Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
10 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
เดินทางไปนมัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏ

10 มีนาคม 2555




เนื่องจากว่าผมได้มีโอกาสเดินทางไปแสวงบุญและนมัสการรอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏมาครับ ผมเลยขอมาเล่าเรื่องราวให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ พร้อมทั้งขอบอกบุญกุศลที่ผมได้รับมาเพื่อส่งต่อให้แก่เพื่อน ๆ ทุก ๆ ท่านด้วยครับ

จริง ๆ แล้วผมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทที่ยอดเขาคิชฌกูฏมานานมากกว่า 10 ปีแล้วครับ จำได้ว่าในสมัยที่ผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมต้องออกไปติดต่อลูกค้าที่จังหวัดจันทบุรี แล้วก็ได้ฟังรายการวิทยุท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรีที่ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ หมายกำหนดการของสมเด็จพระเทพฯ ที่จะเสด็จเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ยอดเขาคิชฌกูฏ (ผมจำปี พ.ศ. ไม่ได้ แต่รู้สึกว่าจะนานมากกว่า 10 ปีขึ้นไปครับ) รวมทั้งสมเด็จพระเทพฯ ท่านจะเสด็จเดินทางไปยังวัดเขาสุกิมต่อด้วย ซึ่งการที่ผมได้ยินรายงานข่าวดังกล่าวนั้น ทำให้ผมเริ่มสนใจเรื่องราวของเขาคิชฌกูฏตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา





แต่เท่าที่ทราบว่าในสมัยก่อน ๆ การเดินทางไปยังเขาคิชฌกูฏนั้นยังไม่สะดวกเหมือนในสมัยปัจจุบันนี้ รวมทั้งระยะเวลาในการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเดินทางขึ้นไปบนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นก็มีระยะเวลาสั้นเพียงไม่กี่วันด้วย (เพียงแค่ 60 วัน นับจากวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี) ดังนั้นในช่วงปีหลัง ๆ นี้ผมจึงมีความตั้งใจที่อยากจะเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นความจริงตามที่ผมต้องการ โดยผมได้เดินทางไปเขาคิชฌกูฏเมื่อคืนวันมาฆบูชาที่ผ่านมานี้เองครับ (วันพุธ 7 มีนาคม 2555) โดยผมยอมพลาดที่จะไม่ไปเวียนเทียนที่วัด (โห ... พูดเหมือนกะว่าผมเป็นคนที่เคร่งศาสนาต้องไปเวียนเทียนทุกวันพระใหญ่เลยเนอะ) เพราะว่าผมต้องออกเดินทางในเวลา 3 ทุ่มตรงครับ

ซึ่งผมเดินทางโดยรถตู้จากหน้าห้างเซ็นทรัล พระราม 2 แถวบ้านของผม ซึ่งจะมีรถตู้เฉพาะกิจไปเขาคิชฌกูฏโดยตรงออกเดินทางทุกวันพุธ วันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 21.00 น. ในช่วงที่เขาคิชฌกูฏเปิดให้ประชาชนทั่วไปขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทได้ ค่าโดยสารท่านละ 450 บาท (ไม่รวมค่ารถสองแถวขึ้นเขาคิชฌกูฏ) โดยก่อนที่ผมจะเดินทางไปเขาคิชฌกูฏในครั้งนี้ ผมได้เตรียมความพร้อมโดยการโทรไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเขาคิชฌกูฏจากปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการเดินทางไปเขาคิชฌกูฏซึ่งก็คือ พี่อ้อมแอ้ม (คนผ่านทางมาเจอ) เองครับ โดยพี่อ้อมแอ้มได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ผมมาก ๆ เลยครับ





ผมเดินทางไปถึงเขาคิชฌกูฏเวลาประมาณตี 1 กว่า ๆ ของวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่หลังจากวันมาฆบูชาไปแล้ว 1 วัน จึงทำให้ในช่วงเวลานั้นมีคนเดินทางไปเขาคิชฌกูฏไม่มากเท่าไหร่นัก แล้วผมก็ต้องต่อรถสองแถวของทางวัดที่จัดไว้เพื่อขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ (รอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นความดูแลของวัดกระทิงครับ) โดยเสียค่ารถสองแถวรอบละ 50 บาท ต่อรถขึ้นอีกไปบนเขาอีก 2 รอบ ดังนั้นค่ารถสองแถวไปกลับสำหรับขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏท่านละ 200 บาทพอดีเลยครับ สำหรับการที่ท่านจะเดินทางขึนไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏได้นั้น ท่านต้องเดินทางขึ้นไปโดยสองแถวของทางวัดที่จัดไว้ให้เท่านั้นครับ ท่านไม่สามารถขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปเองได้ เพราะว่าเส้นทางค่อยข้างชัดอีกทั้งคดเคี้ยวไปมามาก รวมทั้งบนยอดเขาคงไม่มีทีสำหรับให้จอดรถด้วย ท่านจึงจำเป็นที่จะต้องเสียค่ารถสองแถว 200 บาทในส่วนนี้ครับ






ผมเดินทางไปถึงเขาคิชฌกูฏเวลาประมาณตี 1 กว่า ๆ ของคืนวันมาฆบูชาที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2555 ครับ ช่วงเวลาที่ผมไปถึงนั้นฝนเพิ่งจะหยุดตกพอดี ทำให้ในช่วงเวลานั้นมีหมอกลงจัดเลยครับ





ต้องซื้อบัตรขึ้นรถสองแถวขึ้นไปบนยอดเขาอีก 2 ต่อ ต่อละ 50 บาทครับ






ขึ้นรถสองแถวแบบนี้ครับ (ขออภัยที่ภาพไม่ชัด เนื่องจากหมอกลงจัดกล้องผมถ่ายภาพไม่ค่อยจะติดเลยครับ)








ผมขึ้นไปถึงลานพระสีวลีประมาณตี 2 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดที่รถยนต์จะสามารถวิ่งขึ้นไปได้ หลังจากนั้นผมก็ต้องเดินเท้าขึ้นเขาต่อครับ ระยะทางเดินทางเขานั้นเป็นเท่าไหร่ก็ไม่ทราบครับ แต่ยอมรับว่าไกลพอสมควรที่จะทำให้ท่านเหนื่อยและเมื่อยได้แน่ ๆ ครับ โดยการเดินขึ้นเขาตอนตี 2 กว่า ๆ นั้นบรรยากาศจะเงียบสงบและวังเวงดีพอสมควรเลย อีกทั้งตอนที่ผมไปถึงเขาคิชฌกูฏนั้นฝนเพิ่งตกหนักและหยุดไปไม่นานมากนัก จึงทำให้พื้นที่ทางเดินขึ้นเขานั้นเปียกและในบางช่วงก็เป็นโคลนลื่น ๆ อีกทั้งมีหมอกขาว ๆ ลงตลอดทางด้วย เป็นบรรยากาศการเดินขึ้นเขาไปไหว้พระที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนเลย

