Make the day a little better! Make the way a litle better! ดิฉันและเพื่อนๆพี่ๆพยาบาลไทยในอเมริกาทุ่มเทอย่างมากในการลงข้อมูลตรงนี้ ทำด้วยความศรัทธา ขอให้ทุกท่านที่เข้ามานำกลับเอาไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ และขอให้ได้เป็นพยาบาลในอเมริกาตามที่ตั้งใจไว้ในเร็ววัน บล็อกนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใดๆทั้งสิ้น ทำขึ้นมาด้วยใจไม่ต้องการสิ่งตอบแทน และไม่ต้องเอาอะไรมาให้ ไม่อยากได้
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2558
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
6 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 

เส้นทางเพื่อเป็นอาจารย์พยาบาลในอเมริกา ตอนที่ 3

เส้นทางเพื่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในอเมริกา ตอน 3: ได้เวลาปฏิสนธิ!!!


หลังสเปริมและไข่ปฏิสนธิใช้เวลาเพียงไม่นานก็ตรวจปัสสาวะพบแล้วว่ามีการตั้งครรภ์ ไหง? ฉันสัมภาษณ์ไปตั้งสามเดือนแล้วยังไม่รู้ผลเลย แวบแรกที่คิดคือ ตรูต้องไม่ได้แน่ๆเลย สามีซึ่งสมัครมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่คนละคณะ ขอถอนตัวจากการไปสัมภาษณ์งานของตัวเองเพียงเพราะคิดว่าฉันคงไม่ได้งานนี้แล้วแน่ (เพราะมันนานไปแล้ว) เขาไม่อยากย้ายไปคนเดียว ประกอบกับฉันได้ทำงานพยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีเครือข่ายอยู่หลายรัฐ เป็นโรงพยาบาลไม่เน้นผลกำไร เพราะก่อตั้งภายใต้องค์กรทางศาสนา มีระบบการพัฒนาบุคคลากรที่ดีและเป็นระบบ งานนี้เป็นงาน full time ทำในหอผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจและไตชึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ (เป็นกลุ่มที่ฉันชอบและถนัด) โรงพยาบาลมีระบบการปฐมนิเทศที่ดี มีหลายสิ่งให้เรียนรู้และตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการทำงาน โดยเน้นหลักความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ การทำงานที่นี่ทำให้ฉันลืมเวลาการรอผลสัมภาษณ์งานสอนไปเลย ฉันเลือกทำงานเวรกลางวัน เพราะมีปัญหาในการอดหลับอดนอน ยอมตื่นเช้าต้องออกจากบ้านตีห้าขับรถชั่วโมงกว่าถึงที่ทำงาน ทำงาน 12 ชม. กลับถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง ตอนแรกก็กลับมาสลบเลย ตอนนี้เริ่มชินมากขึ้น โชคดี ที่ward ทำงานเป็นทีมช่วยเหลือกันดีมาก และได้ preceptors ที่ดี ก็เลยไม่เครียดมาก ทำงานอาทิตย์ละสามวัน สวัสดิการดี จนทำให้ฉันทำใจได้ว่าไม่ได้งานสอนก็ไม่เป็นไร มีงานรองรับแล้ว ปีต่อๆไปค่อยสมัครงานอาจารย์ใหม่


