Group Blog
 
 
สิงหาคม 2548
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
10 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 
+:+:+สาวน้อยสื่อวิญญาณ ตอน รักเธอให้ตายเถอะ+:+:+




ผลงานอีกเรื่องของ เม็ก คาบอท ที่ผู้อ่านคุ้นเคยเป็นอย่างดีและคงประทับใจจากเรื่อง บันทึกของเจ้าหญิง คราวนี้ เม็ก คาบอท มาพร้อมกับ "สาวน้อยสื่อวิญญาณ เล่ม 1 ตอน รักเธอให้ตายเถอะ " หรือ The Mediator เรื่องราวของซูซานน่าห์ ผู้เจรจาส่งสารระหว่างคนเป็นและคนตาย พูดง่ายๆ ก็คือ เธอมองเห็นคนตาย แถมคนตายพวกนี้ยังไม่ยอมปล่อยให้เธอได้อยู่ว่าง วันๆ ก็มากวนให้ทำโน่นทำนี่ จะมีก็แต่เจสซี่ ผีหนุ่มสุดหล่อที่สิงอยู่ในห้องนอนใหม่ของเธอเท่านั้นแหละ ที่ดูจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเธอเลย ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะที่เธอย้ายมาอยู่แคลิฟอร์เนียนี่ ก็เพื่อจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ จะได้ไปห้างสรรพสินค้าบ้าง แทนที่จะไปแต่ที่สุสาน แต่แค่ไปโรงเรียนใหม่วันแรก ซูซานน่าห์ก็รู้เลยว่าไอ้ที่ฝันไว้น่ะ มันแสนจะเป็นไปไม่ได้ เพราะที่โรงเรียนดันมีผีตนหนึ่งที่วางแผนจะแก้แค้นชายผู้เป็นที่รัก และซูซานน่าห์ก็ดันไปขวางทางหล่อนเข้า...เกริ่นเรื่องมาแค่นี้ อดใจกันไม่อยู่แล้วใช่มั้ยคะ ติดตามเรื่องราวต่อจากนี้ได้ในเล่มค่ะ

1


พวกเขาบอกฉันว่าที่นั่นมีต้นปาล์ม

ฉันไม่เชื่อหรอกนะ แต่นั่นคือที่ฉันได้ยินมา พวกเขาบอกว่าฉันสามารถมองเห็นบรรดาต้นปาล์มได้จากบนเครื่องบิน

อ๋อ ฉันรู้หรอกน่าว่าแคลิฟอร์เนียตอนใต้มีต้นปาล์ม แหม คิดว่าฉันโง่ขนาดนั้นเลยหรือไง ฉันดูซีรีย์สเบเวอรี่ฮิลล์ 90210 นะ แต่ฉันกำลังจะย้ายไปอยู่แคลิฟอร์เนียตอนเหนือ ซึ่งฉันไม่คิดว่าจะได้เห็นต้นปาล์มในแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ เพราะแม่บอกไว้ว่าอย่าเพิ่งเอาเสื้อสเว็ตเตอร์ไปแจกคนอื่นๆเสียหมด

“อ๊ะ อย่านะลูก” แม่บอก “เพราะลูกต้องใช้แน่ เสื้อโค้ตด้วย ที่นั่นก็มีช่วงที่หนาวนะ ถึงจะไม่หนาวเท่าที่นิวยอร์ก แต่ก็เย็นเลยแหละ”

นั่นแหละคือสาเหตุที่ฉันสวมแจ๊คเก็ตหนังสีดำสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์มาขึ้นเครื่อง จริงๆ ฉันจะส่งมันไปพร้อมกับข้าวของอื่นก็ได้ แต่ฉันรู้สึกอุ่นใจกว่าถ้าได้สวม

ฉันเลยมานั่งสวมแจ๊คเก็ตหนังสีดำสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์อยู่บนเครื่องแบบนี้ มองเห็นต้นปาล์มผ่านทางหน้าต่างตอนเครื่องลงจอด แล้วฉันก็คิดในใจว่า เยี่ยมไปเลย เสื้อหนังสีดำกับต้นปาล์ม ฉันเข้ากับเมืองนี้ได้แน่ เหมือนที่ฉันคิดไว้เลย…

…ซะเมื่อไหร่ล่ะ

แม่ไม่ค่อยชอบเสื้อหนังของฉันนัก แต่ฉันสาบานได้ว่าฉันไม่ได้สวมมันมาเพื่อขัดใจแม่หรืออะไรเลย ฉันไม่ได้เคืองที่แม่ตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ห่างไปตั้งสามพันไมล์ ทำให้ฉันจำต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายกลางคันในปีสอง ต้องจากเพื่อนรักที่รู้สึกจะมีอยู่กับเขาแค่คนเดียวตั้งแต่อนุบาล จากเมืองที่อยู่มาตลอดเวลาสิบหกปีของชีวิต

โอ๊ย ไม่หรอก ฉันไม่ได้เคืองแม่เลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะที่จริงแล้วฉันก็ชอบแอนดี้ พ่อเลี้ยงคนใหม่ของฉัน เขาดีสำหรับแม่ เขาทำให้แม่มีความสุข และเขาก็ดีกับฉันมากด้วย

มีแต่เรื่องการย้ายมาแคลิฟอร์เนียนี่แหละที่ทำให้ฉันเซ็ง

อ้อ แล้วฉันพูดถึงลูกสามคนของแอนดี้ไปหรือยัง

ทุกคนต่างมาคอยต้อนรับฉันตอนลงจากเครื่อง ทั้งแม่ฉัน แอนดี้ และลูกชายสามคนของแอนดี้ ซึ่งฉันเรียกว่า สลีปปี้ โดปี้ และด็อก พวกเขาเป็นพี่น้องต่างสายเลือดที่ฉันเพิ่งจะมี

“ซูซ!” ต่อให้ฉันไม่ได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียกชื่อฉันตอนเดินผ่านประตู ฉันก็ต้องสังเกตเห็นทุกคนอยู่แล้ว ครอบครัวใหม่ของฉัน แอนดี้ให้ลูกชายคนเล็กสองคนถือป้ายอันใหญ่ เขียนไว้ว่า ยินดีต้อนรับสู่บ้าน ซูซานนาห์! คนอื่นที่ลงจากเครื่องลำเดียวกันต่างก็หันไปพูดกับเพื่อนร่วมเดินทางตอนเดินผ่านว่า “อุ๊ย ดูสิน่ารักจัง” แล้วยิ้มให้ฉันแบบอี๋ๆ

