Group Blog
 
 
สิงหาคม 2548
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
10 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 
+:+:+สาวน้อยสื่อวิญญาณ ตอน ปริศนาไพ่ใบที่เก้า+:+:+





และแล้วชีวิตของซูซานน่าห์ก็ไปได้สวย ไหนจะหนุ่มหล่อ "แทค โบมอนต์" ที่ชวนเธอออกเดท หรือใครต่อใครที่โรงเรียนพากันสนใจในตัวเธอ แต่นั่นก็ไม่เท่ากับความรู้สึกของเธอที่มีต่อ "เจสซี่" ผีหนุ่มที่บังเอิญมาสิงอยู่ในห้องนอนของเธอเลย แต่ด้วยความที่เขาเป็นผี และเขาก็ดูจะไม่ได้สนใจอะไรเธอนัก ซูซานน่าห์จึงพยายามตัดใจจากเขามาตลอด...แต่ที่เธอทำเป็นไม่ใส่ใจไม่ได้เลยก็คือ วิญญาณผู้หญิงที่มายืนกรีดร้องอยู่ข้างเตียงเธอกลางดึกเพื่อขอความช่วยเหลือ และพอเธอสืบไป ก็ดูเหมือนว่าการตายของวิญญาณดวงนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตของคนคนหนึ่งที่เธอรู้จัก...


1


ไม่เห็นมีใครบอกฉันเลยเรื่องต้นโอ๊กพิษ

อ้อ ถ้าเป็นเรื่องต้นปาล์มน่ะเขาก็บอกอยู่ ใช่ บอกหลายเรื่องเลยที่เกี่ยวกับต้นปาล์ม แต่ไม่มีใครเคยพูดถึงต้นโอ๊กพิษอะไรนี่แม้แต่คำเดียว

“เรื่องของเรื่องน่ะนะ ซูซานน่าห์-”

คุณพ่อโดมินิกกำลังคุยกับฉัน ฉันก็กำลังพยายามตั้งใจฟัง แต่ขอบอกอะไรอย่างนะ ต้นโอ๊กพิษนี่ทำให้ คัน จริงๆ
“ในฐานะของผู้เจรจา อันเป็นสิ่งที่เราสองคนเป็น เธอกับฉัน ซูซานน่าห์ เรามีหน้าที่รับผิดชอบ เราต้องรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจวิญญาณโชคร้ายเหล่านั้น ที่ต้องทุกข์ทรมานอยู่ในช่องว่างระหว่างคนเป็นกับคนตาย”

คือใช่ ต้นปาล์มน่ะก็สวยดีหรอก การได้ก้าวลงจากเครื่องแล้วเห็นต้นปาล์มทุกหนแห่งเป็นเรื่องเยี่ยมมาก โดยเฉพาะเมื่อฉันเคยได้ยินมาว่าตอนกลางคืนของแคลิฟอร์เนียตอนเหนือน่ะหนาวขนาดไหน

แต่เรื่องต้นโอ๊กพิษนี่ละ ทำไมไม่เคยมีใครเตือนฉัน เรื่องนี้ เลย

“เข้าใจมั้ย ซูซานน่าห์ ว่าในฐานะของผู้เจรจา เรามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยพาวิญญาณที่หลงทางไปยังที่ซึ่งพวกเขาควรจะต้องไป เป็นผู้นำทางให้เขา อย่างที่เป็นอยู่ เป็นทูตแห่งวิญญาณระหว่างโลกนี้และโลกหน้า” คุณพ่อโดมินิกใช้นิ้วลูบซองบุหรี่บนโต๊ะที่ยังไม่ได้แกะ มองฉันด้วยดวงตากลมโตสีฟ้าอ่อน “แต่หากทูตแห่งวิญญาณจิกหัววิญญาณโยนโครมเข้าไปในล็อกเกอร์…เธอคงนึกออกนะว่าพฤติกรรมเช่นนั้นไม่สามารถสร้างความไว้วางใจระหว่างเรา กับพี่น้องหญิงชายผู้ทุกข์ยากของเราได้”

ฉันละสายตาจากผื่นแดงบนมือ ผื่นแดง เรียกแบบนี้ไม่ถูกนักหรอก มันเหมือนเชื้อรามากกว่า แย่กว่าเชื้อราด้วยซ้ำไป มันคือ เนื้องอก ชัดๆ เป็นเนื้องอกซึ่งถ้าทิ้งไว้นานๆ ก็จะกินเนื้อที่ทุกตารางนิ้วของมือฉันที่เคยเนียนเรียบไร้จุดด่างดำ ให้มีแต่แผลนูนแดงตกสะเก็ด น้ำเหลืองเยิ้มอีกต่างหาก
“ค่ะ” ฉันพูด “แต่พี่น้องหญิงชายผู้ทุกข์ยากของเรามีแต่ทำให้เราลำบากนะคะ หนูไม่เห็นว่ามันจะร้ายแรงตรงไหนถ้าหนูจะลากตัวพวกนั้นแล้วจับอัดเข้าไปใน--”

