เมื่อฉันอยากมีสามี ตอน 1

เพื่อนๆที่แวะเข้ามาก่อนหน้านี้ คงจะสงสัยว่าทำใมเราจึงย้ายบ้าน อยู่ดีๆใครจะหาเรื่องลาออกจากงาน เเล้วย้ายบ้านให้ปวดหัวทำใมเนอะ

เรื่องของเรื่องคือ อยากมีสามีค่ะ ไม่ใด้อยากเรื่องบนเตียง แต่อยากมีเพื่อนคุย อยากมีเพื่อนปรึกษาเวลาเจอปัญหา อยากมีคนคอยดูแลยามเจ็บไข้ใด้ป่วย เราเลยลงทุนย้ายบ้าน ลาออกจากงาน พาลูก2คนไปอยู่กับเขา ถึงโน่น นอร์ทโคโรไรน่า

ก่อนหน้านี้ก็มีผู้ชายมาจีบอยู่บ้าง ชวนเราไปออกเดท แต่อายุขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องพูดกันมาก จะมีอะไรมากไปกว่า "หวังฟันเจ้า" แชอะ สำหรับเราแล้ว "เจ้าอย่าหวัง" อิอิ

อีกอย่างเวลาเราไปออกเดท เเล้วลูก2 คนจะเอาไปใว้ไหนหล่ะ? ถ้าเอาไปด้วยผู้ชายที่ไหนเขาจะชอบอ่ะ จะเอาไปฝากพี่เลี้ยง ก็ต้องจ่ายเงินเขา เสียดายเงิน เอาเงินค่าจ้างเลี้ยงไปซื้อขนมให้ลูกกินดีกว่า สรุปว่ามันยุ่งยากนัก ก็ไม่ต้องมีมันหร๊อก ดอกเดท

และที่กลัวอย่างมากคือกลัวผู้ชายเอาโรคมาให้ โรคที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธุ์, โรคเอดส์ฯ สงสัยกันบ้างหรือเปล่าคะว่ามันติดกันใด้อย่างไร?

คืออย่างนี้คะ ขณะที่มีเพศสัมพันธุ์กัน ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศจะมีการเสียดสี และเกิดรอยถลอกเป็นบาดแผล ซึ่งเกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายชายและหญิง รู้สึกใด้จากอาการ แสบ เจ็บ หรือบวมแดง บริเวณนั้น รอยแผลถลอกที่เกิดจาการเสียดสีนี้ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่หากส่องด้วยกล้องจุลทรรศ์แล้วจะพบว่า ผิวหนังบริเวณที่ว่านี้ เกิดการฉีกขาดมีเลือดซึมออกมา หากอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโรคอยู่แล้ว เชื้อโรคจะปนเปื้อนออกมากับเลือดและเข้าไปทางบาดแผลของอีกฝ่ายหนึ่งใด้ หลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้ว เชื้อโรคจะเข้าไปฟักตัว เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจึงปรากฏปราการให้เห็น ระยะเวลาก็ตามแต่ลักษณะของเชื้อโรค

แต่อย่างว่า ธรรมชาติสร้างผู้หญิงให้คู่กับผู้ชาย หรือดวงมันพาไปก็สุดจะเดา เพื่อนแนะนำผู้ชายมาให้ มีอายุพอสมควร อยู่นอร์ทโคโรไรน่า

เพื่อนเล่าว่าเขามีธุรกิจปั้มน้ำมัน พ่อแม่พึ่งเสียชีวิต ทิ้งมรดกฟาร์มและที่ดินใว้ให้ประมาณสองร้อยกว่าไร่

เราฟังเล้วไม่ใด้สนใจสมบัติ์เขาหรอก ในใจคิดว่าขอให้เขาเป็นคนดี เข้ากับลูกเราใด้ เป็นพอ

เขา โทรมาหาเราทุกวัน คุยสารทุกข์สุกดิบกัน และคาดว่าน่าจะไปด้วยกันใด้ดี

เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร ต่างอยากเจอตัวจริงกัน เราบอกให้เขามาหาที่จอร์เจีย เขาบอกเขาทิ้งร้านไปไม่ใด้ ไม่มีใครช่วยดูร้าน เราเลยตัดสินใจขับรถไปหาเขาที่โน่นในวันเสาร์ให้รู้แล้วรู้รอด ไปถึงโน่นก็เย็นแล้ว เราพักที่โรงแรมในเมือง ตอนเข้าก็แวะไปที่ร้านของเขา แต่ไม่ใด้เข้าไปดูบ้าน ซึ่งเขาบอกว่าบ้านเขาอยู่ในฟาร์ม ไกลจากปั้มแกสนี้ เราเลยไม่โอกาศใด้เห็นบ้านฟาร์มของเขา และเราต้องรีบกลับจอร์เจียด้วย เพราะต้องทำงานในวันจันทร์