นั่นแหละ ฉันเริ่มเข้ากับที่นี่ได้ดีแล้ว เข้าได้ดีสุดๆเลย

“โอเค” ฉันพูด รีบเดินไปหาครอบครัวใหม่ “เอาป้ายลงได้แล้วละ”

แต่แม่ก็มัวแต่กอดฉันเลยไม่ได้สนใจฟัง “โอ ซูซี่!” แม่เรียกตลอด ฉันไม่ชอบให้คนอื่นที่ไม่ใช่แม่เรียกฉันว่าซูซี่ ดังนั้นฉันเลยตวัดสายตาดุๆ ข้ามไหล่แม่ใส่บรรดาเด็กผู้ชาย เผื่อทั้งสามเกิดนึกแผลงขึ้นมา อยากจะเรียกฉันแบบนั้นบ้าง แต่พวกนั้นก็เอาแต่ยิ้มลอยหน้าลอยตาอยู่เหนือป้ายงี่เง่านั่น โดปี้ยิ้มเพราะโง่จนไม่รู้เรื่องอะไรกับใครเลย ด็อกยิ้มเพราะ อืม ก็คงเพราะดีใจที่เห็นฉันมั้ง ด็อกเป็นคนแปลกๆ แบบนั้นแหละ ส่วนสลีปปี้ที่อายุเยอะสุด ก็ยืนนิ่งๆดู…เอ่อ ดูง่วงดี

“การเดินทางเป็นยังไงบ้าง คนเก่ง” แอนดี้รับกระเป๋าจากไหล่ฉันไปสะพายไหล่ตัวเอง พอรู้ว่าหนักแค่ไหนก็ทำหน้าแปลกใจแล้วพูดว่า “โห นี่ใส่อะไรมาบ้างเนี่ย รู้รึเปล่าว่าการลักลอบขนหัวจ่ายน้ำดับเพลิงข้ามรัฐน่ะถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงนะ”

ฉันส่งยิ้มให้ แอนดี้ก็ทึ่มแบบนี้แหละ แต่เป็นคนทึ่มนิสัยดีนะ เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรที่ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงในนิวยอร์ก เพราะเขาเคยไปนิวยอร์กแค่ห้าครั้งได้มั้ง ซึ่งก็เท่ากับจำนวนครั้งที่เขาใช้เดินทางไปโน้มน้าวแม่ให้แต่งงานกับเขานั่นแหละ

“ใช่หัวจ่ายน้ำดับเพลิงที่ไหนกันคะ” ฉันบอก “มิเตอร์เก็บค่าจอดรถต่างหาก แล้วหนูก็มีกระเป๋ามาอีกสี่ใบด้วย”

“สี่เลยเหรอ” แอนดี้แกล้งทำเป็นตกใจ “เธอคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรน่ะ ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันกับเราหรือไง”

ฉันเคยบอกหรือเปล่าว่า แอนดี้เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักแสดงตลก แต่จริงๆไม่ใช่เลย เขาเป็นช่างไม้ต่างหาก

“ซูซ” ด็อกพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “เธอสังเกตรึเปล่าว่าตอนที่เครื่องบินลงจอด หางมันจะกระดกขึ้นนิดหน่อย มันเป็นเพราะลมตีขึ้นน่ะ เกิดขึ้นเมื่อมวลเคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับหนึ่ง ไปปะทะเข้ากับความเร็วลมที่พัดมาจากทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งมีกำลังแรงมากกว่าหรือเท่ากัน”

ด็อกเป็นลูกชายคนเล็กของแอนดี้ อายุแค่สิบสองแต่พูดจาเหมือนคนอายุสี่สิบ ที่งานเลี้ยงแต่งงาน เขาเอาแต่เล่าเรื่องการตัดแขนขาของเหล่ามนุษย์ต่างดาวให้ฉันฟัง และเรื่องที่ว่าแอเรียฟิฟตี้วันเป็นการหมกเม็ดครั้งสำคัญสุดของรัฐบาลอเมริกัน เพราะไม่อยากให้เรารู้ว่า เราไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาล

“โอ ซูซี่” แม่ยังพูดไม่หยุด “แม่ดีใจจริงๆ ที่ลูกมา ลูกต้องชอบบ้านแน่ ทีแรกแม่ไม่รู้สึกว่ามันเป็นบ้านเลย แต่พอตอนนี้ลูกมาอยู่ที่นี่แล้ว…โอ รอให้ลูกเห็นห้องของตัวเองก่อนเถอะ แอนดี้ทำใหม่ให้ ดูดีเชียว…”

ก่อนแต่งงาน แม่กับแอนดี้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ตระเวนดูบ้านที่ใหญ่พอจะให้ลูกทั้งสี่คนมีห้องเป็นของตัวเองได้ ก่อนจะไปลงเอยที่บ้านหลังใหญ่กลางหุบเขาในเขตคาร์เมลหลังนี้ ซึ่งที่ซื้อได้ก็เพราะซื้อมาในสภาพที่ทรุดโทรมอย่างมาก และบริษัทก่อสร้างที่แอนดี้ทำงานให้บ่อยๆ ก็รับซ่อมแซมในราคาลดสุดๆ แม่พูดเรื่องห้องฉันไม่หยุดอยู่หลายวัน มันเป็นห้องที่แม่ยืนยันแล้วยืนยันอีกว่าดีที่สุดในบ้าน

“แล้ววิวนะ!” แม่พูดตลอด “เราสามารถมองเห็นวิวทะเลจากหน้าต่างมุขในห้องนอนลูกได้เลย! โอ ซูซ ลูกต้องชอบมากแน่ๆ”

ฉันมั่นใจว่าฉันต้องชอบมันมากแน่ คงจะชอบพอกับที่ต้องโบกมือลาเบเกิ้ลไปหาถั่วอัลฟาฟา ลารถไฟใต้ดินไปเล่นกระดานโต้คลื่น หรืออะไรทำนองนั้น

ไม่รู้ทำไม อยู่ดีๆโดปี้ก็เปิดปากได้ เขาพูดว่า “เธอชอบป้ายรึเปล่า” ด้วยเสียงที่ฟังดูน่าขัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะอายุเท่ากัน แต่เขาอยู่ทีมมวยปล้ำของโรงเรียนนี่นะ จะไปหวังอะไรได้ละ จากการได้นั่งติดกับเขาที่งานเลี้ยงแต่งงาน --คือตอนนั้นฉันต้องนั่งตรงกลางระหว่างเขากับด็อก ดังนั้นคุณคงพอนึกออกนะว่าบทสนทนาจะลื่นไหลแค่ไหน-- ฉันบอกได้เลยว่าสิ่งเดียวที่เขาคิดถึง คือเรื่องท่ารัดคอจากด้านหลังกับเครื่องดื่มโปรตีนเสริมกล้ามเนื้อ

