E-book มีจำหน่ายที่ Meb ร้านนายอินทร์ แอปนายอินทร์ปัณณ์และ ebooks.in.th ค่ะ
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
28 กรกฏาคม 2563
 
All Blogs
 

ตอนที่ 7 ของขวัญ เล่ม 1 โดย ภูระริน (ฉบับตีพิมพ์)

7



“ทุกข์คืออะไรคะ ? ” คนอยากฉลาดเริ่มเรียนรู้

“สิ่งใดที่ทำให้เจ้าฝางไม่พึงใจ ไม่ดีใจอย่างไรเล่า”

“หนาว…หิว…อึดอัด”

“แล้วความรู้สึกเหล่านั้นมาจากที่ใด เจ้าฝางรู้หรือไม่ ? ”

ฝางส่ายหน้า อันน์จ้องตาเธอแน่วแน่ก่อนจะจับมือเล็ก ๆ วางไว้ที่อกของเจ้าตัว “ใจอย่างไรล่ะเจ้า ตรงนี้เป็นที่เกิดของทุกข์ทั้งปวง”

“แต่มันอยู่ข้างในนี่คะ แม่บอกว่าเราเป็นคนมีเลือดเนื้อ ข้างในเป็นเลือดเนื้อ มันจะคิดได้ยังไง ? ”

“มันก็จริง….แต่หากมันคิดไม่ได้เพราะเป็นเพียงเลือดเนื้อ ถ้าเช่นนั้นเจ้าฝางช่วยบอกพี่อันน์ทีว่า คนที่มาหาที่รั้วทุกวันคือผู้ใด ? เจ้าเห็นเขาทุกวัน หากแต่ไม่เคยคิดจะออกไปพบพาน เจ้าฝางบอกได้หรือไม่เหตุใดไม่แสดงตน ? ”

คนถามอมยิ้มอย่างมีเลศนัย แต่ดูเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ คนนี้จะ ‘ลึก’ ยิ่งกว่า ฝางส่ายหน้าช้า ดวงตาดำขลับคู่นั้นไม่บอกอารมณ์ “พี่อันน์จะบอกเจ้าให้รู้ หากแม้นมนุษย์มีเพียงเลือดเนื้อเท่านั้น เจ้าจะไม่เก็บงำเป็นความลับกับผู้ใดเรื่องที่ออกไปเจรจากับหญิงที่มาหา สิ่งที่ร่างกายเจ้าทำ เกิดมาจากใจอันเป็นนาย”

เด็กหญิงทัดผมยาวข้างใบหูอย่างช้า ๆ จริตกิริยาราวกับภาพวาด ดวงตาของเจ้าตัวหลีกลี้ไม่จับคนหรือสิ่งใด ๆ รอบตัว หากแต่เลื่อนลอยหาที่สุดมิได้ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อเม้มเข้าหากันราวกับกำลังใช้ความคิด ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของฝาง “ทุกข์หรือไม่เจ้าข้าที่เบือนหน้าหนีแม้เห็นเพียงเงาเขา ? เจ็บปวดไหมเจ้าข้า ? ที่เก็บทุกอย่างข้ามภพมา ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครควรจำ ใจเจ้านั้นรู้คำตอบทุกสิ่ง”

ฝางกลืนน้ำลายลงคอเมื่อสิ้นเสียงพี่อันน์ เธอคิด....เหตุใดหนอคำถามยาก ๆ เหล่านี้จึงเสียงดังนักในหัวใจ แปลกนักที่รู้สึกเหมือนนายพรานกำลังจะยิงธนูเข้ามาใส่ตัวฝาง เหมือนพี่อุ้มยิงนกด้วยอาวุธเล็ก ๆ แต่เท่าที่รู้ หนังสติ๊กและคันธนูมีจุดหมายเดียวกันคือ ทำลาย ! “พี่รู้จักธนูไหมคะ ? เคยเห็นไหม ? เคยเห็นในหนังสือไหมคะ ? ”

“เจ้าฝางละก็ ! เฉไฉ” คนตัดพ้อส่ายหน้า “หากยังเก็บงำ จะหาว่าพี่ไม่ช่วยมิได้หนา” คนเตือนอมยิ้ม รู้อยู่เต็มอกว่าใครเฉไฉ

“นางฟ้า…อิงกาลแปลว่าอะไรคะ ? ” เด็กหญิงเปลี่ยนเรื่อง เมื่อความบริสุทธิ์แห่งใจสลับมาสู่ร่างตน

