E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
23 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 
ตอนที่ 1 ของขวัญ เล่ม 1 โดย ภูระริน (ฉบับตีพิมพ์)

ยินดีต้อนรับสู่โลกที่มองไม่เห็น สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในท้องฟ้า อากาศ พื้นดิน ต้นไม้ หาได้ละสายตาจากมนุษย์ไม่ "ฝาง" จะนำทางคุณไปตามแสงแห่งสิ่งเร้นลับ กว่าจะมาเป็น "เรา" ไม่มีเรื่องบังเอิญ




นิยายเรื่องนี้ใช้เวลาเขียนยาวนาน เนื่องจากผู้เขียนมาป่วยเป็นมะเร็ง การรีไรท์จึงเกิดขึ้นเนื่องจากทัศนคติต่อชีวิตของคนเขียนเปลี่ยนไป ดิฉันกำลังถ่ายทอดงานเขียนในอีกรูปแบบหนึ่งให้ผู้อ่านได้สนุกและยังได้อะไรบางอย่างกลับไป สำหรับท่านที่เคยจองเล่มนิยายไว้ เมื่อตีพิมพ์เสร็จท่านจะได้รับหนังสือ 2 เล่ม คือ เล่ม 1 และเล่ม 2 นะคะ เนื่่องจากนิยายยาวขึ้นและยังใช้เวลายาวนานในการรอคอยเหลือเกิน กราบขออภัยที่ช้า กว่าจะมีชีวิตและวันนี้ได้อีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นดิฉันจึงจะตอบแทนนักอ่านที่ได้จองเล่มนิยายไว้ ด้วยการให้เล่ม 2 ฟรี ดิฉันจะติดต่อคุณอีกครั้งก่อนส่งเล่มนิยายนะคะ

นิยายเรื่องนี้จะเปิดให้อ่านฟรีทั้งหมดสำหรับชาว Bloggang แต่ต้องใช้รหัสเข้าอ่านในช่วงท้าย ๆ เมื่อนักเขียนแจ้งให้ทราบนะคะ ติดต่อขอรับรหัสได้ในภายหลังค่ะ ระหว่างนี้ก็อ่านไปได้เรื่อย ๆ ค่ะ สำหรับนักอ่านที่อยากสนับสนุนนักเขียนก็แวะไปได้ที่เว็บเด็กดีหรือธัญวลัยหรือรอซื้ออีบุ๊กนะคะ

ดิฉันเปิดที่นี่ฟรีโดยจำกัดเวลาในการเผยแพร่ เพื่อให้นักอ่านที่รู้จักกันมาหลายปีได้อ่านตามสัญญานะคะ ดีใจที่ได้กลับมาอัปเดตนิยายเรื่องนี้ต่อ

ขอให้มีความสุขในการอ่านค่ะ


ภูระริน

---


1.

พ.ศ ๒๕๒๒

“ฝนมาเจ้าข้า…..” เสียงพึมพำเบา ๆ ดังออกมาจากผ้าห่มแพรสีนวล ราวกับกำลังกระซิบบอกกล่าวใครบางคน “ฝนมาล้างเรือน ฝนดีฝนร่วง ฝนจากเมืองสวรรค์” แผงขนตายาวดำขลับกะพริบถี่เมื่อเจ้าตัวเปิดผ้าห่มแง้มออกมาดูท้องฟ้า ลมหอบเอากลิ่นดินคลุ้งขึ้นมาบนเรือน เสียงฝีเท้าของใครบางคนวิ่งจนสะเทือนเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน ร่างเล็กยังเปล่งวาจาไม่ขาดระยะราวกับกำลังสวดมนต์ “ฝนมาเจ้าข้า…”

“บ่นอะไรลูก ? มาแต่เช้าเลยฝน ! พรรษานี้เห็นทีจะชุ่มฉ่ำ ยังไม่พฤษภาเลยมาเร็วจริง” บัวรีบปิดประตูหน้าต่างพลางหันมาดูคนตัวเล็กในผ้าห่ม “โดนฝนไหมฝาง ? หนาวไหมลูก ? ” เสียงฝนตกลงมาอย่างรวดเร็วราวกับจ้องไล่หลังมนุษย์ผู้เดินดินให้รีบหลบเข้าใต้ชายคา “ไม่หนาว ฝนมาเจ้าข้า ฝนมาล้างเรือน….” เสียงลูกรักขาดหายไปก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาจากกองผ้าห่ม เด็กหญิงนั่งพับเพียบจ้องเขม็งไปที่มารดา