“แต่เธอไม่เข้าใจหรือ ซูซานน่าห์” คุณพ่อโดมินิกบีบซองบุหรี่ ฉันรู้จักท่านแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็จริง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านมีท่าทีอยากบุหรี่ ซึ่งท่านไม่เคยสูบจริงๆ หรอกนะ มันจะแปลได้ว่าท่านกำลังไม่ชอบใจอะไรบางอย่าง
ในตอนนี้ บางอย่างที่ว่ารู้สึกจะเป็นฉัน

“ว่านั่นคือเหตุผล” ท่านอธิบาย “ที่เธอถูกเรียกว่าผู้เจรจา เธอจะต้องช่วยให้วิญญาณผู้ทุกข์ทนเหล่านี้บรรลุความต้องการทางจิตวิญญาณ--”

“ฟังนะคะ คุณพ่อดอม” ฉันเอามือซุกให้พ้นหูพ้นตา “หนูไม่รู้นะคะว่าช่วงนี้คุณพ่อเจอผีแบบไหน แต่พวกที่หนูเจอ มีความเป็นไปได้ว่าจะบรรลุความต้องการทางจิตวิญญาณ พอๆกับความเป็นไปได้ที่หนูจะหาพิซซ่าแบบนิวยอร์กดีๆ เจอสักชิ้นในเมืองนี้ คือไม่มีวันเป็นไปได้ พวกนี้ถ้าไม่ลงนรกก็ขึ้นสวรรค์ ไม่ก็ไปเกิดใหม่เป็นหนอนดักแก้ในกาฐมัณฑุ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน บางครั้งพวกนี้ก็ต้องโดนเตะซะบ้าง ถ้าอยากให้ไปถึงที่หมาย…”

“ไม่ได้ๆ” คุณพ่อโดมินิกโน้มตัวมาข้างหน้า ท่านโน้มตัวมาข้างหน้ามากไม่ได้ เพราะราวหนึ่งสัปดาห์ก่อน ดวงวิญญาณผู้ทุกข์ทนดวงหนึ่งที่ท่านดูแล ได้ตัดสินใจที่จะสละการบรรลุการรู้แจ้งทางจิตวิญญาณทิ้ง แล้วพยายามจะหักขาท่านแทน แถมยังทำซี่โครงท่านหักอีกสองสามซี่ ทำให้สมองของท่านได้รับความกระทบกระเทือน ทำให้โรงเรียนพังยับ ไหนดูซิ มีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า

อ้อ ใช่ หล่อนพยายามจะฆ่าฉัน

คุณพ่อโดมินิกกลับมาที่โรงเรียนแล้ว แต่ต้องสวมเฝือกไปจนถึงนิ้วเท้า เฝือกหายเข้าไปในชุดเสื้อคลุมตัวยาวสีดำ ยาวขึ้นไปถึงไหนก็ไม่รู้ ใจฉันน่ะไม่อยากจะคิดหรอกนะ
แต่ท่านก็ใช้ไม้ยันรักแร้ได้คล่องแคล่วทีเดียว สามารถวิ่งไล่เด็กที่มาเรียนสายตามทางเดินได้ถ้าจำเป็น แต่เพราะท่านเป็นครูใหญ่ และการแจกใบมาสายก็เป็นหน้าที่ของนักบวชใหม่ ท่านไม่จำเป็นต้องทำ อีกอย่าง คุณพ่อดอมก็เจ๋งพอควร ต่อให้ทำได้ท่านก็ไม่ทำอย่างนั้นหรอก

แต่ถ้าถามฉัน ฉันว่าท่านจริงจังไปหน่อยนะเรื่องผีน่ะ

“ซูซานน่าห์” ท่านพูดอย่างอ่อนใจ “พ่อกับเธอ ไม่ว่าจะดีร้ายยังไง เราต่างก็มีพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ติดตัวมาแต่กำเนิด คือความสามารถในการมองเห็นและพูดคุยกับคนตาย”

“เอาแล้วไง” ฉันกลอกตา “พูดเรื่อง พรสวรรค์ อีกแล้ว บอกตรงๆ นะคะคุณพ่อ หนูไม่คิดแบบนั้นเลย”