สำหรับท่านที่จะเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏผมแนะนำให้ใส่รองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าผ้าใบที่เหมาะสมสำหรับการเดินขึ้นเขา เนื่องจากว่าในบางช่วงทางเดินอาจจะเป็นทางชัน อีกทั้งบางช่วงพื้นจะลื่น การที่ท่านใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าที่ไม่ได้หุ้มส้นไป อาจจะทำให้ท่านลื่นล้มได้ครับ สำหรับท่านที่สูงอายุสักหน่อยก็ควรจะนำไม้เท้าติดไปไปด้วย เพื่อใช้พยุงร่างกายในระหว่างการเดินขึ้นลงเขาครับ ส่วนการแต่งกายสำหรับคุณสุภาพสตรี เนื่องจากบนยอดเขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพุทธสถาน ดังนั้นคุณผู้หญิงควรแต่งตัวให้สุภาพ (ตามป้ายที่ทางวัดเขียนบอกไว้) เสื้อเปิดไหล่กว้าง กระโปรงสั้น หรือกางเกงที่ขาสั้นจนน่าเกลียด ไม่ควรใส่ขึ้นไปนะครับ สำหรับท่านที่เดินทางขึ้นบนเขาคิชฌกูฏในเวลากลางคืนก็ควรจะเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยก็จะดีครับ รวมทั้งถ้ามีหมวกใส่เพื่อกันน้ำค้างไปด้วยก็ดีครับ เพราะว่าในช่วงเวลากลางคืนใกล้ ๆ เช้านั้นอากาศจะเย็นมาก ๆ รวมทั้งบนยอดเขาจะมีหมอกจาง ๆ ลงปกคลุมด้วยโดยตลอด และมีน้ำค้างลงแรงมาก ๆ เลยครับ

(ส่วนเวลากลางวันนั้นสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบจริง ๆ ครับ)






เวลาประมาณตี 2 มีประชาชนเตรียมจะเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขาไม่เยอะมากนัก







ทางเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขาในช่วงแรกมีหมอกลงจัดโดยตลอด คนน้อยมากดูวังเวงดีเหมือนกันครับ ถือว่าเป็นประสบการณ์การเดินขึ้นเขาคนเดียวตอนกลางคืนที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะยังไม่ทราบว่าหนทางข้างหน้านั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสขึ้นเขาคิชฌกูฏนี้ครับ







เวลาโดยประมาณตี 2 ครึ่ง ผมก็ไปถึงลานพระพุทธบาท ซึ่งเป็นจุดที่มีรอยพระพุทธบาทปรากฏอยู่บนพื้นก้อนหินที่ยอดเขาครับ ซึ่งผมก็ได้ตรงไปไหว้รอยพระพุทธบาทด้วยความศรัทธาก่อนเลยครับ ในเวลาตี 2 ครึ่งตอนนั้นประชาชนที่ขึ้นมายังไม่เยอะมาก ผมจึงสามารถเดินเข้าไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาทได้อย่างสะดวก ผิดกลับในตอนเช้าที่ประชาชนขึ้นมาเยอะมากจนแทบจะไม่สามารถเดินเข้าไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาทได้เลยครับ

สิ่งที่น่าเสียดายประการหนึ่งสำหรับผมก็คือ ในช่วงเวลาที่ผมไปนั้นตรงบริเวณรอยพระพุทธบาท มีทั้งดอกไม้ ธูป เทียน ธนบัตรและเหรียญจำนวนมาก ที่ถูกประชาชนที่นำไปสักการะได้นำไปวางทับ จนผมไม่สามารถมองเห็นถึงรอยพระพุทธบาทได้ แต่ก็ต้องกราบไหว้ด้วยความศรัทธาไปตรงบริเวณที่เชื่อว่าเป็นรอยพระพุทธบาทนั้นครับ จริง ๆ แล้วสำหรับตัวผมคิดว่า ทางวัดน่าจะห้ามไม่ให้นำเอาดอกไม้ ธูปเทียน ไปวางไว้ในรอยพระพุทธบาท น่าจะจัดสถานที่ให้สำหรับวางดอกไม้ ธูปเทียน โดยเฉพาะมากกว่าครับ แต่ถ้าคิดในอีกทางหนึ่งก็คงต้องบอกว่า คงเป็นเพราะแรงศรัทธาอันแรงกล้าของประชาชนที่เดินทางขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาท จึงได้มีการนำดอกไม้และเครื่องสักการะต่าง ๆ ไปวางบูชาให้ถึงกับรอยพระพุทธบาทโดยตรงเลยครับ (ในส่วนนี้ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านนะครับ)





รอยพระพุทธบาทช่วงเวลาตี 2 ครึ่งยังมีประชาชนไปกราบไหว้อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังพอที่จะแทรกตัวเข้าไปนั่งกราบไหว้และปิดทองที่รอยพระพุทธบาทได้ครับ






หลังจากที่ผมได้ไหว้สักการะรอยพระพุทธบาทตามแรงศรัทธาที่ได้ตั้งใจไว้เสร็จสิ้นแล้ว ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเกือบจะดี 3 แล้วผมก็ลองเดินทางขึ้นเขาต่อ เพื่อเดินไปยังจุดที่เป็น ผ้าแดง ที่คนทั่วไปเขาร่ำลือกันครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็ไม่ทราบมาก่อนเหมือนกันว่าทำไมต้องเดินทางไปผ้าแดงนี้ด้วย แต่ตามที่ผมหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาผมก็เห็นหลาย ๆ คนพยายามจะเดินไปให้ถึงผ้าแดงนี้ให้ได้ ดังนั้นผมจึงไม่พลาดที่จะลองเดินทางไปยังผ้าแดงนี้ดูเหมือนกันครับ

แล้วผมก็ต้องยอมรับว่า ระยะทางที่ต้องเดินจากลานพระบาทไปยังจุดสิ้นสุดบนยอดเขา หรือตรงบริเวณที่เรียกว่า ผ้าแดง นั้น ระยะทางเป็นเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ แต่สำหรับผมถือว่าไกลมากเลยครับ เพราะว่าเป็นเดินทางที่ต้องเดินขึ้นลงเขา เหมือนกับเส้นทางเดินป่า เพียงแต่ว่าเป็นเส้นทางที่มีการเตรียมทางเดินไว้ให้แล้ว มีการทำทางเดินขึ้นลงเป็นขั้นบันไดไว้ให้แล้ว มีการทำบันไดไม้ไว้ให้เดินข้ามในบางช่วง รวมทั้งมีการกั้นเชือกเส้นใหญ่ ๆ เพื่อให้ท่านได้ใช้เกาะแทนราวบันไดในเวลาขึ้นลงเพื่อป้องกันการลื่นล้มด้วย

ในระหว่างเส้นทางที่จะเดินขึ้นถึงยังผ้าแดงนั้น ก็จะมีจุดหยุดพักให้ท่านได้ไหว้พระหรือสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อยู่หลายจุดเลยครับ รวมทั้งมีก้อนหินใหญ่รูปทรงต่าง ๆ ให้ท่านได้หยุดดู เพื่อเป็นการพักเหนื่อยและพักเมื่อยด้วยครับ จนกระทั่งสุดท้ายผมก็เดินฝ่าฟันความเมื่อยล้าของร่างกายไปจนถึงผ้าแดงจนได้ในเวลาประมาณตี 3 ครึ่งกว่า ๆ ซึ่งตรงบริเวณนั้นน่าจะเป็นจุดสุดท้ายสำหรับการเดินเท้า ที่จะสามารถเดินไปแล้วแล้วครับ ทางวัดจึงไดทำการกั้นผ้าแดงไว้เป็นเครื่องหมายให้ทราบ ซึ่งประชาชนทั่วไปที่เดินทางไปถึงจุดนี้ ต่างก็ต้องเอาปากกามาเขียนลงชื่อลงบนผ้าแดงเพื่อเป็นหลักฐานด้วยครับ (รวมทั้งตัวผมด้วยครับ เห็นเขาเขียนผมก็เลยเขียนบ้างครับ)




