้สึกยังไงนะ นี่บอกกันตรง ๆ อยู่กันมาหลายปี ฝางมันก็คิดว่ามันเป็นหมอรักษาพ่อเท่านั้น มันคงเป็นอย่างอื่นไปมากกว่านั้นไม่ได้ นี่ก็บอกกันตรง ๆ อีกเหมือนกันในฐานะของคนทั่วไป แต่เรื่องหัวใจเจ้าตัวมันไม่บอกหรอกพ่อ เรื่องผีสางนางฟ้านี่ก็ด้วย เมื่อคืนไปนอนคิด ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาต้องการอะไรกัน แล้วสุดท้ายมันจะเป็นยังไงกัน ? ” ดำถอนใจเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยใจ

“อิงอาจจะทำได้มากกว่าที่ทั้งผีทั้งนางฟ้าและคนจะรู้ครับ ขออย่างเดียวขอให้พี่ดำอยู่กับฝาง เป็นแม่เป็นพี่และเป็นที่พึ่งให้เขาก็พอ”

“แต่ขอพระสักองค์ห้อยคอหน่อยได้ไหมพ่อ ? รู้สึกกลัวอย่างประหลาด ยิ่งใกล้วันพระยิ่งกลัว”

ชายหนุ่มหัวเราะร่วน เขาถอดสร้อยพระที่ห้อยคออยู่ออกแล้วยัดใส่มือให้ดำทันที “จะเปลี่ยนสร้อยก็ได้นะครับ อิงให้”

“นี่ทองนะพ่อ ! ”

ชายหนุ่มพยักหน้าพลางยิ้ม “ขอให้รับไปนะครับ อิงให้ด้วยความเคารพครับผมพี่ดำดูแลฝางมาตลอด ควรได้รับของมีค่าด้วย”

แววตาของดำมีประกายขึ้นทันที ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีสร้อยทองใส่กับเขา ที่กำอยู่นี่น่าจะหนักราว 3 บาททีเดียว “ขอบใจนะพ่อ พี่ดำทำเพื่อฝาง ไม่ได้ทำเพื่อเงินทอง แต่จะเก็บไว้ไม่ให้เสียน้ำใจกัน” อิงกาลพยักหน้าอย่างเข้าใจ ทั้งสองคนยิ้มให้กันอย่างมีความสุข หากแต่ร่างหนึ่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งกลับดูเศร้าหมองนัก หล่อนมองทะลุเข้าไปในกระจก มีมนุษย์ 2 คนใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาดกำลังเดินขึ้นเรือนฝางมา ลมพัดสไบสีแดงฝางกระจายกลิ่นหอมจรุงไปทั่วบริเวณปลุกอีกคนที่หลับใหลอยู่ให้รู้ตัว

“ตื่นเถิดเจ้าข้า หมดเวลาอ่อนแอแล้ว” เสียงพี่อันน์ดังอยู่ในหัวของฝาง เธอจึงลุกขึ้นยืนส่องกระจกราวกับมีสติอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ได้รับยานอนหลับเข้าร่างกายไป ฝางหันหลังกลับมาก็เจออิงกาลและดำที่กำลังจ้องเธออยู่

“หายแล้วหรือฝาง ? ” ดำถาม

มืองามทัดผมเข้าข้างใบหูพลางเอ่ย “ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

อิงกาลอมยิ้ม เขารู้สึกถึงความผิดปกติเมื่อได้กลิ่นอบร่ำหอมฟุ้งไปทั่วห้อง เข้าใจว่าอีกคนก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน “มีคนขึ้นเรือนมา ไม่ออกไปดูกันหน่อยหรือ ? ” ฝางถามหน้าซื่อ ดำและอิงกาลสบตากันนิ่ง ฝางพึ่งลืมตาลุกขึ้นมา หล่อนรู้ได้อย่างไร ? !

“เก่งจัง ใครกันเดินเสียเรือนสะเทือน” อิงกาลหัวเราะ “ไปสิ ! ไปดูกันครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าให้ดำออกเดินนำ สายตาของฝางมองไปที่ประตู ก่อนจะหันหน้ากลับมามองที่กระจก “ขอบใจที่ปลุกเรา ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบเสียที”

ร่างของอันน์ปรากฏขึ้นในกระจก หล่อนนั่งลงที่พื้นก่อนจะก้มกราบ “ได้โปรดเมตตาคนที่จำภพชาติไม่ได้เถิดเจ้าข้า”

องค์อังควิภาในร่างของฝางหันหลังให้ทันที “อย่าทำอะไรเกินชะตาเลยนะอันน์ ข้ารู้ว่าเจ้าภักดี แต่มันเกินกำลังเจ้านัก” หล่อนยิ้มก่อนจะก้าวออกจากห้องไป




Create Date : 12 สิงหาคม 2563
Last Update : 12 สิงหาคม 2563 12:06:23 น. 0 comments
Counter : 60 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.