Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
5 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
เรื่องที่ไม่อยากเขียน

เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวในตอนนี้ ...ที่ไม่อยากเขียน...

แม่กี้เองใช้เวลาตลอด 1 เดือนกว่าๆที่ผ่านมา ในการคิดและทบทวน

และวันนี้มันเต็มที่แล้ว ไม่ได้มีความพร้อมในการเขียนเรื่องนี้

เพราะตัวแม่กี้เอง ก็ลังเลที่จะเขียน

เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องในลักษณะ เรื่องยาว พูดและอธิบายยังไงคงไม่จบ

ถ้ามีใครสักคนที่พยายามที่จะไม่เข้าใจ

แม่กี้เองต้องอธิบายยาวมากๆ หรือ อาจจะผิดใจกันไปเลย

เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะ อึดอัดกับมันเต็มที่แล้ว

อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่สำหรับแม่กี้มันเป็นเรื่องใหญ่

เมื่อก่อนตัวแม่กี้เอง ไม่เข้าใจเหมือนกัน

วันนี้อะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นกับตัวเองจะเข้าใจ

แม่กี้กำลังตกอยู่ในที่นั่งแบบนั้น สถานการณ์นั้น







เรื่องของ ลูกครึ่งที่ถือสองสัณชาติ 2 ภาษา





มีใครใหมที่สามารถตอบคำถามแม่กี้ได้ว่า...

ระหว่างภาษาไทย กับ ถาษาอังกฤษ ภาษาไหนสำคัญ ?!

ก่อนจะตอบคำถามนี้กับตัวเอง ให้ไปอ่านคำนำด้านบน และ คิดให้รอบคอบก่อน

(ขอย้ำว่า เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันยาว)

...สำหรับแม่กี้แล้ว...

ภาษาอังกฤษเป็น ...ภาษาของพ่อ...

ภาษาไทยเป็น ...ภาษาของแม่...

มันสำคัญทั้ง 2 ภาษา

คุณหมอเคยเตือนแม่กี้ว่า ...ระวังลูกเธอ จะพูดช้ากว่า เด็กปกติ...

เพราะลูกเธอจะเกิดอาการสับสน

ให้เลือกแค่ 1 ภาษา เพื่อให้ลูกได้เริ่มหัดพูด ได้ทันเวลาเหมือนเด็กปกติทั่วไป

ในวัยเดียวกัีน เพราะเดือนที่ 10-11 เด็กจะเริ่มหัดพูดและเดินแล้ว

คุณหมอบอกว่า ...จากประสบการณ์การทำงานของฉัน...

เด็กที่เป็นลูกผสมส่วนใหญ่จะพูดช้ากว่าเด็ก ที่มีสัณชาติเดียว เชื้อสายเดียว

เพราะเขาฟังแค่ ภาษาเดียว อืม....?!

คุณหมอไม่ได้หมายถึงว่า ยูเอสจะพัฒนาการทางการพูดช้านะ

แต่จะเริ่มช้า ถ้าขืนแม่กี้กับพ่อจิวยังใช้ 2 ภาษาแบบนี้กับยูเอส

คุณหมอแนะนำให้ใช้ ภาษาเดียวในการเริ่มต้น

แต่ให้สอนเขาเพิ่มอีกภาษา ในอีก 1 ปีหลังจากนี้ จะดีกว่า

เพราะเด็กเรียนรู้ไว้ จำง่าย

แต่คุณหมอยังบอกอีกว่า ...ถึงยูเอสจะเริ่มต้น ภาษาใดภาษาหนึ่งก่อนก็ตาม...

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ...ลูกเธอจะเข้าใจทั้งสองภาษาในเวลาเดียวกัน

เพียงแต่พูดได้แค่ภาษาเดียว คือถาษาที่เริ่มนั้นเอง...

แต่จะพูดอีกภาษาหนึ่งไม่ได้แต่ฟังรู้เรื่อง

ในขณะที่เด็กธรรดาที่ไม่ผสม จะทำไม่ได้

เช่น แม่กี้ถามเป็นภาษาไทย แต่ยูเอสจะตอบเป็นภาษาอังกฤษ ในลักษณะนี้

คุณหมอบอกทิ้งท้ายแค่ว่า ...พูดช้าเร็วไม่สำคัญ ขอแค่พูดก็พอ...