“แปลว่า……เฝ้ารอ”

“รอใครคะ ? ”

“รอ…..เหมือนที่เจ้าฝางรอเขา หากเจ้าฝางมีธนูในมือ จะทำอย่างไรเจ้าข้า ? ”

ฝางรู้สึกเหมือนมองเห็นฟ้าผ่าทันที เมื่อภาพในหัวของตัวเองถูกแทรกด้วยความรู้สึกบางอย่าง แม้ฝางจะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแต่อันน์เห็นภาพในความคิดของเด็กหญิง

มือที่กำลังน้าวสายธนูของฝางและร่างระหงอีกร่างที่ซ้อนทับกันอยู่นั้นสั่นไหว หากปล่อยมือโดยใช้หัวใจสั่ง ลูกธนูจะไปได้ไกลเพียงใดหนอ อันน์รับรู้ได้ถึงความลับนั้น ‘สองหัวใจนั้น’ หวาดหวั่นและทุรนทุราย นางผู้คุ้มภัยอ่อนใจกับชะตาของร่างเล็ก ๆ ตรงหน้ายิ่งนัก



พ.ศ. ๒๓๖๐

แสงระยิบระยับส่องกระทบหมู่พันธุ์ไม้หอม ส่งให้เห็นวิมานแก้วกลมใสเรืองรองไปด้วยสีทองอร่ามตา มันลอยล่องอยู่เหนือพื้นดินไปมาราวกับไร้สิ่งใดควบคุม แสงกระจ่างงดงามนั้นไม่ได้บอกเวลาที่ล่วงไปในวิมานแก้วผสมทองของผู้มากด้วยบารมี เนื่องด้วยเวลาในภพภูมินั้นยาวไกลสุดรู้ หากแม้นมีใครได้เห็นก็คงทำได้เพียงกล่าวว่า งดงามนักราวกับดวงประทีปจากสรวงสวรรค์ ร่างบางระหงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นนั่งบนตั่งในวิมานนั้น ท่าทีแช่มช้อยงดงามของนางเด่นชัดกว่าแสงใด ๆ ในยามนี้ นางหยิบผ้าจีบสีแดงฉาน เช็ดใบหน้างามอย่างบรรจง

“ท่านเจ้าข้า…..ไปเก็บดอกไม้ฝั่งนั้นมาเป็นอย่างไรบ้าง ? ” ร่างอรชรของบริวารองค์อังควิภานางหนึ่งปรากฏขึ้นมาทีหลังเมื่อคำถามจบลง นางก้มหน้าหมอบอยู่ข้างตั่งราวกับรูปปั้น อังควิภายิ้มให้บริวารอย่างเมตตา “วาสิกา....ดอกไม้งามนัก แม้เนรมิตได้เองเพียงใด จักได้ถูกใจเช่นที่เกิดเองตามธรรมชาติไม่ ฤทธาใด ๆ หาได้ช่วยให้ความปรารถนาของผู้ใดลดน้อยลงไม่ แม้รู้อยู่เต็มอกแต่ก็ยังถวิลหาสิ่งที่มีค่ากว่าไม่หยุดหย่อน ดูบนเรือนนั่นปะไร แม้แต่มนุษย์อย่างแม่จีบก็กำลังเนรมิตได้เช่นกัน เขาลือกันว่าจะมีญาติมาเยือน องค์เทวาในเขตแดนนี้ดูครึกครื้นกันยิ่งนัก ข้าก็ยังนึกขันว่าแค่มีผู้มาเยือน หาได้มีใครทำบุญบวงสรวงเทพยดาแลพระภูมิเจ้าที่อย่างที่เคยเป็นมาไม่ เหตุใดต้องรื่นเริงกันถึงเพียงนั้น” หล่อนหัวเราะ

“บุญเก่าของหล่อนเจ้าข้า มีคนอัญเชิญของกำนัลมาให้หัวกระไดไม่เคยได้แห้ง ครานี้ก็คงไม่ได้มากันมือเปล่า แลเหตุที่ทุกองค์รื่นเริงกันผิดธรรมดาก็น่าจะเป็นเพราะว่าผู้มาเยือนจะมีมากหน้าหลายตาเจ้าข้า แม้อยู่กันมาช้านาน เห็นคนเกิดตายวนเวียนมาก็มาก แต่เมื่อมีคนจะขึ้นเรือนมาใหม่ก็จะตื่นเต้นกันเสมอเจ้าข้า”