หลังจากกลับมาแล้ว เรายังติดต่อกันสม่ำเสมอ พาลูกไปเจอเขา เราพักที่โรงแรมในเมืองเหมือนเคย ในเมืองมีกิจกรรมทำแยะกว่า และเราก็ยังไม่มีโอกาศเห็นบ้านเขาเช่นเคย เขาไม่รังเกียจลูกเรา เราจึงคิดว่าผู้ชายคนนี้แหละ ใช่แล้ว

เมื่อความรักสุกงอม โดยใช้ระยะแค่ปีเคษ เราจึงตกลงใจจะใช้ชีวิตกับเขาแบบแฟมิลี่

เมื่อปีใหม่ 2010 ย่างเข้ามา ฤกษ์ดีแน๊ะ ทำสิ่งใหม่ๆให้ชีวิตดีกว่า

เราบอกเขาไปว่า ถ้ายูอยากใช้ชีวิตร่วมกับฉันแบบแฟมิลี่ มกราคมนี้มารับฉันซิ เขาขับรถใหญ่มารับฉันจริงๆ เป็นรถขนของของเขาเอง ฉันขนของใส่รถให้เขาขับล่วงหน้าไป ฉันจะตามเขาไปทีหลัง เนื่องจากฉันยังไม่ใด้ลาออกจากงาน และไม่ใด้ทำอะไรซักอย่างเรื่องเกียวกับเรื่องเตรียมตัวจะย้ายบ้าน

เขาบอกว่ามาเซอร์ไพร์ฉัน ทำเรื่องให้เรียบร้อยแล้วค่อยตามไปทีหลังก็ใด้ เขาจะคอย

เราบอกที่ทำงานว่าขอลาออก โดยปกติแล้ว ครวแจ้งก่อนล่วงหน้า 2อาทิตย์ วัน แต่เราเป็นคนไม่มีมารยาท แจ้งมันก่อนย้าย 3 วันเท่านั้น อิอิ

จากนั้นแจ้งยกเลิกเรื่องสาธาณณูปโภคซะให้เรียบร้อย

ยกเลิกเคเบลิ้ทีวี โทรศัพท์ อินเตอร์เนต เราใข้ของคอมเคส ตอนติดตั้งครั้งแรก ช่างมาติดให้ถึงบ้าน แต่เวลาเรายกเลิก เขาให้เราเอากล่องไปคืนเขาที่บริษัท ฮ่วย ไม่แฟร์ อิอิ

ต่อมาจึงไปแจ้งที่ไปรษณีย์ เพื่อว่าเขาจะใด้ส่งจดหมายเราไปยังที่อยู่ใหม่ กำหนดภายในระยะเวลา 1ปี (ครวแจ้งก่อนล่วงหน้า 2 อาทิตย์ เช่นกัน) เขาจะให้แพคเก๊ตแบบนี้มากรอก หรือเเจ้งย้ายออนไลน์ก็ใด้ค่ะ จะมีคูปองลดราคาของบริษัทรถเช่าขนของจากบริษัทต่างๆแนบมาให้ด้วย



สำหรับเรื่องลาออกของลูก การลาออกของเด็กนักเรียนที่นี่ ต้องแจ้งภายใน 24 ชั่วโมงเช่นกัน

ส่วนเรื่องอื่นๆ เราก็ตั้งใจใว้ว่า เมื่อมาถึงนอร์โคโรไรน่า จะจัดการเรื่องเอกสารทุกอย่างให้เรียบร้อย พร้อมทั้งเรื่องแจ้งย้ายกับอิมิเกรชั่นด้วย

เมื่อจัดการแจ้งลาออกจากโรงเรียนของลูกทั้ง2แล้ว วันศุกร์นี้ ทางโรงเรียนนัดให้กลับมารับใบลาออกของลูกซึ่งคิดใว้แล้วว่าจะ ออกเดินทางกัน วันเสาว์นี้

