จากฉันถึงเธอ

ขอเพียงใจที่เคียงข้างกัน บทนำ




ขอเพียงใจที่เคียงข้างกัน บทนำ


เพล้ง!!

กานดายืนตะลึงปล่อยจานข้าวในมือที่เตรียมจะมาป้อนลูกร่วงพื้นแตกกระจาย ถลันเข้ามาหาเด็กชายเมื่อเห็นเจ้านิ่มหมาน้อยที่เป็นเพื่อนเล่นของลูก นอนชักน้ำลายฟูมปาก ข้างตัวมันมีเศษขนมตกเกลื่อนกลาด ส่วนเจ้านายตัวน้อยวัยห้าขวบนั่งขมวดคิ้วมองเจ้านิ่มอย่างไม่เข้าใจในอาการของมัน

กานดามองจานขนมเค้กในมือเขาที่ถืออยู่และพร้อมเตรียมจะกิน คนเป็นแม่ใจหายรีบคว้าจานขนมเค้กจากลูกชายขว้างออกไป ให้ไกลๆ แล้วหันมาลูบคลำใบหน้า มองสำรวจอากัปกิริยาต่างๆของเด็กน้อยก่อนถามคาดคั้น

"กันต์...กันต์เป็นอะไรไหม รู้สึกผิดปกติอะไรบ้างไหม ลูกได้กินขนมเค้กในจานนั่นไปหรือยัง ได้กินไหม บอกแม่มา!"
คนเป็นแม่เขย่าเร่งถามเอาคำตอบ ทำให้เด็กชายห้าขวบตกใจไปกับท่าทางของมาดา

“คุณแม่ครับ...คุณแม่เป็นอะไร” เด็กชายห้าขวบตกใจไปกับท่าทางของมาดา

“บอกแม่มา เร็วๆสิ ลูกกินขนมนั่นไปหรือยัง”

เพราะอาการเจ้านิ่มที่นอนหมดสติมีน้ำลายฟูมปากนางก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน คนวางยาไม่คิดจะวางยาหมาสี่ขาให้เสียเวลาหรอก แต่หากเจ้านิ่มมันดันมารับเคราะห์แทนเจ้านายตัวน้อยของมันเท่านั้น คิดแล้วใจหล่นวูบ เกิดความกลัว จับใจ

“ปะ...ปะเปล่าฮะแม่ ผมยังไมได้กิน” เขาตอบตะกุกตะกัก

เธอถอนหายใจโล่งอกเมื่อได้ฟังคำตอบของเขา

"เจ้านิ่มมันหิวฮะ

กันต์เลยตักป้อนมัน คุณแม่ไม่โกรธนะฮะ” เด็กชายบอกต่อเพราะกลัวความผิดทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องเสียงดัง ทำท่าน่ากลัวกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นเวลาที่เห็นเขาแอบป้อนขนมมัน

“ไอ้นิ่มมันเป็นอะไรหรอครับแม่”

"ไม่เป็นไรๆ ไม่ได้กินก็ดีแล้วนะ"

กานดาพูดปลอบดึงลูกชายเข้ามากอด นางมองไปที่เจ้านิ่มด้วยความสงสาร แต่จะช่วยอะไรมันก็ไม่ทันแล้ว เพราะตอนนี้เจ้านิ่มมันนอนนิ่งไม่ไหวติง

นี่ถึงกับจะเอาชีวิตกันเลยหรือ ไม่เว้นแม้แต่เด็กตัวน้อยๆ ที่ยังไม่ประสีประสา ถ้าหากเจ้านิ่มมันไม่มารับเคราะห์แทนเจ้านายของมัน อะไรจะเกิดขึ้น... เกือบไปแล้วใช่ไหม... ชีวิตน้อยๆของลูกชายนาง เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

ไม่!

จะไม่ยอมให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง กานดากอดลูกชายแน่น ฉายแววตามาดมั่นกับสิ่งที่ตนกำลังตัดตัดสินใจ

เจ้านิ่มเอ๋ย ไม่น่าเลย...เพียงแค่ ปฏิเสธไม่ยอมรับความหวังดีเหมือนที่เคยทำตลอดมาก็เท่านั้น เหตุการณ์น่าสลดแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น เจ็บใจตัวเอง ที่ยอมใจอ่อนกับคำออดอ้อนของนางงูพิษ ใครเลยจะคิด ใบหน้ายิ้มๆ จะมีใจอำมหิตขนาดนี้

กานดาเจ็บใจตัวเอง ที่ยอมรับเค้กมาจากสารินเพียงแค่เชื่อใจว่าหล่อนตั้งใจซื้อมาให้ลูกชายเธอกินด้วยใจบริสุทธิ์

ป้าชื่นบ่าววัยสี่สิบกว่าวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ร้องเสียงหลงที่เห็นเศษแก้วกับขนมเค้กกระจายอยู่เต็ม

