E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
23 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 2 ของขวัญ เล่ม 1 โดย ภูระริน (ฉบับตีพิมพ์)

2.



“อิง….ดื่มน้ำหน่อยนะลูก” คุณนายไหมทองยกแก้วน้ำให้ลูกชายดื่ม เขาดูอ่อนเพลียหลังจากที่ฟื้นขึ้นมาได้ไม่กี่ชั่วโมง “คุณแม่พาไปวัดมาหรือเปล่าครับ ? ”

“ใช่ ลูกรู้ได้ยังไง ? ”

“เหมือนฝัน เหมือนเห็น ลูกก็ไม่รู้ เห็นพระประธานแล้วก็..…หน้าโบสถ์มีคนเก็บดอกพิกุลอยู่ด้วย คุณแม่รู้ไหมว่าเป็นใคร ? ”

“ไม่รู้สิ ทำไมหรือ ? ”

“เหมือนเคยเห็น อิงอยากตื่นขึ้นไปหา แต่ลุกไม่ไหวครับ”

“ทำไมอยากรู้ล่ะลูก ? ” เธอถามไปอย่างนั้นเอง รู้อยู่แล้วว่าลูกชายไม่ปกติ สายตาของคุณนายไหมทองดูผ่อนคลายลงเมื่อเห็นลูกพูดจาได้ การตื่นของ ‘อิงกาล’ เป็นเหมือนของขวัญในชีวิตของเธอ เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก อาการหลับยาวนานของลูกเป็นมาตั้งแต่แปดขวบ

ทุกครั้งก่อนที่จะหลับไป อาการดิ้นทุรนทุรายเจ็บปวด ตัวร้อน ที่เจ้าตัวแสดงออกมาเป็นความทุกข์แสนสาหัสของพ่อแม่ เมื่อตื่นขึ้นคำถามของเขาจะพรั่งพรูตามมาเสมอ เหมือนคนที่รับรู้ทุกอย่างเมื่อหลับใหล “เอาเถอะ ! แล้วแม่จะไปถามให้ เผื่อว่าเขาจะเกี่ยวข้องอะไรกับการป่วยของลูกนะ ลูกแม่จะได้หายเป็นปกติ จะได้ไม่ทรมานอีกนะ” เธอปลอบตัวเองและลูกชายไปพร้อม ๆ กัน เด็กชายพยักหน้ารับ

ร่างกายที่อ่อนแรงดึงเขาให้หลับใหลไปอีกครั้ง หมอกควันบาง ๆ ลอยล่อง กลิ่นบางอย่างหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แพรพรรณสีสดใส อัญมณีหลากสีระยิบระยับไร้ที่มาสะท้อนเข้าตา ! อิงกาลสะดุดตาหญิงงามผิวผ่องคนหนึ่ง หล่อนนั่งพับเพียบอยู่ มองปราด ๆ เห็นเพียงว่านุ่งผ้าถุงจีบหน้าสีแดงลิ้นจี่ยาวกรอมเท้าและห่มสไบจีบสีเขียวอ่อน แสงที่มองเห็นจนแสบตานั้นทำให้เขาต้องหรี่ตามอง หล่อนมองมาที่เขาแล้วหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว หากแต่หูทั้งสองของอิงกาลได้ยินชัด

“กิเลสดุจธุลีฟุ้งอยู่รอบตน อย่าได้เพ่นพ่านให้แปดเปื้อนผู้ใด กลับไป ! ” เด็กชายถูกแรงบางอย่างผลักกระเด็นหลุดจากภวังค์ ! ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เอ่ยปาก



ผู้คนมากหน้าหลายตากำลังก่อกองทรายอยู่ตรงลานดินกลางวัด แม้ร่างกายเปียกปอนหากแต่ทุกคนดูมีความสุข อิงกาลนั่งอยู่ที่เก้าอี้รับรองแขกหน้ากุฏิของหลวงพ่อ เขานั่งมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ วันนี้มีหมอกจางไร้แสงแดด เขากะพริบตาถี่เพราะภาพผู้คนมากมายวิ่งผ่านตาราวกับความฝัน พยายามปลุกตัวเองให้ตื่นอยู่ตลอดเวลา ด้วยในใจหวังจะได้เห็นใครสักคนที่อยากพบมายืนให้เห็นที่ใต้ต้นพิกุล แต่ก็ยังไม่สะดุดตาผู้ใด ความทรงจำของเขาไม่แน่ชัด ยากจะยืนยันกับตัวเองว่าคนที่ได้เห็นเป็นใคร

