creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

รูปกลาปไม่ใช่เซลล์

หนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" โดย ทพ.สม สุจีรา (หน้า 44) "ในพระอภิธรรมปิฎกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกที่ได้บันทึกพระพุทธพจน์คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามานานกว่าสองพันห้าร้อยปี ได้มีการกล่าวถึงองค์ประกอบของรูปหรือสังขารว่า เป็นที่ชุมนุมของรูปกลาป อ่านว่า "รูปกะลาปะ" ซึ่งตรงกับคำว่า "เซลล์" ที่ใช้ในศัพท์วิชาการแพทย์ปัจจุบัน รูปกลาปนี้จะมีความเจริญเติบโตเสื่อมสลายลงในอัตราปกติขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ

1. อุตุชรูป หมายถึง อากาศ ภาวะสิ่งแวดล้อม
2. อาหารชรูป หมายถึง อาหารที่เสพบริโภคในชีวิตประจำวัน
3. กัมมชรูป หมายถึง การกระทำทางกาย
4. จิตตชรูป หมายถึง การทำงานของจิตใจ

สาเหตุทั้งสี่ประการนี้ตรงกับการค้นพบทางการแพทย์ในเรื่องที่ว่าด้วยสาเหตุการเสื่อมสลายของเซลล์อย่างน่าอัศจรรย์
"

ข้อความทั้งหมดนี้ปะปนกันมั่วและไม่ตรงกับพุทธปรัชญาที่ระบุไว้ในพระอภิธรรม มีผิดเพี้ยนหลายประเด็นมากครับ ทั้งประเด็นที่ผิดไปชนิดไม่ไว้หน้าพระพุทธเจ้า จนถึงประเด็นที่ชวนให้เข้าใจไขว้เขว ผมขอเริ่มตามลำดับดังนี้

1. รูป จัดเป็น สังขารธรรมตัวหนึ่ง แต่ยังมีสังขารธรรมอีก 2 ตัวที่ไม่ใช่รูป คือ จิต กับ เจตสิก ตรงนี้ในรูปประโยคที่พูดว่า "รูปหรือสังขาร" เป็นการจัดให้ 2 คำนี้มีความหมายเทียบเท่ากัน ชวนให้ไขว้เขว ต้องระวังเป็นพิเศษ

2. คัมภีร์ปรมัตถทีปนีฎีกา นิยามคำว่า "กลาป" ไว้แบบนี้ "กลาปิยนฺติ เอตฺถาติ กลาปาฯ" แปลว่า ธรรมชาติที่นับเป็นหมวด ๆ เป็นคณะนั้นเรียกว่า "กลาป" ฉะนั้นกลาปคือเป็นกลุ่ม รูปกลาป คือ รูปที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตรงนี้แหละสำคัญ ยังไงถึงเรียกว่าเป็นรูปกลาป ให้ดูอาการมัน 3 อย่างครับ

1. ต้องเป็นรูปที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
2. ต้องเป็นรูปที่ดับพร้อมกัน
3. ต้องเป็นรูปที่อยู่ด้วยกัน

คุณคงพอมองเห็นภาพว่าข้อความ "ได้มีการกล่าวถึงองค์ประกอบของรูปว่าเป็นที่ชุมนุมของรูปกลาป" มันเป็นข้อความที่แปลแล้วไม่ได้ความใด ๆ หรือสอดคล้องใด ๆ กับพุทธปรัชญา เพราะคำว่า "รูปกลาป" หมายถึง กลุ่มของ "รูป" ที่เกิดดับตั้งอยู่ด้วยกัน

3. ตั้งแต่ที่อธิบาย อุตุชรูป จนถึง จิตตชรูป 4 อย่างนี้ไม่ใช่องค์ประกอบของรูปกลาป! ถ้าถามว่าองค์ประกอบของรูปกลาปคืออะไร คำตอบคือ "รูป" ครับ ตรงนี้อาการหนักหน่อย ถ้าคุณเจอคำว่า "...ชรูป" จำไว้เลยครับ ให้แปลว่า "รูปที่เกิดจาก..." เช่น กัมมชรูป หมายถึง รูปที่เกิดจากกรรม ดังนั้น กัมมชรูปกลาป (บางทีเรียก กัมมชกลาป) จึงหมายถึง กลุ่มของรูปที่เกิดจากกรรม และตรงนี้ก็ต้องแยกให้ชัด เพราะ "...ชรูป" กับ "...ชกลาป" มีจำนวนไม่เท่ากัน เช่น กัมมชรูป มี 18 ส่วน กัมมชกลาปมี 9