“แม่...พรรษาแปลว่าอะไร ? ” คนตัวเล็กผมยาวดำขลับคลุมแผ่นหลัง ชุดนอนกระโปรงยาวสีขาวมีลายดอกไม้เล็ก ๆ สีชมพูขับดวงหน้าเจ้าตัวให้สดใส เด็กหญิงดึงชายแขนเสื้อยาวมาปิดข้อมือ ด้วยรู้สึกถึงความเย็นรอบกายมากขึ้นเรื่อย ๆ

“พูดไม่เพราะ….ไม่เล่า” บัวอมยิ้มพลางส่ายหน้า

เจ้าตัวย่นคิ้วทันที “พรรษาแปลว่าอะไรคะแม่ ? ”

“แปลว่าฤดูฝนลูก” บัวตอบเมื่อมานั่งพับผ้าห่มอยู่ใกล้ ๆ ลูกสาว “พรรษา….เป็นช่วงฤดูกาลหนึ่งคือ ฤดูฝน หรือเราเรียกกันว่าหน้าฝน เขาใช้พูดถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งด้วยเรียกว่าวันเข้าพรรษา ก็คือวันที่พระท่านเริ่มจะต้องจำพรรษาอยู่ที่วัดหรือที่ใดที่หนึ่งตลอด 3 เดือนในฤดูฝน แปลว่า ท่านจะไม่ไปนอนค้างที่อื่นเลย”

บัวพยายามเล่าให้เข้าใจง่ายที่สุด ลูกสาวคนเดียวของเธออายุแปดขวบ บางอย่าง “ฝาง” เข้าใจอะไรได้ง่าย ๆ แต่บางคำก็ยากเกินกำลัง เพราะโลกของคนตัวเล็กมีอยู่ไม่กี่สถานที่ “พระต้องอยู่วัดตลอดเลยเหรอ ? ไม่อยากกลับบ้านเหรอ….คะ ? ” เจ้าตัวเติมคำหลังให้ทีหลังเพราะเห็นสายตาของแม่ชำเลืองมา

“ไปที่อื่นได้แต่ไม่นอนค้างคืน ท่านคงไม่อยากกลับบ้านหรอก แม่ว่าท่านจะตั้งใจเรียนพระธรรมวินัย เรียนหนังสือไงลูก” บัวลุกขึ้นไปจัดเตียงนอนให้ลูกรัก แม้ปากพูดแต่มือก็ไม่ได้หยุดทำงาน คนตัวเล็กดูเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่เล่าให้ฟัง ริมฝีปากเล็ก ๆ กำลังพยายามจะตั้งคำถามอีก แต่ก็เปลี่ยนเป็นถอนใจแทนเสีย คำถามนั้นอาจจะเกินกำลังของเด็กแปดขวบฝางจึงไม่ถามต่อ “จะสระผม ไปวัดกับแม่นะคะ”

“จะไปทำไม ? ทำไมฝางถึงอยากจะไปวัดล่ะลูก ? วันนี้ฝนตก ย่ำพื้นเฉอะแฉะจะลำบากเอา ไว้คราวหน้าค่อยไปกับแม่ก็แล้วกันนะจ๊ะ” บัวดึงผ้าปูที่นอนให้เรียบตึงก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอน

“จะไป ! ” ฝางย้ำ

บัวหันมาสบตาลูกเมื่อกำลังจะปิดประตูห้อง เด็กแปดขวบเห็นฝนแล้วอยากออกจากบ้านเป็นเรื่องปกติ แต่วันนี้ลูกสาว ของเธอดู ‘นิ่ง’ และฉายรังสีประหลาดออกมาหลายครา ‘เจ้าข้า’ นั่นแหละหนึ่ง สองเธอจะสระผมในวันฝนตกทั้ง ๆ ที่ฝางเกลียดความเย็นยิ่งกว่าอะไร “ลูกพึ่งสระผมเมื่อวาน ไม่ต้องสระอีกก็ได้” บัวพยายามปัดคำถามในหัวออกไปให้หมดด้วยความนิ่งและไม่สนใจคำขอของฝาง