แต่แล้ว วันหนึ่งก็ได้รับโทรศัพท์แบบที่ความดีใจมันล้นออก คณบดีมหาวิทยาลัยที่ไปสัมภาษณ์ เมื่อเกือบสามเดือนที่แล้ว (ย้ำเพราะรอผลอย่างนานและทรมานใจก่อนที่จะได้งานโรงพยาบาล) โทรมาเสนองานในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางการพยาบาล Tenure track เงินเดือนมากกว่าที่คิดนึดนึง คณบดีขอโทษที่ให้รอนาน เพราะหลังสัมภาษณ์วันที่ 18 ธันวาคม 25557 มหาวิทยาลัยหยุดไป 3 สัปดาห์ เปิดเทอมใหม่มาอาจารย์ทุกคนยุ่ง และมีนักศึกษาได้รับอุบัติเหตุเสียชีวิตไม่สามารถรวบรวมอาจารย์ทุกคนในสาขา พยาบาลศาสตร์มีทั้งหมดมาพร้อมกันได้ เพราะการตัดสินจะเอาหรือไม่เอาฉันอยู่ที่คะแนนโวตของทุกคน ตอนนั้นคณบดีพยายามอธิบายเหตุผลต่างๆของการล่าช้า ฉันรอแต่คำถามว่าจะรับงานนี้ไหม และปากของฉันรอแต่จะตอบว่า Yes ไม่ถามใครแล้ว ตอบรับเลย หลังจากตอบรับปากเปล่า ก็เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบประวัติ (Background check) เขาต้องจ้างบริษัทตรวจสอบประวัติกลับไปที่เมืองไทย ชึ่งตรวจสอบไปตั้งแต่การศึกษาชั้นมัธยมจนถึงที่ทำงานที่เคยทำงานที่สุดท้าย กว่ามหาวิทยาลัยจะส่งสัญญามาให้เซ็นอย่างเป็นทางการก็ใช้เวลาอีกหนึ่งเดือน ช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้ก็ใช่ว่าจะดีใจ 100% ยังไม่กล้าบอกใครมากเพราะอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตราบใดที่ยังไม่มีการลงนามทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ขอแนะนำหากใครที่รอนานในกระบวนการตรวจสอบประวัติ ขอให้ติดต่อกลับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเราที่เมืองไทยบ้างนะคะ อย่าจากมาแล้วจากเลย เพราะเรายังต้องพี่งพากันอยู่ โดยเฉพาะครูอาจารย์และเพื่อนร่วมงาน จะต้องรบกวนท่านเหล่านั้นให้เขียนหนังสือรับรองการทำงานหรือการเรียนให้ด้วย คะ บางมหาวิทยาลัยที่สมัครงานเขาจะให้ส่งหนังสือรับรองหรือ recommendation letter ไปพร้อมกับ CV และ cover letter ตั้งแต่การเริ่มสมัครเลยคะ หากเอกสารไม่ครบเขาจะไม่รับพิจารณา สำหรับฉันด้วยความเมตตาจากอาจารย์ที่เคยสอนและเพื่อนที่ร่วมงาน ท่านเหล่านั้นเขียนและลงนามใน CV โดยฉันร่างจดหมายให้ท่านพิจารณาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ท่าน และบอกท่านว่าสามารถแก้ไขได้ตามสะดวก


ระหว่างรอทำสัญญาก้อหาข้อมูล ต่อ Tenure track หมายถึงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ หากทำงานครบตามเกณท์และระยะเวลาที่กำหนดคือ 6 ปีแรก และเลื่อนตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ 6 ปีถัดไป และโดยให้น้ำหนักของการพิจารณาไปที่ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน 70-80% ที่เหลือเป็นการทำงานวิจัยและบริการวิชาการ ซึ่งเกณท์และระยะเวลาที่กำหนดจะแตกต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัยในอเมริกาและ แตกต่างจากมหาวิทยาลัยในเมืองไทย ส่วนเงินเดือน เห็นเลขแล้วดีใจนิดนึงเพราะได้เยอะกว่าการทำงานพยาบาลที่ทำอยู่ขณะนี้(หากไม่ทำเสริม) และเยอะกว่าสามีในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางการการศึกษาที่สอนในมหาวิทยาลัยเอกชน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของของทั้งประเทศนิดนึง และใกล้เคียงกับอาจารย์เจ้าของภาษาจบปริญญาเอกที่ทำงานในมหาวิทยาลัยนี้มาก่อนฉัน ทั้งนี้ข้อมูลเงินเดือนของอาจารย์ทุกคนในมหาวิทยาลัยของรํฐจะเปิดเผยต่อ สาธารณชน (ไม่มีการมุบมิบ) สามารถค้นหาได้ทางอินเตอร์เนต ข้อมูลเหล่านี้ทำให้รู้ว่าการศึกษาและประสบการณ์การสอนจากเมืองไทย ถูกนับรวมในการตั้งเงินเดือน ซึ่งจะตรงข้ามกับงานพยาบาลที่กำลังทำอยู่ เงินเดือนเริ่มต้นของฉันใกล้เคียงกับพยาบาลจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ แค่ฉันได้มากกว่านิดนึงเพราะใช้วุฒิปริญญาโทสมัครงานพยาบาล.