แต่ แหม่ เจ้าประคุณเอ๋ย ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด

วันศุกร์มาถึงแล้ว ซึ่งเป็นวันนัดที่เราต้องไปรับเช็คเงินเดือนและใบลาออกจากโรงเรียนลูก

หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เปิดประตูบ้านออกมาจะขับรถไป หิมะเต็มไปหมด ทั้งๆที่ก่อนวันหน้านี้ไม่มีเค้าว่าหิมะจะตก(ก็เรายกเลิกโทรศัพท์-ทีวี ไปแล้ว จะไปรู้ข่าวใด้ยังไงหน๊ะ)อยู่จอร์เจียมา 5ปี หิมะไม่เคยตกถึงขนาดโรงเรียนและที่ทำการอื่นๆปิดแบบวันนี้ ฮ่วย



สรุปแล้ว....ออกไปไหนไม่ใด้ ทุกที่ทำการปิดหมด ที่นี่หิมะไม่ค่อยตก ตั้งเเต่มาอยู่ที่นี่ ครั้งนี้ตกเป็นครั้งที่สอง พอตอนเช้าเเดดออก หิมะก็ค่อยๆละลาย



คิดใว้ว่ายังไงวันเสาร์ย้ายแน่ โดยจะโทรไปบอกที่ทำงานเรา กับทางโรงเรียนลูก ให้ส่งเอกสารตามหลังไปให้หลังจากที่ไปถึงที่นอร์ทโคโรไรน่าแล้ว

แต่ แห๊ม น้องออมดั๊นมาบอกว่า เขามีของอยู่ในล็อกเกอร์ที่โรงเรียน ตั้งใจจะไปเอาวันศุกร์ เเต่โรงเรียนดันมาปิดเพราะหิมะตก

เราเลยบอกลูกว่า ถ้ามันไม่สำคัญก็ทิ้งไปแหอะ แม่อยากย้ายแล้ว ไม่อยากรอ

น้องออมบอกเป็นแฟ้มหนังสือ, เงิน,ขนมจุกจิก ที่เอาไปขายที่โรงเรียน คือน้องออมเขาเอาขนมไปขายที่โรงเรียนค่ะ เขาบอกขายดี ตอนบ่ายๆจะหิวกัน ตามกฏโรงเรียนไม่ให้ขาย แต่นักเรียนแอบทำกัน บางทีครูก็ขายด้วย ถ้าไม่มีเรื่องอะไร ทางโรงเรียนก็ไม่ว่า น้องออมบอก

เสร็จกันเรา...

ก็เลยต้องรอไปถึงวันจันทร์อีก รอไปเอาของที่โรงเรียน แล้วเลยไปรับใบลาออกลูก และเชคเงินเดือนเราพร้อมกับบอกหัวหน้าเราว่าให้ส่ง W. 2 form ไปที่อยู่ใหม่ ที่นอร์ทโคโรไรน่า

วันอังคารจึงใด้ฤกษ์ย้าย เราขับรถเราไปคันเดียว เพราะของต่างๆ เขามาขนไปก่อนหน้านี้แล้ว

ก่อนออกเดินทางเราก็เอารถไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และตรวจสภาพสำหรับการเดินทางไกล



เเผนที่ เราอยู่จอร์เจียสีเหลือง ต้องข้ามเซ้าส์โคโรไรน่าไปก่อน เเเล้วจึงเข้านอร์ทโคโรไรน่าตรงสีเเดง



เราออกจากบ้านแต่เช้ามืด ไปถึงนอทร์โคโรไรน่าตอนบ่ายเเก่ๆ เราไปหาเขาที่ร้านปั้มน้ำมัน ข้าวของเรายังอยู่ในรถ จอดอยู่หน้าปั้ม

หลังจากที่เราไปถึง เขารอพนักงานที่จะมาทำงานแทนเขาอยู่ซักพัก...หลังจากพนักงานมาแล้ว เขาไปขับรถขนของที่เขาขนมา แล้วเราก็ขับตามเขาไปที่บ้านเขา

เราไม่เคยเห็นบ้านเขามาก่อน

รู้สึกตื่นเต้น เดาไม่ออกว่าบ้านเขาจะเป็นยังไง น่าอยู่ขนาดไหน? เราขับตามเขาไปเรื่อยๆ เขาบอกว่าจากปั้ม ถึงบ้านฟาร์มของเขาประมาณ16กิโลเมตร (10 ไมล์) เราขับตามเขาไปอย่างช้าๆ พร้อมกับมองวิว2ข้างถนน

มองแล้วความรู้สึกมันบอกเราว่า เรา จะอยู่ที่นี่ใด้หรือเปล่า?