“อยากสระค่า ไม่เป็นไร ขอไปด้วยคน วันนี้วันพระ” ฝางไม่รอให้แม่ตอบ เจ้าตัววิ่งออกไปจากห้องนอนทันที เจ้าฝางรู้ได้อย่างไรว่าวันนี้วันพระ ประหลาดอีกแล้ว ! แม้บัวจะสงสัยแต่ก็ปล่อยให้ผ่านไปแล้วจึงรีบไปเตรียมตัวไปวัด

บัวและลูกสาวอยู่กับคนงานในสวนไม่กี่คน พ่อของลูกป่วยและเสียชีวิตไปตั้งแต่ลูกพึ่งจะสี่ขวบ หลายปีที่ต้องอดทนและต่อสู้เพียงลำพัง บัวก็มีแต่ศาสนาและลูกเป็นที่พึ่งทางใจ เธอไปวัดบ่อย ๆ แต่ไม่ได้พาลูกสาวไปด้วยทุกครั้ง นาน ๆ ให้ไปด้วยสักทีก็ดีเหมือนกัน



ฝนหยุดตกแล้วเมื่อสองแม่ลูกกำลังเดินย่ำอย่างช้า ๆ ไปตามถนน ฝางพยายามเหยียบพื้นดินที่คิดเอาเองว่าแข็งที่สุดแล้ว แต่เจ้าตัวก็ติดหล่มโคลนเสียหลายครั้ง ร่างเล็กถือแค่ถุงหิ้วพลาสติกที่มีดอกบัวตูมห่อใบบัวอยู่ช่อหนึ่ง เธอพยายามทรงตัวรักษามันไว้ด้วยเกรงว่าจะช้ำ เด็กหญิงก้มดูมันเป็นระยะ ก่อนจะหยุดเดินเอาเสียดื้อ ๆ !

ภาพเลือนรางของคนจำนวนหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างรวดเร็วในแอ่งน้ำบนถนนที่ปลายเท้าของเธอ ภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อกะพริบตา เด็กหญิงจ้องไม่วางตา ภาพที่เห็นเล็กราวกับดอกบัวตูมที่มองเห็นจากที่ไกล ๆ “ทำไม….คนตัวเล็กจัง ? ” ไม่นานนักแสงตะวันในเงาน้ำก็สะท้อนใส่ดวงตา ฝางเงยหน้าขึ้นมองฟ้าทันที ไม่มี ! ไม่มีพระอาทิตย์ ! มีเพียงหมอกหนาปกคลุมอยู่รอบกาย ฟ้าพึ่งเริ่มสว่างหลังฝนตก กลิ่นดินยังคลุ้ง ฝางกลืนน้ำลายอยู่เงียบ ๆ มือซ้ายเกาศีรษะเบา ๆ เมื่อมองไปที่ท้องฟ้าและในน้ำสลับกันไปมา เท้าเล็ก ๆ ตั้งใจก้าวให้เร็วขึ้น สมองของเด็กหญิงออกคำสั่งอยู่เงียบ ๆ

ไม่รู้…ไม่เห็น



หลังพระให้พรจบแล้ว พระสงฆ์ส่วนใหญ่เดินลงจากศาลาไปแล้ว เหลือเพียงหลวงพ่อนนท์เจ้าอาวาสที่ยังนั่งสนทนาอยู่กับญาติโยม บัวก็นั่งคุยถามทุกข์สุขกับคนรู้จักอย่างเป็นกันเอง เสียงคนเจรจากันหลากหลายเรื่องราว แต่เด็กหญิงไม่ได้ตั้งใจฟังใครสักคน ฝางจ้องภาพวาดที่ฝาผนังอยู่เงียบ ๆ แม้ไม่เข้าใจความหมายของภาพวาด แต่ในหัวกำลังนึกถึงคำว่าพรรษาที่แม่เล่าเมื่อเช้า 3 เดือนจะยาวนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่วันนี้เป็นวันพระเด็กหญิงรู้เท่านี้ ความรู้นี้ผุดขึ้นมาเองราวกับฝังแน่นอยู่ในสมองมาช้านาน ดวงตาใสซื่อคู่งามกะพริบถี่ ภาพวาดฝาผนังตรงหน้าเริ่มเลือนราง