จะให้คิดได้ยังไง ตั้งแต่ฉันอายุสองขวบ สองขวบเท่านั้น ฉันทั้งถูกก่อกวน โจมตี เซ้าซี้ถาม จากพวกวิญญาณที่ไม่สงบ ฉันต้องทนให้พวกนี้กดขี่เป็นเวลาถึงสิบสี่ปี ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็ต้องชก หวาดกลัวตลอดเวลาว่าวันหนึ่งจะมีใครรู้ความลับนี้ แล้วเอาไปแฉว่าฉันเป็นสัตว์ประหลาดทางชีวภาพ ซึ่งฉันก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็น แต่พยายามสุดชีวิตที่จะปิดไม่ให้แม่ผู้อ่อนโยนและไม่เคยมีความสุขล่วงรู้

จากนั้นแม่ก็แต่งงานใหม่แล้วพาฉันย้ายมาอยู่แคลิฟอร์เนีย ย้ายกลางคันตอนที่ฉันเรียนอยู่มัธยมปลายปีสอง ขอบคุณมากค่ะแม่ และเป็นที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน ที่นี่เองทำให้ฉันได้พบใครคนหนึ่ง ซึ่งถูกสาปให้เจอเรื่องสยดสยองแบบเดียวกัน นั่นก็คือคุณพ่อโดมินิก

แต่คุณพ่อโดมินิกไม่ได้มอง “พรสวรรค์” ของเราเหมือนที่ฉันมอง สำหรับท่าน การได้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนถือเป็นโอกาสอันล้ำเลิศ

โอเค ท่านก็คิดอย่างนั้นก็ได้สิ ท่านเป็น พระ นี่ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงอายุสิบหกที่ โทษที อยากจะมีชีวิตสังคมกับเค้าบ้าง
ถ้าถามฉัน “พรสวรรค์” จะต้องมีด้านที่เป็นประโยชน์ เช่นแข็งแกร่งเหมือนยอดมนุษย์ หรือสามารถอ่านใจคนอื่นออก แต่ฉันไม่มีสิ่งเจ๋งๆ แบบนั้นเลย เป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาอายุสิบหก -- โอเคล่ะ ฉันอาจจะหน้าตาดีกว่าคนธรรมดาทั่วไปนิดหน่อย ถ้าจะให้พูดละก็-- ที่บังเอิญพูดคุยกับคนตายได้

แล้วมันพิเศษตรงไหนไม่ทราบ

“ซูซานน่าห์” คุณพ่อพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราเป็นคนเจรจานะ เราไม่ใช่…เอ่อ คนเหล็ก หน้าที่ของเราคือเข้าไปจัดการสิ่งต่างๆ ในนามของวิญญาณเหล่านั้น และพาเหล่าวิญญาณไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้าย โดยเราจะทำการชี้ทางและให้คำปรึกษาด้วยมารยาทอันดี ไม่ใช่ด้วย
การตะบันหน้า หรือทำการไล่ผีตามแบบลัทธิวูดูของบราซิล”

ท่านเน้นเสียงคำว่าไล่ผี ทั้งที่รู้แก่ใจว่าฉันใช้วิธีไล่ผีเป็นทางออกสุดท้ายเท่านั้น ที่โรงเรียนถล่มลงมากลางพิธีน่ะไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อย คิดดูสิ ในทางเทคนิคแล้ว มันเป็นความผิดของผีนะ ไม่ใช่ของฉัน

“โอเคๆ เข้าใจแล้วค่ะ” ฉันยกมือเป็นนัยว่ายอมแพ้แล้ว “จากนี้ไปหนูจะพยายามทำตามวิธีคุณพ่อแล้วกัน จะทำแบบใส่อารมณ์ชวนซาบซึ้ง ให้ตายเถอะ พวกคนฝั่งตะวันออก อย่างคุณพ่อนี่ รู้จักแต่การนวดหลังกับแซนด์วิชอะโวคาโด ใช่มั้ยคะ”

คุณพ่อโดมินิกส่ายหน้า “แล้วเธอเรียกเทคนิคการเจรจาของเธอว่าอะไรละ ซูซานน่าห์ โขกหัวกับบีบคอหรือไง”

“ตลกมากค่ะ คุณพ่อดอม” ฉันบอก “หนูกลับห้องเรียนได้รึยังคะ”

“ยังก่อน” ท่านจับซองบุหรี่เล่นกรอบแกรบ เคาะซองเหมือนจะแกะออกมาจริงๆ แต่คงจะเป็นชาติหน้าตอนบ่ายๆ “สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นยังไง”

“แจ๋วค่ะ” ฉันพูด ฉันยกมือขึ้นมา หันข้อนิ้วไปทางท่าน “ดูสิคะ”

ท่านหรี่ตา “พระช่วย ซูซานน่าห์” เขาพูด “นั่น อะไรน่ะ”