“เกิดอะไรขึ้นค่ะคุณกาน” ถามเสร็จก็หันมาเจอเจ้านิ่มที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลกัน แค่นี้นางก็เข้าใจทันทีว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับเจ้านายตัวเอง

“นางชุ่ม นางช้อย มาช่วยกันเก็บกวาดแถวนี้หน่อยเร็ว” พอได้สติป้าชื่นก็เรียกสองสาวใช้ วัยละอ่อนกว่ามาช่วยทำความสะอาด

ชุ่มกับช้อยเดินเข้ามาเห็นเจ้านิ่มนอนน้ำลายฟูมปาก ก็มีใบหน้าเศร้า เมื่อเห็นสุนัขที่เธอสองคนเก็บมันมาจากข้างถนน อ้อนวอนป้าชุ่มกว่าจะได้รับอนุญาตให้เลี้ยง พอจะโตเข้าหน่อยมันก็ต้องมาตายอย่างน่าอนาถ

“เอาไปฝังไว้หลังโรงเก็บของ แล้วไม่ต้องเอะอะโวยวายไปล่ะ เข้าใจไหม” ป้าชื่นจัดการสั่งเสียก่อนที่สองนางสาวใช้จะร้องถามอะไรอีก สองสาวฝาแฝดพยักหน้ารับพร้อมกันแล้วลงมือทำหน้าที่ของตนอยู่เงียบๆ



“คุณกานคะ”

ป้าชื่นย่อตัวลงนั่งข้างๆ นายหญิงที่ยังกอดลูกชายซบหน้ากับบ่าของเด็กน้อยนิ่ง เป็นภาพที่น่าหดหู่ใจส่วนเด็กชายที่ไม่เข้าใจอาการเศร้าโศกของมารดา ได้แค่ทำหน้าสงสัยแต่ก็ปิดปากเงียบไม่เอ่ยถามอะไร

น้ำตาของคนเป็นบ่าวที่จงรักภักดีไหลอาบแก้ม เพราะเข้าใจหัวอกของนายหญิงของตนดี

“แล้วนี่เจ็บตรงไหนกันไหมคะ มีบาดแผลไหมโดนเศษแก้วไปหรือเปล่าคะ คุณหนูล่ะคะเป็นยังไงบ้าง ขอป้าดูหน่อยนะคะ” ป้าชื่นพยายามข่มน้ำเสียงให้เป็นปกติ

“คุณแม่ทำแก้วแตก" เด็กน้อยเล่าเหตุการณ์ ในใจก็กลัวโดนดุ ป้าชื่นชอบดุเขาเรื่องป้อนขนมเจ้านิ่ม

“ค่ะๆ ป้าทราบแล้วนะคะ อย่าเพิ่งลุกยืนนะคะ รอเก็บเศษแก้วให้หมดก่อนค่ะ”

“กันต์ยังไม่กล้าลุกไปไหนหรอกฮะ กลัวเหยียบแก้วเดี๋ยวเลือดจะไหล”

"ดีแล้วค่ะ นั่งเฉยๆก่อนนะคะ ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วค่ะทูนหัวของป้า..." ป้าชื่นลอบถอนหายใจก่อนจะหันมาพูดบ่นกับคุณผู้หญิงของบ้านเบาๆ "ใจยักษ์ใจมารจริงๆนะคะ ให้ข้าวให้น้ำแล้วยังเลี้ยงไม่เชื่อง แล้วอย่างนี้คุณกานจะทำยังไงล่ะคะ"

"ฉันยังจะทำอะไรได้อยู่อีกหรือชื่น" คนพูดน้ำตาคลอเมื่อนึกถึงชะตาชีวิตของตัวเองกับลูกชาย

“ฉันจะไม่ยอมให้ลูกกันต์เจอเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้วนะชื่น” กานดาตัดสินใจบอกสาวใช้คนสนิท

“ให้อิฉันไปด้วยนะคะคุณกาน ชื่นก็ไม่อยากอยู่เหมือนกันค่ะ”

“ไม่ได้หรอกชื่น ถ้าไปกับหมด ใครจะดูแลคุณท่านล่ะ อีกอย่างฉันยังไม่รู้เลยว่าฉันจะทางไหน จะเป็นอย่างไงต่อไป ฉันฝากชื่นดูแลคุณท่านแทนฉันก็แล้วกันนะ”

กานดาพูดตัดบท เพราะไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะนางพาลูกชายไปตั้งต้นอยู่ที่ไหน เวลานี้ รู้แต่เพียงว่าไปให้ไกลๆจากที่นี่ก็พอ และการที่จะพาชื่นซึ่งเป็นแม่บ้านเก่าแก่รู้งานทุกอย่างในบ้านไวยาราชย์ไปด้วย คุณประภาษก็จะลำบาก และหากเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่มีใครคอยอยู่ดูแลเขา จะปล่อยให้สารินดูแลเพียงลำพัง อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