คุณแม่ฝากเขาไว้ที่กุฏิของหลวงพ่อ รอให้เพื่อนพ้องของเด็กชายมากันพร้อมหน้าแล้วจึงจะออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กัน นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ‘หลวงพ่อนนท์’ ก็เป็นญาติอีกหนึ่งคนที่เขาพึ่งพาได้ ท่านเป็นญาติของคุณแม่

“ทุกข์ไปทำไม ? ถึงเวลาก็มาเอง ไม่ว่าอะไรก็ตาม” ท่านเดินเข้ามาหาเขาพลางมองไปยังลานวัด เด็กชายยิ้มจางให้ “ไม่รู้ครับหลวงพ่อ ไม่รู้อะไรสักอย่าง”

วาจาและกิริยาของเขาเรียบร้อย สงบเสงี่ยมราวกับผู้ใหญ่ที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี ท่าทางของเขาเหมือนคุณนายไหมทองมารดาผู้งามสง่า

“ความไม่รู้นั่นแหละดี รู้มากก็ทุกข์มาก”

“ครับ แต่หลวงพ่อครับวันพระที่ผ่านมามีใครมาตรงต้นพิกุลไหมครับ ? ”

“เยอะแยะ ญาติโยม เป็ดไก่ หมูหมา” ท่านหัวเราะออกมาเบา ๆ เด็กชายอมยิ้ม เจ้าตัวนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะถามอะไรอีก เพราะมันจริงอย่างที่หลวงพ่อว่า มีคนมากมายเดินผ่านตรงนั้นเหมือนในตอนนี้ “เฮ้ย ! ” เสียงใครบางคนร้องทัก พอหันไปอิงกาลก็โดนน้ำสาดเข้าใส่โครมใหญ่ เพื่อน ๆ เด็กวัดวิ่งกรูเข้ามาหา เด็กชายหัวเราะร่าแล้ววิ่งตามพวกเขาไป

รู้แล้ววางไว้ตรงนั้น ไม่รู้ก็ต้องวางไว้ตรงนั้น หากทำอย่างนี้ได้ทุกครั้ง คงไม่ต้องมาตามหากันให้ทุกข์ทรมานนะโยม หลวงพ่อนนท์ปรารภอยู่เพียงในใจ ไร้ซึ่งคำถาม ไร้ซึ่งสิ่งติดค้างในใจใด ๆ มีเพียงเสียงเอ่ยออกมาเบาราวกับลมหายใจของท่าน “จาตุมหาราชิกา”



“แม่จ๋า….วันสงกรานต์เราไม่ออกไปข้างนอกกันเหรอจ๊ะ ? ” ฝางถามขณะที่กำลังยืนดูแม่หยดน้ำอบไทยลงในขันเงินใบใหญ่ แม่ลอยดอกมะลิลาดอกเล็ก ๆ ลงไปในน้ำอย่างเบามือ กลิ่นน้ำอบหอมฟุ้ง ดอกมะลิสีขาวทำให้น้ำในขันดูงดงามขึ้นอย่างประหลาด “ไปไม่ได้ เดี๋ยวจะเปียกเอา ฝางไม่ชอบไม่ใช่หรือ ? ตัวเปียกนาน ๆ ไม่ดีหรอกหรืออยากเล่นน้ำกับเพื่อน ๆ ? ”

“ไม่ได้อยากเล่นน้ำ อยากไปวัดจ้ะ”

“โอ๊ย ! นั่นแหละ คนไปก่อกองทรายกันเยอะมาก ๆ เราสรงน้ำพระในบ้านก็พอแล้วลูก เขาสาดน้ำกันทุกคน เดี๋ยวหนูจะไม่สบาย” เด็กหญิงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกด้วยยอมจำนนในเหตุผลของมารดา