“โอ๊กพิษค่ะ ดีจริงๆ ที่ไม่เคยมีใครบอกหนูเลยว่าที่นี่มีต้นไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ทั่วทุกแห่ง”

“มันไม่ได้ขึ้นอยู่ทุกหนแห่งหรอกนะ” คุณพ่อโดมินิกพูด “มีแต่ในป่าเท่านั้นแหละ สุดสัปดาห์นี้เธอไปอยู่ในป่ามาเหรอ” แล้วดวงตาหลังแว่นของท่านก็เบิกกว้าง “ซูซานน่าห์! เธอคงไม่ได้ไปที่สุสานนะ ไปคนเดียวน่ะ พ่อรู้ เธอคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งไม่กลัวใคร แต่มันไม่ปลอดภัยเลย ที่เด็กผู้หญิงอย่างเธอจะแอบย่องไปสุสาน ต่อให้เธอ เป็น ผู้เจรจาก็เถอะ”

ฉันเอามือลงแล้วพูดอย่างเซ็งๆ ว่า “หนูไม่ได้โดนต้นไม้นี่ที่สุสานซะหน่อย และหนูก็ไม่ได้อยู่ระหว่าง ปฏิบัติหน้าที่ ด้วย หนูถูกพิษมันที่งานปาร์ตี้ริมสระบ้านเคลลี่ เพรสคอตต์เมื่อคืนก่อนต่างหาก”

“งานปาร์ตี้ริมสระบ้านเคลลี่ เพรสคอตต์งั้นเหรอ” คุณพ่อโดมินิกทำหน้างง “แล้วเธอไปโดนเจ้าต้นโอ๊กพิษได้ยังไงที่นั่น”

ฉันรู้ตัวทันทีว่าควรจะรูดซิปปาก แต่ก็สายไปแล้ว ตอนนี้ฉันคงต้องอธิบายให้ครูใหญ่ของโรงเรียนซึ่งเผอิญเป็น พระ ได้ฟัง ถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดเมื่องานปาร์ตี้ดำเนินไปได้ครึ่งทาง เรื่องที่โดปี้พี่ชายต่างสายเลือดของฉันกับเด็กผู้หญิงที่ชื่อเด็บบี้ แมนคูโซทำอะไรกันที่บ้านริมสระ

แน่นอน ฉันเถียงสุดใจว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะฉันรู้ว่าโดปี้โดนกักบริเวณอยู่ พ่อของโดปี้ที่เป็นพ่อเลี้ยงคนใหม่ของฉันนั้นปกติจะเป็นชาวแคลิฟอร์เนียซึ่งไม่เข้มงวดเลย แต่ก็กลายร่างเป็นคนที่เฮี้ยบที่สุดได้เมื่อเขาสั่งกักบริเวณโดปี้ โทษฐานที่มาเรียกเพื่อนฉันว่าพวกเพี้ยน

ดังนั้น พอข่าวลือกระจายไปทั่วบ้านว่า โดปี้กับเด็บบี้ แมนคูโซกำลังทำเรื่องบัดสีกันในบ้านริมสระ ฉันจึงมั่นใจมากว่าต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด โดยยืนยันว่าแบรด – ทุกคนเรียกโดปี้ว่าแบรดซึ่งเป็นชื่อจริง ยกเว้นฉัน แต่เชื่อฉันเถอะ ชื่อโดปี้เหมาะกับเขามากกว่าเป็นไหนๆ – กำลังนั่งฟังมาริลีน แมนสันผ่านหูฟังอยู่กับบ้าน เพราะพ่อเขายึดลำโพงเขาไปด้วย

แต่พอมีคนพูดว่า “ไปดูด้วยตาตัวเองสิ” นั่นแหละที่ฉันพลาดเพราะดันทำตามเขาบอก ฉันเขย่งตัวขึ้นดูทางหน้าต่างบานเล็กที่พวกนั้นชี้ แล้วแอบมองเข้าไป

ฉันไม่เคยนึกอยากจะเห็นบรรดาพี่น้องต่างสายเลือดเปลือยกายหรอกนะ แต่ไม่ใช่เพราะพวกนี้รูปร่างแย่หรืออะไร อย่างสลีปปี้คนโตสุดน่ะ จริงๆแล้วเขาฮอตมากทีเดียวในหมู่สาวๆ ที่ฮูนิเปโร เซอร์ร่า มิชชั่น อะคาเดมี เขาเป็นนักเรียนปีสี่ ส่วนฉันเป็นเด็กปีสอง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะอยากเห็นเขาเดินไปมารอบบ้านโดยไม่สวมบ็อกเซอร์นี่ และแน่นอน ด็อกน้องเล็ก ก็อายุแค่สิบสอง เจ้าของผมแดงและใบหูชี้แหลมผู้แสนน่ารัก แต่ไม่ใช่แบบที่เราจะเรียกว่า หนุ่มน้อยสุดหล่อ