พลเอกประภาษ ไวยาราชย์ เป็นนายทหารใหญ่ ที่มีคนนับหน้าถือตามาก เขามีสาวๆรายล้อมพร้อมที่จะเข้ามาเป็นเมีย เพื่อแลกกับความสุขสบายในทรัพย์สินกองโตของเขาที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ถึงนายประภาษจะเป็นสามีที่เจ้าชู้มากเมีย แต่เขาก็ดูแลเธอให้เกียรติเธอกับลูกมากกว่าใครๆ เคยบ้างที่ผู้หญิงของเขาเข้ามารุกราน แสดงความเป็นเมียอีกคนถึงในบ้าน คุณประภาษก็ประกาศเลิกยุ่งและไล่ตะเพิดหล่อนออกไปจากชีวิตทันที เขาจะคอยห้ามปรามผู้หญิงของเขาไม่ให้มาวุ่นวายกับเธอเสมอ แต่ครั้งนี้ไม่มันเหมือนกับทุกที....

สำหรับสาริน คุณประภาษเข้ามาขออนุญาตกับเธอด้วยตัวเองให้เอยอมรับหล่อนเข้ามาเป็นเมียอีกคนของเขา และยังรับปากจะไม่ให้หล่อนเข้ามาวุ่นวายกับเธอ แต่เขาก็ควบคุมหล่อนไว้ไม่ได้ เพราะตั้งแต่คุณประภาษพาสาริน เมียคนที่สองเข้ามาอยู่ในบ้าน ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นกับเธอและลูกชาย

แต่ครั้งนี้...เพื่อความปลอดภัยของลูกชายและตัวเธอ กานดาจำเป็นต้องออกไปจากบ้านนี้โดยเร็ว

สารินกระทำการรุนแรงขึ้นทุกวัน กานดาเคยนำเรื่องราวพวกนี้ไปเกริ่นให้สามีฟัง เขาก็มองว่าเป็นการใส่ร้าย ไม่เชื่อคำพูดกานดาสักเท่าไหร่ถึงคุณประภาษจะยังไม่พาสารินออกสู่สังคม แต่เขาก็รักและหลงหล่อนมากมาย สารินในสายตาเขาตอนนี้ หล่อนเป็นผู้หญิงสวย อ่อนหวาน ความหลงใหลในตัวภรรยาใหม่วัยยี่สิบห้า อาจทำให้คุณประภาษชายที่กำลังเข้าใกล้วัยเกษียณลืมนางกับลูกก็เป็นได้



เช้าตรู่ ภายในห้องรับประทานอาหารเสียงดังเอ็ดตะโรของเจ้าบ้าน ทำให้บ่าวไพร่และสมาชิกใต้ชายคาเข้าหน้าเขาไม่ติด เพราะต่างรู้ในอารมณ์ร้อนของเจ้านายใหญ่คนนี้ดี คนอื่นๆพากันหลบหน้ากันหมด

ยกเว้นคุณสารินหล่อนนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร สีหน้าเรียบเฉยไม่สะทกสะเทือนกับการหายตัวไปของภรรยากับลูกชายเจ้าของบ้านที่เพิ่งรับหล่อนเข้ามาพักอาศัยพร้อมลูกสาววัยประมาณสี่ขวบ

“แม่คะ พี่กันต์หายไปไหนหรอคะ” เด็กหญิงสี่ขวบที่นั่งอยู่เก้าอี้ถัดไปร้องถามมารดาด้วยความสงสัย

“หุบปาก...ไม่ต้องมาสาระแนถาม” สารินถลึงตาใส่รียาลูกสาวที่ติดสอยห้อยตามมาอยู่ที่นี่ด้วย “ขอให้หายไปจริงๆ เถอะ ตายไปเลยทั้งแม่ทั้งลูกยิ่งดี" ผู้อาศัยที่อยากจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นคุณผู้หญิงของบ้าน ไวยาราชย์ สบถเบาๆ กับอย่างสะใจ

บ่าวในบ้าน เมื่อรู้ข่าวว่าคุณผู้หญิงหายตัวไป ก็ต่างพากันตกใจ วิ่งออกตามหา เสียงเรียกหาดังอึกทึก แข่งกับเสียงเอ็ดตะโรของนายใหญ่ที่ยังเค้นถามสาวใช้อยู่ในห้องรับประทานอาหาร

"แกดูแลคุณผู้หญิงยังไง เขาหายไปไหนทำไมแกไม่รู้...หรือแกรู้แต่ไม่บอกฉันห๊ะ!นังชื่น!" คุณประภาษตวาดบ่าวคนสนิทของภรรยาด้วยความโมโห

“แล้วนี่ไอ้ข่ามันไปไหน” เขาตะโกนถาม

“อยู่นี่ครับท่าน ผมอยู่นี่” คนถูกเรียกโผล่หน้าออกมาทางประตู

“นายเป็นคนขับรถของบ้านนี้ นายต้องรู้ว่าคุณกานไปที่ไหน”