“ข้ารู้.....แต่ก็อดขันไม่ได้ อีกอย่างหากไม่มีแม่ชื่อนางจวง แม่จีบหล่อนก็ไม่ได้มีบุญมากถึงเพียงนี้ดอก นางจวงตั้งศาลพระภูมิตั้งแต่รู้ว่ามีครรภ์ นางถือศีลอุโบสถทุกวันพระ หาไม่แล้วจะได้อยู่ดีมีสุขถึงเพียงนี้หรือ”

อยู่ในรั้วบ้านนี้มาช้านาน เห็นความเป็นไปเสมอ แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่ก็นับถือแม่จวงอยู่มาก หล่อนเป็นผู้ดีที่ดีโดยเนื้อแท้ ดีด้วยศีลด้วยธรรม กลิ่นน้ำอบน้ำปรุงหรือดอกไม้สวรรค์ใด ๆ ก็ไม่หอมเท่ากลิ่นศีลของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่เพียงแต่วิมานนี้เท่านั้นที่คอยเฝ้ามองคนบนเรือนอยู่ ทุกแห่งหนมีเจ้าของ เมื่อมองออกไปนอกวิมาน องค์อังควิภามองเห็นเทวดานางฟ้าแต่งกายงดงามลอยล่องเข้าออกวิมานตนและวิมานสหายอยู่ไม่รู้เวลาหลับตื่น สีหน้าของทุกคนแช่มชื่น เจรจากันราวกับไม่เคยรู้จักเรื่องทุกข์ร้อนใด ๆ คงเป็นเพราะทุกสิ่งเนรมิตขึ้นเองได้ในพริบตา ในความรู้สึกของอังควิภา โลกมนุษย์และภพภูมิต่าง ๆ ก็ไม่ได้ต่างกัน เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ยามเมื่อองค์เทวานั้นไม่ต้องการให้ผู้ใดมองเห็นก็เนรมิตให้วิมานตนถูกซ่อนเร้น เหมือนมนุษย์ที่ปิดประตูเรือนลงในยามค่ำ ดับตะเกียงเทียนไขแลกองไฟไร้การเคลื่อนไหวตามใจตัว

หล่อนกำลังมองหาวิมานที่จางหาย ด้วยเจ้าของไม่ได้เผยกายออกมาให้เห็นในเวลานี้ “ไปวิมานผู้ใดกันหนอ ท่านซ่อนกายด้วยเหตุใดกัน ? หรือขึ้นไปบนเรือนพบแม่จวงหรือช่วยแม่จีบสร้างวิมานของนางกัน ? ” นางรำพึงอยู่เพียงในใจ

“ทุกข์ใจเรื่องใดหรือไม่เจ้าข้า ? ” วาสิกาถามเมื่อเห็นสีหน้าอันเศร้าตรอม

อังควิภาสบตาบริวารของหล่อน “เรารู้สึกใจคอเหี่ยวแห้ง ยิ่งเห็นคนนอกวิมานดูมีชีวิตชีวานักยิ่งรู้สึกเหนื่อยล้าในอก อยากไปเฝ้าองค์ขาลบนเรือนกรรณิการ์ให้คลายทุกข์ แต่ออกไปตอนนี้เห็นทีจะวุ่นวายไม่น้อย เจ้าจะว่าอย่างไร ? ”

“เชิญเถิดเจ้าข้า ช้าจะติดตามไปทุกที่” วาสิกาก้มกราบ อังควิภาซ่อนยิ้มไว้ในหน้า ก่อนทั้งสองและวิมานจะเลือนหายไป



แม่จีบกำลังคุมบ่าวให้เก็บกวาดเช็ดถูเรือนอย่างขะมักเขม้น คุณปรุงส่งถ้วยชามดี ๆ ใหม่ ๆ จากเรือนมาให้อีกมาก หญิงสาวชี้นิ้วสั่งงานด้วยเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวที่จะบัญชางานได้ “ระวังหน่อย หากวันใดเขามาทวงคืน ข้าจะหาคืนให้เขามิได้ ! ”

องค์อังควิภายืนมองหล่อนอยู่เงียบ ๆ เห็นแม่จีบมาตั้งแต่เกิด ความงามที่มองเห็นสะดุดตานัก แต่อีกคนก็รู้ดีว่าในความงามนี้ซ่อนอะไรไว้เบื้องหลังเสมอ