ดอกบัวในสระน้ำนั้นเคลื่อนที่ขึ้นลงเล่นระดับ ดอกในตมผุดขึ้น ดอกที่บานร่วงลงน้ำ น้ำในนั้นหมุนวนจนน่ากลัว อะไรบางอย่างสีชมพูวิ่งผ่านสายตา ฝางรู้สึกถึงความพลิ้วไหวสวยงามนั้นไม่นาน ก่อนกลิ่นหอมจาง ๆ จะวิ่งเข้ามาปะทะคนทั้งศาลา ! “ธูปอันใดหอมจริงหลวงพ่อ ? ”

“พูดจาเหมือนคนสมัยก่อนนะท่านขม” หลวงพ่อพูดพลางอมยิ้ม

“บรรยากาศมันพาไปขอรับ กระผมนิยมความงามของสิ่งที่เรียกว่าโบราณ แม้ยังหนุ่มแน่นเหลือเกิน” เจ้าตัวกล่าวถึงตัวเองด้วยความรู้สึกภาคภูมินัก เขาหัวเราะร่วนอย่างเปิดเผย ‘ท่านขม’ ที่หลวงพ่อนนท์เรียกนั้นใส่เสื้อเชิ้ตสีเขียวปีกแมลงทับมันวาวไปทั้งตัว แม้จะอายุเพียง 25 ปี แต่ท่าทางและการพูดจาของเขา ทำให้ดูราวกับเป็นเจ้าขุนมูลนายผู้น่าเกรงขาม นายขมจึงได้กลายเป็นท่านขมของทุกคนที่รู้จักเขา แม้จะพูดจาประหลาดและออกจะล้นอยู่เสมอ แต่ชายหนุ่มก็เป็นที่ยอมรับในเรื่องความมีน้ำใจต่อเพื่อนบ้าน ฐานะของเขาก็ไม่ธรรมดา ไร่นานับร้อยไร่และร้านค้าใหญ่ ๆ ในจังหวัดเป็นของเขาแน่นอนในวันหน้า ด้วยบิดาเป็นผู้มีอันจะกินมาตั้งแต่เกิด

“หอมจริง ๆ นะขอรับ หอมมาก ๆ ธูปกลิ่นอะไรขอรับ ? ” ชายหนุ่มยังสงสัย พนมมือแต้รอรับคำตอบอย่างตั้งใจ

“ลมเพลมพัดมา ฝนตกก็ลอยมา คงเป็นดอกไม้แถว ๆ นี้ปน ๆ กันมา ไม่ใช่กลิ่นธูปหรอกพ่อ จริงไหมเจ้าฝาง ? ” หลวงพ่อหันมาถามคนตัวเล็ก เด็กหญิงตื่นจากภวังค์ในบัดดล ! ” ไม่รู้ ไม่เห็นค่ะ” เจ้าตัวปฏิเสธหน้าตื่น

“เห็นอะไรลูก ? ” บัวรีบถามเพราะเห็นลูกสาวมีสีหน้าไม่ดี ฝางสบตาแม่แต่ไม่ได้ตอบคำถาม เด็กหญิงหันไปมองหลวงพ่อตรงหน้าแล้วนั่งนิ่ง

“เอาน่าโยมบัว อย่าไปซักเขาเลย เขามาไกล ไกลมาก กว่าจะมาถึงวันนี้ไกลโขอยู่ มาดี มาทำบุญร่วมกันนะ” หลวงพ่อก้มต่ำไม่ได้สบตาผู้ใด

“เจ้าข้า” เสียงเล็ก ๆ พูดออกมา พลางหยิบขนมถ้วยฟูในจานข้าง ๆ ตัวใส่ปาก สีหน้าของฝางเย็นชาไม่ได้สนใจใครและไม่มีใครสนใจคนตัวเล็ก

คำพูดของหลวงพ่อทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยบุญขึ้นมาทันใด แม้ไม่เข้าใจแจ่มแจ้งกันนัก แต่ก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างว่ามีบางอย่างผิดแผกไปเพราะกลิ่นหอมประหลาดฟุ้งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหาคำอธิบายมาไม่ได้ จึงได้แต่พึมพำคาดเดากันเบา ๆ ไม่นานนักหลวงพ่อก็หันไปกราบพระพุทธรูปแล้วเดินลงจากศาลาไป