“ชอบสิ ป้ายสวยมาก” ฉันพูดพลางแย่งป้ายจากมือหนาๆ ของเขามาถือไว้เอง ให้ด้านที่มีตัวหนังสือคว่ำลงพื้น “ไปกันได้รึยังคะ หนูอยากไปเอากระเป๋าก่อนที่คนอื่นจะมาเอาไป”

“อ้อ จริงด้วย” แม่พูดแล้วกอดฉันทิ้งท้าย “โอ๊ย แม่ดีใจจริงๆ ที่เจอลูก! ลูกดูดีมากๆเลย…” ประโยคถัดมา ถึงจะฟังรู้ว่าแม่ไม่อยากพูด แต่แม่ก็ยังคงพูดต่อด้วยเสียงอันเบาเพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยิน “แม่นึกว่าแม่บอกลูกแล้วซะอีกเรื่องแจ๊คเก็ตตัวนี้น่ะ ซูซ นึกว่าลูกโยนยีนพวกนี้ทิ้งไปหมดแล้ว”

ฉันสวมยีนตัวเก่าสุด ตัวที่มีรูตรงหัวเข่า มันเข้ากับเสื้อยืดสีดำสกรีนลวดลายและรองเท้าบู๊ตหุ้มข้อแบบมีซิปได้ดีมากเลย กางเกงยีนกับรองเท้าบู๊ต เมื่อสวมกับเสื้อแจ๊คเก็ตหนังสีดำสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์แถมด้วยกระเป๋าอาร์มี่เนวี่เซอร์พลัสแบบสะพายไหล่ ฉันก็ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นที่หนีออกจากบ้านในหนังที่ฉายทางทีวีไม่มีผิด

อ้าว แหม เวลาที่ต้องนั่งเครื่องบินในประเทศนานตั้งแปดชั่วโมง เขาก็ต้องแต่งตัวสบายๆกันไม่ใช่เหรอ

พอฉันบอกไป แม่ก็กลอกตาแล้วเลิกพูด นี่คือข้อดีของแม่ แม่ไม่เซ้าซี้เหมือนแม่คนอื่นๆ สลีปปี้ โดปี้ และด็อกไม่รู้หรอกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน

“เอาละ” แม่เปลี่ยนเรื่อง “ไปเอากระเป๋ากันดีกว่า” จากนั้นก็พูดเสียงดังขึ้น “เจค มาเถอะ ไปเอากระเป๋าซูซกัน”

แม่ต้องเรียกชื่อจริงของสลีปปี้ เพราะดูเหมือนเขาจะหลับไปแล้วทั้งที่ยังยืนอยู่ ฉันเคยถามแม่ว่าเจคซึ่งเป็นรุ่นพี่ปีสี่ที่โรงเรียน เป็นโรคผล็อยหลับไม่รู้ตัวหรือว่าติดยาหรือเปล่า แม่บอกว่า “เปล่านี่จ๊ะ ทำไมลูกถามแบบนั้นละ” เหมือนแม่มองไม่เห็นว่าหมอนี่ยืนตาปริบๆ ตลอดเวลา โดยไม่เคยพูดอะไรกับใครสักคำ เดี๋ยวก่อน นั่นไม่จริงเลย เขาเคยพูดกับฉันนะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเคยพูดว่า “เฮ้ เธอเป็นพวกแก๊งค์อะไรด้วยเหรอ” เขาถามฉันที่งานแต่งงาน ตอนที่เขาเห็นฉันยืนสวมเสื้อแจ๊คเก็ตหนังทับชุดเพื่อนเจ้าสาวอยู่นอกงาน แอบสูบบุหรี่

อย่าเพิ่งว่าฉันเลยนะ ได้ไหม นี่เป็นบุหรี่ตัวแรกและตัวเดียวของฉันนะ ตอนนั้นฉันเครียดมาก กลัวว่าแม่จะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้แล้วย้ายไปอยู่แคลิฟอร์เนีย ลืมทุกอย่างเกี่ยวกับฉัน ฉันสาบานได้ว่าหลังจากวันนั้นฉันไม่เคยสูบบุหรี่อีกเลยแม้แต่ตัวเดียว

แล้วอย่าเข้าใจฉันผิดนะ เรื่องเจคน่ะ เขาอาจจะสูงหกฟุตสิบนิ้ว มีผมบลอนด์ยุ่งๆ และตาสีฟ้าเป็นประกายเหมือนพ่อเขา แบบที่จีน่าเพื่อนฉันมาเห็นคงเรียกว่าหนุ่มฮอต แต่เขาน่ะไม่ได้เป็นเพชรเม็ดงามสุดในหมู่เพชรหรอก พอจะเข้าใจที่ฉันพูดไหม

ด็อกยังไม่หยุดพูดเรื่องความเร็วลม เขากำลังอธิบายถึงเรื่องความเร็วที่จำเป็นต่อการเดินทางให้หลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลก ความเร็วนี้เราเรียกกันว่า ความเร็วของการหลุดพ้น ฉันว่าด็อกเนี่ยเป็นคนน่าคบหาสมาคมด้วยอย่างมาก เพื่อประโยชน์ในเรื่องการบ้าน ถึงแม้ฉันจะเรียนสูงกว่าเขาสามเกรดก็เถอะ

ระหว่างที่ด็อกพูด ฉันก็มองไปรอบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาแคลิฟอร์เนีย จะบอกให้นะว่า ถึงเราจะยังอยู่แค่ในสนามบิน และเป็นสนามบินนานาชาติซานโฮเซ แต่ก็ดูรู้เลยว่าเราไม่ได้อยู่ในนิวยอร์กแล้ว เพราะอย่างแรก ทุกสิ่งที่นี่สะอาด ไม่มีคราบเปื้อน ไม่มีขยะ ไม่มีศิลปะกราฟฟิตี้ให้เห็นแม้แต่นิด แถมโถงของที่นี่ก็แต่งด้วยสีพาสเทล คุณก็รู้ว่าสีอ่อนๆ น่ะมันเปื้อนง่ายแค่ไหน เพราะไม่งั้นคนนิวยอร์กจะใส่ชุดดำตลอดเวลาไปทำไม ไม่ใช่เพราะมันเท่หรอกนะ ไม่ใช่เลย แต่เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องหอบชุดไปใช้บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญทุกครั้งที่สวมต่างหาก