“ราวกับลูกพระน้ำพระยา หล่อนฉลาดเลือกใช้คน”

“ความงามของหล่อน หากพร้อมด้วยใจที่งดงามด้วย เห็นทีจะไม่มีใครเทียบได้นะเจ้าข้า” วาสิกาหัวเราะ

“หากหล่อนรู้…หล่อนจะไม่มีวันซ่อนมีดไว้ในมือ น่าเสียดายยิ่งนัก นั่น ! องค์ขาลอยู่โน่น ! ” อังควิภาเห็นขบวนบ่าวขององค์ขาลค่อย ๆ เดินออกมาจากเสาเรือนกลางชาน แล้ววูบหายเข้าไปในห้องกลาง “รีบเดินเข้าเถิดวาสิกา ! ” ร่างทั้งสองเดินทะลุกายของแม่จีบไปราวกับภาพซ้อน

อังควิภานั่งพับเพียบลงหน้าตั่ง หล่อนและวาสิกาพนมมือไหว้ร่างตรงหน้า หญิงงามอีกคนรับไหว้ด้วยความเมตตา อัน ‘องค์ขาล’ นั้นเป็นภูมิเทวดาผู้เป็นใหญ่บนเรือนนี้ มีลาภบารมีที่แม่จวงเจ้าของเรือนสร้างศาลพระภูมิไว้ให้ แต่หล่อนก็ไม่ได้อยู่ที่ศาล หากแต่สถิตอยู่ในห้องกลางอันเป็นห้องใหญ่ที่สุดในเรือนกรรณิการ์นี้ แม่จวงกั้นห้องนี้ไว้สำหรับรับรองแขกเวลาเลี้ยงพระทำบุญ ยามปกติจะปิดไว้ไม่ให้ใครเดินเพ่นพ่าน

แม้องค์ขาลจะบุญบารมีจะน้อยกว่ารุกขเทวดาอย่างองค์อังควิภาและองค์อจลา แต่ผู้ที่มีสัมมาคารวะหากย่างกรายเข้ามาต้องหมอบกราบยำเกรง “นาน ๆ จะขึ้นมาบนเรือน เห็นทีจะได้ข่าวใหญ่กระมังองค์อังควิภา”

“เจ้าข้า…..และข้าอยากมากราบองค์ขาลด้วย”

สตรีสองนางหากพิศจากกายนิมิตนั้นวัยไม่ได้ต่างกันเลย แต่อังควิภาให้เกียรติอีกคนในฐานะผู้เป็นใหญ่ของเรือนกรรณิการ์ และด้วยความเคารพในศีลของนาง องค์ขาลปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหมือนแม่จวง ศีลอุโบสถของท่านมิได้ขาดมานานแล้ว อังควิภาจึงให้เกียรติและเคารพได้อย่างสนิทใจ เบื้องลึกนั้นจิตอันใสสะอาดดั่งดวงแก้วขององค์ขาลเป็นที่เคารพราวกับเป็นพระในใจของอังควิภา

“ญาติฝ่ายแม่จวงจะมาเยือน แม่จีบลูกสาวเขาก็ไม่อยากให้น้อยหน้าใคร จึงได้ทำการใหญ่นักหนาเจ้า ข้าเองวันนี้รับแขกมากหน้าหลายตา วิมานใดบ้างข้าก็จำแทบไม่ได้ สนุกสนานราวกับมีการบวงสรวงทีเดียว” คนเล่าหัวเราะ

ร่างอรชรนั้นงดงามนัก แม้ท่านจะห่มเพียงสไบจีบสีจำปาแดง และนุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินอย่างมนุษย์ ผมของท่านไม่ได้ตบแต่งกันไรหน้าเหมือนคนในเรือน ผมยาวตรงคลุมหลังนั้นส่งใบหน้านวลให้งดงามบริสุทธิ์ดั่งหยดน้ำ ท่าทีของท่านเหมือนหญิงชราที่วางตนได้สูงกว่าใคร “นี่องค์อจลาก็มาหา อาสาไปช่วยดูโต๊ะหมู่บูชา ประเดี๋ยวคงจะมา”

ความร้อนในกายของอีกคนพุ่งขึ้นทันที ที่คิดไว้คงไม่ผิดเป็นแน่ ! “ข้าแลวาสิกาเห็นทีจะไม่รบกวนนาน แวะมากราบแล้วจะขอลาเจ้าข้า”