“บัว ! หลวงพ่อกล่าวประหลาดนักจริงไหม ? ”

“ฉันว่าพ่อขมกล่าวประหลาดมากกว่า พูดจาเหมือนคนปกติไม่ได้หรือพ่อ ? ” บัวอารมณ์ดี เย้าชายหนุ่มเล่นด้วยความเอ็นดู

“กระผมพิจารณาด้วยปัญญาแล้วเห็นว่า มันต้องมีอะไรแฝงในคำกล่าวของท่าน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งจริง ๆ นะบัว ไอ้ลมเพลมพัดที่ท่านกล่าวนั้น เกรงจะเป็นของสูง ไม่เช่นนั้นคงไม่หอมหวานเยี่ยงนี้”

บัวหัวเราะลั่น “ฝนตกมันก็พัดพากลิ่นนั้นกลิ่นนี้มาปกติแหละพ่อ”

ฝางนั่งฟังแม่กับนายขมคุยกันอยู่เงียบ ๆ เด็กหญิงเห็นเขาเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ดูเด่นในสังคมนี้ เสื้อผ้าของเขาเหมือนลูกกวาดสีสวย แสบตานัก ! หางตาของเจ้าตัวค้อนขวับราวกับหญิงสาวแรกรุ่น

ลมแรงพัดมาบนศาลาอีกครา ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว ! ชายคนหนึ่งกำลังอุ้มใครบางคนแนบอกวิ่งขึ้นมาบนศาลา เสียงร้องไห้ของผู้หญิงข้าง ๆ ฟังดูเจ็บปวดรวดร้าว “หลวงพ่อ ๆ ๆ อยู่ไหนคะ ? ! ช่วยด้วย ! ” เด็กวัดคนหนึ่งวิ่งไปหาคนทั้งคู่ทันที ก่อนจะพากันวิ่งลงไปที่กุฏิของหลวงพ่อ

“อะไรกันนั่น ! มีใครรู้บ้างขอรับ ? ” พ่อลูกกวาดสีเขียวออกโรงถามเป็นคนแรก ฝางหันไปมองเขาทันที “คนร้องไห้ นายขมไม่เคยเห็นเหรอ ? ”

“ไม่เอาเจ้าฝาง ! พูดกับผู้ใหญ่ไม่เพราะเลยลูก เรียกพี่ขมสิจ๊ะหรือไม่ก็ท่านขม เอาใหม่นะลูก” บัวปราม “ฝางหิวน้ำ” เด็กหญิงเปลี่ยนเรื่องทันทีก่อนจะลุกพรวดไปหาน้ำดื่มอีกทาง บัวถอนใจพลางส่ายหน้า “ขอโทษนะพ่อขม น้องยังเล็กนัก ปกติก็ไม่พูดคะขากับแม่ เถรตรงเหมือนพ่อไม่มีผิด ฉันพยายามสอนให้พูดเพราะ ๆ นะ แต่แม่ก็ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง คราวหน้าคงต้องลงไม้ลงมือบ้างแล้ว อย่าถือสาน้องเลยนะพ่อ”

“ไม่เป็นไรขอรับแม่บัว น้องยังเล็กจริง ๆ แล้วก็ดูท่าทางจะชอบขนมถ้วยฟูมาก เห็นกินแบบไม่กลัวติดคอเอาเสียเลย กินได้งามมากขอรับ” นายขมหัวเราะลั่น เขามีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งคือ มองเรื่องตรงหน้าให้เป็นเรื่องรื่นรมย์ได้เสมอ คงเพราะชีวิตเกิดมามั่งมีและเป็นคนดีที่จิตใจกว้างขวาง รู้จักแบ่งปันและเมตตาต่อผู้อื่นเสมอตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่น “เจ้าฝางนี่งามจริง ๆ ขอรับ แค่คำว่าฝางก็ตราตรึงแล้ว ไม้ฝางสินะขอรับ สีสดงดงาม ย้อมผ้าไหมงามหยดย้อย”

บัวหัวเราะลั่นอีกครั้ง ไม่เคยเห็นใครชมความงามและนามของลูกได้ไพเราะขนาดนี้มาก่อน แม้จะพูดจาประหลาด ๆ ก็เถอะ “ใช่แล้วพ่อขม….ไม้ฝาง แก่นฝางนั่นแหละ พ่อเขาชอบมากเลยได้ชื่อนี้ ไม่มีชื่อยาว ๆ อย่างคนอื่น เรียกอย่างนี้อย่างเดียว” ฝางเดินกลับมาเงียบ ๆ พร้อมกับแก้วน้ำในมือ “ไปเล่นข้างล่างได้ไหมแม่ ? ไม่นานหรอก”