แต่ละ "รูปกลาป" จึงหมายถึง แต่ล่ะ "กลุ่ม" ของรูป และแต่ละกลุ่มของรูปนั้นสามารถจำแนกตามประเภทคือลักษณะการเกิดขึ้นของรูปกลาปได้ 4 ประเภท (กัมมชกลาป 9, จิตตชกลาป 6, อุตุชกลาป 4 และ อาหารกลาป 2) และแต่ละ "รูป" ที่มารวมกลุ่มกันเป็น "กลาป" นั้นมีสมุฏฐาน 4 อย่าง (กรรม, จิต, อุตุ และอาหาร) ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า แต่ละรูปทั้ง 28 รูปต้องเกิดจากทั้ง 4 ปัจจัยนี้นะครับ บางรูปเท่านั้นที่มีปัจจัยครบทั้ง 4 อย่าง (มีเพียง 8 รูป - มหาภูตรูป 4, โคจรรูป 3 (เว้นสัททะ), ชีวิตรูป 1) รูปที่เกิดจากปัจจัยอย่างเดียวก็มี สองอย่างก็มี สามอย่างก็มี หรือไม่เกิดจากปัจจัยทั้ง 4 อย่างนี้เลยก็มีครับ (นั่นคือ ลักขณรูป 4)

ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ "ตา" หรือ "จักขุทสกกลาป" ตัวนี้เป็น "กรรมชกลาป" ประกอบด้วยรูป 10 รูปที่มี จักขุปสาทรูปเป็นประธาน อีก 9 รูปนั้นได้แก่ อวินิพโภครูป 8 (รูปที่แยกจากกันไม่ได้ รูปหนึ่ง ๆ ต้องมีรูปเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 รูปเสมอได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช วัณณะ คันธะ รสะ โอชา) กับ ชีวิตรูป 1

ต่อมาเมื่อดูการให้ความหมายของสมุฏฐานให้เกิดรูปทั้ง 4 สมุฏฐาน (อุตุชรูป - จิตตชรูป) ผมว่านิยามที่ให้มาก็ผิดเพี้ยนนะครับ เช่น อุตุชรูป (แปลว่า รูปที่เกิดจากอุตุ) ไม่ได้หมายถึง อากาศ แม้แต่คำว่า อุตุ ในที่นี้หมายถึง เตโชธาตุ (เป็นรูปชนิดหนึ่ง) อาจจำแนกได้ 2 ชนิดคือ สีตเตโช (ความเย็น) กับ อุณหเตโช (ความร้อน) ไม่ได้แปลว่าอากาศอยู่ดี หรือ กัมมชรูป รูปที่เกิดจากกรรม (เจตนาเจตสิก) ไม่ได้หมายถึงการกระทำทางกาย แม้แต่จะยึดเฉพาะคำว่ากรรมก็พูดผิด เพราะกรรมเป็นไปทั้ง กาย วาจา ใจ ไม่ใช่เฉพาะกายอย่างเดียว

คราวนี้คุณลองเปรียบเทียบกับคำว่า "เซลล์" ซึ่งทางชีววิทยาหมายถึง "โครงสร้างและหน่วยทำงานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต" - building block of life แล้วคิดว่าเหมือนหรือต่างจากรูปกลาปตรงไหนครับ ตามความเห็นผม มันไม่มีตรงไหนเทียบกันได้เลย

ผมยกตัวอย่างรูปกลาปที่ชัดเจนให้ดู 2 อัน คือ "อิตถีภาวทสกกลาป" กับ "ปุริสภาวทสกกลาป" ทั้ง 2 กลาปนี้เป็นกัมมชกลาป แต่ละกลาปประกอบด้วยรูป 10 รูป คือ อวินิพโภครูป 8 + ชีวิตรูป 1 + อิตถีภาวรูป 1 หรือ ปุริสภาวรูป 1 ทั้งสองกลาปนี้คือ "สภาพความเป็นหญิง" กับ "สภาพความเป็นชาย" ครับ มี อิตถีภาวรูป กับ ปุริสภาวรูป เป็นประธานตามลำดับ ถ้าจะมีใครตีความให้วิตถารไปอีกว่าเชลล์ไข่ เซลล์สเปิร์ม หรือโครโมโซมเพศ ขอให้ดูอรรถกถาอธิบายต่อว่าอาการใดบ้างที่แสดงภาวรูปนี้ (ภาวรูป 2 เป็นรูปที่รู้ได้ด้วยใจ ไม่เห็นได้ด้วยตา) มีอาการ 4 อย่าง ลิงคะ (เช่นเครื่องเพศ) นิมิตตะ (เช่น หน้าอก หนวดเครา) กุตตะ (นิสัยใจคอ การเล่น) อากัปปะ (กิริยาอาการ) เน้นอีกทีว่า ภาวรูปไม่เห็นได้ด้วยตา แต่อาการของมันบางอย่าง เช่น ลิงคะ นิมิตตะ พวกนี้เห็นได้ด้วยตา