เมื่อสิ้นคำร่างกายกำยำก็ปรากฏ ! องค์อจลายิ้มกระจ่างเมื่อเห็นใบหน้านวล

“ราวกับรู้ใจ” เขาเอ่ย อังควิภาพนมมือไหว้ด้วยกิริยางดงาม แต่ไม่ได้แสดงออกว่าดีใจยิ่งนักที่ได้ยินเสียง วาสิกาพนมมือไหว้องค์อจลาเช่นกันแล้วก้มหน้าลง

“องค์อจลามิได้มาเพื่อทำงานเท่านั้น หากแต่มาขอให้ข้าเจรจากับเจ้า ว่าจะให้บ่าวไปอัญเชิญมาก็มัวแต่ยุ่งงานเรือน ข้าเองก็ไม่ต้องการพิรี้พิไรให้ใครร้อนเป็นไฟ จะว่าอย่างไรหากเขาจะขอร่วมเรียงเคียงหมอน ? ” องค์ขาลถามตรงไปตรงมาตามแบบของท่าน ไม่รอให้ใครได้ไต่ถามให้เสียเวลา

ชายหนุ่มไม่ได้มีอาการใด ๆ นอกจากนั่งพับเพียบอย่างสงบ เขารอฟังอย่างตั้งใจ ด้วยทุกสิ่งที่คิดไว้ ทุกอย่างที่อยากได้ ไม่เคยมีสิ่งใดหลุดมือหรือผิดพลาด ! นางที่เกิดจากการเนรมิตทั่วหล้า หาได้เหมือนอังควิภาไม่  หล่อนต้องเป็นของเขาเท่านั้น !

อังควิภาไม่ได้ตกใจ สีหน้าหล่อนยังมีรอยยิ้มจาง “แม้เห็นกันมาช้านาน แต่หาได้รู้ใจความทั้งหมดไม่เจ้าข้า”

“แม่จะรอให้วิมานสลายเมื่อหมดบุญก่อนหรือจึงจะยอมมีคู่เยี่ยงองค์อื่น ? ”

“มิได้เจ้าข้า…..หากแต่เพียง...ยากนักหนากว่าจะได้เกิดมาเป็นองค์เทวา อีกทั้งบุญใด ๆ นั้นหนาข้าก็ยังไม่ได้สร้างเพิ่มมากนัก เสวยสุขไปวัน ๆ แก่นสารยังหาได้มั่นคงไม่ หากครองคู่ไปแล้วหมดบุญลง เกรงจะเท่ากับก่อกรรม ด้วยจิตนั้นอาจจะผูกพันจนยากจะลืมเลือน” คนเอ่ยเสียงเบา ด้วยสิ่งที่ระลึกอยู่ตลอดเวลาคือ ความไม่แน่นอนแห่งสวรรค์ กี่วิมานกี่องค์เทวาที่เห็นกันมา เมื่อบุญพร้อมก็เสวยสุข หากแต่เมื่อไร้แล้วซึ่งบารมี ก็หาได้แตกต่างกับมนุษย์ที่กำลังคลานกวาดถูเรือนอยู่ไม่ ที่หายไปเมื่อคราวโรคห่าคร่าวิญญาณก็ล้นป่าช้า ความสุขหายวับไปกับตาแค่เพียงสิ้นลม อังควิภาคิดต่างจากผู้อื่นก็เนื่องด้วยว่ากว่าจะมีวันนี้ ได้สิ้นบุญในคราบนั้นกลายเป็นคนนั้นคนนี้มาหลายร้อยปีนัก แต่ละคราหนักหนาสาหัสเกินปากกล่าว “ข้า.....ขออภัย” เสียงหล่อนขาดหายไปราวกับหมดแรง ความเงียบสงัดครอบงำในห้องนั้น บ่าวทั้งสี่ขององค์ขาลมิได้ชูคอขึ้นมามองใครแม้แต่คนเดียว วาสิกายังนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น คนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังฟังอยู่ก็ไม่ขยับกาย องค์ขาลไม่ได้มององค์อจลา แต่ท่านเพ่งมองอังควิภา

“องค์อังควิภา เมื่อใครกล่าวกันว่าสิ่งใดมีสุขแต่เจ้าเห็นว่าเป็นทุกข์ จงตรองดูว่า ณ เพลานี้ เจ้าอยู่ที่ใด ? เจ้าเป็นรุกขเทวามีบารมีสูงส่ง มีความชอบในสุขโดยชอบธรรม เมื่อมีสุขมาวางให้ตรงหน้าแต่กลับไม่ปรารถนาคว้าไว้ ช่วยบอกข้าทีว่าตัวเจ้าปรารถนาสิ่งใด ? ”