ฝางเดินออกมาที่ชาน อมยิ้มเมื่อนึกถึงวันเก่า ๆ จริงของแม่บัว น้ำทำให้ฝางเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกได้เสมอ แม้น้ำอุ่นที่แม่ต้มให้อาบทุกวันก็ยังช่วยอะไรไม่ได้มาก ทุกครั้งที่น้ำผ่านร่างกายเธอรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย

ปลาอยู่ในน้ำตลอดเวลาได้ยังไงกันนะ ? หนาวขนาดนั้น มันไม่มีผ้าห่มหรือเสื้อผ้าอุ่น ๆ เลยด้วยซ้ำ เด็กหญิงคิดวกไปวนมาเช่นนี้เสมอเมื่อนึกถึงปลาในบ่อ หลายครั้งที่อยากเทน้ำอุ่นที่ตัวเองอาบลงไปช่วยบรรเทาความหนาวเย็นให้ปลา แต่แม่ไม่ยอมให้ทำ วันหนึ่งเมื่อครั้งยังเด็ก ฝางเคยพยายามจะถือขันน้ำอุ่นเดินไปที่บ่อมาแล้ว “จะแกงกันในบ่อเลยหรือ ? มันอยู่ได้ลูก อย่าห่วง เขาเกิดมาเพื่อเป็นอย่างที่เขาเป็น ไม่ได้หนาวจนทนไม่ได้ อีกเดี๋ยวก็ต้องกลายเป็นอาหาร ถ้าฝางเอาน้ำอุ่นมาแช่กันก็ตายก่อนถึงเวลา”

“เราไม่ฆ่าไม่ได้เหรอคะแม่ ? แม่ไม่กินปลาได้ไหม ? ”

“ได้สิ ! แต่เขาเกิดมาเป็นอาหารนี่นา เขามีประโยชน์กับคนอื่น บางทีก็เลี่ยงการกินไม่ได้ ถ้าไม่ให้กินสัตว์เป็นอาหาร แม่จะไม่เว้นว่าจะไม่กินปลาเท่านั้น แม่จะไม่กินสัตว์ทุกอย่างเลย ดีไหมลูก ? ” แม่มักจะให้เหตุผลที่เด็กหญิงฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็เชื่อว่ามันจะดีถ้าทำตามที่แม่บอก

ฝางเดินลงไปที่บันไดด้านหลังเรือน แล้วนั่งดูดอกบัวในอ่างดินเผาขนาดใหญ่ตรงชานพักเท้าที่ปลายบันได ลมเย็น ๆ พัดผ่านกายอีกครั้ง กลิ่นหอมฟุ้งอย่างประหลาดพัดใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ คนตัวเล็กสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดด้วยความรู้สึกพอใจ “รามือได้บ้างหรือไม่เจ้าข้า ? ” เสียงอ่อนหวานลอยมาตามสายลม

ฝางกลั้นลมหายใจหยุดฟังชั่วครู่ พลางมองหาที่มาของเสียง “รามือ…ได้บ้างหรือไม่เจ้าข้า ? ” เสียงนั้นเบาราวกับเสียงลมหายใจของฝางในตอนนี้ และกล่าวซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นหลายครั้ง มันดังอยู่ในหัวหรือได้ยินชัดเต็มสองหูของตัวเองฝางก็ไม่อาจบอกได้ ด้วยไม่มีพยานรู้เห็นอยู่รอบ ๆ กายเลย “ถามใครคะ ? ” เจ้าตัวหลุดปากตั้งคำถามออกไป มองซ้ายมองขวาอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่เห็นใครสักคน เด็กหญิงตัดสินใจในทันทีเมื่อได้สติ เธอรีบหันหลังจะลุกวิ่งขึ้นบันได หากแต่ไม่ทัน !