แต่นั่นดูจะไม่ใช่ปัญหาของเมืองแดดจ้าอย่างแคลิฟอร์เนีย จากที่ฉันเห็น สีพาสเทลกำลังฮิตมาก ผู้หญิงคนที่เดินผ่านเราไปก็สวมกางเกงขี่จักรยานสีชมพูกับสปอร์ตบราผ้ายืดสีขาว สวมแค่นี้แหละ ถ้านี่เป็นตัวอย่างของแฟชั่นที่พลาดไม่ได้ในแคลิฟอร์เนียละก็ ฉันก็คงกำลังเจอความตระหนกอันเกิดจากวัฒนธรรมที่แตกต่างครั้งใหญ่เข้าให้แล้ว

แล้วรู้ไหมว่ามีอะไรอีกที่แปลก คนที่นี่เขาไม่ทะเลาะกัน ผู้โดยสารต่างก็ต่อแถวกันตรงนั้นตรงนี้ ไม่มีใครขึ้นเสียงใส่คนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ขายตั๋ว ในนิวยอร์ก ถ้าคุณเป็นลูกค้า คุณจะต้องตีกับคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ ไม่ว่าจะเป็นที่สนามบิน ห้างสรรพสินค้าบลูมมิ่งเดลส์ รถเข็นขายฮอตด็อก ที่ไหนๆ ก็ตาม

แต่ที่นี่ไม่เป็น ทุกคนใจเย็นกันมาก

ซึ่งฉันก็พอจะเข้าใจหรอกนะว่าเพราะอะไร ก็เท่าที่เห็นมันไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดนี่ นอกสนามบินก็มีแสงแดดส่องลงมายังหมู่ต้นปาล์มที่ฉันเห็นตั้งแต่อยู่บนฟ้า มีนกนางนวล ไม่ใช่นกพิราบนะ เป็นนกนางนวลจริงๆ สีขาวและเทาตัวใหญ่บินโฉบไปมาอยู่ตรงลานจอดรถ และตอนที่เราไปเอากระเป๋าฉัน ก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่คนไหนตรวจดูเลยว่าสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ที่กระเป๋าตรงกับขั้วตั๋วของฉันหรือเปล่า ไม่มีเลย ทุกคนพูดแต่ว่า “บาย! ขอให้สนุกนะ!”

เยี่ยมจริงๆ

จีน่าเป็นเพื่อนรักของฉันตอนอยู่บรู๊คลิน ก็ได้ๆ เธอเป็นเพื่อน คนเดียว ของฉันด้วย จริงๆ นะ เธอบอกก่อนฉันจะมาว่า แล้วฉันจะเห็นเองว่าการมีพี่น้องคนละพ่อเป็นผู้ชายสามคนมันดียังไง เธอก็ต้องรู้สิเพราะเธอมีตั้งสี่คนแน่ะ ไม่ใช่พี่น้องไม่แท้ด้วย แต่เป็นพี่น้องคลานตามกันมาเลย แต่ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้เชื่อเธอมากไปกว่าเชื่อเรื่องต้นปาล์มที่คนอื่นพูดหรอก ทว่าพอสลีปปี้หิ้วกระเป๋าเดินทางสองใบของฉันขึ้นมา ส่วนอีกสองใบโดปี้เป็นคนหิ้ว ไม่เหลืออะไรให้ฉันหิ้วเลยเพราะแอนดี้ก็เอากระเป๋าสะพายไหล่ของฉันไปแล้ว ฉันถึงได้เข้าใจสิ่งที่จีน่าพูด พี่น้องผู้ชายก็มีประโยชน์ได้นะ พวกเขาสามารถยกของหนักๆ แถมยังดูเหมือนพวกเขาไม่รู้สึกหนักเลยสักนิด

แหม ฉันเป็นคนจัดกระเป๋าพวกนี้เอง ฉันรู้หรอกว่าข้างในมีอะไร กระเป๋าฉันไม่เบาเลยจะบอกให้ แต่สลีปปี้กับโดปี้กลับทำเหมือนว่าแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก รีบไปกันเถอะ

พอกระเป๋าฉันปลอดภัยแล้ว เราก็มุ่งตรงไปยังที่จอดรถ พอประตูอัตโนมัติเปิดออก ทุกคนรวมทั้งแม่ฉัน ก็ล้วงเอาแว่นกันแดดในกระเป๋าออกมา ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้อะไรที่ฉันไม่รู้แฮะ จนพอฉันก้าวออกไป ฉันถึงค่อยรู้ว่ามันคืออะไร

ที่นี่ มีแดด

ไม่ใช่แค่มีแดดนะ แต่แดดสว่างจ้าเลย ทั้งสว่างจ้าและสีสดจนตาเจ็บไปหมด ฉันก็มีแว่นกันแดดนะ แต่อยู่ไหนไม่รู้ เพราะอุณหภูมิตอนออกจากนิวยอร์กคือสี่สิบองศาฟาเรนไฮต์แถมฝนยังจับตัวเป็นน้ำแข็ง ฉันเลยไม่ได้เก็บมันไว้ในที่ที่หยิบง่าย ตอนแรกที่แม่บอกว่าเราจะย้ายบ้าน แม่กับแอนดี้ตกลงว่าให้แม่ซึ่งมีลูกคนเดียวและทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวทางทีวีเป็นฝ่ายย้ายมา จะง่ายกว่าให้แอนดี้กับลูกสามคนเป็นฝ่ายย้าย โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าแอนดี้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง แม่บอกฉันว่าฉันจะต้องชอบแคลิฟอร์เนียตอนเหนือแน่ “มันเป็นที่ที่เขาถ่ายหนังของโกลดี้ ฮอว์นกับเซฟวี่ เชสไง!” แม่บอกฉัน

ฉันชอบโกลดี้ ฮอว์น แล้วก็ชอบเชฟวี่ เชส แต่ฉันไม่ยักรู้มาก่อนว่าสองคนนี้เคยเล่นหนังด้วยกัน

“แล้วก็เป็นฉากในหนังสือของสไตน์แบคที่ลูกอ่านที่โรงเรียนด้วย” เธอพูด “จำได้มั้ย เรื่อง เดอะเรดโพนี ไง”

คือ อันนี้ฉันไม่ประทับใจเท่าไหร่หรอกนะ เพราะเท่าที่ฉันจำได้ เรื่อง เรดโพนี หรือ ลูกม้าสีแดง ไม่มีเด็กผู้หญิงเลย ถึงแม้ว่ามันจะมีเนินเขามากมายก็ตาม ซึ่งตอนที่ฉันยืนอยู่ในลานจอดรถ หยีตามองเนินเขารอบๆ สนามบินนานาชาติซานโฮเซ ฉันก็เห็นว่ามันมีหลายลูกอยู่ แต่หญ้าบนเนินเขานั้นแสนจะแห้งเหี่ยวจนเป็นสีน้ำตาล