ถึงสุดเขตตรงที่เป็นบริเวณผ้าแดงแล้วครับ







มีป้ายที่ทำไว้ให้ถ่ายภาพเพื่อเป็นทีระลึกด้วยครับ แต่ว่าผมไปเพียงคนเดียวเลยได้แต่ถ่ายภาพป้ายมาให้ดูกันเฉย ๆ ครับ






มีการให้แลกเหรียญเพื่อมาโยนใส่ในบาตรด้วยครับ







สำหรับการเดินทางไปยัง ผ้าแดง นี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการฝึกฝนความอดทนของร่างกายมากกว่าครับ การที่จะเดินทางไปถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่ง่าย ๆ เลยครับ หลาย ๆ ท่านก็ท้อและเลิก หันหลังเดินกลับไปก็หลายคนครับ เห็นเขาว่ากันว่า ในช่วงเวลากลางวันที่คนเยอะ ในบางครั้งก็ไม่สามารรถเดินทางไปจนถึง ผ้าแดง ได้ เพราะว่าคนเยอะจะติดขัดและใช้เวลามาก จนทำให้หลาย ๆ คนต้องเลิกล้มความตั้งใจไป แต่สำหรับผมได้คิดว่า การเดินทางไปถึงยังจุดสิ้นสุดที่เป็นผ้าแดงนั้น ไม่ได้หมายความว่าท่านจะได้บุญมากกว่าคนอื่นที่ไม่ได้ไปถึงหรอกครับ สำหรับผมคิดว่าการที่ท่านจะได้บุญมากหรือว่าน้อย อยู่ที่แรงศรัทธาและความตั้งใจที่ท่านจะขึ้นมากราบไหว้สักการะรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏนี้มากกว่าครับ ถ้าท่านใดได้ขึ้นมากราบไหว้รอยพระพุทธบาทแล้วก็เสมือนกับว่าท่านได้มาเข้าเฝ้ากราบไหว้พระพุทธเจ้าแล้วครับ (ผมกล่าวตามคำพระที่ท่านว่าไว้และผมได้ยินมาตอนที่ท่านเทศน์ให้ฟังครับ)





ภาพท้องฟ้าในยามคำคืนประมาณตี 3 ครึ่งกว่า ๆ มีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่ยังเต็มดวงอยู่เท่านั้นที่พอจะสว่างไสวให้เห็นบ้าง ซึ่งดูแล้วก็ได้บรรยากาศที่แปลกตาไปจากที่เคยเห็นพอสมควรครับ









จากจุดสิ้นสุดที่เป็น ผ้าแดง นั้น ผมก็เดินทางกลับมายังลานพระพุทธบาทอีกครั้ง โดยผมเดินทางกลับมาถึงลานพระพุทธบาทในเวลาตี 4 กว่า ๆ ซึ่งใกล้เวลาที่ทางวัดกระทิงจะทำพิธีการสวดมนต์ประจำวันเพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทพอดีเลยครับ ซึงทางหลวงพ่อที่ทำการนำประชาชนสวดมนต์ทำวัตรเช้า รวมทั้งหลวงพ่อได้เทศน์เรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางขึ้นมาเพื่อทำบุญ และกราบไหว้สักการะรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏนี้ (หลวงพ่อบอกว่าในทุก ๆ ปีที่ผ่านมา หลวงพ่อเขียน ท่านเจ้าอาวาสวัดกระทิงจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่นำสวดมนต์ครับ แต่ว่าในปีนี้หลวงพ่อเขียนท่านป่วยอาพาสอยู่ เลยต้องให้หลวงพ่อท่านอื่นมาทำหน้าที่แทนครับ) รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ ก็สิ้นเสร็จพิธีการดังกล่าวในเวลาใกล้ ๆ จะ 6 โมงเช้าพอดี ซึ่งเป็นเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วครับ หลาย ๆ ท่านที่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืนต่างก็ตื่นนอนขึ้นมาทำการกราบไหว้สักการะรอยพระพุทธบาทกันมากขึ้นด้วย ผมสังเกตเห็นว่ามีประชาชนเป็นร้อย ๆ คนเลย ทีเดินทางขึ้นมาในตอนกลางคืน แล้วมานอนหลับอยู่ในศาลาที่ลานพระพุทธบาท เพื่อรอเวลาที่พระจะมานำสวดมนต์ทำวัตรเช้าและสักการะรอยพระพุทธบาทในช่วงเวลาตี 4 ครึ่งนี้ครับ





ในช่วงเวลาประมาณตี 4 ครึ่ง ประชานเริ่มมานั่งรอกันที่ลานพระพุทธบาทเพื่อรอเวลาทำพิธีสวดมนต์ทำวัตรเช้าครับ









เท่าที่ผมได้ยินเรื่องราวเกี่ยวเขาคิชฌกูฏนี้มา คนทั่วไปเค้ากล่าวไว้ว่า ...

ถ้าใครไปขึ้นไปไหว้สักการะรอยพระพุทธบาทครบ 3 ครั้งในชีวิตนี้ก็จะดีและเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองมาก ๆ แต่สำหรับผมคิดว่า การที่ได้ไปสักหนึ่งครั้งในชีวิตนี้ก็ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองอย่างมากแล้วครับ อีกทั้งหลาย ๆ ท่านกล่าวว่า ในการอธิษฐานขอพรจากการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทนั้น ท่านจะสามารถขอพรได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งในส่วนนี้ผมก็คิดว่าคงจะเป็นความเชื่อที่กล่าวต่อ ๆ กันมามากกว่าครับ เพราะว่าการที่จะได้พรตามที่เราประสงค์นั้น เราก็ควรจะปฏิบัติและพฤติตนให้เหมาะสมก่อนมากกว่า พระท่านจึงจะให้พรตามที่เราขอได้ แต่ถ้าท่านเอาแต่จงใจขอพรเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ยอมประพฤติหรือปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีแล้ว ท่านก็อย่าได้หวังว่าจะได้พรที่ดี ๆ จากพระท่านเลยสักข้อครับ

(ความคิดของผม เป็นไงล่ะ? ... เนี่ยถ้าไปบวชอีกครั้งต้องได้เป็น “เจ้าเอะอะอาลาวาด” แน่ ๆ เลยครับ ... อิอิ)





เวลาประมาณเกือบจะ 6 โมงเช้าก็ใกล้จะเสร็จพิธีสวดมนต์ทำวัตรเช้าและสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว ในช่วงนี้เริ่มมีแสงอาทิตย์ให้พอมองเห็นแล้วครับ











ก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ที่เห็นตั้งอยู่ตรงยอดหน้าผานั้น เขาเรียกว่า "หินลูกบาตร" ซึ่งเป็นภาพสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏนี้เลยครับ