ผ้านุ่งยาวจีบหน้านางสีแดงลิ้นจี่เหลือบทองสวยแปลกตากระจายกลิ่นหอมฟุ้งอยู่เบื้องหน้า คนก้มมองลงมางดงามหมดจดราวกับภาพวาด ผมยาวดำมันขลับคลอเคลียบ่างาม ร่างบางสง่างามนั้นสว่างจ้าราวกับดวงตะวัน “เจ้าฝางเจ้าข้าอยู่เจรจากันก่อนเถิด” ฝางพนมมือขึ้นทันที ปากคอซีดราวกับคนจะเป็นลม ในหัวของเด็กหญิงคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง ก่อนจะหมดสติไปในทันที กลิ่นนั้นยังคงกรุ่นอยู่ในสมอง



ฝางลืมตา มือข้างหนึ่งคว้าหาผ้ามาห่มกาย คนยื่นชายผ้าห่มให้มองมา แววตาเมตตายิ่งนัก หากแต่ไม่ใช่คนในเรือนเรา “แม่ ! ” ฝางร้องจ้า

“อย่าได้อึงไปเลยเจ้าข้า ข้ามาไกล แต่มิใช่คนอื่นคนไกล เจ้าฝางรู้จักเทวภูมิหรือไม่ ? มีจาตุมหาราชิกาภูมิเป็นสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง แลชั้นอื่นเบื้องบนอีกห้า ไกลออกไปนักหนาแม่เคยได้ยินหรือไม่ ? ” ริมฝีปากบางเปื้อนยิ้ม ดวงตาคู่นั้นอ่อนโยน งดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

“ไม่…..ไม่รู้จัก พี่เป็นผีเหรอ ! ? ”

คนฟังหัวเราะเบา “ไม่ใช่เจ้าข้า หากแต่เคยอุบัติขึ้นมาใกล้แท่นบรรทมตามบุญกรรมที่ทำมา ข้าดูแลเครื่องทรงขององค์เทวานายตัว ครานั้นหาได้มีวิมานของตนไม่ จำมิได้หรือเจ้าข้า ? ”

“เป็นนางฟ้าเป็นเทวดาเหรอ ? ” เด็กหญิงลุกขึ้นนั่งเมื่อรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้น

“ตัวเจ้านั้นเคยจุติเป็นฝ่ายสีตวลาหกเทพ นามว่าอุรณา ผู้บันดาลให้เกิดความหนาวเย็น เป็นเจ้า....เจ้าในภพภูมิเดิม”

“ไม่เข้าใจค่ะ ! ” เด็กหญิงดึงผ้าห่มมากอดแน่น ผู้หญิงคนนี้พูดจาประหลาดเหลือเกิน ฝางหลับตาปี๋ ! เมื่อรู้สึกว่าคุยกันไม่รู้เรื่องอีกแล้ว !

“เหตุใดปิดหูปิดตา ? มิยอมฟังความอันใด เจ้าลงมาจุติใหม่หาใช่ความผิดไม่” คนพูดยิ้มสวย กลิ่นหอมแปลก หวานอบอวลออกมาจากตัวหล่อนฟุ้งไปทั่วห้อง ฝางมองไปที่หล่อนด้วยความรู้สึกหลากหลาย บางอย่างในตอนนี้ผิดปกตินักสำ ‘แม่’ หายไป ที่นี่เหมือนไม่ใช่บ้านของเรา ทั้ง ๆ ที่อยู่บนเตียงนอนของตัวเอง

“ความหนาวเหน็บเท่านั้นจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย ได้โปรดหยุดฟังข้า”

อากาศเย็นปะทะกายของทั้งสอง สะท้อนให้ฝางได้เห็นที่มาของตน เมื่อครั้งจุติเป็นเทวดาผู้บันดาลให้อากาศเย็นได้ดังใจปรารถนา ส่วนนางผู้งดงามนั้นถือกำเนิดด้วยการอุบัติขึ้นมา เป็น ‘อุปัตติเทพ’ มีกายทิพย์เกิดเป็นวัยหนุ่มสาวขึ้นมา โดยไม่ผ่านการปฏิสนธิเหมือนมนุษย์ทั่วไป บัดนี้บริวารและนายเก่าได้พบกันอีกครา แม้วิมานเดิมจะสูญสิ้นไปตามบุญกรรมแล้ว

ฝางรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกเมื่อภาพที่ได้เห็นค่อย ๆ หายไป ปรากฏเพียงร่างของนางผู้งดงามอยู่เบื้องหน้า ประหลาดนักที่ตัวเองไม่รู้สึกทรมานกับความหนาวเย็นอย่างที่เคยเป็นมา ความสงสัยบางอย่างผุดขึ้นมาเองในความคิดของฝาง