แต่ที่อธิบายให้ฟังเพราะเขาไม่อยากเห็นยูเอส

มีพัฒนาการที่สะดุด และ สับสนกับตัวเอง

แม่กี้นะหรือเดือนกว่าแล้ว ยังตัดสินใจไม่ได้เลย

แม่กี้ยังพูดภาษาไทยกับยูเอส พ่อจิวและพี่คังซีพูดอังกฤษกับยูเอส

ถามว่า ยูเอสเข้าใจทั้งสองภาษาใหม เข้าใจค่ะ

นี่แหละสิ่งที่คุณหมอพยายามบอกว่า เด็กอื่นจะไม่สามารถทำได้

แต่บรรดาลูกผสมสามารถ ทำได้น่าทึ่งใหม

วันนี้ที่เขียนเรื่องนี้เพราะ แม่กี้ลองเริ่มใช้ภาษาอังกฤษกับยูเอสแล้ว

มีลืมไปบ้างพูดไทยบ้าง แต่พยายามเตือนตัวเองอยู่ว่า ไม่ให้ลืมอีก

จริงๆแล้วที่พูดภาษาไทยกับยูเอสเพราะ ถ้าไปอยู่เมืองไทยจะได้เข้าใจและฟังรู้เรื่อง

แต่วันนี้แม่กี้ทบทวนแล้วถามตัวเองแล้ว ถ้วนถี่แล้วว่า...

เราอยู่ที่ไหนมากที่สุด ใช้ภาษาอะไรมากที่สุด

วันนี้แม่กี้ก็เลยให้ยูเอสเริ่มต้นด้วย ภาษาอังกฤษ

เพื่อง่ายต่อชีวิตประจำวันในตอนนี้ และ เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ไม่สะดุด

แต่ภาษาไทยคือ 100% ว่า ลูกทั้งสองคนได้อ่านออกเขียนได้ ฟังรู้เรื่องแน่นอน

ไม่ใช้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพื่อคนในครอบครัวแม่กี้เอง

และ

ทั้งหมดก็เพื่อตัวเขาเองนั้นแหละค่ะ

เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกครึ่ง และ ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมลูกพูดช้า

นี่แหละค่ะ สาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ อีกเหตุผลหนึ่ง อีกมุมมองหนึ่ง

ขอโทษที่เก็บเรื่องนี้ ดองมาเดือนกว่า

ทั้งๆที่เรื่องนี้ เป็นความรู้ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

แต่จริงๆเรื่องเด็กพูดช้าหรือเร็วมันขึ้นอยู่กับร้อยเหตุผลนั้นแหละค่ะ

ขอบคุณ คุณหมอจูลี่ เพื่อนที่น่ารักสำหรับครอบครัวเราเสมอมาค่ะ



Create Date : 05 กรกฎาคม 2551
Last Update : 25 กรกฎาคม 2551 2:34:51 น. 13 comments
Counter : 258 Pageviews.

 
จากประสบการณ์ที่เราเลี้ยงลูกมานะคะ อาจจะขัดกะคุณหมอนิดหน่อย อิ อิ ตอนนี้ลูกสาวขวบกะ8เดือน เข้าใจและพูดได้ทั้งสองภาษาค่ะ เราจะพูดไทย คุณพ่อและคนอื่นจะพูดภาษาฝรั่งเศสค่ะ น้าสาวที่อยู่สวีเดนลูกทั้งสองคนพูดได้สองภาษาได้ตั้งแต่เด็กเหมือนกัน เด็กแถวบ้านที่เมืองไทยลูกครึ่งเหมือนกัน4ขวบยังพูดไม่ได้เลยเพราะสับสน และก็เด็กฝรั่งคลอดพร้อมกันกะลูกสาว พูดได้แค่ปะป๊ากะมาม๊า สรุปก็คือเด็กจะพูดได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กะเด็กแค่ละคนค่ะ บางเรื่องคุณหมอก็ไม่เข้าใจเท่ากับคุณแม่ค่ะ เราเลี้ยงเค้าเราคลุกคลีกะเค้าเรารู้ว่าเค้าต้องการอะไร สัญชาตญาณความเป็นแม่จะบอกได้ว่าเราควรเลี้ยงเค้ายังไง เอาใจช่วยนะคะเพราะลูกเราก็ยังเล็กเหมือนกัน แหมถ้าได้พูดเรื่องลูกแล้วยาวค่ะ


โดย: ฟรัง-แซ วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:2:29:21 น.  