“ผมไม่รู้จริงๆครับนายท่าน” นายข่าตอบกระอึกกระอักติด ๆ ขัด ๆ เพราะความกลัว

“ถ้าแกไม่ออกไปส่ง สองแม่ลูกเขาจะออกจากบ้านไปยังไงวะ” เขาสงเสียงดังเพราะโมโหที่ลูกเมียหายไปแต่ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง “อย่าให้ฉันรู้นะว่าพวกแกรวมหัวกันปิดบังฉัน”

“ฉันไม่เอาพวกแกไว้แน่”

คำประศิตของนายใหญ่ดังขึ้น บรรดาบ่าวในบ้านได้แต่ก้มหน้างุด เพราะเกรงกลัวในบารมีเจ้าของบ้าน

นางชื่นได้แต่ก้มหน้า อดคิดอยู่คนเดียวในใจไม่ได้ว่า เรื่องราวทั้งหมดนี้ มันจะไม่เกิดขึ้นเลย หากผู้เป็นนายใหญ่ เป็นเจ้าบ้าน เป็นหัวหน้าครอบครัว จะหยุดรับฟัง หยุดเอาแต่ได้ หยุดคิดถึงแต่ความต้องการของตัวเอง

ก็คงจะได้ยินคำที่สะอื้นไห้อย่างสุดเศร้าของภรรยาผู้แสนดี

และคงไม่ต้องรอจนถึงวันนี้ วันที่แม้จะเรียกหาเท่าไหร่ก็อาจจะไม่มีวันได้เจอ


คุณประภาษ ชายชราวัยใกล้เกษียณ จ้างนักสืบและทนายประจำตระกูลออกตามหากานดาและลูกชาย ตามหาอยู่พักใหญ่ๆ ก็ไม่ได้รับข่าวคราว ประจวบกับเขาก็ฟังสารินพูดให้ร้ายกานดาในแง่ไม่ดีต่างๆนาๆ

จนประภาษเริ่มท้อ และมั่นใจว่ากานดาคงไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับเขาแล้ว นางจึงตัดสินใจหอบลูกหนีไป นับแต่นั้น เขาก็เลิกคิดติดตามเมียกับลูกอีก


“ชุ่ม! ช้อย!” สารินในชุดราตรียาวสีแดงสด ช่วงไหล่เปิดกว้างโชว์เนินหน้าอก นางตะโกนเรียกสาวใช้ อารมณ์ขุ่นไม่พอใจที่เห็นรองเท้าที่สาวใช้นำมาวางรอไว้รอเป็นสีม่วง ซึ่งมันไม่เข้ากับชุดสีแดงที่สวมใส่

ป้าชื่นที่อยู่ใกล้เดินเข้ามาถึงก่อนสาวใช้คู่แฝด เห็นท่าทางของสารินก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องที่หล่อนไม่พอใจอะไรอีกแน่ เดี๋ยวนี้หล่อนหาเรื่องมาไม่พอใจคนอื่นได้ทุกวัน

ตั้งแต่คุณกานดาหอบลูกชายหนีไป สารินก็ไม่ต้องมานั่งปั้นหน้าเกรงใจใครอีก ยิ่งนับวันก็เหิมเกริมหนักขึ้น บางครั้ง แม้แต่คุณประภาษเองก็ยังปรามหล่อนไม่ได้

“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าฉันจะต้องใส่รองเท้าที่มันเข้ากับชุดที่ใส่ แล้วนี่อะไร...รองเท้าสีม่วง! ฉันใส่ชุดสีแดง จะให้ใส่รองเท้าม่วง ปัญญาอ่อนหรือไงหะ ไป๊! ไปหยิบมาใหม่เร็วๆ”

สารินตะคอกขึ้นเสียงแล้วไล่ให้แม่บ้านที่สูงวัยกว่า ไปหยิบรองเท้าคู่ใหม่มาให้ หล่อนใช้เท้าเขี่ยรองเท้าส้นสูงที่ไม่ต้องการกระเด็นออกไปไกล กิริยาต่ำๆ เช่นนี้ป้าชื่นเห็นมันจนชินตา แล้วนางก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคุณท่านไปคว้าคนแบบนี้มาเป็นเมียได้ยังไง ตอนนั้น หล่อนคงใช้จริตมารยามากพอดู ถึงทำให้คุณท่านพาหล่อนเข้ามาอยู่ที่นี่ได้

“คุณบอกเองจะเอาคู่นี้นี่คะ”

“แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้วแกจะทำไม” สารินเลิกคิ้วแล้วยกไหล่ แสดงใบหน้าเย้ยหยันคู่สนทนา “หรือแกอยากมีปัญหางั้นรึ”

หล่อนเริ่มหาเรื่องตั้งใจกวนโทสะคนที่สูงวัยกว่า

“อิฉันมีงานต้องทำมากมาย ไม่มีเวลามามีเรื่องกับใครหรอกค่ะ”

ป้าชื่นถอนหายใจเอือมระอา “จะไปตามช้อยมาดูให้ค่ะ” พูดจบนางก็ผละออกไป ไม่ยอมไปหยิบคู่ใหม่มาให้ตามคำสั่งหล่อนและก็ไม่เหลียวกลับมามองหล่อนอีก ป้าชื่นจึงไม่ทันเห็นสายตาอาฆาตแค้นที่จ้องเขม็งอยู่ข้างหลัง

“จองหองนัก....เดี๋ยวเถอะอีแก่...ฉันจะทำให้คุณประภาษเฉดหัวแกออกจากบ้านไปอีกคน นางชื่น!”