คิดว่ายกมาแค่ 2 รูปกลาปนี้กับที่บอกว่า "กลาป คือ เซลล์" ก็น่าจะเห็นชัดกันแล้วว่ามั่วได้น่ากลัวขนาดไหน




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2551    
Last Update : 15 สิงหาคม 2551 15:07:40 น.
Counter : 1398 Pageviews.  

เจตสิก (ที่ผิดเพี้ยน)

หนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ของ ทพ. สม สุจีรา อ้างดังนี้ "จิตแต่ละดวงมีองค์ประกอบที่เรียกว่า "เจตสิก" (หน้า 107) "การเกิดดับของจิตก็คือการสลายตัวของเจตสิก" (หน้า 108) สองข้อความที่ผมยกมาหมิ่นเหม่คลาดเคลื่อนจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเถรวาทเรานะครับ concept ของเรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญในพุทธปรัชญาฝ่ายอภิธรรม คือปรมัตถธรรม หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ (ธรรม แปลว่า สภาวะ) สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด พุทธปรัชญาบอกว่ามี 4

1. จิต
2. เจตสิก
3. รูป
4. นิพพาน

4 อย่างนี้ไม่มีอันใดเป็นองค์ประกอบของอันใด แต่ละอย่างมีสภาวะของมันเอง เจตสิกคือธรรมที่ประกอบกับจิต เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุอาศัยเดียวกับจิต การที่เจตสิกเข้าไปประกอบกับจิตนี่แหละครับ ทำให้จิตมีอาการและคุณสมบัติต่าง ๆ ผิดเผกกันไป แต่ไม่ได้แปลว่าเจตสิกเป็นองค์ประกอบหนึ่งของจิต ตรงนี้ต้องระวังให้ดี อย่าให้ฝั่นเฝือ การที่เจตสิกประกอบกับจิตนั้นมันมีลักษณะที่ประกอบกัน 4 อย่าง เรียก เจโตยุตตลักขณะ 1. เอกุปปาทะ เกิดพร้อมกับจิต 2. เอกนิโรธะ ดับพร้อมกับจิต 3. เอกาลัมพณะ มีอารมณ์เดียวกับจิต และ 4. เอกวัตถุ อาศัยวัตถุเดียวกับจิต ตรงนี้น่าจะเห็นชัดเจนว่า จิตดับ เจตสิกก็ดับด้วย ใครที่แปลทำนองว่าการดับของจิตคือการสลายตัวของเจตสิก ผมถือว่าเป็นการทำให้ความเข้าใจต่อพุทธปรัชญาที่แท้จริงเพี้ยนไปจากของแท้ ถ้าดูลักขณาทิจตุกะของเจตสิกข้อที่ 4 จิตตุปปาทปทัฏฐานัง การเกิดขึ้นแห่งจิตเป็นเหตุใกล้ (ให้เกิดเจตสิก) แล้วมองย้อนกลับกันว่าเพราะจิตดับทำให้เจตสิกดับยังจะถูกต้องมากกว่าครับ (แม้จะไม่ถูกต้อง 100% เพราะไม่มีหลักฐานใดรับรองว่าจิตเกิดก่อนเจตสิก มีแต่บอกว่าทั้งคู่เกิดพร้อมกัน เราก็ยังเห็นพ้องด้วยเหตุผลมากกว่าที่ว่าหากปราศจากจิต เจตสิกย่อมไม่เกิด แต่จิตเกิดขึ้นได้โดยปราศจากเจตสิกบางดวง)





 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2551 13:40:21 น.
Counter : 769 Pageviews.  