“หนูทำอะไรผิดเหรอคะพี่ ? ”

“ไม่ได้ทำผิดเจ้าข้า เพียงบุญบารมีหมด แล้วเกิดใหม่ตามบุญกรรมที่ทำมา บัดนี้ข้าอยู่ในภูมิเทวดา ดูแลรักษาเขตบ้านแลเรือนฝางนี้เจ้าข้า” ความเข้าใจของฝางดีขึ้นด้วยการดลบันดาลของอีกคน หล่อนตั้งใจทำให้ฝางเข้าใจในภาษาของหล่อน แม้เอื้อนเอ่ยผิดแผกจากมนุษย์ไปเพียงใด ก็เข้าใจได้ราวกับคุ้นเคยมาแสนนาน

“ชื่อหนูนี่ ! ” ฝางมีสีหน้าดีใจเมื่อมีคนกล่าวถึงชื่อตัวเอง

“มีฝางขึ้นอยู่มากเมื่อนานมาแล้ว จึงเรียกกันว่าเรือนฝางเจ้าข้า”

“แล้วพี่มาทำไมเหรอคะ ? ”

“ด้วยข้าห่วงนักหนาเจ้าข้า มีใครบางคนมาก่อนไม่ช้าไม่นาน เจ้าฝางจำไม่ได้แต่เขารออยู่ไม่ไกลนัก” สายตาของคนเล่าเศร้าสร้อย เด็กหญิงเอื้อมมือไปจับมือหล่อน เพราะอยากสัมผัสคนที่เธอมั่นใจว่าพิเศษคนนี้นัก “ใครคะ ? หนูไม่เข้าใจ เหตุใดต้องเศร้าเมื่อกล่าวถึงเขา” หลายคำที่พูดออกไป ฝางก็ไม่รู้ตัวว่ามันเกินวัยไปแล้ว ภาษาใหม่หลุดออกมาจากปากเองราวกับใช้อยู่เป็นนิตย์

“แม้ยังไม่เข้าใจ แต่ไม่เป็นไรเจ้าข้า ข้าอยากมาขอเตือน ชาตินี้นั้นขอให้ระวัง กรรมใหม่อย่าได้ก่อ เจ้าฝางคนดีได้โปรดเมตตา….คน…..” เสียงนางขาดหายไปพร้อม ๆ กับสติที่กลับคืนมาของอีกคน ฝางเพ้อทั้งน้ำตา “หนูไม่รู้ หนูไม่เห็น หนูไม่เข้าใจ”

“นอนข้ามวัน เหมือนลูกชายบ้านโน้นเลยค่ะพี่บัว ! ” คนพูดมีสีหน้าหวั่นวิตก

“ก็คนเป็นไข้ จะหลับนานบ้างจะเป็นไรไปดำ” บัวลูบหน้าลูกสาวที่รู้สึกตัวแล้วด้วยความดีใจ แต่พยายามระงับทุกอาการไว้ไม่ให้คนในบ้านแตกตื่นกับอาการของฝาง

‘ดำ’ เป็นญาติห่าง ๆ ของสามีของบัว เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่ยังเล็กเพราะกำพร้าพ่อแม่จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ปีนี้เป็นสาวรุ่นวัย 18 ปีแล้ว ชื่อกับรูปลักษณ์ของเจ้าตัวห่างกันลิบลับ ผิวพรรณของดำขาวผ่องไม่แพ้ใคร หล่อนเป็นคนจิตใจดี แต่ก็มีความล้นในทั้งความคิดและคำพูดอยู่เสมอ

“จริงเหรอคะ ? ดำว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง เขาลือกันว่าลูกชายคุณนายไหมทองผีเข้าทุกวันโกนวันพระ” คนเล่าดูจะเชื่อคำเขาลืออย่างนั้นไปเต็มหัวใจแล้ว

“ได้ยินเขาลือเหมือนกัน แต่ไม่ได้สนใจ แต่รู้แน่ ๆ ว่าเขาจ้องที่ดินบ้านเราอยู่”