มหาวิทยาลัยที่ฉันได้งานเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มีอายุกว่า120 ปี มีหลายหลักสูตร งานสอนหนังสือจะเริ่มสอนเทอม Fall กลางเดือนสิงหาคมตอนนี้ได้รับมอบหมายวิชาที่จะต้องสอนแล้ว ฉันเริ่มเขียน syllabus และเตรียมการสอน เพราะมีหลายอย่างที่ต่างจากที่เคยสอนที่เมืองไทย งานมหาวิทยาลัยจะทำปีละเก้าเดือน ส่วนช่วง summerไม่ต้องทำ ซึ่งตรงกับที่ลูกและสามีปิดเทอมเช่นกัน นี่เป็นข้อดีที่รอคอย ได้กลับเมืองไทยปีละครั้งและได้อยู่อย่างน้อยสองเดือน


มาถึงตอนนี้ ใกล้ถึงเวลาได้โรยดินจากแผ่นดินไทยสู่ผืนแผ่นดินอเมริกา...เป็นความเชื่อว่า เวลาไปอยู่ที่ไหน หากอยากให้อยู่นานแบบตั้งรกรากและอยู่เย็นเป็นสุข ควรนำดินบ้านเกิดไปด้วย สิบกว่าเดือนที่ผ่านมาฉันเก็บดินไว้ในกระเป๋าเดินทางชั้นในสุด ไม่เคยหยิบขึ้นมาดูหรือแม้แต่คิดว่าจะโรยดิน เคยคิดอยากลากกระเป๋ากลับบ้านก็หลายครั้ง เพราะหัวโขนที่ติดมา ความท้อถอย และยังไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้ทำงานที่รักและอยากทำไหม ถึงตอนนี้มานั่งทบทวนตัวเองที่ผ่านมา ตั้งแต่มาอยู่อเมริกาจนถึงวันนี้ ได้เรียนรู้เยอะมากคะ รู้วิธีการถอดหัวโขน (ครั้งแรกที่ไปทำงานถูพื้นล้างส้วมก็เคยก่นว่าตัวเองว่าตูมาทำอะไรฝะเนี่ย จบตั้งปอเอก ตอนนั้นเครียดไปเองเพราะถอดหัวโขนไม่ออก แต่ตอนนี้เหรอ หัวโล่งโปร่งสบายคะ) นอกจากนี้ รู้เลยว่าความอดทนและความสามารถของคนเราไม่มีขีดจำกัดหากเราไม่ท้อแท้และไม่เลือกงาน เพราะทุกงานทำให้เราได้เรียนรู้ อย่าประเมินความสามารถของตัวเองต่ำ จนทำให้หมดกำลังใจหรือกลัว ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง (ซึ่งฉันยังขาดเอาการ ต้องพัฒนาต่อไป)

นอกจากนี้ความสามารถและสมองที่เราใช้กันอยู่จริงๆในชีวิตประจำวันเพียงแค่10-20 % เท่านั้น ยังมีอีก 80 % รอให้ใจของเราบังคับให้สมองอีก 80 % ทำงานและเรียนรู้ สมองมีทั้งชีกช้ายและขวา ทำให้ความถนัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีใครเก่งกว่าใคร แต่ละคนเก่งกันคนละแบบคนละแนวทางและไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ ในโลกนี้ไม่มีอาชีพไหนดีที่สุด มีแต่อาชีพไหนที่คิดว่าถนัด มีความสุขเมื่อได้ทำ อยากค้นหาและเรียนรู้ไม่จบสิ้น สำหรับฉันการสอนหนังสือร่วมกับการทำงานวิจัยและบริการวิชาการ ถือเป็นความสุขที่ได้ทำ และหากมีโอกาสได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาและการสอนพยาบาลที่เมือง ไทยบ้างในบางช่วง ก็เป็นความสุขสมบูรณ์แบบที่คนหนึ่งคนได้มีโอกาสตอบแทนคุณแผ่นดินเกิดและให้ การศึกษา ฉันมีความเชื่อในเรื่อง “โดมิโนแห่งโอกาส ” ชึ่งหมายถึง การส่งต่อโอกาสที่เคยได้รับให้คนรุ่นต่อๆไป ที่มีความมุ่งมั่น พยายามและตั้งใจเหมือนกัน จะด้วยวิธีการใดก็ตาม ตอนนี้เป็นช่วงเริ่มปฏิสนธิของฉันในสายวิชาชีพนี้ที่อเมริกา ฉันอาจทำได้แค่เพียงใช้ตัวหนังสือเป็นโดมิโนแห่งโอกาสให้กับคนที่อ่าน ขอเวลาพัฒนาตัวเองให้แข็งแรงก่อนแล้วจะพยายามทำ“โดมิโนแห่งโอกาส ” ให้เกิดขี้น ด้วยวิธีการอื่นๆต่อไปคะ


สุดท้ายแล้วนะคะสำหรับเรื่อง ราวการเริ่มต้นเส้นทางนี้ ซาบซึ้งในความขัดสนที่สอนให้อดทนและทนอด ขอบคุณพ่อแม่ ครอบครัว ครูอาจารย์ ลูกศิษย์ เพื่อนที่เคยร่วมงานและกัลยาณมิตรทุกคน ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญ ขอขอบคุณที่ติดตามอ่าน และให้โอกาสในการเล่าเรื่องราวเพื่อแลกเปลี่ยนและสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ ต่อ ๆไปคะ




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2558
5 comments
Last Update : 6 มิถุนายน 2558 18:16:26 น.
Counter : 1590 Pageviews.