ยิ่งขับไปลึกเข้าเท่าไร ความมั่นใจมันก็ลดลงเรื่อยๆ 2ข้างทางเป็นฟาร์ม ช่วงนี้หน้าหนาว ปลูกอะไรไม่ใด้ ก็ทิ้งใว้เป็นแบบนี้ไปก่อน





หลังจากขับมาไกลพอสมควร จนกระทั่งมาถึงบ้าน พอจอดรถดับเครื่องแล้ว ความมั่นใจของเราที่จะอยู่ที่นี่ลดลงเหลือศูนย์ โห อะไรมันจะไกลอย่างเพียงนี้ฟ่ะ

เพื่อนๆคะ อย่านึกว่าที่อเมริกา มันจะศิวิไลซ์เหมือนใหนังไปซะหมดนะคะ

สังเกตุตู้ไปรษณีย์ จะมีคนขับรถปิคอัพมาค่ะ แต่งชุดธรรมดา ตอนแรกเราก็งง ใครอ่ะมาเปิดตู้รับจดหมาย อ๋อ เป็นพนักงานไปรษณีย์นี่เอง



ตู้รับจดหมายจะตั้งอยู่ฝั่งซ้ายมือเท่านั้น บ้านยูจะอยู่ฝั่งไหนไม่สำคัญ ข้าส่งอยู่ฝั่งเดียว ยูต้องเอาตู้รับจดหมายมาตั้งฝั่งที่ฉันจะมาส่งเท่านั้น

อ้าว ถึงแล้วบ้าน เลี้ยวเข้าไปก่อน

ใอ้รถที่จอดอยู่หน่ะ มันเสียแล้ว ขับไม่ใด้ เป็นของตายายพ่อแม่เขา ซึ่งเสียชีวิต กันไปหมดแล้ว



รถที่เก่า ไม่เอาเเล้ว คนเเถวนี้เขาจอดทิ้งใว้แบบนี้ค่ะ

เขาเดินลงมาเปิดประตูรถฉันพร้อมกับพูดว่า แต่น แต้น ถึงแล้วบ้านฟาร์มของเรา

ที่รอบๆบ้านประมาณสองร้อยกว่าไร่ เป็นมรดกที่แม่ทิ้งใว้ให้เขา บางส่วนเป็นใม้ บางส่วนแบ่งให้เขาเช่าทำฟาร์ม ที่นี่ไม่มีน้ำปะปา ท่อเข้าไม่ถึง มันอยู่ไกลจัด ชาวบ้านแถวนี้ต้องขุดน้ำบาดาลจากบ่อขึ้นมาใช้ ที่บ้านเขาไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอินเตอร์เนต มีทีวีแต่ดูไม่ใด้เพราะไม่มีกล่อง

เขาบอกว่า เมื่อก่อนพ่อแม่เขายังมีชีวิตอยู่ มีโทรศัพท์ แต่หลังจากแม่เขาเสีย เขาก็ยกเลิกของพวกนี้ไป ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะอยู่ที่ร้าน เขามีทุกอย่างที่ร้าน จึงไม่จำเป็นต้องติดเพิ่มที่บ้านอีก โทรศัพท์มือถือของเรา ใช้แบบเติมเงิน มาถึงบ้านเขา ใช้ไม่ใด้ ไม่มีสัญญาญ คิดดูเหอะ ไกลขนาดไหน?

นี่เป็นของสะสมที่แม่เขาชอบ สมัยแม่เขามีชีวิตอยู่ ชอบสะสมตะเกียง ที่บ้านมีอยู่สองพันกว่าดวง โซฟาที่นั่งรับแขกก็นั่งไม่ใด้ เต็มไปด้วยของและตะเกียง



ที่บ้านนี้มี3ห้องนอน ห้องแรกเป็นของพ่อแม่เขา เขาเล่าว่า พ่อแม่เขาแก่ แต่ชอบปลูกผักทำสวน ขยัน ไม่ชอบอยู่นิ่ง หมดอายุตายทั้งคู่ เราเปิดเข้าไปดูห้องพ่อแม่เขาซึ่งก็เต็มไปด้วยตะเกียงเช่นเดียวกัน ส่วนอีก 2ห้องเป็นห้องนอนรับแขก และเป็นห้องนอนของเขา