หลังจากที่ผมได้ถ่ายภาพเก็บภาพบรรยากาศต่าง ๆ แล้ว ผมก็หามะหมี่สำเร็จรูปที่เป็นถ้วยกินเพื่อแก้หิวสักถ้วยหนึ่งก่อนครับ ท่านใดที่เคยกินบะหมี่สำเร็จรูปเป็นถ้วยบนยอดเขาคิชฌกูฏมาแล้วก็คงจะทราบดีนะครับ ว่ามันอร่อยมากขนาดไหน? (ตอนเช้ามือหาอาหารอื่นทานได้ยากครับ) ราคาถ้วยละ 25 บาท น้ำอัดลมหรือนมกล่องก็ 25 บาทเหมือนกันครับ ดังนั้นผมจึงได้บะหมี่สำเร็จรูป 1 ถ้วยและน้ำอักลม 1 ขวด เป็นมื้อเช้าเพื่อรองท้องเตรียมไว้ก่อนสำหรับผมครับ หลังจากนั้นในเวลาประมาณเกือบจะ 7 โมงเช้าผมก็เริ่มที่จะพยายามหาทางเดินทางลงจากยอดเขาคิชฌกูฏครับ เพราะว่าคนขับรถตู้ได้นัดเวลาไว้ไม่น่าจะเกิน 8 โมงเช้าครับ แต่ว่าในช่วงเวลาเช้านี้มีคนขึ้นมากราบไหว้รอยพระพุทธบาทเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลังจากพิธีการสวดมนต์ในตอนเช้าเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงมีคนที่ลงจากยอดเขาพร้อม ๆ กันค่อยข้างเยอะครับ ผมจึงใช้เวลาเดินทางลงจากยอดเขาคิชฌกูฏมากกว่าตอนที่เดินทางขึ้นไปเยอะเลยครับ




ภาพวิวจากยอดเขาคิชฌกูฏในช่วงเวลา 6 โมงเช้าครับ






ในช่วงเวลา 6 โมงเช้าซึ่งได้เสร็จสิ้นจากพิธีสวดมนต์ทำวัตรเช้าและสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว ประชาชนจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้าไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาทกันอย่างเนื่องแน่นเต็มไปหมดเลยครับ เรียกว่าต้องเบียดเสียดแย่งกันเข้าไปเลย เพราะว่ามีประชาชนที่มีแรงศรัทธาจำนวนมากอยากจะเข้าไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาทเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองกันทั้งนั้นเลยครับ










โชคดีที่ผมได้เข้าไปนมสัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทตอนที่ขึ้นมาถึงลานพระพุทธบาทแห่งนี้ ตั้งแต่ประมาณตี 2 ครึ่งเรียบร้อยแล้ว ไม่งั้นผมก็คงจะไม่สามารถแทรกตัวฝ่าฝูงชนเหล่านี้เข้าไปถึงรอยพระพุทธบาทได้แน่ครับ










ผมเดินทางลงจากเขาคิชฌกูฏมาถึงยังจุดที่รถตู้นัดไว้ก็ประมาณ 8 โมงเช้า ได้เวลาเคารพธงชาติพอดีเลยครับ หลังจากนั้นรถตู้ก็ได้ออกเดินทางพาไปไหว้พระที่วัดเขาสุกิมต่อ ก่อนที่จะพาผมเดินทางกลับกรุงเทพฯ มาส่งยังเซ็นทรัลพระราม 2 ที่จุดเดิมครับ สำหรับท่านที่มีความศรัทธาและอยากจะขึ้นไปนมัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏนี้ ท่านก็ยังสามารถเดินทางไปได้จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2555 นี้นะครับ ซึ่งถ้าพลาดช่วงเวลานี้ไปแล้วก็คงต้องรอเป็นต้นปีหน้าครับ





วิวทะเลหมอกสวย ๆ ที่มองจากยอดเขาคิชฌกูฏครับ










ในตอนที่เดินขึ้นเขามา ผมแทบจะไม่ได้ถ่ายภาพไว้เลย เพราะว่ามันมืดและหมอกลงจัดมาก ดังนั้นในตอนขาลงผมเลยพยายามถ่ายภาพบรรยากาศมาให้ได้ชมกันครับ


บันไดช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเดินขึ้นไปสู่ลานพระพุทธบาทครับ






ตลอดทางขาลงมีแผงขายสลากล็อตเตอร์รี่เยอะเลยครับ แต่ผมว่าแอบขายแพงคู่ละ 110 บาท ถือว่าแพงเกินเหตุครับ นอกจากนั้นยังมีเทคนิคการขายแบบแปลก ๆ โดยเอาสลากล็อตเตอร์รี่มาพับเพื่อไม่ให้เห็นตัวเลข ให้ผู้ซื้อเสี่ยงโชคแบบเดากันเอาเองครับ






ตลอดทางจะเห็นมีคนเอาธูปไปวางติดไว้ตามก้อนกิน ตามทางเดินต่าง ๆ เต็มไปหมด ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าเค้าจะติดธูปพวกนี้เอาไว้ทำไมครับ เห็นบางช่วงบางแห่งก็มีการติดธูปเป็นโค้ง ๆ ด้วยครับ






มีการโรยกลีบดอกไม้สีเหลืองไว้ตลอดทางด้วยครับ






เดินเคาะระฆังกันไปเรื่อย ๆ จะได้ไม่เบื่อครับ









ป้ายต้อนรับตรงทางขึ้น







ในช่วงที่ผมเดินลงเขานั้นก็มีประชาชนทยอยเดินขึ้นเขาสวนมาเยอะโดยไม่ขาดสายเลยครับ เรียกว่ามีประชาชนขึ้นมากราบไหว้กันตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ







จุดพักทางขึ้นในจุดแรก มีให้หยุดพักไหว้พระและทำบุญกันตลอดทางเลยครับ






ในช่วงทางเดินเท้าขึ้นเขาในช่วงแรก จะมีแผงขายของฝาก ของที่ระลึกต่าง ๆ เต็มไปหมดเลยครับ








เจอป้ายแล้วครับ ขอถ่ายภาพเอาไว้เป็นที่ระลึกหน่อยดีกว่า (ผมตั้งใจถ่ายป้ายจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ดูที่จุดโฟกัสของภาพได้เลยครับ อยู่ที่ป้ายครับ ... ชัวร์เลยครับ)






ผมลงมาถึงลานพระสีวลีแล้วครับ ซึ่งเป็นจุดที่จะต้องต่อรถสองแถวลงเขาอีก 2 ต่อ โดยเสียค่ารถต่อละ 50 บาทครับ






ถ่ายป้ายทางขึ้นเขาคิชฌกูฏไว้อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเมื่อคืนตอนตี 2 ถ่ายไว้แล้วแต่ว่ามีหมอกลงภาพเลยไม่ชัดครับ







รถสองแถวแบบนี้ครับที่ให้บริการรับ-ส่ง ขึ้น-ลง เขาคิชฌกูฏครับ







ผมนั่งอยู่บนรถสองแถวแล้ว หันกลับไปมองดูที่หน้าทางเดินเท้าขึ้นเขา จะเห็นว่ามีประชาชนทยอยลงมาเยอะเหมือนกันครับ









ผมถ่ายภาพบรรยากาศตอนที่รถสองแถววิ่งลงเขามาให้ชมกันนะครับ ทางดินทั้งลื่นทั้งชัน แถมคดเคี้ยวไปมา มีหลายโค้งและมีรถสองแถววิ่งสวนกันโดยตลอดเลยครับ คนที่ไม่ชำนาญเส้นทางคงไม่สามารถขับรถขึ้น-ลงเขานี้ได้แน่ ๆ ครับ





รถสองแถวคันนี้วิ่งสวนขึ้นเขามาครับ







ทางขึ้น-ลง คดเคี้ยวโดยตลอดครับ









จุดสุดท้ายของผมในวันนี้ ซึ่งก็คือจุดแรกของทุก ๆ ท่านที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นเขาคิชฌกูฏครับ จุดซื้อตั๋วรถสองแถวขึ้นเขาจุดแรกที่ตีนเขาครับ











ดังนั้นเดินทางไปนมัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏของผมในครั้งนี้ ก็ได้ลุล่วงสำเร็จไปตามแรงศรัทธาที่ผมได้ตั้งใจไว้ครับ ดังนั้นผมเลยขออนุญาตเอาผลบุญและกุศลกรรมดีต่าง ๆ ที่ผมได้รับมา เพื่อนำฝากส่งต่อให้แก่ทุก ๆ ท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกนี้ของผมครับ เพียงแค่ขอให้ท่านกล่าวคำว่า ...