 

ไม่ไเข้ามานานเลย
ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ ที่ได้งานที่ชอบและถนัด และขอบคุณสำหรับประสบการณ์ที่นำแชร์

 

โดย: น้ำแข็งใส IP: 192.99.14.36 6 กรกฎาคม 2558 21:54:02 น.  

 

เก่งมากๆๆๆเลยค่ะ อยากไปอเมริกาบ้าง แต่ตอนนี้เริ่มต้นยังไม่ถูกเลยค่ะอาจารย์

 

โดย: Maifang IP: 171.99.142.113 11 กรกฎาคม 2558 0:58:25 น.  

 

ยินดีด้วยค่า นี่กำลังเรียนพยาบาลเทอมสุดท้ายที่มิสซิสซิปปีค่ะ จากเด็กสายศิลป์-เยอรมัน จบคณะรัฐศาสตร์ที่เมืองไทย พอต้องจับพลัดจับผลูมาเรียนพยาบาลที่อเมริกา บอกเลยว่าหืดขึ้นคอจริงๆค่ะ แต่ละเทอมร่างแหลกมากกก แต่สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือ หนูค้นพบแล้วค่ะว่านี่คือสายงานที่หนูรักและมีความสุขที่ได้ทำ

 

โดย: อลิสา IP: 192.95.30.51 14 พฤษภาคม 2559 11:01:37 น.  

 

สวัสดีคะ
ใครอยากอ่านเรื่องราวของพยาบาลไทยที่จับพลัดจับผลูมาเป็นพยาบาลในอเมริกา จากสาวบ้านนากินสะตอดองกับหัวมันสำปะหลังต่างข้าวเพราะฐานะแร้นแค้น เรียนจบมหิดล มาเป็นRN ที่อเมริกา,เรียนต่อจบป.โทและป.เอกจากสองมหาลัยชื่อดังในอเมริกา Vanderbilt university และ Duke universityโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินสักเหรียญเดียว แล้วเธอทำได้ยังไงไปอ่านกัน เธอเป็นNP และมีคลินิคส่วนตัวเป็นของตัวเอง เธอรับราชการในกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาเป็นทหารกองหนุนยศพันตรีเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อประเทศที่ให้อนาคตที่ดีแก่เธอ และตอนนี้เธอก็แพลนจะเกษียณในวัย 42 ปี เรื่องจริงไม่อิงนิยาย ดิฉันบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวของตัวเองเพื่อเป็นกำลังใจสำหรับคนที่ท้อแท้และเหนื่อยหน่ายกับชีวิตให้ทุกคนได้ข้อคิดว่า ไม่มีอะไรยากเกินกว่าความพยายามแต่ความฝันต้องตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ด้วยคะ หากคุณคิดว่าคุณมีชีวิตที่แย่และbad luck ลองอ่านเรื่องของดิฉันดูคะ คุณจะรู้ว่าคุณอาจจะโชคดีกว่าดิฉันมากมาย God bless you. ไปอ่านได้ที่นี่คะ
https://www.facebook.com/ThainurseUSA/

 

โดย: Anne IP: 192.95.30.51 18 พฤษภาคม 2559 5:09:43 น.  

 

ยินดีด้วยค่ะ อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นมากค่ะ

 

โดย: pong IP: 202.28.70.11 12 พฤศจิกายน 2559 14:03:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


macdreamnurse
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 248 คน [?]




บล็อกของเรามีข้อมูลอยู่มาก คลิกเมนูหลักที่ด้านซ้ายมือ จะเห็นเมนูย่อย อยู่ต่อจากส่วนล่างของปฏิทิน ใครโพสต์คำถามไว้ตรงไหน เข้าไปดูคำตอบได้ที่เดิมนะคะ
counter widget
counter widget
New Comments
Friends' blogs
[Add macdreamnurse's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.