 
เป็นบล็อกที่ตรงใจมาก ๆ เลยค่ะ อ่านแล้วอดไม่ได้ที่จะขออนุญาตุแสดงความเห็นด้วยคนนะคะ

ส่วนตัวก็พูดไทยกับลูก และก็เข้าใจความรู้สึกของคุณแม่ที่เป็นเจ้าของบล็อกนี้ได้ดีทีเดียวเลยค่ะ และดิฉันก็มีความอึดอัดเกี่ยวกับภาษาของลูกในบางครั้ง แต่ความอึดอัดของดิฉันนั้นไม่ได้เกิดจากคำพูดของคุณหมอ หรือของสามีหรือจากความคิดตัวเอง เพราะทั้งคุณหมอของลูกก็เห็นดีด้วยที่ดิฉันจะพูดไทยกับลูก คือเคยถามความเห็นคุณหมอน่ะค่ะ คุณหมอก็อธิบายว่าเด็กเค้าสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่ำ 4-5 ภาษาในเวลาเดียวกันเลย และท่านบอกว่าเป็นข้อได้เปรียบของเด็กด้วยซ้ำไปที่จะได้เรียนรู้สองหรือสามภาษาไปพร้อม ๆ กัน คือพอฟังความเห็นคุณหมอของลูกแล้วก็สบายใจเพราะเป็นคำตอบที่ตรงกับที่เราคนที่เป็นพ่อแม่คิดและวางแผนแบบนั้น

แต่ที่อึดอัดก็คือเพื่อนบ้านบางคนน่ะค่ะ จริง ๆ ต้องบอกว่ามีคนเดียวเท่านั้น คือนิสัยจะชอบยกตนข่มคนอื่นหน่อย ทีนี้พอเจอลูกดิฉันทีไรก็มักจะยกเอาเรื่องภาษาอังกฤษมาเป็นข้อทักทาย มักจะถามว่าลูกดิฉันเข้าใจภาษาอังกฤษด้วยเหรอในเมื่อตัวดิฉันพูดไทยกับลูก บางทีเจอเพื่อนบ้านอื่น ๆ เธอก็แนะนำกับคนอื่นไปโดยปริยายว่านี่คือ...(ชื่อลูกดิฉัน) และก็จะตามด้วยประโยคว่า "She is not speak English at all." แรก ๆ ก็ทำใจไม่สนใจได้ แต่บ่อย ๆ เข้าดิฉันชักจะรู้สึกบ้าง มีบางครั้งก็มาระบายกับสามีว่าทำไมยายคนนี้ (ขอเรียกยายจริง ๆ เพราะแกอายุก็ 60 กว่า ๆ แล้ว แต่ชอบจุ้นจ้านเรื่องของชาวบ้านน่ะ) ชอบจุ้นจ้านเรื่องของชาวบ้านจัง โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษของลูกเรา จนพักหลังดิฉันทนไม่ไหวก็เลยสวนกลับไปบ้างว่า ในเมื่อสามีดิฉันพูดอังกฤษกับลูกดิฉัน มันไม่เป็นปัญหาเลยที่ลูกดิฉันจะเข้าใจภาษาอังกฤษ
พอเล่าให้สามีฟัง ก็ได้แต่ให้กำลังใจกันไปว่าเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร อย่าไปเอาคนแบบนั้นมามีผลกับลูกเราหรือครอบครัวเราเลย และจากที่เราสังเกตุลูกเราเองนั้นเธอก็พูดได้ตามวัยของเธอ แต่อาจจะหนักไปทางภาษาอังกฤษหน่อย แต่เธอจะพูดเก่งเฉพาะกับพ่อแม่ที่บ้าน