“ได้สิ แม่ไปช่วยเขาเก็บของทางโน้นแล้วจะไปหาที่หน้าโบสถ์ ฝางรอตรงนั้นนะ”

“ค่า ! ” เด็กหญิงอมยิ้มอย่างเป็นสุขทันที

“นั่นแน่ ! เจ้าฝางก็พูดเพราะ ๆ เป็นเหมือนกันนี่ขอรับ” นายขมเย้าน้องเล่น

“ใช่สิ และอย่าใช้คำว่าตราตรึงกับเรา” เด็กหญิงพูดแล้วเดินจากไปทันที

“อะไรนะขอรับ ? ! แม่บัวขอรับ กระผมมิได้หูฝาดใช่ไหม ? ! ” นายขมพยายามเรียกแม่บัวที่เดินนำหน้าออกไปก่อนแล้ว โดยที่หล่อนไม่ทันได้สนใจเขาและเจ้าฝาง เด็กหญิงได้ยินเขาพูดได้อย่างไรกัน ? ! เมื่อสักครู่เจ้าฝางเดินไปไกล ไม่มีทางได้ยินคำชมของเขาเป็นแน่และนายขมต้องอ้าปากค้างเมื่อมองไปอีกทาง !

ฝางกำลังเดินลงจากศาลาด้วยปลายเท้า เงาจางพลิ้วไหวราวกับความฝัน สไบจีบสีกลีบบัว ผ้านุ่งจีบหน้านางสีแดงเลือดนกเหลือบทองและเครื่องทรงชฎาระยิบระยับโดดเด่น ผมยาวดำขลับคลุมแผ่นหลังร้อยรัดไว้ด้วยสร้อยประดับอัญมณีหลากสี เผยให้เห็นแผ่นหลังนวลผ่องสว่างจ้า ร่างนั้นค่อย ๆ หมุนวนสะท้อนให้นายขมเห็นจนเต็มตา ! ร่างโปร่งงดงามอ่อนช้อยตอนนี้นั้น หาใช่เจ้าฝาง ! เมื่อร่างนั้นหันหลังให้นายขม เด็กหญิงซ่อนยิ้มไว้ในหน้า หากแต่ไม่ใช่กิริยาของเจ้าตัว



ฝางเดินเร็วกว่าที่ตัวเองรู้ จนมาหยุดอยู่ริมหน้าต่างกุฏิของหลวงพ่อ เด็กหญิงยืนอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้พยายามมองเข้าไปข้างใน ไม่นานนักเจ้าตัวก็หันหลังให้หน้าต่าง แววตาของเด็กหญิงไร้ความหมาย เสียงร้องไห้ของผู้หญิงคนนั้นดังอยู่ “ดิฉันสงสารลูกเหลือเกิน ถ้าไม่หลับก็ร้องไห้เหมือนคนจะขาดใจตาย หาสาเหตุไม่เจอ นี่สลบไปตั้งแต่เมื่อคืน ทำอย่างไรก็ไม่ตื่นค่ะหลวงพ่อ”

“ก็เหมือนทุกที เดี๋ยวเขาก็ตื่นเอง จะร้องไห้ทำไมล่ะโยม ? ” หลวงพ่อถามหน้านิ่ง ท่านหลับตาลง ไม่ได้เพ่งไปยังคนที่กำลังทุกข์

“มันไม่มีทางช่วยเขาได้เลยหรือเจ้าคะ ? วันพระทีไรเป็นอย่างนี้ตลอด คราวนี้เป็นเร็วกว่าทุกที วันโกนก็เป็นแล้วค่ะ หมอก็ช่วยอะไรไม่ได้ ก่อนจะสลบเขาตีอกชกตัวเหมือนจะขาดใจตายเสียให้ได้ ป่านนี้ก็ยังไม่ตื่น ดิฉันใจไม่ดีเลยต้องพามาหาหลวงพ่อ”