เราเข้าไปปักกวาดทำการย้ายตะเกียงในห้องนอนรับแขก เพื่อให้ลูกใด้ใช้เป็นห้องนอน



เครื่องครัวที่เราขนไป เมื่อปะทะกับเครื่องครัวลายครามที่เเม่เขาสะสมใว้ ผลปรากฏว่าของเราต้องระเห็ดไปกองอยู่นอกบ้าน ไม่มีที่จะยัดอ่ะ

เขาบอกว่า เขาซื้อตึกตรงหัวมุมถนนใว้ตั้งใจจะเปิดร้านแอนทิ่ก ขายตะเกียง และของสะสมอื่นๆของแม่เขา แต่ตอนนี้มันหนาวทำอะไรไม่ใด้ รอให้หมดหนาวก่อน จะขนของเข้าไปใว้ที่ร้านเตรียมขาย นี่ถ้าเเม่เขารู้คงจะเสียใจไม่น้อยเนอะ ลูกเอาของรักของหวงไปขายซะนี่ อันนี้เป็นเรื่องสอนใจเราอย่างดีทีเดียว

ห้องน้ำบ้านนี้ตั้งอยู่ภายนอก ไม่มีฮิตเตอร์(ถ้าเป็นบ้านสมัยปัจจุบัน ห้องน้ำจะอยู่ในตัวบ้าน มีฮีตเตอร์) เข้าห้องน้ำทีจะแข็งตาย

เมื่อเราเปิดน้ำก็อกใช้เป็นครั้งแรก น้ำที่ออกมาเป็นสีแดงปนมากับโคลน ยิ่งวันไหนฝนตก โคลนจะมาก เขาบอกให้เปิดทิ้งใว้ซักพักก่อน น้ำที่ออกมาเป็นน้ำค้างท่อ ซักพักจะดีเอง..

เราเปิดน้ำทิ้งใว้เกือบทั้งวัน มันก็ยังไม่หายเป็นโคลนเลย เพียงแต่จางๆลงบ้างเท่านั้น..

เราใช้น้ำจากก็อก อาบน้ำสระผมตามปกติ ผลปรากฏว่า น้องมุกแพ้น้ำ คันคะแยอ ตัวขึ้นผื่น น้องออมไม่กล้าใช้น้ำล้างก้น เลยต้องเอาน้ำดื่มที่ติดไปด้วยมาใช้อาบน้ำล้างก้นลูก ส่วนของเรา ผ่านการใช้มาแล้ว น้ำอะไรก็ใช้หมด อิอิ

เราช่วยกันจัดเข้าของกับลูกจนเย็น เขากลับมาจากร้านมืดแล้ว หลังทานข้าวแล้วนั่งคุยกันนิดหน่อย เขาจึงขอตัวเข้าไปนอน

เช้าวันรุ่งขึ้น เขาตื่นแต่มืด ไปร้าน เขาบอกให้เราคอยอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวจะมารับน้องออมน้องมุกไปสมัครเข้าโรงเรียน เราติดต่อกันไม่ใด้ บ้านเขาไม่มีโทรศัพท์, มือถือเราไม่มีสัญญาญ เรารอจนกระทั่งเย็น จนมืด จนเขากลับมาจากร้าน และบอกเราว่าวันนี้เขายุ่งมาก เข้ามารับเราไม่ใด้..

เช้ารุ่งขึ้น เขาก็ตื่นไปร้านแต่เช้ามืด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาทำก่อนที่เราจะมาอยู่

สายแล้ว เราขับไปหาเขาที่ร้าน ยังไงเสียวันนี้ลูกต้องใด้เข้าโรงเรียน ขาดเรียนมาหลายวันแล้ว

เขายุ่งอยู่ที่ร้าน เรากับลูกนั่งรอเขาที่ร้านจนกระทั่งใกล้เวลาโรงเรียนจะเลิก จึงใด้ฤกษ์ไป เเต่พอถึงที่โรงเรียน เจ้าหน้าที่บอกว่าให้มาใหม่ตอนเช้าวันพรุ่งนี้

เช้าวันรุ่งขึ้นเราจึงพากันไปสมัครเรียนอีกครั้ง ที่บ้านรถนักเรียนผ่านไปไม่ถึง ลูกเราเป็นเด็กใหม่ที่มีบ้านอยู่ลึกที่สุด(ซึ่งต้องทำเรื่องแจ้งไปยังแผนกรถนักเรียนประจำเขต) จากบ้านเขา ขับไปอีก30 นาทีก็เป็นรัฐเวอจิเนียแล้ว