และบนเนินเขาก็จะมีต้นไม้ขึ้นกระจายเป็นหย่อม เป็นต้นไม้แบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ตรงยอดจะยู่ๆ เหมือนกับมีกำปั้นยักษ์หล่นจากฟ้ามาทับ ฉันมารู้ตอนหลังว่าเขาเรียกต้นสนไซปรัส

ส่วนรอบๆ ลานจอดรถซึ่งฉันเห็นมีระบบรดน้ำ ก็มีพุ่มไม้ใหญ่ผลิดอกไม้แดงดอกโต ส่วนมากจะขึ้นอยู่ตรงโคนต้นปาล์มที่สูงและใบหนาเหลือเชื่อ ส่วนดอกไม้ พอเงยขึ้นไปอีกถึงได้รู้ว่าเป็นดอกชบา แล้วสัตว์ปีกหน้าตาประหลาดที่บินวนเวียนอยู่รอบๆ ทำเสียงหึ่งๆ นั่นก็ไม่ใช่แมลงด้วย แต่เป็นนกฮัมมิ่งเบิร์ด

“อ๋อ” แม่พูดตอนฉันบอก “มันมีอยู่ทุกที่แหละลูก ที่บ้านเรามีถ้วยใส่อาหารให้มันด้วย ลูกจะเอาไปแขวนที่หน้าต่างห้องลูกก็ได้นะ”

นกฮัมมิ่งเบิร์ดบินมาถึงหน้าต่างห้องเราเลยเหรอ นกชนิดเดียวที่เคยมาเกาะหน้าต่างห้องฉันที่บรู๊คลินคือนกพิราบ ตอนนั้นแม่ไม่เห็นสนับสนุนให้ฉันเอาอาหารให้มันเลย

แต่แล้วช่วงเวลาแห่งความสุขที่ฉันมีกับนกฮัมมิ่งเบิร์ดก็กระเจิง เมื่อจู่ๆ โดปี้ประกาศขึ้นว่า “ผมขับให้” แล้วตรงไปด้านที่นั่งคนขับของรถอเนกประสงค์คันใหญ่ที่จอดอยู่ตรงหน้าเรา

“พ่อขับเอง” แอนดี้พูดเสียงหนักแน่น

“โธ่ พ่อฮะ” โดปี้ร้อง “ผมจะสอบผ่านได้ไงถ้าพ่อไม่ให้ผมฝึกเลย”

“ลูกฝึกขับรถกับแรมเบลอร์ได้” เขาเปิดท้ายรถแลนด์โรเวอร์แล้วเอากระเป๋าฉันใส่เข้าไป “หนูก็ด้วยนะซูซ”

ฉันสะดุ้ง “เรื่องอะไรเหรอคะ”

“หนูเอาแรมเบลอร์ไว้หัดขับได้” เขากระดิกนิ้วมาทางฉันแบบขำๆ “แต่ต้องมีคนที่มีใบขับขี่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วย”

ฉันมองเขาตาปริบๆ “หนูขับรถไม่เป็น” ฉันบอก

โดปี้หัวเราะดังลั่นเสียงเหมือนม้า “เธอขับรถไม่เป็นเหรอ” เขากระทุ้งสลีปปี้ที่ยืนพิงรถบรรทุกอยู่ แหงนหน้าสู้แดด “เฮ้ เจค เธอขับรถไม่เป็นละ!”

“มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกแบรด” ด็อกพูด “ถ้าคนนิวยอร์กแท้ๆ จะไม่มีใบขับขี่ นายไม่รู้เหรอว่ากรุงนิวยอร์กนะมีระบบขนส่งมวลชนที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ ให้บริการประชาชนกว่าสิบสามล้านสองแสนคน บนพื้นที่สี่พันตารางไมล์ จากนิวยอร์กผ่านลองไอส์แลนด์ไปจนถึงคอนเนกติกัตโน่น แล้วก็มีคนใช้บริการขนส่งที่มีอยู่มากมายไม่จำกัดซึ่งได้แก่ รถไฟใต้ดิน รถเมล์ และรถไฟ มากมายถึงพันเจ็ดร้อยล้านคนในแต่ละปี”

ทุกคนมองด็อกแล้วแม่ฉันก็ค่อยๆพูดออกมาว่า “ฉันไม่เคยเอารถจอดเก็บไว้ในนิวยอร์กเลย”

แอนดี้ปิดประตูท้ายรถแลนด์โรเวอร์ “ไม่ต้องห่วงนะซูซ” เขาพูด “เราจะให้เธอลงเรียนขับรถทันที พอเรียนแล้วเดี๋ยวเธอก็จะตามแบรดทันเอง”

ฉันมองโดปี้ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครมาบอกฉัน ว่าต้องตาม แบรด ให้ทัน ไม่ว่าในเรื่องอะไรก็ตาม

แต่ฉันก็รู้ว่าตัวเองต้องเจอเรื่องประหลาดใจอีกเยอะ ต้นปาล์มน่ะเป็นแค่จุดเริ่มต้น ตอนที่เราขับกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินราวหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นชั่วโมงที่ผ่านไปช้าเหลือเกิน เนื่องจากฉันต้องถูกอัดอยู่ตรงกลางระหว่างสลีปปี้กับโดปี้ ส่วนด็อกนั่งอยู่ด้านหลัง “ไกลออกไป” โดยนั่งหมิ่นเหม่อยู่บนกองกระเป๋าของฉัน ยังคงพล่ามไม่หยุดเรื่องความเจริญรุ่งเรืองของการขนส่งในนิวยอร์ก ตอนนั้นฉันก็ชักจะเห็นภาพแล้วว่าทุกอย่างจะต้องไม่เหมือนกับที่ฉันคาดไว้แน่ ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง และแน่นอนว่าจะต้องไม่เหมือนกับสิ่งที่ฉันคุ้นเคย

ไม่แค่เพราะฉันต้องมาอยู่อีกฟากของทวีป ไม่แค่เพราะเวลามองไปทางไหน ฉันก็ได้เห็นแต่สิ่งที่ไม่เคยเห็นในสมัยอยู่นิวยอร์ก เช่น ป้ายข้างถนนที่โฆษณาขายอาร์ติโชคหรือทับทิมในราคาสิบสองหัวหรือผลต่อหนึ่งเหรียญ เห็นต้นองุ่นที่พันอยู่กับเพิงที่ก่อด้วยไม้ เห็นต้นเลมอนและต้นอะโวคาโด เห็นพืชผักสีเขียวชอุ่มที่ไม่รู้จัก และที่โค้งอยู่เหนือทุกอย่างที่ว่ามา คือท้องฟ้าสีฟ้าสดอันกว้างใหญ่ไพศาล จนบอลลูนที่ฉันเห็นลอยอยู่นั้นดูช่างเล็กเหลือเกิน อย่างกับจุกอุดน้ำที่อยู่ก้นสระว่ายน้ำระดับโอลิมปิกอย่างนั้นเลย