แต่สำหรับโดปี้… อืม ฉันไม่นึกอยากเห็นโดปี้ตอนเปลือยเอามากๆเลย ที่จริง โดปี้น่ะเป็นคนสุดท้ายบนโลกนี้ที่ฉันอยากเห็นตอนเปลือย

โชคดีที่พอฉันมองทะลุหน้าต่างบานนั้น ฉันก็ได้พบว่าคำบรรยายถึงสภาพความโป๊ และการกระทำอันโจ๋งครึ่มของเขาเป็นการรายงานที่เกินจริงอย่างมาก เขากับเด็บบี้แค่พลอดรักกันเท่านั้นเอง แต่ที่พูดเนี่ย ไม่ได้จะบอกว่าไม่ขยะแขยงนะ ฉันไม่ภูมิใจหรอกที่พี่ชายต่างสายเลือดเข้าไปเล่นมวยปล้ำทางลิ้นกับคนที่โง่เป็นอันดับสองของชั้นปีรองจากตัวเขาเอง

แน่นอน ฉันเบือนหน้าหนีทันที เพราะที่บ้านก็มีช่องโชว์ไทม์ให้ดูอยู่แล้ว ให้ตายเถอะ ฉันเห็นคนจูบแบบเฟรนช์คิสกันมานักต่อนักแล้ว ไม่คิดจะยืนเซ่อดูพี่ชายตัวเองทำหรอก ส่วนเด็บบี้ แมนคูโซ ฉันพูดได้แต่ว่า หล่อนควรจะหยุดพฤติกรรมน่ารังเกียจนั่นได้แล้ว หล่อนไม่อาจสูญเสียเซลล์สมองมากกว่าที่เสียไปแล้วได้หรอก ไหนจะสเปรย์ฉีดผมที่หล่อนกระหน่ำฉีดในห้องน้ำหญิงระหว่างคาบเรียนอีก

ฉันเข้าใจว่าตอนที่ตัวเองเดินโซเซด้วยความรังเกียจ ออกมาจากหน้าต่างบ้านริมสระ ซึ่งตัวบ้านตั้งอยู่บนทางที่โรยด้วยกรวดเม็ดเล็ก ตอนนั้นแหละฉันก็หน้าคะมำเข้าไปในดงต้นโอ๊กพิษ ฉันจำไม่ได้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาฉันไปโดนต้นไม้ที่ไหนอีก เพราะปกติฉันมันเป็นประเภทอยู่แต่ในบ้าน
แล้วจะบอกให้นะ ฉันหัวทิ่มเข้าไปในดงไม้นั่นจริงๆ ตอนที่รู้สึกวิงเวียนเนื่องจากภาพสุดสยองที่เห็น แบบว่าภาพลิ้นนั่นน่ะ อีกอย่าง วันนั้นฉันสวมรองเท้าส้นตึก เลยเสียการทรงตัวไปหน่อย ต้องเกาะต้นไม้ไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องขายหน้าจากการหกล้มตรงพื้นไม้รอบสระบ้านเคลลี่ เพรสคอตต์

แต่ที่ฉันบอกคุณพ่อโดมินิกน่ะเป็นเรื่องราวที่ตัดทอนแล้ว โดยบอกว่าฉันคงเซไปโดนต้นโอ๊กพิษ ตอนกำลังลุกจากอ่างน้ำร้อนบ้านเพรสคอตต์

ท่าทางคุณพ่อโดมินิกจะเชื่อเสียด้วย ท่านพูดว่า “งั้นใช้ไฮโดรคอทิโซนก็คงช่วยได้ เดี๋ยวเสร็จจากตรงนี้เธอควรไปหาพยาบาลนะ แล้วอย่าเกาล่ะไม่งั้นมันจะยิ่งลาม”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ หนูก็จะพยายามไม่หายใจด้วยดีมั้ยคะ คงจะง่ายพอๆกัน”

แต่คุณพ่อโดมินิกไม่ใส่ใจคำพูดเสียดสีของฉัน ตลกดีที่เราสองคนต่างก็เป็นผู้เจรจา ฉันไม่เคยเจอใครที่เป็นผู้เจรจามาก่อนเลย จริงๆจนกระทั่งเมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้ว ฉันนึกว่าตัวเองเป็นผู้เจรจาเพียงคนเดียวในโลก