“ อนุโมทนา “

ก็ขอให้ท่านได้รับบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เทียบเท่ากับการเดินทางไปแสวงบุญนมัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏด้วยตัวของท่านเองเลยครับ ขอให้ท่านเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ตลอดชั่วกาลนานด้วยเทอญ

สาธุ










Create Date : 10 มีนาคม 2555
Last Update : 10 มีนาคม 2555 22:52:12 น. 61 comments
Counter : 3735 Pageviews.

 

อนุโมทเจิม ... อิอิ




อัพเอง เจิมเอง ... เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บล็อกของตัวเองครับ

ก๊าก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

อิอิ



โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:17:48:38 น.  

 
“ อนุโมทนาค่ะ “


โดย: มู๋แหม่ม IP: 182.53.168.96 วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:18:52:25 น.  

 
ขออนุโมทนาบุญที่ได้กระทำครับ


โดย: คนบ้า(น)ป่า (nulaw.m ) วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:18:54:03 น.  

 
ขออนุโมทนาบุญอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยค่ะ


ยังไม่เคยไปเลยค่ะ คิดว่าคนที่ไปร่างกายต้องแข็งแรงนะคะ ไม่งั้นคงขึ้นเขาไม่ไหว

ขอบคุณที่อธิบายละเอียด เห็นภาพมากๆเลย


โดย: กรุ๊ปบีราศีสิงห์ วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:19:11:36 น.  

 
อนุโมทนากับคนใจบุญ+แข็งแรงค่ะ

คนอะไร...หน้าตาดีแล้วยังใจบุญอีก ^^


โดย: โสดในซอย วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:19:18:47 น.  

 
ไปมาแล้วสักห้าปีก่อนได้ เดินขึ้นไปใช้เวลา 4 ชั่วโมง

ขึ้นตั้งแต่เที่ยงคืน ....ไม่คิดว่าทางจะชันขนาด

แต่เป็นประสบการณ์ไม่รู้ลืม....

ขากลับต้องนั่งรถเพราะลงไม่ไหว กลัวรดเอาไปถ้าพลาด

รถที่นั่นขับเก่ง และซิ่งมากกกกกกกกก ขอบอก

ไปแล้วก็ไม่อะไร คิดว่าไปไหว้สถานที่อันเป็นมงคล

และก็กลับลงมา...ไปเที่ยวกันต่อ


แจ้งข่าว .......... หายดีแล้วจ๊ะ

ที่ออฟฟิศบางวันเปิด 18-20 องศา หนาวยะเยือก มันจะเป็นตู้แช่คนเปล่านี่....

แล้วออกมาหม่ำข้าว เจอแดดแสบผิว แล้วไปหนาวต่อในออฟฟิศ

แถมท้ายมีไข้หวัดจากญี่ปุ่นเพื่อนเอามาฝากกันหลายคน

ก็เลยเดี้ยงกันหลายคนอยู่...ชีวิตมันเป็นงี้แหละจ๊ะ

นอนเป็นซอมบี้อยู่บ้าน 5 วันรวด เบื่อหน่ายชีวิตไปเลย

แต่ตอนนี้ดีใจ หายหวัด หายไข้

เรื่องไข้นี่ คือแพ้พาราฯ บลูเฟ่น กินขมิ้นชันแทน

หรือไม่ก็กินยาเขียว...การนั่งสมาธิทำให้ไข้ลด อันนี้ช่วยได้อยู่

เคยผ่าตัด...หมอให้ยาแก้ปวดไม่ได้ ต้องให้กินยาผสมมอร์ฟีน แทน

ทรมาณมาก เพราะกินวันละเม็่ดเท่านั้น เลือกเอาว่าจะปวดกลางวัน หรือปวดกลางคืน

ยาหลายต้วบางทีก็กินไม่ได้ถ้ามีพาราฯผสม...ลำบากอยู่

ปกติไม่ชอบกินยา ก็เลยหายช้าเข้าไปอีก

ต้องดื่มน้ำผลไม้ช่วยให้มีวิตามินซีบ้าง ถึงหายไว ๆ จ๊ะ


ขอบคุณความห่วงใย+กำลังใจมาให้นะ


*~..แวะมาทักทายจ๊ะ..ขอให้มีความสุข สดใส..หัวใจเบิกบาน..~*



..HappY BrightDaY..


โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:20:46:45 น.  

 
อนุโมทนาค่ะ
ใช้เวลา 2 วันใช่ไหมคะ


โดย: bee_บี วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:21:06:48 น.  

 
ไปตอนกลางคืนดูได้บรรยากาศดีอะ


โดย: น้องผิง วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:22:12:53 น.  

 
อนุโมทนา ครับ

ผมเคยไปมาเมื่อ 4 ปีก่อน ไปติดต่อกัน 3 ปี
ปีนี้ส่งตัวแทนที่บ้านไป เขาไปวันเดียวกับคุณกล่อง
เขาเล่าให้ฟังว่า ถนนหนทางสะดวกสะบายกว่าเมื่อก่อนมาก ความหวาดเสียวน้อยลง แต่ผู้คนยังมากเหมือนเดิม ห้องน้ำห้องท่าดีขึ้นมากครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:23:09:10 น.  

 
อนุโมทนา ค่ะอาคุงกล่อง
เห็นภาพแล้วคนเยอะนะคะ แรงศรัทธาเต็มเปี่ยมมาก


โดย: เนินน้ำ วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:23:20:19 น.  

 
คนเยอะตามแรงศรัทธาเลยนะคะ
ทำบุญจวบจนเช้า ตั้งใจมาก ๆ เลย

สาธุ และอนุโมทนากับคุณกล่องด้วยค่ะ


โดย: ostojska วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:0:25:54 น.  

 
อย่าว่าแต่คุณกล่อง เหมือนกันค่ะ
รัฐสภาหรือสถานที่สำคัญของบ้านเรา ยังไม่เคยไปเลย


โดย: ostojska วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:0:26:58 น.  

 
โอ้วว บุญบันเทิง...ได้ทั้งกุศลและเที่ยวด้วยจุใจ...ภาพสวยมากๆค่ะ

เคยนำเรื่องลงบล็อกแต่ไม่เคยไปมาสักที..ชมภาพที่นี่แล้วสวยสมคำเล่าลือจริงๆ


โดย: โอพี ก๊าบๆๆๆ (Opey ) วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:3:39:53 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณกล่อง

มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
คิดถึงคุณสงัดจังเลยค่ะอิ อิ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:6:07:37 น.  