แล้วยังมีทะเลอีก ที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นเนื่องจากทีแรกฉันเห็นแล้วไม่รู้ว่าเป็นทะเล คิดว่าเป็นทุ่งอีกทุ่งหนึ่ง แต่ต่อมาก็เห็นว่าทุ่งนี้มันเป็นประกายน่าดู สะท้อนแสงแดด ส่องแสงวิบวับเป็นรหัสมอสมาที่ฉัน แสงนั้นสว่างมาก จนมองลำบากถ้าไม่สวมแว่นกันแดด แต่มันก็คือมหาสมุทรแปซิฟิก…ใหญ่และทอดยาวออกไปไม่แพ้ท้องฟ้า บิดตัวคดเคี้ยวเข้าหาแนวหาดทรายสีขาวรูปเครื่องหมายลูกน้ำราวกับมีชีวิต

เพราะเป็นชาวนิวยอร์ก ฉันจึงได้เห็นมหาสมุทรน้อยครั้งเอามากๆ อย่างน้อยก็แบบที่มีชายหาดอย่างนี้นะ จนทุกครั้งที่เห็น ฉันก็อดร้องออกมาเบาๆ ไม่ได้ แล้วพอฉันร้อง ทุกคนก็หยุดคุยกัน ยกเว้นสลีปปี้ซึ่งหลับอยู่ตามระเบียบ

“อะไร” แม่ฉันตกใจ “อะไรเหรอลูก”

“เปล่าค่ะ” ฉันตอบ รู้สึกอายจัง ก็คนพวกนี้คงเห็นทะเลจนชินแล้ว เขาต้องคิดว่าฉันเป็นยัยเพี้ยนแน่ถ้าฉันตื่นเต้นเรื่องนี้ “แค่มหาสมุทรน่ะค่ะ”

“อ๋อ” แม่พูด “จ้ะ สวยใช่มั้ยลูก”

โดปี้พูด “คลื่นม้วนตัวดีแฮะ สงสัยต้องมาที่หาดก่อนมื้อเย็นซะแล้ว”

“ไม่ได้” พ่อเขาพูด “จนกว่าลูกจะทำรายงานนั้นให้เสร็จก่อน”

“โธ่ พ่อฮะ!”

เรื่องนี้ทำให้แม่ฉันพูดเรื่องโรงเรียนที่ฉันจะต้องไปแบบยาวเหยียดละเอียดยิบ มันเป็นโรงเรียนเดียวกับที่สลีปปี้ โดปี้ และด็อกเรียนอยู่ โรงเรียนนี้ตั้งชื่อตามฮูนิเปโร เซอร์ร่า ชาวสเปนที่อพยพมาอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1700 แล้วบังคับให้ชาวอเมริกันพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่มาแต่แรก หันมานับศาสนาคริสต์แทนศาสนาที่พวกเขานับถือกันอยู่ ตัวอาคารใหญ่โตทำด้วยอิฐ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมได้ถึงปีละสองหมื่นคน หรืออะไรประมาณนี้แหละ

ฉันไม่ได้ฟังแม่พูดเลย ความสนใจที่ฉันมีต่อเรื่องโรงเรียนจะเป็นศูนย์เสมอ เหตุผลเดียวที่ฉันย้ายมาที่นี่ก่อนคริสต์มาสไม่ได้ก็คือ โรงเรียนมิชชั่นแห่งนี้ไม่มีที่ว่างให้ฉัน ก็เลยต้องรอให้เทอมสองเปิดก่อนถึงจะพอมี แต่ฉันไม่สนใจหรอก เนื่องจากมันทำให้ฉันได้ไปอยู่กับยายสองสามเดือนซึ่งก็ไม่เลวเลย เพราะว่านอกจากยายจะเป็นทนายความคดีอาญามือฉกาจแล้ว ยังเป็นกุ๊กฝีมือเลิศอีกด้วย

ฉันยังติดใจเรื่องมหาสมุทรอยู่ แต่มันหายเข้าหลังเขาไปแล้ว ขณะที่ฉันกำลังชะเง้อเผื่อจะได้เห็นทะเลอีก ฉันก็นึกขึ้นได้ เลยถามว่า “เดี๋ยวนะคะ โรงเรียนนี้สร้างตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ศตวรรษที่สิบแปด” ด็อกตอบ “เป็นระบบมิชชั่น สอนโดยคณะฟรานซิสกัน ภายใต้การดูแลของโบสถ์คาทอลิกกับรัฐบาลสเปน ตั้งขึ้นเพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์ให้แก่ชาวอเมริกัน ตลอดจนอบรมให้เป็นแรงงานมีฝีมือที่ประสบความสำเร็จในสังคมสเปนสมัยใหม่ เดิมที โบสถ์นี้ใช้สำหรับ…”

“ศตวรรษที่สิบแปดเหรอคะ” ฉันขยับไปข้างหน้า ฉันนั่งอยู่ตรงกลาง ข้างหนึ่งเป็นสลีปปี้ที่นั่งหัวห้อยจนมาแหมะอยู่บนไหล่ฉัน แค่สูดกลิ่นฉันก็บอกได้แล้วว่าเขาใช้แชมพูฟายเนส ส่วนอีกข้างคือโดปี้ จะบอกให้ว่า จีน่าไม่ได้บอกฉันเลย ว่าเด็กผู้ชายนั่งกินที่แค่ไหน แต่ตอนนี้ฉันก็ได้รู้แล้ว เด็กผู้ชายที่สูงเกือบหกฟุตทั้งคู่แถมหนักเกือบสองร้อยปอนด์นั้นจะนั่งกินที่มาก “ศตวรรษที่สิบแปดเหรอคะ”

แม่คงจับความตระหนกในน้ำเสียงฉันได้ เพราะแม่หันมาพูดด้วยเสียงปลอบประโลมว่า “นี่ ซูซ เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ แม่บอกลูกแล้วว่ามีรายชื่อตัวสำรองรอเรียกที่โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน แล้วลูกก็ไม่อยากไปโรงเรียนหญิงล้วน ดังนั้นก็ต้องตัดโรงเรียนซาเครฮาร์ทออกไป อีกอย่างแอนดี้ก็ได้ยินมาว่ามันมีเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับยาเสพติดแล้วก็แก๊งค์ทะเลาะวิวาทในโรงเรียนรัฐบาลย่านนี้…”

“ศตวรรษที่สิบแปดเหรอคะ” ฉันรู้สึกได้เลยว่าใจตัวเองเริ่มเต้นแรงเหมือนเพิ่งไปวิ่งมา “นั่นมันตั้ง สามร้อยปี มาแล้วนะคะ!”