ที่มี่นักเรียนแต่งชุดธรรมดา ที่จอร์เจียแต่งยูนิฟอร์ม เสื้อผ้าที่ขนไปใช้กับที่นี่ไม่ใด้ ที่นี่อากาศหนาวเข้าไปถึงกระดูก ซึ่งผิดกับจอร์เจีย เราบอกเขาว่า เราอยากใด้เสื้อผ้าหนาๆให้ลูกใส่ไปโรงเรียน,อยากใด้ผ้าห่มๆไฟฟ้าให้ลูก เพราะมันหนาวเสียเหลือเกิน ลูกนอนดิ้น ชอบถีบผ้าห่มออก ตอนดึกๆเราต้องลุกไปห่มผ้าห่มให้ทุกคืน..

เขาไม่เคยให้เงินเราใช้ เราเองก็ไม่เคยขอ เวลาออกไปทานข้าวนอกบ้านด้วยกันบางครั้งเราก็เป็นคนจ่าย คิดเอาเหอะ งานก็ไม่มีทำยังทำเป็นหน้าใหญ่อีก....

จากที่บ้านฟาร์ม ขับรถไปในตัวเมือง ระยะทาง 33.6 กิโลเมตร(12ไมล์) ไป-กลับรวมแล้ว 67 กิโลเมตร(42ไมล์)

จากที่บ้านฟาร์ม ไปโรงเรียนลูก ระยะทาง 20.8 กิโลเมตร (13ไมล์) ไป -กลับ26 ไมล์



วันที่ลูกไปโรงเรียน เราขับรถไปส่ง -รับที่โรงเรียนทุกวัน

โรงเรียนน้องออมน้องมุก







หลายครั้งที่เราขับรถไปในเมือง,รับส่งลูกไปโรงเรียน เราเกิดอาการท้อ เพราะมันไกลซะเหลือเกิน..

ขับรถต่อเเถว เพื่อรอรับลูกเมื่อใกล้เวลาโรงเรียนเลิก นักเรียนจะออกมายืนหน้าโรงเรียน ผู้ปกครองก็ขับรถไปรับ





น้ำมันหมดถังบ่อยมาก...ซึ่งส่วนใหญ่เราจะเติมมาแล้วจากในเมือง เพราะถ้ารอมาเติมที่ร้านเขา น้ำมันคงจะหมดกลางทางเสียก่อน เรารู้ว่าน้ำมันที่เขาขาย เขาก็ซื้อมาอีกที ใอ้เราจะเติมฟรีหรือก็ใช่ที่

ตอนเราขับรถมาจากจอร์เจียมาหาเขา น้ำมันเราเกลี้ยงถังเลย ขับต่อไปที่บ้านฟาร์มเขาไม่ถึงแน่ๆ เราบอกเขาค่ะ เขาเติมน้ำมันให้ 20 ดอลล์ (มันจะไปใด้ไกลถึงไหนกันเนอะ)

หลังจากอยู่ใด้ 4-5วัน เราบอกเขาว่าอยากติดโทรศัพท์บ้าน,ต่ออินเตอร์เนต, อยากมีทีวีให้ลูกดูบ้าง มีแต่บ้านเปล่าๆแบบนี้จะให้ฉันกับลูกอยู่กันใด้ยังไง ถ้าเกิดมีเหตุเกิดอันไม่คาดฝันจะทำยังไง โทรศัพท์ก็ไม่มีใช้ ไหนๆเราก็มาอยู่แล้วดูดำดูดีกันบ้างซิ

เขาตอบว่า เขาไม่Need ที่ร้านมีแล้ว ทั้งอินเตอร์เนตและโทรศัพท์ ตัวเขาก็มีมือถือสำหรับติดต่อธุรกิจ ถ้ายูจำเป็นต้องใช้ให้ขับรถไปใช้ที่ร้าน (ระยะทางไปกลับประมาณ 32กิโลเมตร หรือ 20ไมล์) เขาบอก

โห ฟังคำตอบเขาแล้วถึงกับสะอึก เเย่เเล้ว demand กับ supply เกิดอาการไม่ balance กันเสียแล้ว..