ปฐมเหตุในพระพุทธศาสนา

ผมเจอกระทู้หนึ่งผู้ถามถาม

"วันนี้ผมจะถามเรื่องกรรมแรก
คือตามหลักศาสนาพุทธเนี่ยกฎแห่งกรรมมันคงอยู่ตลอดมา
ผมก็ได้ยินคำสอนนี้มาตลอด
แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์คุณเชื่อได้หรือ ว่าจะมีอะไรที่คงอยู่ตลอด
ถ้างั้นมันมาจากไหน?
รึว่ามันถือกำเนิดได้จากความว่างเปล่า
ถ้าเช่นนั้นสังสารวัฏก็ไม่มีทางสิ้นสุดใช่ไหมครับ?"

มีประเด็นให้นำมาขยายความได้เยอะทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือผู้ถามไม่รู้จักคำว่ากรรมในพระพุทธศาสนาดีพอ เรื่องกรรมเป็นเรื่องใหญ่ครับ และเป็นเรื่องที่เข้าใจปนกับความเชื่ออื่นจนบางคนแยกไม่ออกว่าอันไหนกันแน่คือกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา มันยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นคือบรรดาผู้รู้ที่เข้าไปตอบคำถามโดยยกปฏิจจสมุปบาท กลับไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองยกมาตอบคำถาม บางคนถึงกับบอกว่าอวิชชาคือกรรมแรกไปเลยก็มี

ข้อความว่าอวิชชาคือกรรมแรกผิด 2 ประการ 1. อวิชชา ไม่ใช่ กรรม 2. ไม่มีปฐมเหตุ หรือ the first cause ในพุทธปรัชญา ตรงนี้เป็นเรื่องชูโรงเรื่องหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาที่มีพระเจ้า หรือมีสิ่งอื่น ๆ เป็นปฐมเหตุ

ในส่วนของปฏิจจสมุปบาทเองผู้รู้กลับรู้แคบอย่างไม่น่าเชื่อ คือเขานึกถึงแต่ อวิชฺชาปจฺยา สงฺขารา ... คิดว่าแค่นี้แหละปฏิจจสมุปบาท อันที่จริงบทนี้เป็นปฏิจจสมุปบาทแบบแจงแจง ในแบบแจกแจงนี้มี 2 ท่อนคืออนุโลมกับปฏิโลม ถ้าคุณจะเทียบกับอริยสัจ 4 อนุโลมคือข้อ 2 ทุกขสมุทัย ปฏิโลมคือข้อ 3 ทุกขนิโรธ ยังมีปฏิจจสมุปบาทที่ไม่แจกแจง เป็นหลักการทั่วไป และผมถือว่ามันเป็นแก่นสำคัญของพระพุทธศาสนาชนิดที่ไม่ต้องพึงศัพท์เทคนิคคือบท อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ ... (เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี) เหมือนกับแบบแจกแจงครับ บทนี้ก็มี 2 ท่อน อนุโลมกับปฏิโลมเช่นกัน และบทนี้แหละที่เป็นชื่อให้กับคำว่า อิทัปปัจยตา

การอธิบายปฏิจจสมุปบาทแบบแจกแจงนั้นมีหลายนัยทั้งแบบช่วงกว้างและช่วงแคบ แบบช่วงกว้างบางครั้งเรียกภวจักรหรือสังสารจักรมีการแบ่งองค์ทั้ง 12 ออกเป็น 3 กาล 4 ช่วง (กาลปัจจุบันมี 2 ช่วงคือปัจจุบันเหตุ กับปัจจุบันผล - รายละเอียดมีมากกว่านี้ผมคงแนะนำให้คุณอ่านวิสุทธิมรรค) และองค์ทั้ง 12 นั้นสามารถจัดเป็นกลุ่มตามหน้าที่ได้ 3 กลุ่มซึ่งวนกันเป็นวงจร เรียก วัฎฎะ 3 มี กิเลส กรรม และวิบาก การวนวัฏฏะ 3 นี้เป็นการมติชั้นหลังครับคุณอาจไม่พบพุทธพจน์แต่ก็เป็นชั้นอรรถกถา ถือ ว่าเป็นการอธิบายปฏิจจสมุปบาทให้ฟังง่ายที่สุด ดูรูปผมนำมาจากหนังสือพุทธธรรมของพระพรหมคุณาภรณ์