ส่วนตัวดิฉันนั้นจะพยายามมากที่จะพูดไทยกับลูก คือบางครั้งก็มีเผลอบ้างที่พูดอังกฤษกับลูกเพราะพูดกับพ่อของลูกก็เป็นภาษาอังกฤษเลยเผลอยาวไปถึงลูก แต่ถ้านึกได้ก็จะกลับมาพูดไทยกับลูก เธอก็เข้าใจดี ตอนนี้เธอมักจะถามควบ 2 ภาษา คืออย่างบางอย่างที่เผลอพูดอังกฤษกับเธอ เธอก็จะถามว่าแล้วภาษาไทยล่ะ คือยังไงเราสองคนพ่อแม่ก็คงจะยังใช้วิธีพูดสองภาษากับลูกค่ะ คือดิฉันเป็นฝ่ายภาษาไทย ส่วนพ่อเป็นฝ่ายภาษาอังกฤษ ยิ่งเดือน ก.ย. จะกลับบ้าน ตจว. ลูกไปเจอภาษาอีสาน สงสัยจะสนุกล่ะคราวนี้...หุหุ..

ยังไงก็ขอเอาใจช่วยเช่นกันนะคะ คือเข้าใจความรู้สึกนะว่าบางครั้งอาจจะสับสน


โดย: JC2002 วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:5:29:26 น.  

 
ยังไม่มีลูกค่ะ แต่เตรียมตัวมาพร้อม อิอิ

คุยกันเสร็จสรรพ ว่าจะพูดอังกฤษจะเป็นภาษาหลักของบ้านเราค่ะ (เพราะแอนน์แทบจะไม่หลุดภาษาไทยกับคุณซ๊ามีเลย)

อยากให้ลูกๆพูดภาษาไทยได้ แต่ไม่ต้องขนาดคล่องปรื๋อ

เคยอ่านในหนังสือนะคะ (ขออภัยจำไม่ได้ว่าชื่ออะไรแล้ว)

เค้าว่า สำหรับเด็ก เด็กไม่ถือว่า นี่ภาษาไทย นี่ภาษาอังกฤษค่ะ

เด็กถือว่า คำคำหนึ่ง มีการเรียกได้หลายแบบ

เช่น โต๊ะ เด็กสามารถเรียกได้ว่า โต๊ะ หรือ table
เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีระเบียบกับตัวเอง เช่นแม่จะเป็นคนพูดภาษาไทยกับลูก พ่อจะเป็นคนพูดอังกฤษ เด็กจะไม่สับสนแน่นอนค่ะ

(ที่มั่นใจว่าแบบนี้ผ่านฉลุย เพราะน้าสาวมาจากครอบครัวจีนแท้ๆ ส่วนอาหนุ่มเป็นคนไทย น้าสาวพูดจีนกับลูกตั้งแต่แบเบาะ ส่วนอาก็พูดไทยปรกติ บ้านนี้เด็กเลยพูดได้ทั้งสองภาษา ทั้งที่อยู่เมืองไทยแท้ๆ ไม่มีสับสน ผิดเพี้ยน)



โดย: yr_naughty_annie วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:9:12:05 น.  

 
แม่กี้ พูดไทยไปเถอะค่ะ หมอฝรั่งมันโอเว่อ ยัยป้านั่นด้วยแม่ก้อยว่ายูเอสไม่สับสนหรอก นี่ก็รอข้าวปั้นเข้าโรงเรียนก็แอบกลุ้มเหมือนกันค่ะ ว่าข้าวปั้นจะพูดญี่ปุ่นไม่ได้ บางทีผู้ใหญ่ก็ประเมินความสามารถของเด็กด้อยไปค่ะ เด็กผู้ชายไม่ช่างพูดเลยพูดช้ามากกว่า แม่ก้อยว่านะ


โดย: fuku วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:16:43:51 น.  

 
อ้าวแม่กี้ขอโทษค่ะพี่ก้อยอ่านคอมพ์เม้นท์ไปรวมกับเรื่องแม่กี้เป็นเรื่องเดียวกันไปซะนี่ขออภัยค่ะ วันนี้เข้าสนุกไม่ได้เลยเค้าไล่ออกมา อิอิ


โดย: fuku วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:16:48:33 น.  

 
หากจริงอย่างที่คุณหมอพูดมา
ก็จะพยายามพูดภาษาเดียวกับลูกคะ เพราะ ปรกติ จะพูดสองภาษา เหมือนกัน ลูกก็เข้าใจนะคะ
เดี๋ยวเวลากลับไปที่เมืองไทย เดียวเขาจะพากันน้อยใจ
พูดกับลูกไม่รู้เรื่องคะ
แต่เพื่อลูกทำได้ทุกอย่างคะ
แม้ว่าเราต้องเปลี่ยนตัวเองมากน้อยเพียงใด
คิดซะว่าเราได้ครูสอนภาษามาเพิ่มคะ


โดย: Anitapa วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:17:50:43 น.  