วันนี้ น้ำดื่มที่เอาติดมาด้วย หมดแล้ว เราบอกเขาว่ายูกลับมาจากร้าน เอาน้ำมาให้ด้วย เขาใจดีนะคะ..เอามาให้ 1 แกลลอนค่ะ

วันรุ่งขึ้น เราขับรถไปซื้อในเมืองมาแบบประชด 10 แกลลอนซะเลย ระยะทางไป-กลับก็ 64 กิโลเมตร หรือ 40กว่าไมล์





เราอยู่ที่นี่ ชีวิตประจำวันของเราไม่มีอะไรมากไปกว่า ขับรถไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียน พอมีเวลาก็ออกสังเกตุการณ์อยากหางานทำ แถวนี้จะมีแต่พวกคนชรา..พวกที่รีไทม์แล้ว เนริสซิ่งโฮมขึ้นราวกะดอกเห็ด เราอยากจะเรียนCNA. เพราะเห็นที่นี่เขารับสมัครกันเป็นส่วนมาก แต่ฉุกคิดขึ้นมาว่า งานแบบนี้ ต้องเข้าเวร เช้า-กลางวัน-เย็น ใครหล่ะจะดูลูกให้หากเราต้องไปขึ้นเวรดึก? ก็เราไม่ใว้ใจคนอื่นนี่ งานเดย์เคร์ที่เคยทำ ก็หายาก แถวนี้ไม่ค่อยมี ต้องขับรถเข้าไปหางานในเมือง

หากถามว่า ทำใมเราไม่ทำงานที่ร้านปั้มน้ำมันของเขา?

ตอบว่า ตอนนี้ลูกสาวเขาเพิ่งเลิกกับสามี พาลูกสองคนกลับมาช่วยพ่อทำงานที่ร้าน เขาซื้อโมบิลโฮมให้ลูกสาวอยู่ใกล้ๆร้าน, ทิ้งระยะห่างไม่นาน ลูกชายเขาเลิกกับภรรยาก็พาลูกมาอยู่ มาช่วยพ่อทำงานที่ร้านอีกคน ซึ่งก็เป็นระยะเวลาที่เราจะย้ายไปก่อนหน้ามี่ไม่นานนัก แค่นี้คนก็เต็มร้านแล้ว

ลูกชายเขา อายุเท่าเรา ไม่ค่อยมาช่วยพ่อที่ร้านเท่าไหร่ ทำตัวเป็นคุณชายลอยไปลอยมา ซื้อเสื้อผ้าแพงๆให้ลูกใส่ มีรถใหม่ขับ มีบ้านใหม่อยู่ เราสงสัยว่า เพียงทำงานกะพ่อ ใด้ค่าจ้างซักเท่าไหร่ เราเลยถามเขา เขาบอกว่า "แม่มันเพิ่งตาย (แม่มันก็คือภรรยาคนแรกเขา ส่วนลูกสาวเกิดจากภรรยาคนที่สอง) ทิ้งที่ใว้ให้ร้อยกว่าไร่ ทิ้งเงินสดในแบงค์ล้านกว่าดอลล์ ทั้งบ้านและรถนี่ซื้อเงินสด งานการเลยไม่อยากจะทำ เพราะถือว่ามีเงินใช้"....

เราฟังแล้วร้องโอโฮ้ อันนี้แหละที่น่าสะสมใว้ให้ลูก แต่ว่า เรามันไม่มีจะสะสมให้หน่ะดิ

ภรรยาเก่าเขา ไม่เคยย้ายไปไหน เกิดและตายที่นอร์ทโรโรไรน่า, ลูกชายและลูกสาวเขา เกิดที่นี่ โตที่นี่ เรียนจบ ทำงานและแต่งงานที่นี่ ไม่เคยย้ายไปไหนไกลกว่านี้ และตัวเขาเองก็เช่นกัน

จากการที่เราขับรถเป็นระยะทางหลายสิบกิโลในแต่ละวัน และต้องควักเงินในกระเป๋าตัวเองมาใช้ เราคนเดียวไม่เท่าไหร่ แต่นี่มีลูก จะไปคาดหวังอะไรกับคนอื่นที่เขามาจ่ายให้ลูกของเรา เขาเองก็มีเรื่อง มีร้านที่ต้องรับผิดชอบ จะมานั่งเอาใจเราคนเดียวใดยังไง เขาเล่าว่าเดือนๆนึงเขาจ่ายเฉพาะค่าไฟที่ร้านเดือนละสองพันดอลล์ ซึ่งเป็นตู้เย็นที่แช่เครื่องดื่มหน่ะค่ะ

หลายวันผ่านไปอาการเบื่อของเรายิ่งเเสดงอาการเห็นชัดยิ่งขึ้น

เราบอกเขาว่า เราไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว..