แต่คุณพ่อดอมบอกว่ายังมีคนอื่นอีก ท่านไม่รู้แน่ว่ามีเท่าไหร่ หรือว่าเพราะเหตุใดแน่ คนกลุ่มเล็กแต่มากความสำคัญอย่างเราจึงถูกเลือกมาทำงานอันเป็นที่นับหน้าถือตานี้ แถมค่าแรงก็ไม่มี ไม่รู้ฉันบอกหรือยัง นี่ก็กำลังคิดอยู่ว่าเราน่าจะเริ่มทำจดหมายข่าวอะไรสักอย่าง ข่าวจากผู้เจรจา ก็ได้ แล้วก็จัดประชุมครั้งใหญ่ ฉันสามารถจัดสัมมนาเรื่องห้าวิธีง่ายๆ ในการเตะก้นผีโดยไม่ทำให้ผมเสียทรงได้นะ

แต่ฉันกับคุณพ่อดอม คนสองคนที่มีความสามารถ
ประหลาด คือพูดคุยกับผีได้เหมือนกัน กลับมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว นอกจากเรื่องวัยซึ่งคุณพ่อดอมอายุหกสิบขณะที่ฉันอายุแค่สิบหก ก็ยังมีเรื่องที่ท่านช่างเป็นคุณชายผู้แสนดี ขณะที่ฉัน…

อืม ไม่ใช่เลย

ไม่ใช่ฉันไม่พยายามนะ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเรื่องทั้งหมดนี้ คือเรามีเวลาอยู่บนโลกไม่มากนัก จะไปเสียเวลาสะสางเรื่องวุ่นๆ ของคนอื่นทำไม โดยเฉพาะเรื่องของคนที่ตายไปแล้ว

“นอกจากเรื่องต้นโอ๊กพิษ” คุณพ่อโดมินิกพูด “มีเรื่องอะไรในชีวิตเธอที่เธอคิดว่าพ่อควรรู้อีกรึเปล่า”

เรื่องอะไรในชีวิตฉันที่ฉันคิดว่าคุณพ่อควรรู้น่ะเหรอ ขอคิดก่อนนะ…

เอาเรื่องนี้เป็นไง เรื่องที่ฉันอายุสิบหก แต่ยังไม่เคยจูบกับใครเลย ไม่เหมือนโดปี้พี่ชายต่างสายเลือด ยิ่งเรื่องถูกชวนไปเที่ยวยิ่งไม่มีใหญ่

แต่มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรอก โดยเฉพาะในความคิดของคุณพ่อดอม ชายซึ่งปฏิญาณตัวว่าจะถือพรหมจรรย์มาสามสิบปีก่อนฉันจะเกิดด้วยซ้ำ แต่ยังไงก็ยังน่าอายอยู่ดี ในงานปาร์ตี้ริมสระบ้านเคลลี่ เพรสคอตต์มีคนจูบกันเยอะมาก มากกว่าจูบก็ยังมี แต่ไม่มีใครคิดอยากจะมาประกบปากกับฉันสักคน

มีอยู่ทีหนึ่ง เด็กผู้ชายที่ฉันไม่รู้จักมาขอฉันเต้นรำเพลงช้าด้วย ฉันตอบตกลงไปเพราะหลังจากที่ปฏิเสธไปทีแรก ฉันโดนเคลลี่ว้ากใส่ เข้าใจว่าเด็กผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เคลลี่แอบปิ๊งมาพักหนึ่งแล้ว ส่วนการเต้นรำเพลงช้ากับฉันจะทำให้เขาชอบเคลลี่ได้อย่างไร ฉันไม่รู้ แต่หลังจากที่ฉันปฏิเสธเขาไปในตอนแรก เคลลี่ก็มาดักฉันที่ห้องนอนเธอซึ่งฉันเข้าไปดูทรงผม นัยน์ตาเธอมีน้ำคาคลอเลยแหละ แล้วก็บอกว่าฉันทำลายปาร์ตี้ของเธอ

“ทำลายปาร์ตี้เธองานเหรอ” ฉันประหลาดใจสุดๆ ฉันอยู่แคลิฟอร์เนียมานานสองสัปดาห์แล้ว ก็เลยรู้สึกแปลกใจที่ตัวเองกลายเป็นที่น่ารังเกียจภายในระยะเวลาอันสั้นแค่เท่านี้ และเคลลี่ก็โกรธฉันอยู่แล้วด้วย อันนี้ฉันรู้ เพราะฉันดันเชิญซีซีกับอดัมเพื่อนฉันมางาน ซึ่งทั้งสองคนเป็นคนที่เธอและเพื่อนปีสองเกือบยกชั้นมองว่าเป็นตัวประหลาด ตอนนี้นอกจากฉันจะทำร้ายความรู้สึกเธอแล้ว ฉันยังสบประมากเธออีก ด้วยการไม่ยอมเต้นรำกับเด็กผู้ชายที่ฉันไม่รู้จัก