“ฉันไม่เข้าใจเลย” ตอนนี้เรากำลังแล่นผ่านเมืองคาร์เมลบายเดอะซี ซึ่งมีกระท่อมสวยๆมากมาย หลายหลังเป็นบ้านหลังคามุงจากด้วยซ้ำ มีร้านอาหารเล็กๆ น่ารักและมีแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะ แอนดี้ต้องขับด้วยความระมัดระวัง เพราะการจราจรคลาคล่ำไปด้วยรถที่มีป้ายทะเบียนจากต่างรัฐ แล้วก็ไม่มีสัญญาณไฟจราจรด้วย แต่ดูเหมือนนี่จะเป็นสิ่งที่คนท้องถิ่นภูมิใจกันมาก เพราะอะไรฉันก็ไม่รู้ “มันแย่ตรงไหนเหรอ” เขาอยากรู้ “เรื่องศตวรรษที่สิบแปดน่ะ”

แม่ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นที่สุด แบบที่ฉันเรียกว่าเสียงแห่งข่าวร้าย เป็นเสียงที่แม่ใช้ทางทีวีเวลารายงานข่าวเครื่องบินตกหรือข่าวเด็กถูกฆาตกรรม “ซูซไม่ค่อยชอบตึกเก่าๆ น่ะค่ะ”

“อ้อ” แอนดี้พูด “งั้นผมว่าเธอต้องไม่ชอบบ้านแน่”

ฉันจิกพนักพิงศีรษะของเขาแน่น “ทำไมคะ” ฉันคาดคั้นเสียงแข็ง “ทำไมหนูต้องไม่ชอบบ้านด้วย”

แน่นอนฉันรู้ว่าทำไม ฉันเห็นทันทีที่เราจอดรถ บ้านหลังใหญ่ และสวยมาก มีโดมเล็กๆ แบบวิคตอเรียน มีทางเดินบนหลังคา มีหมดทุกอย่าง แม่ทาสีบ้านด้วยสีฟ้า ขาว และครีม รอบบ้านมีต้นสนใหญ่ร่มครึ้ม มีไม้ดอกขึ้นรกหลายกอ บ้านสูงสามชั้น สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ไม่ใช่แบบเหล็กผสมกระจกหรือดินเผาอัปลักษณ์เหมือนบ้านหลังอื่นๆแถวนั้น นี่เป็นบ้านที่สวยและดูดีที่สุดในละแวกเลยทีเดียว

แต่ฉันก็ไม่อยากจะย่างเท้าเข้าไป

ตอนที่ตกลงกับแม่ว่าจะเราย้ายมาอยู่แคลิฟอร์เนีย ฉันรู้ดีว่าตัวเองต้องเจอความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งอาร์ติโชกข้างทาง สวนเลมอน มหาสมุทร…แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สำคัญอะไรเลย ไม่สักนิด ความจริง ความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดคือการต้องแบ่งแม่ให้กับคนอื่น ตลอดเวลาสิบปีหลังจากที่พ่อตายไป เรามีกันแค่สองคนมาตลอด ฉันต้องยอมรับว่าฉันชอบที่มันเป็นอย่างนั้น และที่จริง ถ้าไม่เป็นเพราะแอนดี้ทำให้แม่มีความสุขมากเหลือเกิน ฉันคงยืนกระต่ายขาเดียว ปฏิเสธเรื่องการย้ายมาอยู่ที่นี่

ถ้าคุณมองดูทั้งคู่ แอนดี้กับแม่ คุณก็ต้องรู้สึกได้ทันทีว่าสองคนนี้หลงรักกันอย่างกับอะไร แล้วฉันจะกลายเป็นลูกสาวประเภทไหนที่ปฏิเสธแม่ได้ลง ฉันก็เลยยอมรับแอนดี้ ยอมรับลูกชายสามคนของเขา ยอมรับว่าฉันจะต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองรู้จักและรัก ทั้งเพื่อนซี้ ยาย เบเกิ้ล และโซโห เพื่อสร้างความสุขที่แม่สมควรได้รับ

แต่ฉันไม่ได้คิดเลยจริงๆ ว่า นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันจะได้อยู่บ้าน

ซึ่งไม่ใช่บ้านธรรมดาๆ ด้วย แอนดี้เล่าด้วยความภูมิใจตอนเอากระเป๋าฉันลงจากรถแล้วยัดใส่แขนลูกชายว่า มันเป็นบ้านพักดัดแปลงในสมัยศตวรรษที่สิบเก้า สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1849 รู้สึกจะมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีอยู่เหมือนกันในตอนนั้น มีคนยิงกันที่ห้องด้านหน้า สาเหตุก็มาจากไพ่และผู้หญิง รูกระสุนยังมีให้เห็นอยู่เลย แต่แทนที่แอนดี้จะหาอะไรอุดกลับเอากรอบไปล้อมไว้ เขายอมรับว่ามันน่าขนลุก แต่ก็น่าสนใจด้วย เขามั่นใจมากว่าบ้านของเราเป็นหลังเดียวในคาร์เมลฮิลล์ส ที่มีรูกระสุนตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้าอยู่ในบ้าน

หึ ฉันตอบเขา ฉันก็ว่าจริง

แม่คอยเหลือบมองฉันตลอดตอนเราเดินขึ้นบันไดหลายขั้นไปยังเฉลียงหน้าบ้าน ฉันรู้ว่าแม่คงกังวลว่าฉันจะคิดยังไง ฉันเองเคืองแม่อยู่เหมือนกันที่ไม่บอกฉันก่อน แต่ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าทำไมแม่ปิดฉัน ถ้าแม่บอกฉันว่าแม่ซื้อบ้านหลังนี้ ซึ่งมีอายุกว่าร้อยปีแล้ว ฉันคงไม่มีวันย้ายมาที่นี่แน่ และคงอยู่กับยายจนกว่าจะถึงเวลาเข้ามหาวิทยาลัย

เพราะว่าแม่พูดถูก ฉันไม่ชอบตึกเก่าๆ

แต่ฉันก็เห็นนะว่าถึงมันจะเป็นตึกเก่า แต่มันก็มีความพิเศษ เวลายืนบนเฉลียงด้านหน้า คุณจะมองเห็นเมืองคาร์เมลทั้งเมืองอยู่เบื้องล่าง ทั้งหมู่บ้าน หุบเขา ชายหาด และทะเล เป็นวิวที่สวยจับใจ สวยจนเมื่อดูจากระดับความสวยของบ้านในแถบเดียวกัน คนจะต้องยอมจ่ายเงินเป็นล้านเพื่อบ้านหลังนี้ สวยจนฉันไม่ควรจะรู้สึกเคือง ไม่ควรเลยสักนิด