 
หวัดดียามเช้าครัยคุณกล่อง

ตามมาเที่ยววัดและโมทนาบุญครับ
เคยไปอยู่เมืองจันทฯ ๓ เดือน แต่ไม่เคยมาที่นี่เลย
เป็นรอยพระพุทธบาทที่ใหญ่โตที่สุดเลยเนอะ
คุณกล่องทำบล๊อกนี้ได้ยาวววววและละเอียดเพียบ
มีโอกาสจะไปที่นี่สักครั้งครับ
ขอบคุณที่แชร์เด๊อ


โดย: Dingtech วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:6:17:51 น.  

 

มาอนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

ดีจัง เล่าละเอียดดี พี่อยากจะมีโอกาสได้ไปสักครั้งค่ะ

newyorknurse




โดย: newyorknurse วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:6:26:24 น.  

 
อนุโมทนาบุญด้วยอีกคนครีาบ


โดย: phaclam IP: 125.26.251.154 วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:6:33:44 น.  

 

สาธุ อนุโมทนาบุญ
ด้วยค๊า

ตามคุณอาคุงกล่องไปขึ้นเขาคิชฌกูฏ
แพมขำเม้นท์แรกกับสำนวนในการเล่าเรื่องกับภาพอ่ะค่ะ
อ่านไปแบบหนุกหนานว่าเวลาไปขอพรจากพระเราก็ต้องหวัง
แต่"ถ้าไม่ปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีแล้วท่านก็อย่า
ได้หวังว่าจะได้พรที่ดี ๆ จากพระท่านเลยสักข้อครับ"
(ความคิดของ “เจ้าเอะอะอาลาวาด” ในอนาคต 555)^^



โดย: mastana วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:8:41:24 น.  

 

อนุโมทนาบุญด้วยจ้าน้องกล่อง



โดย: อุ้มสี วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:9:14:23 น.  

 
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

ยังไม่มีโอกาสได้ไป
แต่ได้เห็นภาพผ่านบล็อคลุงกล่องแล้วก็รู้สึกดีจังค่ะ


โดย: coji วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:9:37:18 น.  

 
อนุโมทนาค่ะ

คนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกค่ะ
ดูจากภาพแล้ว คนศรัทธาเยอะมากๆ เลยค่ะ
ขนาดดึกๆ ตี 2 ยังมีคนไปไหว้เลยค่ะ


โดย: Close To Heaven วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:9:45:19 น.  

 
ดูจากจำนวนคนที่ไปแล้วเยอะมากเลยค่ะ
เป็นสถานที่ที่อยากพาแม่ไปมากแต่ยังไม่ได้จังหวะ
ปีนี้คงไม่ทันแล้วแน่ๆ เลยค่ะ ลุ้นปีต่อไปว่าจะได้ไปกันหรือเปล่า




โดย: sierra whiskey charlie วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:10:04:28 น.  

 
ทักทายสวัสดีกับคุณกล่อง ครับ

มาตามรอยงานบุญ ตามรอยการไปนมัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏของคุณกล่องครับ
บอกเล่าเรื่องราวสำหรับคนที่ยังไม่เคยไปได้แบบเห็นภาพเห็นแนวทางหากจะได้ตามไปนมัสการกราบไหว้รอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏด้วยครับ

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่นำมาเล่าสู่กันฟังด้วยครับ


โดย: ถปรร วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:10:05:31 น.  

 
มาทักทายในวันหยุดค่ะอาคุงกล่อง
ผัดสะตอแต่ละที่ก็ผัดไม่เหมือนกันนะคะ แต่หลัก ๆ คือสะตอกับน้ำพริกกะปิค่ะ วันก่อนน้องที่ทำงานเป็นคนหาดใหญ่ผัดมาให้ทานใส่หอมใหญ่ด้วยค่ะ ก็อร่อยไปอีกแบบ แต่ถ้าใครทานแล้วเข้าห้องน้ำจะทิ้งร่อยรอยกลิ่นไว้ชัดเชนมาก +555



โดย: เนินน้ำ วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:10:33:42 น.  

 


โดย: โสมรัศมี วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:12:05:14 น.  

 
อนุโมทนา

ผมทึ่งจริงๆ ที่มีรถตู้ไปแบบเฉพาะแบบนี้เลย ขนาดตี 2 ตี 3 คนยังเยอะเลย ตอนกลางวันไม่ต้องพูดครับ ที่สำคัญร้อนด้วย ตอนกลางคืนถึงแม้จะดูน่ากลัว แต่ถือเป็นการฝึกจิตได้เป็นอย่างดี

+


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:13:42:24 น.  

 
อาทิตย์หน้าผมจะไปกับพี่ที่ทำงานครับ

สงสัยต้องฟิตร่างกานหน่อยแล้ว


โดย: อเสวนา วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:14:55:42 น.  

 
มาไหว้พระพุทธบาทครับ
ไปมาเมื่อปลาย ม.ค.ครับ
ไว้จะไปอีกครับ


โดย: เศษเสี้ยว วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:15:24:41 น.  

 
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ


โดย: ลงสะพาน...เลี้ยวขวา วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:15:37:48 น.  

 

ได้บุญแล้วยังได้ความตื่นตาตื่นใจจริงๆอาคุงกล่อง
พี่อ้อเห็นแล้วอยากไปบ้างจริงๆค่ะ

อย่างไรก็ตามอนุโมทนาบุญกับอาคุงกล่องด้วย


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:16:35:32 น.  

 
อนุโมทนา บุญด้วยค่าอาคุงกล่อง

อ่านหมดเลย เพราะรินอยากรู้ว่า คืออะไร รินบ้านนอกมากที่ไม่รู้จัก เพิ่งมารู้จักเขาคิชฌกูฏ อ่านก็ยากเพราะชื่ออ่านยากนี่แหละคะ อิอิ

รู้จากคุณอ้อมแอ้มไปถ่ายรูปที่ผ้าแดงมา ตอนนั้นก็เห็นคนเยอะล่ะ
เลยไปค้นหากูเกิ้ลดู คือรอยพระพุทธบาทนี้เอง

คุณกล่องไปถึงเดินขึ้นไป ตี 2 ฟ่า ๆ คนก็ยังเยอะอยู่ ก็แปลกใจที่รถสองแถว
มีบริการทั้งคืนเลยอย่างนี้

แรงศรัทธา ของประชาชนมากจริงๆค่ะ
เป็นการฝึกความอดทนในการเดินไปสู่ยอดนักแสวงบุญ
ผ้าแดงตรงนั้นด้วย


ถ้ารินได้มีโอกาสไปจริงๆ รินจะไม่ชวนใครไปเหมือนกันค่ะ
จะไปคนเดียว เดินคนเดียว ฝึกสมาธิคนเดียวดีกว่า
จิตใจจะได้สงบนิ่งบ้าง

เหมือนอาคุงกล่องนี่แหละค
จิตใจสงบนิ่งเลย
กลับลงมาถ่ายรูปป้ายเป็นหลักฐานถ่ายติดเอาสาวๆ มาด้วย

อิอิ


โดย: Rinsa Yoyolive วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:17:09:52 น.  

 
ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ และขอบคุณที่นำผลบุญมาฝากเพื่อนบล๊อกด้วยค่ะ
พลังศรัทธาล้นหลามมากเลยนะคะ เพราะเป็นการเดินทางที่ไม่ง่ายเลยซักนิด
เห็นด้วยมากๆเลยค่ะ ว่าก่อนที่จะขอพรให้ได้ดังประสงค์ ควรมองตนก่อน
ว่าคิดดี และทำดีแล้วหรือยัง ถึงควรจะขอพรนั้น

กดโหวตให้เลยนะคะบล๊อกนี้ (ข้อคิดและธรรมะ)

((โปสการ์ดยังมาไม่ถึงเลยค่ะ พรุ่งนี้อาจจะมานะคะ รอต่อไปค่ะ ฮี่ ฮี่))


โดย: ปลาทอง9 วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:17:14:39 น.  