สารินเก็บความแค้นไว้ในใจ ที่นางชื่นไม่เคยก้มหัวหรือยอมสยบให้เลย บางครั้งก็ทำเหมือนไม่มีหล่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยซ้ำ ผิดกับนางดุจเดือนเมียขัดดอกอายุคราวลูกที่คุณประภาษรับมาเลี้ยงในบ้านอีกคน นางชื่นกลับยอมก้มหัวอ่อนข้อให้ทุกอย่างดูแลอย่างดี ยิ่งกว่าหล่อนที่เป็นเมียใหญ่สุดของบ้านในเวลานี้

นี่ถ้านางชื่นไม่ใช่ยายแก่ที่มีอายุเยอะคราวแม่ หล่อนก็อาจคิดว่าชื่นเป็นเมียคุณประภาษอีกคน เพราะดูเขาไว้ใจเกรงใจแม่บ้านคนนี้เสียยิ่งกว่าหล่อนที่เป็นเมีย ปล่อยให้นางชื่นดูแลบ้านเก็บกุญแจทุกดอกทุกห้อง โดยเฉพาะห้องนอนของกานดานางชื่นมันหวงเสียยิ่งกว่าอะไร ใครหน้าไหนก็เข้าไปยุ่งไม่ได้ ถ้านางชื่นไม่อนุญาต

มันคงหวงสมบัติไว้รอนายของมัน ฝันไปเถอะว่านายของมันจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก หล่อนไม่ยอมเด็ดขาด!

สารินคิดและแค้นแม่บ้านเก่าแก่ของบ้านที่คอยขัดหูขัดตาตนทุกเรื่องไม่ว่าจะลงมือทำอะไร

สาวใช้แฝดน้องชื่อช้อยนำรองเท้าสามสี่คู่มาวางเรียงให้สารินเลือกหล่อนเลือกจนพอใจ ใส่เสร็จก็ลุกยืน พร้อมออกคำสั่งกับช้อย

“ไปบอกไอ้ข่าให้เอารถมารับฉันที่นี่”สาวใหญ่วัยสี่สิบหันมาคว้ากระเป๋าใบจิ๋วเตรียมตัวออกไปยืนรอนายข่า

“มืดค่ำป่านนี้หล่อนจะออกไปไหม”

เสียงคุณประภาษที่อยู่ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นกางเกงผ้าแพรเนื้อดียาวคลุมตาตุ่มดังขึ้นเขาใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองเดินมานั่งที่เก้าอี้ไม้แกะสลักลายไทยตรงกลางห้องมีดุจเดือนเมียคราวลูกถือถาดที่มียาและแก้วน้ำตามมาวางไว้ให้ และอยู่รับใช้นายประภาษไม่ห่าง

“ฉันถามว่าหล่อนจะไปไหนมืดๆค่ำๆ”

สารินเดินนวยนาดเข้ามาหาสามี ที่เวลานี้เขาไม่ต่างจากตาแก่ใกล้ตายวันๆ กินแต่ยา และต้องกินอยู่อย่างระมัดระวังซ้ำร้ายระยะนี้ก็ป่วยกระเสาะกระแสะไม่สามารถให้ความสุขทางใจกับหล่อนได้อีก

“ไปงานคุณกิ่งค่ะคุณพี่ คุณกิ่งเชิญสาไปงานสโมสรนายทหาร เขาจัดปาร์ตี้เล็กๆ ฉลองที่คุณทรงพลสามีเธอได้เลื่อนยศ”หล่อนทำเสียงอ่อนเสียงหวาน

“ฉันเห็นหล่อนมีงานเลี้ยงนั่นนี่ทุกวันเมื่อไหร่จะหยุดแล้วหันมาดูแลลูกสาวตัวเองบ้าง” 

คุณประภาษพูดถึงรียาที่เวลานี้ก็ทำตัวไม่ต่างจากแม่ ออกเที่ยวนอกบ้านทุกคืนถึงเขาจะไม่ค่อยได้พูดคุยได้เจอหน้าหล่อนแต่เขาก็ได้รับรายงานจากนางชื่นตลอดเวลาความเคลื่อนไหวคนในบ้านเขารู้ทุกอย่าง

“ขืนปล่อยไว้แบบนี้ระวังลูกจะเรียนไม่จบ”

“ค่ะคุณพี่...”สารินรับคำส่งๆ” สาไปก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไม่ทันงาน”หล่อนรีบตัดบทเพราะไม่อยากโดนถามซักอะไรอีก