 
เห็นด้วยนะคะที่จะพูดทั้งสองภาษาในเวลาเดียวกัน เพราะมีเพื่อนที่นี่ (อิตาลี) ค่ะ พ่อเป็นอิตาลีแม่เป็นอังกฤษ เคยถามเขาว่า สับสนไหม มีปัญหาไหมเรื่องการใช้ภาษาตอนเด็ก เขาก็ตอบว่า ก็ไม่นะ แล้วตอนนี้เขากำลังจะมีน้อง เขาก็บอกว่า เขาจะพูดกับลูกทั้งสองภาษาเลย แต่ก็มาคิดเหมือนกันว่าอาจจะขึ้นอยู่กับเด็กอีกทีนะคะ ส่วนตัวแล้วในอนาคตก็อยากพูดกับลูกตัวเองทั้งสองภาษาค่ะ เผลอ ๆ มีอังกฤษเป็นภาษาที่สามด้วย (ถ้าทำได้) เป็นกำลังใจให้ค่ะ ปล. อยากบอกว่าน้องน่ารักมาก มากเลย


โดย: che carina (Che carina ) วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:41:02 น.  

 
สวัสดีค่ะ แม่กี้
พี่สาวคงไม่มีความเห็นค่ะ
อิอิ เพราะไม่มีความรู้ในด้านนี้
มีหลายๆท่านเอาประสบการณ์จริงมาเล่าสู่กันฟัง
แม่กี้ก็เอามาพิจารณาดูนะคะ


โดย: พี่สาว (พอที ) วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:1:43:44 น.  

 
แต่หมอเด็กทางบ้านแม่พลอยแนะนำ
ให้แม่พูดภาษาแม่และให้พ่อพูดภาษาพ่อ
จะเป็นผลดีสำหรับเด็กลูกครึ่ง หรือลูกที่ติดมาอย่างของพลอย
เราก็พูดกันสองภาษา แบบเด็กๆจะเป็นไปตามธรรมชาติ คือ คุยกับพ่อเป็นภาษาด็อยช์ พอหันมาทางแม่ก็พูดภาษาไทย ไม่มีลืม เพราะถ้าเราไม่พูดไทยกับลูก ลูกต้องลืมแน่นอน เพราะทุกๆสิ่งในชีวิตประจำันของลูกๆมีแต่ด็อยช์ๆๆ
มีแต่แม่เท่านั้นที่จะทบทวนภาษาไทยให้ พวกเขาไว้ใช้้ยามเจอญาติๆที่เมืองไทย หรือใว้ใช้คุยกันเป็นความลับเวลาไม่อยากให้คนด็อย๙ืเข้าใจ อิอิ



โดย: ploydee วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:2:44:20 น.  

 
แม่พี่บีเล่นเกมส์กับแม่กี้ให้ได้นะข้าวปั้นน้อยเอาใจช่วย


โดย: fuku วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:10:06:58 น.  

 

สวัสดีวันจันทร์ เอาความคิดถึง มาฝาก~~~ ขอให้มีความสุข กับการทำงานนะคะ klint77ค้า...
สร้าง Comment ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง..คลิ๊กที่นี่



น่ารักมากค่ะ ขอให้น้องพูดได้ทั้งสองภาษานะคะ

และที่สำคัญขอให้น้องมีพัฒนาการที่เร็วและคุณแม่มีความสบายใจด้วย


โดย: klint77 วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:12:18:14 น.  

 
ปอขออนุญาตไม่ออกความเห็นนะคะพี่กี้
แต่ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
คิดถึงพี่กี้เสมอนะคะ
ของฝากค่ะ


โดย: Butterflyblog วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:59:42 น.  

 
มาเก็บข้อมูลค่ะแม่กี้


โดย: Ann Arbor วันที่: 12 กรกฎาคม 2551 เวลา:8:48:12 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

....พี่คังซี กับ นายยูเอส....
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เรื่องราว แสบ แสบ คัน คัน ของ ลูกชาย
Friends' blogs
[Add ....พี่คังซี กับ นายยูเอส....'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.