 
แวะมาไหว้ด้วยคนค่ะ...แอบอยากไปบ้างจัง

พระพุทธบาทสี่รอยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ
อยู่ในเขตตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
ในอดีตการเดินทางขึ้นไปนมัสการจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเป็นเส้นทางสูงชันมาก ตามประวัติครูบาศรีวิชัยตั้งจิตอธิษฐานว่าจะมาพัฒนาบูรณะเส้นทางให้ญาติโยมขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทได้ หลังจากดำเนินการสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพแล้วเสร็จ แต่มีเหตุต้องอธิกรทำให้ไม่ได้ดำเนินการอย่างที่ตั้งใจค่ะ
ที่เรียกว่าพระพุทธบาทสี่รอย เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึง 4 รอย ตามตำนานที่ระบุไว้ที่ทางขึ้นด้านบนว่ากันว่า ประกอบไปด้วย
1. รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว 12 ศอก
2. รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก
3. รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะ เป็นรอยที่ 3 ยาว 9 ศอก
4. รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ (ยุคปัจจุบันนี้) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กสุดยาว 4 ศอกค่ะ


โดย: คมไผ่ วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:17:56:10 น.  

 
โอ่ว เป็นลมคนเป็นล้าน 555

มีโยนเหรียญใส่บาตรด้วยสงสัยทั้งวัดความอดทนทั้งวัดความแม่นเน้อะครับอาคุงกล่อง

ฟ้ายามเช้าน่าประทับใจโพดโดยเฉพาะได้บรรยากาศทะเลหมอก


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:18:14:12 น.  

 
โมทนาสาธุค่ะคุณกล่อง

ป้าตั้งใจมานานแล้วว่าจะไปให้ถึงสักครั้ง
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ไปอยู่ดี


โดย: ร่มไม้เย็น วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:19:17:35 น.  

 
สวัสดีค่ะอาคุงกล่อง..

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ

อ้อมแอ้มไปมาแค่ 8 ครั้งเอง จะได้อนิสงฆ์อะไรเอ่ย..ฮิๆ

ถ้าคุณตา-คุณยายไม่ป่วย คงได้ไปเป็นครั้งที่ 9 ในปีนี้แน่ๆค่ะ

เขาเล่ากันว่าไปมา 9 ครั้ง บุญกุศลเท่ากับบวชพระ 1 รูปเชียวนะค่ะ

คงจะครบ 9 ครั้งในปีหน้าแน่ๆค่ะ





โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:20:03:57 น.  

 
มาตามคำชวน เขานี้เคยไปกะแม่ ทัวร์ผู้สูงอายุ จ้า นานมาแล้ว...อิอิ


โดย: แม่อ้วนคนสวย วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:21:49:10 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


หลับฝันดีวันหยุดจ้า อนุโมทนาบุญด้วยเนอะ
เดินตอนหลังพระอาทิตย์ตกฉลาดมากไม่ร้อนด้วยจ้า



โดย: หอมกร วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:22:07:42 น.  

 
ปีละครั้ง
คนไปกันเยอะมากทีเดียว เออ


โดย: panwat วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:22:52:25 น.  

 



More Hello Comments

------------------------------------
ขอบคุณสำหรับข้อมูลจริงๆค่ะคุณกล่อง ครูเกศไม่เคยไปเลยแต่กำลังจะไปคืนนี้กับเพื่อนๆน่ะค่ะ คุณกล่องสบายดีนะ


โดย: เกศสุริยง วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:7:13:28 น.  

 
อนุโมทนาบุญ สาธุ สาธุ ด้วยนะค่ะ คุณอาคุงกล่อง

คนเยอะมากเลยนะค่ะ อากาศคงจะหนาวน่าดูเลย ดูจากหมอกลง มองภาพออกเบลอๆๆเลยค่ะ



โดย: PrettyNatty วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:9:30:35 น.  

 
คุณกล่อง สวัสดีเช้าวันจันทร์ค่ะ

อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

//a7.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/423426_191607550941809_100002776978634_224733_967833883_n.jpg

เอาดอกบัวมาฝากด้วยค่ะ อิอิ แอบไปถ่ายมาที่หน้าตึกค่ะ
เขาคิชกูฏเคยไปครั้งนึงค่ะ เมื่อปี 53

อยากไปอีกเหมือนกันค่ะ
ว่าแต่เสื้อแดงที่บล็อกน้องอุ๊นี่เค้าหล่อจริงค่ะ แต่กว่าจะมีรูปเค้านี่ อิอิ

ก็เลยจัดให้ซะหน่อยค่ะ

บล็อกยังทำไม่เสร็จซักทีไม่รู้เป็นที่อะไรเหมือนกันค่ะ
แต่ดูแล้วเหมือนเป็นที่พันทิป 2 ครั้งแล้วบล็อกนี้ ทำเสร็จพอจะกด Publish มันให้ไป Loin ใหม่ เซ็งเลยทีนี้

มาวันเสาร์ดันจัดหน้าบล็อกไม่ได้อีก เซ็งอีก เง้อ
ไอ้เครื่องที่บริษัทก็ทำไรไม่ได้ ก็เป็นบุญมากที่เค้าให้เล่นเน็ตได้
แต่นอกเหนือจากนั้น อย่าเล่น 555
เป็นอย่างนี้คงอีกสัก 2 วันน่ะค่ะคุณกล่องบล็อกถึงจะเสร็จเรียบร้อย อิอิ

ไปล่ะนะคะ ไปทำงานก่อน

ว่าแต่คุณแม่ไม่สบายหายยังคะ


โดย: maitip@kettip วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:10:11:13 น.  

 




โดย: maitip@kettip วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:10:12:37 น.  

 
มาอนุโมทนาสาธุ กับอาคุงกล่องค่ะ
มิลมีกำหนดลาพักร้อนไปคืน วันที่ 19 นี้ค่ะ
ตามรอยคุณกล่องซะหน่อย
แล้วจะทำภาพบรรยากาศมาให้ชมบ้างค่ะ


โดย: มิลเม วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:10:45:36 น.  

 
อนุโมทนาบุญด้วยครับคุณกล่อง เมื่อวานไม่ได้เข้าบล็อกเลย ด้วยสาเหตุเล็กๆน้อยๆแจงไว้ในเม้นท์ที่ 24 ครับผม

ว่าแต่น่าจะหาเพื่อนคู่คิดสักคนนะ ไปด้วยกัน ผลัดกันถูหลัง เอ๊ย..ถ่ายรูป ก็ยังดี 555


โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:11:53:38 น.  

 
ปฏิกจฺเจว กยิรา ยํ ชญฺญา หิตมตฺตโน
รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตน ก็ควรรีบลงมือทำ

ทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ตลอดไป...นะคะ



ปอป้ายังไม่เคยไปเขาคิชฌกูฏที่เมืองไทยเลย..ค่ะ
ไปแต่ที่อินเดีย สองหนแระ...อิ อิ



โดย: พรหมญาณี วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:12:58:57 น.  