ส่วนเรื่องลูกสาวถ้าหากรียาจะเรียนหนังสือหรือไม่เรียนหล่อนไม่เดือนร้อนอยู่แล้วเพราะสมบัตินายประภาษที่กองอยู่ตรงหน้ามีให้หล่อนกินใช้ตลอดชาติทำไมหล่อนกับลูกต้องเดือดร้อนด้วยล่ะ

ประภาษนั่งถอนหายใจมองสารินในชุดโป้เปิดไหล่ กรีดกรายไปขึ้นรถที่นายข่ามาจอดรอรับแล้วอนาถใจตัวเอง ตอนนั้นเขามองหล่อนแบบไหนกันนี่แหละนะ รักกับหลงมันมีเส้นบางๆกั้นอยู่ ทำให้เขาเห็นชั่วเป็นดีได้ขนาดนี้

“ทานยาก่อนเถอะค่ะ” เสียงดุจเดือนร้องเตือน

ชายวัยหกสิบกว่า หันมามองดุจเดือนพลางถอนใจ “แม่เดือนเห็นแล้วใช่ไหม กรรมมันตามสนองฉันแล้ว”

“อย่าคิดอะไรตอนนี้เลยค่ะ ดูแลตัวเองให้แข็งแรงก่อนดีกว่านะคะ”

ประภาษรับยาจากดุจเดือนมาใส่ปากแล้วรับน้ำมาดื่มตามอีกที

“ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะแข็งแรงได้เหมือนเดิมอีกแล้วล่ะแม่เดือน” ชายวัยหกสิบกว่าที่เกษียณอายุราชการออกมานั่งๆนอนๆ อยู่ที่บ้านนานหลายปีพูดอย่างนึกปลง “แล้วน้องสาวหล่อนล่ะเป็นยังไงบ้าง เรียนไปถึงไหนแล้ว”

“ปีนี้ก็จะจบพยาบาลแล้วค่ะ”

ใบหน้ามีเลือดฝาดของดุจเดือนเปื้อนด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้ม ภูมิใจในตัวน้องสาวคนเดียว เธอยอมสละความสุขส่วนตัวมาเพื่อให้ทุกคนในบ้านไม่ลำบาก แล้วสายป่านก็ไม่เคยทำให้พี่สาวอย่างเธอต้องผิดหวัง

“ดีแล้วๆ จะได้เป็นที่พึ่งให้พ่อแม่ต่อไปนะ” เขาบอกพลางนึกถึงลูกชายของตัวเอง ที่ไม่เคยได้พบหน้าพบตากันเลย

สิบแปดปีที่กานดาหอบลูกหนีออกจากบ้าน

ซึ่งความจริง ประภาษก็รู้แล้วว่ากานดาหอบลูกไปอยู่ที่ไหน ยงยุทธ์ช่วยเขาสืบหาให้จนเจอ แต่เพราะไม่ต้องการให้สารินรู้และตามไประรานลูกและเมียของเขาอีก ชายชราในยามนี้จึงปิดปากเงียบ

เรื่องนี้รับรู้กันแค่เขากับทนายเท่านั้น แม้แต่นางชื่นเขาก็ไม่ยอมบอก เพราะความรักภัคดีที่นางมีต่อลูกเมียของเขา อาจทำให้ชื่นเผลอหลุดปากพูดความจริง ด้วยต้องการให้นายหญิงของตนกลับมาอยู่ที่นี่ตามเดิม นายประภาจึงไม่ยอมบอกอะไรนาง เพียงให้นางทำหน้าที่แทนกานดาในเรื่องการดูแลบ้านและทรัพย์สิน

เพราะนางชื่นเป็นบ่าวคนเดียวที่เขาเชื่อใจ ไว้ใจที่สุด เพราะเคยอยู่ด้วยกัน วิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เล็กๆ

เรื่องลูกกับเมีย นายประภาษก็อยากให้สองคนนั่นกลับมาอยู่บ้านเหมือนเก่า เคยขอร้องไปแต่กานดาปฏิเสธเสียงแข็ง หล่อนบอกจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก ประภาษรู้ตัวว่าทำร้ายเมียคนนี้ไปมาก เขาจึงต้องยอมจำนน ได้แต่ส่งเสียเงินทองให้ลูกเมียผ่านยงยุทธ์ ทนายผู้ซื่อสัตย์ที่คอยเป็นธุระจัดการแทนเขาทุกอย่าง


“ฉันขอชาร้อนๆ สักแก้วสิแม่เดือน” ประภาษหันมาบอกเมียคราวลูกที่ยังนั่งรอรับใช้อยู่ไม่ห่าง

ชายชรามองตามดุจเดือนที่เดินลับหายเข้าครัวไป ดุจเดือนเป็นลูกสาวคนรู้จัก มีฐานะยากจน พ่อของดุจเดือนป่วยต้องการเงินรักษาตัวเป็นจำนวนมาก จึงนำลูกสาวมาฝากให้ทำงานกับเขาแลกกับเงินจำนวนหนึ่งซึ่งก็มากโข เขารับข้อเสนอนี้เพียงแค่ต้องการช่วย ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะรับมาดูแลเป็นเมีย