คนถูกถาม “นิ่ง” ด้วยไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดออกมา

ชายหนุ่มก้มลงกราบองค์ขาล สีหน้าของเขาเรียบเฉย “อย่าคาดคั้นเลยเจ้าข้า องค์อังควิภาไม่ปรารถนาจะอยู่ข้างกายข้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามขอให้องค์ขาลได้โปรดเมตตาเราด้วยการให้อภัยข้าและนาง อังควิภาเคารพท่านนัก ข้าเองก็ไม่อยากทำให้ทั้งสององค์ต้องคับข้องใจ แม้เพียงช่วยเหลือครานี้ก็ซึ้งใจนักแล้ว” คนก้มกราบอยู่เงยหน้าขึ้นหันมาสบตาอังควิภา เขารู้ว่าเมื่อใดควรรามือ เมื่อใดต้องรุก

องค์ขาลหัวเราะร่วน “แล้วกัน ! มาขอข้าซะดิบดี สุดท้ายก็รามือกันง่าย ๆ เจ้าจะยอมแพ้เพียงเพราะนางบ่ายเบี่ยงในครั้งแรกเท่านั้นหรือ ? ไม่รอให้นางได้ไตร่ตรองแล้วมาฟังความในครั้งหน้าหรอกหรือ ? ”

“หามิได้เจ้าข้า ข้าทำสิ่งที่ปรารถนาไปแล้ว ที่เหลือแล้วแต่บุญจะนำพา” คนที่หมอบอยู่สายตาแน่วแน่ เขาไม่หันมามององค์อังควิภาอีก

“องค์อจลาคงสร้างบุญไว้มากโขนัก จึงกล้าให้เวลากับองค์เองและยังยอมเข้าใจนาง” คนเอ่ยยิ้มมีเลศนัย เข้าใจทั้งสองเป็นอย่างดี ไม่ว่าที่ไหน ๆ ทั้งโลกมนุษย์และในเขตแดนสวรรค์ความขัดแย้งย่อมมีและไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ในใจใคร !

“หากเลือกที่จะรามือกันเสียแล้ว องค์อังควิภาจงกลับวิมานไปเสียเถิด ไปตรองดูให้ดี สิ่งใด ๆ เราล้วนเนรมิตได้ด้วยองค์เอง แต่เหตุใดองค์อจลาจึงเลือกเจ้า ไปตรองดูเถิด ข้าไม่อาจบังคับแลเปลี่ยนชะตาผู้ใดได้”



พ.ศ ๒๕๒๒

มือเล็ก ๆ จับชายผ้าถุงของตัวเองให้เสมอกัน ขณะกำลังแต่งตัวเพื่อออกไปวิ่งเล่นหลังกลับจากโรงเรียน ฝางพยายามนุ่งผ้าถุงเองโดยไม่ต้องใช้ผ้าถุงแบบสำเร็จรูปที่แม่เย็บให้ การเกี่ยวตะขอที่เอวกับการพันเองยากกว่ากันมาก สิ่งที่ท้าทายที่สุดก็เห็นจะเป็นการดึงให้ชายผ้าถุงเสมอกัน ผมยาวสยายของเจ้าตัวเป็นภาระยิ่งนักเมื่อต้องก้ม ๆ เงย ๆ ขณะที่กำลังก้มอยู่ ผมด้านข้างบดบังภาพตรงหน้า แต่ฝางเห็นอีกภาพหนึ่งซ้อนขึ้นมา

นางผู้กำลังถือผ้าสีแดง หล่อนเช็ดน้ำตาให้ตัวเองอยู่ที่เชิงบันไดเรือนของใครสักคน เสียงสะอื้นนั้นดังมาจากที่ไกล ๆ ฝางหลับตาปี๋ก่อนจะพยายามลืมตาขึ้นมาอีกที

ผู้หญิงในฝันคนนั้นอีกแล้ว ! ฝันที่เห็นเมื่อคืน เธอสวยจนไม่รู้จะเรียกว่าอะไร คนพวกนั้นก็ด้วย แต่ทำไมมองเห็นตอนนี้ด้วย ! “ผี ! ”