 

มัวแต่จดๆ จ้องๆ ยังไม่เคยไปเลยค่ะ ปีนี้ก็คงพลาดอีกตามเคย ดูในทีวีคนแก่มากๆ เค้่ายังไปตั้งหลายครั้งเลยเนอะ เด็กๆ ก็มี สำหรับเราครั้งเดียวก็ขอให้ได้ไปเถอะค่ะ


เรื่องขึ้นเขาคิชฌกูฏนี่ต้องยกให้คุณอ้อมแอ้มเธอเลยนะคะ สุดยอดน่าจะ ๗-๘ ครั้งแล้วมัง





โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:13:21:38 น.  

 
มา มา ขอบคุณที่ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ โต จนดิ้นได้ค่าอาคุงกล่อง อิอิ



โดย: Rinsa Yoyolive วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:14:47:44 น.  

 
ผู้คนเยอะแยะมากมาย มากศรัทธา มากความเชื่อจริงๆ
ในความคิดของตัวเอง ณ ขณะนี้ ขอแค่สาธุ ผ่านบล๊อกคุณกล่องซักหน บุญกุศลก้อเกิดแล้วค่ะ

ใจสงบ จริงๆเลย


โดย: ณ ขณะหนึ่ง วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:15:28:12 น.  

 
อนุโมทนาบุญด้วยครับ เป็นกิจกรรมบุญที่มีสาธุชนนับพันนับหลายพัน รวมๆหลายวัน คงจะหลายแสนทีเดียว

กล่อง ไปแบบนี้ ได้หลับบนรถตู้เหรอ? แต่ราศีไม่หมองนะ กล่อง ยังดูสดชื่น สดใส


โดย: yyswim วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:15:48:02 น.  

 
คนเยอะมาก ๆๆๆ ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:16:23:05 น.  

 
เอาคุ้กกี้มาฝากค่ะอาคุงกล่อง
อร่อยน๊า.. ไม่ได้โม้



โดย: เนินน้ำ วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:18:54:09 น.  

 
อนุโมทนา...สาธุ ๆ ๆ ครับ...

เห็นเส้นทางขึ้นเขาแล้ว น่ากลัวเหมือนกัน แต่ที่น่ากลัว
กว่าคงจะเป็นฝูงชน เยอะจริงๆ นับว่าวัดแห่งนี้ คนมีศรัทธา
มากจริง ๆ

ถามจริง แหะ ๆ ถ่ายแค่ป้ายเหรอ นางแบบสวยแบบนี้
ผมเองเจอ คงอดใจถ่ายรูปไม่ได้แน่ 555 เอ...จะหัว
แตกไหมเนี่ย.


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:22:03:43 น.  

 
อ้อลืมไป เห็นภาพสวย ๆ แล้วลืมสนิทเลย

ผมไปเดินธุดงค์ไปดอยอินทนนท์ ปฏิบัติธรรมตั้งแต่
วันที่ 7 มีนาคม กลับถึง กท.เช้าวันนี้ บุญกุศลที่ผม
ได้รับมาจากการปฏิบ้ติตัวอยู่ในธรรม ขอให้สำเร็จ
สู่คุณอาคุงกล่องครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:22:06:14 น.  

 
คนไปแยะจังนะคะ

แม่คงไม่ได้เข้าบล๊อกอีก เตรียมตัวเดินทางค่ะ
ใกล้ถึงวันเดินทางมีโอกาสจะมาลาค่ะ


โดย: ซองขาวเบอร์ 9 วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:22:10:23 น.  

 
หนูเคยไปแต่ ผู้พิชิืตภูกระดึง เหนื่อยมากกกกกกกกกกกก

แต่ดูๆแล้ว บรรยากาศก็คล้ายๆกับภูกระดึงเลยเน๊าะ

ปล. ท่านพี่ หนูเจนมีข่าวดีมาฝาก หนูกำลังจะมีน้องให้ทริสตันแย้ววววววววววว


โดย: JenNy & Tristan @ The UK วันที่: 13 มีนาคม 2555 เวลา:0:50:27 น.  

 
โหวววววว คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ
เดินเยอะไม่เท่าไหร่ แต่คนเยอะแบบนี้ไ่ม่สู้อ่ะลุง

รอรับส่วนบุญจากลุงดีกว่า


โดย: พจมารร้าย วันที่: 13 มีนาคม 2555 เวลา:8:18:31 น.  

 
ขอบคุณอาคุงกล่องนะคะที่แวะไปบอกให้ได้ไปขึ้นเขาไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏ

เคยตั้งใจจะไปเหมือนกันนะคะ เคยคุนกันคุณอ้อมแอ้มเหมือนกัน แต่ถ้าทางอาจจะได้ไปกับอาคุงกล่องซะแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็เรียกว่าโชคดีจริงคะที่อาคุงกล่องพาไปนมัสการเหมือนได้ไปด้วยตัวเองเลยคะ

ว่าแต่ว่า ไปกลางวันไม่ไหวเหรอคะ คนแน่นเลยเหรอ ขืนไปดึกแบบนั้น พี่อรมีหวัง หลับในรถแทนที่่จะได้ขึ้นเขาไปคงได้นั่งรอคนลงมาแน่ๆคะ

อนุโมทนาด้วยคะอาคุงกล่อง


โดย: cengorn วันที่: 13 มีนาคม 2555 เวลา:22:38:41 น.  

 
ชอบเรื่องนี้ค่ะ
อ่านแล้วมีความสุขที่พุทธศาสนาของไทย
ยังเป็นที่เคารพศรัทธาของคนไทยอีกมาก
เขียนดีนะคะ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบไม่เบื่อค่ะ
บอกเส้นทางชัดเจน โดยผู้เขียนมีศรัทธาแรงกล้า
สำหรับงานเขียนชิ้นนี้
โหวตให้ค่ะด้วยความยินดี


โดย: หมุยจุ๋ย วันที่: 16 มีนาคม 2555 เวลา:5:29:12 น.  

 
ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
อาคุงกล่อง Literature Blog ดู Blog
.........................................................


โดย: หมุยจุ๋ย วันที่: 16 มีนาคม 2555 เวลา:5:31:15 น.  

 
กลับมาดูภาพบล้อคคุงกล่อง อีกรอบ
โหหหห ตอน ตี 2 คนน้อยจริง ๆ ด้วยค่ะ
ตอนที่มิลไปถึงตอนเช้าวันที่ 22 มีนาคม
คนเป็นหมื่นนนน
แต่ก้อรอดมาได้ค่ะ
อนุโมทนา สาธุ


โดย: มิลเม วันที่: 24 มีนาคม 2555 เวลา:19:55:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




อาคุงกล่องเป็นชายไทยนิสัยดีมีความฝัน ผู้ผันตัวมาเป็นทาสวรรณกรรมอย่างแท้จริง ใช้ชื่อกำหนดตัวตนว่า “อาคุงกล่อง” เป็นนามปากกาสร้างสรรค์ผลงานในเชิงหัสนิยาย และงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ความเรียง บทกลอน ไดอารี่เพ้อเจ้อละเมอเพ้อฝันต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบัน “อาคุงกล่อง” เป็นนักนักอ่าน นักคิดและนักเขียน รวมทั้งเป็นนักจินตนาการออกมาเป็นตัวอักษรด้วย ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นนักเขียนมีคุณภาพที่สรรค์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คาดว่าในเวลาอันใกล้นี้นาม “อาคุงกล่อง” จะเกิดปรากฎชัดในโลกวรรณกรรม จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่หนอนนักอ่านทั่วไทย



"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)

akungklong@gmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.