“พระเจ้า” เคลลี่ร้องเมื่อได้ฟัง “เขาเป็นพี่ปีสามที่โรงเรียนโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสันนะ รู้มั้ย เป็นดาวของทีมบาสเกตบอล ชนะเลิศการแข่งเรือที่หาดเพบเบิ้ลเมื่อปีกลายด้วย แถมยังเป็นชายหนุ่มที่ร้อนแรงที่สุดในวัลเล่ย์รองจากไบรซ์ มาร์ตินสัน ซูซ ถ้าเธอไม่ยอมเต้นรำกับเขา ฉันสาบานว่าฉันจะไม่พูดกับเธออีกเลย”

ฉันบอก “เอาละๆ เธอมีปัญหาอะไรกันแน่เนี่ย”

“ฉันก็แค่” เคลลี่เอานิ้วที่ทำเล็บมาอย่างดีกรีดน้ำตา “อยากให้ทุกอย่างไปได้ดี ฉันแอบมองผู้ชายคนนี้มาพักหนึ่งแล้ว และ –“

“อ้อ นั่นสินะ เคล” ฉันพูด “ให้ฉันเต้นรำกับเขาคงช่วยให้เขาชอบเธอได้หรอก”

ทว่าพอฉันชี้ให้เธอเห็นถึงความเชื่อผิดๆ นี้ เธอกลับพูดแค่ว่า “ทำไปเถอะ” แต่เป็นคนละแบบกับที่เขาพูดในโฆษณาไนกี้ แต่เหมือนที่แม่มดร้ายจากฝั่งตะวันตกพูดกับลิงมีปีก ตอนที่หล่อนสั่งให้พวกมันไปฆ่าโดโรธีกับเจ้าหมาน้อย

ฉันน่ะไม่กลัวเคลลี่หรอกนะ แต่ใครกันจะอยากเจอปัญหา
ฉันเลยกลับออกมา ยืนสวมชุดว่ายน้ำคาลวินไคลน์แบบวันพีซ มีโสร่งพันหลวมๆ ไว้รอบเอว โดยไม่รู้ตัวเลยว่าได้เซไปถูกต้นโอ๊กพิษเข้าแล้ว ส่วนเคลลี่ก็เดินไปหาคู่เดทในฝัน เพื่อขอให้เขามาขอฉันเต้นรำอีกครั้ง

ฉันยืนอยู่ตรงนั้น พยายามไม่คิดว่าเหตุผลเดียวที่เขาขอฉันเต้นรำในตอนแรก ก็เพราะฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวในงานที่สวมชุดว่ายน้ำ เนื่องจากไม่เคยได้รับเชิญไปงานปาร์ตี้ริมสระมาก่อน ทำให้ฉันเข้าใจว่าทุกคนจะต้องว่ายน้ำกันจริงๆ ก็เลยสวมชุดมาให้ถูกต้อง

แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่อย่างนั้น ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวน้อยชิ้นที่สุดในงานบ้านเคลลี่ รองจากพี่ชายต่างสายเลือดของฉันที่กำลังอุ่นจนร้อนอยู่ในอ้อมกอดร้อนแรงของเด็บบี้ แมนคูโซ จนต้องถอดเสื้อออก

คู่เดทในฝันของเคลลี่ก็เหมือนกัน ผ่านไปครู่เดียวเขาก็เดินมา สีหน้าดูจริงจัง เขาสวมกางเกงผ้าฝ้ายสีขาว เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีดำ ดูเจอร์ซีย์เสียไม่มี แต่ว่านะ ที่นี่มันเวสต์โคสต์นี่ เขาคงไม่รู้อะไรหรอก

“อยากเต้นรำมั้ย” เขาถามฉันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ฉันแทบไม่ได้ยินเสียงเขาเลยเพราะเสียงเชอริล โครว์ดังกระหึ่มออกมาจากลำโพงที่ตั้งอยู่ริมสระ

“นี่” ฉันวางไดเอ็ตโค้ก “ชื่อเธอฉันยังไม่รู้จักเลย”

“ฉันชื่อแทด” เขาตอบ

แล้วเขาก็โอบเอวฉันโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ดึงฉันเข้าหาตัวแล้วเริ่มโยกไปตามจังหวะเพลง

ถ้าไม่นับตอนที่ฉันโถมเข้าใส่ไบรซ์ มาร์ตินสันเพื่อกระแทกเขาให้พ้นทาง ตอนที่ผีตัวหนึ่งพยายามจะบดขยี้กะโหลกเขาด้วยไม้ชิ้นโตละก็ ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเข้าใกล้เด็กผู้ชายที่สุดของฉันแล้ว เด็กผู้ชายที่ มีชีวิต และยังหายใจอยู่