แต่นับวันที่ได้ใกล้ชิด อีกทั้งดุจเดือนที่มีนิสัยเหมือนกานดา เรียบร้อยและเจียมตัวอยู่เสมอ ทำให้เขาคิดถึงกานดามากขึ้นทุกวันจนรู้สึกรักดุจเดือนที่เสมือนมาเป็นตัวแทนกานดา

ในเมื่อวันเวลาต่างๆ มันย้อนถอยหลังไม่ได้ จะให้กานดาและลูกกลับมาอยู่ด้วยกันเพื่อให้เขาได้ดูแลชดเชยสิ่งที่เขาเคยทำไม่ดีไว้ ก็เป็นไปไม่ได้ เขาก็ต้องยอมจำนนใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป

ตั้งแต่ดุจเดือนเข้ามาอยู่ในชีวิต ประภาษก็เลิกยุ่งกับสาริน และยิ่งได้มารับรู้เห็นนิสัยทุกสิ่งอย่างที่หล่อนเป็นเขาก็ทำใจรักหล่อนไม่ลงอีก ทำได้แค่ก้มหน้ารับกรรมนี้ไว้แต่โดยดี

มันเป็นความผิดเขา ที่เอาแต่อารมณ์ตน เอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่ ทำให้บ้านแตกสาแหรกขาดลูกเมียต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น

เวลานี้เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

รถยนต์แล่นเข้ามาจอดข้างลานหินอ่อนหน้าคฤหาสน์หลังโต ป้าชื่นยืนรอรับใบหน้ายิ้มแย้ม ส่งเสียงทักทายแขกที่มาเยือนตามประสาคนรู้จักกันนาน

สารินที่ยังอยู่ในชุดนอนได้ยินเสียงรถก็รีบลุกออกจากเตียง เลียบมองอยู่ข้างหน้าต่างห้องที่อยู่ชั้นสอง หล่อนขมวดคิ้วสงสัย ทนายยงยุทธ์ ทนายความประจำตระกูลมาทำอะไรที่นี่แต่เช้า

“มาทำอะไร...หรือว่า....”

คิดได้แค่นั้นหล่อนก็รีบตาลีตาเหลือกคว้าผ้าเช็ดตัวแล้ววิ่งแจ้นเข้าห้องน้ำทันที


“ท่านรออยู่คุณยงยุทธ์ที่ห้องรับประทานอาหารแล้วค่ะ ท่านให้มาเรียนว่าเชิญคุณไปที่ห้องเลย ให้มารับประทานอาหารเช้ากับท่านก่อน”

“ครับคุณชื่น” ทนายร่างท้วมวัยห้าสิบกว่าก้มหัวรับคำก่อนเดินไปที่ห้องรับประทานอาหารอย่างคุ้นเคย


ภายในห้องรับประทานอาหาร นายประภาษกำลังกินยาก่อนอาหารที่ดุจเดือนยื่นให้ เมื่อเห็นทนายยงยุทธ์เดินเข้ามาดุจเดือนยกมือไหว้ แล้วเตรียมจะถอยออกจากห้องไป แต่ถูกนายประภาษเรียกไว้ให้นั่งลงด้วยกัน ดุจเดือนจึงจำต้องนั่งลงข้างๆ สามี

“ไม่ต้องไปไหนหรอก เธอก็เป็นคนในครอบครัวของฉันนะแม่เดือน”

“ค่ะท่าน” ดุจเดือนรับคำเบาๆ

“มาๆ ยงยุทธ์ รับอาหารเช้าด้วยกันก่อน แม่เดือนเขาเตรียมเอาไว้ให้แล้ว เชิญๆ”

“ไม่เกรงใจแล้วนะครับท่าน” ทนายร่างท้วมพูดหยอกล้อพลางขยับตัว “ฝีมือทำอาหารของคุณเดือนนี่ไม่ธรรมดาอยู่แล้วใครๆที่เคยมารับประทานอาหารที่นี่ก็ทราบดีทั้งนั้น”

เจ้าของบ้านหัวเราะชอบใจ

“เอาเลยๆ ตามสบายนะไม่ต้องเกรงใจ” เขาหันมาทางดุจเดือนที่กำลังตักข้าวสวยร้อนๆใส่จานให้ทนายยงยุทธ์ “แม่เดือนก็มานั่งกินข้าวกับฉันที่นี่ไม่ต้องลุกออกไปไหนหรอก”

“ค่ะ” ดุจเดือนตักข้าวใส่จานให้ตัวเองแล้วนั่งลง

“เอ่อ...ฉันนัดทนายมาวันนี้ เรียกมาจะคุยปรึกษาเรื่องพินัยกรรมสักหน่อย เดี๋ยวนี้เจ็บออดๆแอดๆกลัวอยู่ไม่ถึงทันได้ทำพินัยกรรม นายประภาษพูดพลางหัวเราะเหมือนกับเรื่องตายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาไปแล้ว

“ท่านก็ดูยังแข็งแรงดีนะครับ ผมว่ายังอีกนาน” ทนายความพูดเอาใจคนแก่ “แล้วเรื่องที่...”