“พี่บัวเคยบอกแล้วว่าไม่ขายนี่นา ยังไม่เลิกถามอีกเหรอ ? ”

“ห่างกันแค่ไม่กี่สวน เขาก็คงอยากขยายความมั่งมี ช่างเถอะ ! ” บัวตัดบทเพราะไม่อยากเอามาเป็นอารมณ์ หลายครั้งที่นายหน้าของบ้านนั้นพยายามมาเจรจาขอซื้อที่ดินและบ้านของเธอ ตอนนี้ที่ดินรอบ ๆ แถวนี้เป็นของเขาแล้วทั้งสิ้น เหลือก็แต่เพียงบ้านสวนเล็ก ๆ ของเธอที่ยังไม่ได้ขายไป สมบัติชิ้นสุดท้ายของสามี เธอจะยกให้ใครเพียงเพราะเงินได้อย่างไร ลำบากแค่ไหนก็จะพยายามรักษาไว้

ฝางลุกขึ้นนั่งนิ่งเมื่อรู้สึกว่าสบายตัวมากขึ้น ร่างเล็กรับรู้ได้ถึงไอร้อนในกายของตนอยู่บ้าง รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เหตุใดตอนนี้ความร้อนจึงกลายเป็นศัตรู ทั้ง ๆ ที่เธอเกลียดความเย็นจับใจ เมื่อทิ้งความสงสัยตามประสาเด็กไปแล้วฝางรีบเล่าทันที

“เทวดามาแม่ ! ” แววตาของเจ้าตัวสดใสขึ้นทันที

“เหรอ ? ! อยู่ตรงไหนล่ะลูก ? ”

“อยู่ที่เตียงนี่แหละ ผมยาว”

“ทำไมเรียกเทวดา ไม่ใช่นางฟ้าหรอกเหรอจ๊ะ ? ”

“ไม่รู้สิ ฝางก็จำไม่ได้” คนเล่าเงียบไปดื้อ ๆ บัวส่ายหน้าอย่างเอ็นดู อย่างน้อยลูกตื่นขึ้นมาก็พูดเรื่องที่เป็นมงคล ขอให้ลูกพบพานแต่เรื่องดี ๆ เท่านั้น เกิดมากำพร้าพ่อหนักหนาพอแล้ว “แม่ร้องไห้ทำไม ? ” คนตัวเล็กยังมีแก่ใจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงกะทันหันของมารดา

“ไม่ใช่ แม่แสบตา ไม่ได้เป็นอะไรลูก ! ”

“แม่ตัวโต ไม่ร้องไห้นะจ๊ะ” รอยยิ้มของเจ้าตัวปลอบประโลมหัวใจแม่ได้ดีนัก บัวมองลูกด้วยความละอาย ก่อนจะยิ้มตอบ “แม่….มีคนรอฝาง ขอไปหาเขาได้ไหมคะ ? ”

“ใคร ? ที่ไหนกันลูก ? ”

“เหนือหัวเราขึ้นไปเพียงศอกเดียว”

บัวเอามือทาบอก ไร้วาจา !

“ผีที่ไหนล่ะนั่น ! ? ” ดำถามขึ้นมาทันที เสียงตีเข้าที่เนื้อดังตามมาทันทีเช่นกัน

“นี่ ! ผีเหรอ พูดว่าผีเหรอ ! ”

คนถูกตีลูบแขนป้อย ๆ “ไม่เห็นต้องตีเลยพี่บัวก็ ใครจะมาอยู่เหนือหัวคน เจ้าฝางก็พูดน่ากลัวนี่นา แล้วดูพูดจาเข้า ภาษาคนปกติที่ไหน ! ”

“ไปเอามาจากไหนลูก ? ไม่พูดอีกนะ ไม่มีผี ไม่มีเทวดานางฟ้าที่ไหนทั้งนั้น ! ” บัวกอดลูกไว้แนบอก ดำเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งออกจากห้องนอนลงจากเรือนไปทันที


Create Date : 23 กรกฎาคม 2563
Last Update : 23 กรกฎาคม 2563 15:35:16 น. 0 comments
Counter : 7 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.