จะบอกให้นะ ถ้าไม่นับเสื้อผ้าไหมสีดำนั่น ฉัน ชอบ มาก ผู้ชายคนนี้ให้ความรู้สึก ดี จัง ตัวเขาอุ่นดี ฉันรู้สึกเย็นเพราะสวมชุดว่ายน้ำด้วย ก็นี่มันเดือนมกรานี่ ก็ต้องเย็นอยู่แล้วถ้าสวมชุดว่ายน้ำ แต่ยังไงที่นี่ก็คือ แคลิฟอร์เนีย นะ แล้วกลิ่นตัวเขาก็เหมือนสบู่หอมชั้นดีราคาแพง อีกอย่าง เขายังสูงพอที่จะทำให้ลมหายใจของเขาพ่นมาเฉียดแก้มฉันเบาๆ จนใจงี้กระเจิงเหมือนในหนังสือโรมานซ์ยังไงยังงั้น

เชื่อไหมว่าฉันถึงกับหลับตา เอาแขนโอบรอบคอเขา แล้วโยกตัวไปด้วยตลอดเวลาสองนาทีอันอิ่มเอมและยาวนานที่สุดในชีวิต

แล้วเพลงก็จบ

แทดพูดว่า “ขอบคุณนะ” ด้วยน้ำเสียงนุ่มๆเหมือนที่ใช้ก่อนหน้านี้ ก่อนจะปล่อยฉัน

แค่นั้นแหละ เขาหันหลังเดินกลับไปยังกลุ่มเพื่อนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ตรงถังเบียร์ที่พ่อของเคลลี่ซื้อไว้ให้ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าใครเมาห้ามขับรถกลับบ้านเด็ดขาด ซึ่งเงื่อนไขนี้เคลลี่ก็ทำตามอย่างเคร่งครัด โดยเธอเองก็ไม่ดื่ม และยังพกมือถือที่มีเบอร์โทร.เรียกแท็กซี่แบบทวนเลขหมายติดตัวตลอด

แล้วแทดก็หลบหน้าฉันไปตลอดงานปาร์ตี้ที่เหลือ เขาไม่ได้เต้นรำกับคนอื่น แต่ก็ไม่พูดกับฉันอีกเลย

ถ้าเป็นโดปี้คงบอกว่า เกมจบแล้ว

แต่ฉันว่าคุณพ่อโดมินิกคงไม่อยากได้ยินเรื่องไม่น่าสนใจเกี่ยวกับการเดทของฉัน ฉันเลยบอกว่า “ไม่ค่ะ ไม่เลย ไม่มีอะไร”

“แปลกนะ” คุณพ่อโดมินิกพูด ทำท่าครุ่นคิด “พ่อนึกว่าจะมีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ บางอย่าง เกิดขึ้น – “

“อ๋อ” ฉันพูด “คุณพ่อหมายถึงว่ามีเรื่อง ผี อีกหรือเปล่าน่ะเหรอคะ”

คราวนี้ท่านไม่ทำท่าครุ่นคิดแล้ว แต่เปลี่ยนไปทำท่ารำคาญแทน “นั่นละ ซูซานน่าห์” ท่านตอบพลางถอดแว่น เอานิ้วโป้งกับนิ้วชี้ดึงดั้งจมูกเหมือนจะปวดหัวขึ้นมากะทันหัน “แน่นอน พ่อหมายความอย่างนั้นนั่นแหละ” ท่านสวมแว่นกลับเข้าไป “ทำไมเหรอ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเหรอ เธอไปเจอใครมาหรือเปล่า หมายถึงหลังเหตุการณ์แย่ๆ ที่ทำให้โรงเรียนพังน่ะ”

ฉันพูดช้าๆ “ก็…”




Create Date : 10 สิงหาคม 2548
Last Update : 2 ธันวาคม 2548 19:00:23 น. 2 comments
Counter : 282 Pageviews.

 
เล่มต่อไปล่ะคะ
รอตั้งนานแล้วนะคะ
แง่งๆๆ


โดย: ชมทะเล IP: 203.156.27.247 วันที่: 28 ธันวาคม 2548 เวลา:2:29:03 น.  

 
สวรรค์! ใครก็ได้ ช่วยบอกที เราจะหาเล่มสองได้ที่ไหน ได้โปรด อยากอ่านมากกกกก!


โดย: ปุ้ย ราม 124 IP: 202.93.61.150 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2549 เวลา:12:11:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

มณฑารัตน์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Lost in Translation

Friends' blogs
[Add มณฑารัตน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.