ยงยุทธ์ค้างคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อเห็นสารินก้าวเท้าเข้ามาในห้อง

“ขอรับประทานมื้อเช้าด้วยคนสิคะ” สารินเดินเข้ามาพร้อมๆ กับความเงียบของทุกคน

“นี่แม่เดือน...ขออาหารเช้าฉันชุดหนึ่งเช้าๆ อย่างนี้ฉันยังไม่อยากกินข้าว ขอแค่กาแฟกับขนมปังแค่นั้นพอ” สารินหันมาสั่งวางอำนาจกับดุจเดือน แต่หล่อนก็ต้องหน้าแตกเมื่อป้าชื่นเดินเข้ามาพูดชิงตัดบทรับทำเสียเอง

“คุณเดือนดูแลคุณท่านอยู่ที่นี่แหลค่ะ เดี๋ยวอิฉันจัดการให้คุณสาเอง...รอสักครู่ค่ะ” ป้าชื่นหันมาพูดกระแทกเสียงกับสารินแล้วเดินลิ่วเข้าครัวไป

“นังนี่...” สารินสบถมองตามหลังป้าชื่นกัดฟันกลอดๆ แต่พอรู้ตัวว่ากำลังแสดงอาการไม่ดีให้คนอื่นเห็น หล่อนก็ปรับน้ำเสียงหันมาคุยจิจ๊ะกับทุกคนที่โต๊ะอาหารทำเสียงปกติ “อ้าว...คุยกันต่อสิคะ นั่งเงียบทำไม เมื่อกี้เห็นกำลังคุยกันสนุกเชียว คุยเลยค่ะ คุยเลย...สาก็เป็นครอบครัวของท่านอีกคนเหมือนกันใช่ไหมคะท่าน”

หล่อนกันมาถามคนกลาง ที่ทำหน้าไม่ยินดียินร้ายกับการมาของหล่อน



“เป็นยังไงบ้างแม่”

รียาลูกสาววัยยี่สิบสามปีที่เข้ามานั่งรออยู่ในห้องนอนสาริน ปรี่เข้ามาถามเมื่อเห็นผู้เป็นแม่เข้ามาในห้องเดินตรงไปที่เก้าอี้ตัวโปรดริมหน้าต่าง กระแทกตัวลงนั่งหน้าตาบูดบึ้ง อารมณ์เสียมาแบบนี้น่าจะมีอะไรขัดใจมาอีกแน่ๆ รียาเดาเหตุการณ์ในใจ

“ฉันต้องรู้ให้ได้ว่า ท่านนัดทนายมาทำอะไร” คนพูดทำตาถมึงทึง “อย่าคิดว่าฉันจะยอมให้ทำอะไรลับหลัง”

“นัดทนายความมาแบบนี้ก็คงมีเรื่องเดียวเท่านั้นแหละ”

“ฉันรู้แล้ว ฉันไม่ได้โง่เหมือนแก” หล่อนหันมาตวาดลูกสาวระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัว อย่างที่เคยทำมาตลอด

หลังจากที่หล่อนเข้าไปในห้องอาหาร ทุกคนก็ก้มหน้าก้มตากิน ไม่มีใครปริปากคุยอะไรกันอีก แม้หล่อนจะแกล้งซักถามถึงธุระของสามี ที่มีต่อทนาย แต่เขาก็ตอบหล่อนแบบเลี่ยงๆ อ้ำอึ้ง พอกินมือเช้าเสร็จ คุณท่านกับทนายยงยุทธ์ก็หายเข้าไปในห้องทำงานกันสองคนไม่ยอมให้หล่อนหรือคนอื่นๆ ตามเข้าไป

ทนายยงยุทธ์หายเข้าไปในห้องคุณประภาษสักพักใหญ่ จากนั้นก็รีบร้อนกลับออกไป เหมือนมีธุระสำคัญที่ต้องเร่งทำ

เสียงรถของทนายยงยุทธ์ขับรถออกไปแล้ว สารินที่แอบดูหลังตู้โชว์ก็ออกมาจากที่ซ่อนแววตาอาฆาตรมองไปยังประตูห้องทำงานของนายประภาษที่ปิดสนิท พลางสบถเบาอย่างคับแค้นใจ
“เตรียมตัวจะตายแล้วใช่ไหมไอ้แก่”








"กาลาตารี"














...............................................................................................
















 

Create Date : 21 มกราคม 2561
0 comments
Last Update : 22 มกราคม 2561 12:28:28 น.
Counter : 282 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


จากฉันถึงเธอ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
มกราคม 2561
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
21 มกราคม 2561
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add จากฉันถึงเธอ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.