เขาถามว่า ถ้ายูเห็นบ้านฟาร์มมาก่อน ยูจะไม่ย้ายมาใช่ไม๊?

เขาเล่าว่า บ้านหลังนี้เป็นของพ่อแม่เขา และเขาอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่เกิด เมื่ออายุใด้19ปี จึงออกจากบ้านไปเป็นทหาร กลับเข้าบ้านอีกทีก็ตอนที่เขาหย่ากับอตีตภรรยา ต่อมาใด้มีกิจการปั้มน้ำมัน และยังอาศัยบ้านหลังนี้อยู่กับพ่อแม่เขา อยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่เขา จนกระทั่งพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตลง เขาก็ยังคงอาศัยอยู่ที่นี่...

เขาเล่าต่อว่า เขาใด้เซ็นสัญญาขายใม้ในที่ดินเขาไปเมื่อหลายเดือนที่แล้ว 93 เอเค่อร์ จะใด้เงินปลายเดือนกุมภานี้แน่นอน เขาเอาใบสัญญาซื้อ-ขายมาให้เราดู เขาบอกว่าใด้เงินแล้วจะไปซื้อบ้านใหม่ในเมืองถ้าเราไม่ชอบอยู่ที่นี่ และยังจะแบ่งที่ที่เหลือขายเป็นร็อกๆอีกด้วย เขาเองอยากรีไทม์ จะยกกิจการให้ลูกชายลูกเขาทำต่อ เขาบอกเเบบนี้

เราฟังแล้วรู้สึกเฉยๆหน่ะ

และอีกอย่างที่ต้องนึกถึง คือไลฟสไตล์ และความเคยชินเขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด ซึ่งต่างจากเรา เราเป็นคนอื่น พอเข้ามาในชีวิตเขาแล้วจะเจ้ากี้เจ้าการบงการชีวิตเขาก็ไม่ใด้ เป็นเราบ้าง เราคงไม่ชอบ

ชีวิตประจำวันของเขา ไม่มีอะไรมากไปกว่า ตื่นไปร้านแต่เช้ามืด กลับเข้าบ้านอีกทีก็ค่ำเเล้ว ส่วนเรา อยากไปไหนก็ขับรถไปเอง เติมน้ำมันรถเอง ชอปปิ้งก็จ่ายเงินเอง

และแล้ว ความอดทนของเราหมดลงเมื่ออยู่ใด้เพียงสิบวัน

วันนี้เป็นวันเสาว์ เราบอกลูกให้เตรียมเก็บของ แม่จะย้ายกลับจอร์เจีย

โปรดอ่านต่อตอน2 คลิกที่นี่ "ตอนที่2(จบ)"



Create Date : 02 ตุลาคม 2553
Last Update : 6 กรกฎาคม 2559 12:21:06 น. 0 comments
Counter : 1753 Pageviews.

Quel
Location :
ชิคาโก้ United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 163 คน [?]




ไดอารี่บันทึกเรื่องยุ่งๆชีวิตวุ่นๆ ของซิงเกิ้ลมัมลูก2 อพยบไปอยู่อเมริกาเมื่อปี 2003 อาศัยอยู่รัฐจอร์เจียเป็นระยะเวลา8ปี ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ชิคาโก้ค่ะ

เริ่มเขียนบล็อกเมื่อ 01 กุมภาพันธ์ 2552 เขียนตามประสพการณ์ชีวิต เเละเรื่องอื่นๆที่ได้เจอมาค่ะ


บล็อกอัพเดท
1.เเม่น้ำสีเขียว

2.กลับเมืองไทย

Please visit my FaceBook คลิ๊กที่นี่

วิวทะเลสาบมิชิเเกน ที่ชิคาโก

The Bean ยามค่ำคืนที่สวนสาธารณะมิลลิเนี่ยม พาร์ค
เเบบจำลองเมืองชิคาโก
ขบวนวงโยธวาธิต ของนักเรียนมัธยมปลาย ที่ชิคาโก ปี2016
วันสดใส มีเเดดออก หลังหิมะตก
360ชิคาโก ตึกJohn Hancock
พาเเหลดวันขอบคุณพระเจ้า/ขบวนวงโยธวาธิต
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
2 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Quel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.