ท่านลืมตาขึ้นมามองเด็กชายที่กำลังหลับใหลตรงหน้าอย่างเมตตา

“อิงกาล….เคราะห์กรรมใดที่แบกมา ถึงเวลาก็ต้องชดใช้ มีเริ่มต้นมีจุดจบ แผ่เมตตาทุกลมหายใจ ความโกรธแค้นจะบางเบา เราเขาจะหลุดพ้น”

เสียงนั้นดังราวกับท่านตะโกนก้องเข้าใส่หูอีกคนที่อยู่นอกกุฏิ แม้จะพยายามอุดหูตัวเองแต่ก็ยังได้ยินชัด สองมือเล็ก ๆ ของคนข้างนอกปาดน้ำตาแล้วเดินหนีทันที !

“เจ้าฝาง ? ไปทำอะไรตรงนั้นหรือ ? ” นายขมยืนกอดอกขวางทางอยู่

“ไม่ได้ไปไหนนี่” คนตอบหน้านิ่ง เด็กหญิงกำมือทั้งสองข้างแน่นไม่รู้ตัว

“แล้วที่ไปยืนริมหน้าต่างนั่นใครกันหรือ ? ” คนถามจ้องเขม็งหนักขึ้น นายขมจ้องมือทั้งสองนั้นอย่างสงสัย เด็กหญิงทำหน้างง ก่อนจะวิ่งไปเก็บดอกพิกุลที่ร่วงอยู่เต็มพื้นดินไม่พูดไม่จา “อ้าว ! เลยไม่พูดเลย พี่ขมเก้อเลยนะขอรับ ทำไมเป็นอย่างนี้ นี่เราเป็นอะไรไป ตาฝาดเห็นนางฟ้านางสวรรค์หรือนี่ ? ”

“บางอย่างก็ไม่ควรรู้ หากไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต้องเกี่ยวข้อง ! ” เสียงนี้แทรกผ่านลมเย็น ๆ มาแต่ไกล คนที่ได้ยินคงมีแต่เพียงคนตัวเล็กที่กำลังนั่งเก็บดอกพิกุลอย่างบรรจง “แต่….หนูไม่รู้ว่าร้องไห้ทำไม แล้วคนข้างในทำไมไม่ยอมตื่น เขาจะตายไหม ? ” ฝางพูดกับดอกพิกุลในมือที่เก็บขึ้นมา ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ลมหอบฝุ่นปะทะหน้าฝางวูบใหญ่ ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นยืนแล้วหันไปมองต้นพิกุลใหญ่ที่ยืนต้นงามสง่าอยู่

บางอย่างซ่อนอยู่ในต้นไม้ใหญ่ ในอากาศ ในความทรงจำ ความรู้นี้เกิดขึ้นในวูบหนึ่งของความคิดก่อนที่ฝางจะปล่อยมันไปด้วยความไม่รู้



คืนนี้ฝางเข้านอนเร็วกว่าทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุด ร่างกายแขนขาดูจะไม่ทำตามคำสั่งในหัว เด็กหญิงรู้สึกง่วงนัก มือเล็กกราบลงที่หมอนเหมือนทุกครั้ง

“พ่ออยู่บนฟ้า ฝางจะไปหาเหมือนทุกวัน กราบพระกราบเทวดาค่ะ” คำพูดเหล่านี้แม่สอนมาตั้งแต่ยังเด็ก และเด็กหญิงก็เชื่อว่าพ่ออยู่ไม่ไกลนัก เธอจึงสามารถไปหาได้ทุกวันแค่เพียงนอนหลับ บางทีความฝันกับความจริงก็ไม่ต่างกันสำหรับเด็กอย่างเธอ บางคราวยังรู้สึกเหมือนได้กอดพ่อด้วยซ้ำไป

ในความมืดเมื่อหลับใหล เด็กหญิงตั้งคำถาม “แม่….อิงกาลแปลว่าอะไร ? ”

“ไปเอามาจากไหน ? แม่ก็เรียนมาน้อย ชื่อคนหรือเปล่าไม่แน่ใจ” เสียงของมารดาตอบกลับมาในความฝัน เด็กหญิงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก แต่สองคำนี้คุ้นหูเหลือเกิน



Create Date : 23 กรกฎาคม 2563
Last Update : 23 กรกฎาคม 2563 15:28:53 น. 0 comments
Counter : 58 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.