“อะไร ? ! เจ้าฝาง ? ” เสียงดำตะโกนถาม เมื่อเดินผ่านห้องนอนของบัวและลูก “ผีอะไร ? ! ที่ไหน ตรงไหน ! ? ” หล่อนวิ่งเข้ามาแล้ววิ่งวนไปมา ด้วยความเป็นห่วงน้อง แม้จะหอบของพะรุงพะรังอยู่ทั้งสองมือ

“อย่าอึงไปเจ้าฝาง ! แม่ดำหล่อนจะตกใจวิ่งผ้าผ่อนหลุดลุ่ย” เสียงพี่อันน์ที่คุ้นหูลอยมา ความเข้าใจอันน้อยนิดไม่ได้ทำให้ตีความของประโยคได้ทั้งหมด หากแต่คำว่า ‘อย่า’ เหมือนคำสั่งที่เตือนฝางได้ทุกที ฝางกลืนน้ำลายลงคอ ดึงสติของตัวเองกลับมา

“ไม่ ! ไม่ใช่หรอกจ้ะ ฝางเข้าใจผิด” เธอแก้ตัวพลางยิ้มตาหยี

“ใช่เรื่องจะมาล้อเล่นไหมล่ะเนี่ย ? ! แดดร่มลมตกแบบนี้ น่ากลัวจะแย่ เฮ้อ ! ” ดำถอนใจแล้วรีบเดินออกไปจากห้องเสีย ห้องนี้ไม่ธรรมดาแน่ ๆ คราวก่อนเจ้าฝางก็พูดจาแปลก ๆ ขืนพูดอีกตอนนี้คงวิ่งลงสวนแทบไม่ทัน

ฝางมองคนเดินออกไปอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะรัดเข็มขัดให้ตัวเองแล้วมองไปรอบ ๆ ห้อง “พี่อันน์อยู่ไหนคะ ? ” ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ กลับมา ฝางเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพิเศษ เกินไปเสียแล้ว เมื่อภาพผู้หญิงถือผ้าแดงคนนั้นมาปรากฏให้เห็น ร้องไห้เสียใจอะไรกันหนอ พี่อันน์ก็ไม่อยู่ให้ถามไถ่ “ฝาง…กลัวจังเลยพ่อ” เด็กหญิงพูดเบาแล้วเดินออกมาจากห้องนอน เมื่อจะลงบันไดที่หลังเรือน ร่างเล็กหยุดชะงักในบัดดล ก่อนจะถอยหลังออกให้ห่าง ฝางพยายามจะเดินกลับเข้าห้อง แต่ก็เดินกลับออกมาอีก

ทำไมภาพที่บันไดมันลอยเข้ามาในหัวอีก ทำไมบ้านเรือนจึงได้เหมือนกัน ! บันไดหลังเรือน ! มือเล็ก ๆ กำชายเสื้อลูกไม้ของเธอนิ่ง เหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย หากก้าวลงไปจะพบภาพเดิมอีกหรือไม่ แต่หากไม่ลงไปก็จะไม่ได้พบเงานั้น “อยากพบหรืออย่างไร?“ ฝางถามตัวเองในใจ “ไม่ใช่ซะหน่อย ! จะไปเก็บชมพู่ต่างหาก” ฝางให้คำตอบตัวเองก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินลงเรือนไป เท้าเล็ก ๆ ชะลอที่บันไดขั้นสุดท้าย แล้วก้มรวบชายผ้าถุงของตัวเอง อะไรบางอย่างเย็น ๆ สัมผัสข้อเท้าของฝางเข้าเต็มเปา ฝางสะบัดเท้าหนีจึงล้มลงกองกับพื้นเชิงบันได เด็กหญิงร้องโอ๊ยเสียงดัง สายตามองเห็นใครบางคนที่ใต้บันได “รุ้ง ! ”




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2563
0 comments
Last Update : 28 กรกฎาคม 2563 10:40:56 น.
Counter : 55 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Handmade
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




คนเขียน..เป็นคนธรรมดา เราเขียนทุกอย่างเพราะอยากเขียนเท่านั้นเอง เป็นงานอดิเรก...ไม่ใช่มืออาชีพ ขอบคุณคนอ่านทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นในบล็อกนี้เป็นของผู้เขียนตามกฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และจะดำเนินการตามกฎหมาย
Copyright Act B.E. 2537






New Comments
Friends' blogs
[Add Handmade's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.