แต่ถึงอย่างนั้น ตอนแม่พูดว่า “มาเถอะซูซ ไปดูห้องของลูกกัน” ฉันก็อดสั่นนิดๆ ไม่ได้

ตัวบ้านข้างในก็สวยไม่แพ้ข้างนอก แต่งด้วยไม้เมเปิ้ลขัดเงาและทาสีน้ำเงินกับเหลือง ในนี้มีของของแม่หลายชิ้น ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น มีตู้กระจกที่แม่กับฉันซื้อไว้ตอนเราไปเที่ยวที่เวอร์มอนต์ในช่วงวันหยุด มีรูปฉันตอนยังเป็นเด็กแบเบาะแขวนอยู่บนผนังห้องนั่งเล่น ข้างๆ รูปของสลีปปี้ โดปี้ และด็อก มีหนังสือของแม่วางอยู่ในตู้ติดผนังในห้องหนังสือ แล้วบรรดาต้นไม้ที่แม่ยอมจ่ายค่าขนส่งแพงแสนแพงเพื่อขนมาไว้ที่นี่ เนื่องจากทนพรากจากพวกมันไม่ได้ ก็ตั้งกระจายอยู่เต็มไปหมด ทั้งบนชั้นไม้ แขวนอยู่หน้ากระจกสี วางตั้งอยู่บนหัวเสาปลายบันได

แต่ก็มีบางอย่างที่ฉันไม่คิดว่าเคยเห็น เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์สีขาวเงาวับซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะที่แม่เคยใช้เขียนเช็คจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ทีวีจอยักษ์ที่ถูกจับยัดเข้าไปแทนที่เตาผิงในห้องหนังสือ ดูขัดตาพิลึก แล้วยังมีสายแจ๊คเสียบไว้ด้วย คงเอาไว้สำหรับเล่นวิดีโอเกม มีกระดานโต้คลื่นวางพิงผนังข้างประตูโรงรถ มีหมาตัวใหญ่น้ำลายยืดที่คงจะคิดว่าฉันเอาอาหารใส่กระเป๋าเสื้อไว้ เพราะมันคอยเอาจมูกใหญ่ๆ แฉะๆ มาดุนตลอด

ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นของผู้ชายๆ ทั้งนั้น เป็นของแปลกสำหรับแม่กับฉันซึ่งต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้สิ่งต่างๆมา เราคงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าที่จะชิน

ห้องฉันอยู่ชั้นบน เหนือเฉลียงหน้าบ้านพอดี เกือบตลอดทางที่กลับจากสนามบิน แม่พูดด้วยท่าทางกระวนกระวายถึงเรื่องที่นั่งที่แอนดี้ทำให้ตรงริมหน้าต่างมุข จากหน้าต่างมุขก็เห็นวิวเดียวกับจากเฉลียง วิวที่รวบรวมเอาภาพสวยๆ อันประกอบกันเป็นแหลมแห่งนี้เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งคู่น่ารักมากที่มอบห้องดีๆ แบบนี้ให้ฉัน ห้องที่วิวดีที่สุดของบ้าน

ซึ่งพอฉันเห็นว่าทุกคนต้องยุ่งยากลำบากแค่ไหน ในการทำห้องที่อยู่สบายสำหรับฉัน หรืออย่างน้อยก็สำหรับเด็กสาวที่มีความเป็นผู้หญิงช่างฝันผู้อยู่ในจินตนาการ…ซึ่งไม่ใช่ฉัน ฉันไม่เคยเป็นเด็กผู้หญิงประเภทที่ต้องมีโต๊ะเครื่องแป้งที่ด้านบนเป็นกระจกหรือโทรศัพท์สีหวานแบบหญิงๆ แอนดี้ติดวอลเปเปอร์สีครีม ลายดอกฟอร์เก็ตมีน็อตสีฟ้า ทับลงบนไม้ปิดผนังสีขาวจนสุดเพดาน และยังใช้วอลเปเปอร์นี้กับผนังห้องน้ำในตัวของห้องนอน เขาซื้อเตียงให้ฉันใหม่ เป็นเตียงคิงไซส์มีสี่เสาพร้อมม่านลูกไม้คลุม แบบที่แม่ฉันอยากทำให้ฉันมากและคงไม่อาจปฏิเสธเขาได้ ฉันรู้สึกแย่จังที่ทำตัวแบบนั้นในรถ รู้สึกแย่จริงๆ ฉันคิดในใจตอนที่เดินอยู่ในห้องว่า โอเค มันไม่ได้แย่นักหรอก เท่าที่ดูมาเราก็ปลอดภัยดี มันอาจไม่มีอะไรก็ได้ อาจจะไม่เคยมีใครต้องเป็นทุกข์ในบ้านหลังนี้ บางทีพวกที่ถูกยิงตายอาจจะสมควรตายจริงๆ...

จนกระทั่งฉันหันไปทางหน้าต่างมุข และเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่างที่แอนดี้อุตส่าห์มีน้ำใจทำให้ฉัน

คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับฉัน สลีปปี้ โดปี้ หรือด็อก

ฉันหันไปทางแอนดี้เพื่อดูว่าเขาเห็นผู้บุกรุกหรือไม่ แต่เขาไม่เห็น ทั้งที่ผู้บุกรุกก็อยู่ตรงนั้น อยู่ตรงหน้าเขาเลย

แม่ก็ไม่เห็นเหมือนกัน สิ่งเดียวที่แม่เห็นคือหน้าฉัน ซึ่งคงดูไม่รื่นรมย์เท่าไหร่ เพราะแม่ทำหน้าเจื่อนแล้วพูดพร้อมกับถอนใจอย่างเศร้าสร้อย “โธ่ ซูซ อีกแล้วเหรอลูก”




Create Date : 10 สิงหาคม 2548
Last Update : 2 ธันวาคม 2548 19:00:45 น. 1 comments
Counter : 419 Pageviews.

 
อยากอ่านเล่ม 3 แล้วอ่ะค่ะ รอต่อไปด้วยใจหวัง คิดถึงเจสซี่ค่ะ


โดย: lovekalo วันที่: 22 สิงหาคม 2548 เวลา:22:19:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

มณฑารัตน์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Lost in Translation

Friends' blogs
[Add มณฑารัตน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.