เห็นชัดเจนว่าอวิชชาไม่ใช่กรรม

อวิชชาแรกเริ่มมีหรือไม่? ถึงแม้ว่าปฎิจจสมุปบาทแบบแจกแจงมีอวิชชาเป็นข้อแรก หรือแบบวัฎฎะ 3 อวิชชา + ตัณหา เป็น กิเลส เป็นหัวข้อต้นวัฏฏะ แต่อวิชชานี้ก็ไม่ใช่ปฐมเหตุมีพุทธพจน์ อง. ทสก. "ภิกษุทั้งหลาย ปลายแรกสุดของอวิชชาจะปรากฎก็หาไม่ว่า "ก่อนแต่นี้ อวิชชามิได้มี ครั้นมาภายหลังจึงมีขึ้น" เรื่องนี้ เรากล่าวดังนี้ว่า "ก็แล เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยอวิชชาจึงปรากฎ" นอกจากนี้ยังมีพุทธพจน์ที่เน้นว่าอวิชชาไม่ได้เป็นปฐมเหตุ "อวิชชาเกิด เพราะอาสวะเกิด อวิชชาดับ เพราะอาสวะดับ" คุณลองดูรูป ถ้าคุณตัดให้มีอวิชชาแรกเมื่อไร คุณจะกลับไปสู่ปัญหาพระผู้สร้างทันที

อีกจุดหนึ่งที่ผมอยากพูดไว้เล็กน้อยในปฏิจจสมุปบาทแบบแจกแจงคือ ลำดับการเป็นเหตุปัจจัยนั้นไม่ได้เป็นไปตามลำดับเวลานะครับ คำว่าเหตุปัจจัยไม่ได้มีความหมายเฉพาะว่าสิ่งนี้เกิดก่อนสิ่งนี้จึงเกิดตามมา ปัจจัยมี 24 ประเภท (หาอ่านได้จากตำราอภิธรรมทั่วไป) ตัวอย่างเช่นพื้นเป็นปัจจัยให้เก้าอี้ตั้งอยู่ได้ ไม่ได้แปลว่าพื้นเกิดก่อนเก้าอี้



พูดกันมาตั้งนาน คุณรู้รึเปล่าครับว่าอะไรคือ "กรรม" ?





 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 0:11:43 น.
Counter : 3843 Pageviews.  

ทวาร 6

ในข้อเขียนตอนนี้ ผมขอแสดงมุมมองของนักศึกษา 2 ด้าน คือ ด้านพุทธปรัชญา และด้านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การแสดงคู่กันมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบ แต่เป็นการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจมุมมองหรือโลกทัศน์ของสำนักวิชาทั้งสอง ไม่ใช่การเปรียบเทียบเพื่อหาความเหมือนหรือความต่าง

• ช่องทางสำหรับให้จิตและเจตสิกรับอารมณ์เรียกว่า "ทวาร"
• อารมณ์ = อายตนะภายนอก 6
• ทวาร = อายตนะภายใน 6
• อายตนะภายใน 6 นั้นได้แก่ ปสาทรูป 5 + ภวังคจิต 1

ปสาทรูป เป็นรูปที่เกิดจากกรรม มีความสามารถในการรับอารมณ์ ดังจะได้แจกแจงต่อไป; ภวังคจิต คือ จิตที่ทำหน้าที่ภวังคกิจ ทำหน้าที่รักษาองค์ของภพ ทำให้ตั้งอยู่ในภพนั้น ๆ (รายละเอียดทางอภิธรรมเจาะจงลงไปว่าจิตที่ทำหน้าที่ภวังคกิจได้มีเท่ากับจิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิได้ โดยชาติหนึ่ง ๆ ของสัตว์แล้วจิตทั้ง 2 นี้เหมือนกัน)


1 จักขุ (ปสาทรูป)
ดวงตามนุษย์ที่เรียกว่า มังสจักขุ นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ (1) สสัมภารจักขุ ได้แก่ อวัยวะต่าง ๆ ที่ประชุมรวมกันเป็นดวงตา และ (2) จักขุปสาท เป็นรูปอันเกิดจากกรรมตั้งอยู่บนกลางตาดำ มีลักษณะใส จักขุปสาทมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ

1. เป็นที่ให้จักขุวิญญาณมาเกิด
2. เป็นช่องรับรู้อารมณ์ของจักขุทวารในปัญจทวารวิถีจิต

ลักขณาทิจตุกะของจักขุปสาทมีดังนี้

1. รูปาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» มีความใสของมหาภูตรูปที่กระทบรูปารมณ์เป็นลักษณะ
2. รูเปสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการชักดึงมาซึ่งรูปารมณ์เป็นหน้าที่
3. จกฺขุวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการรองรับซึ่งจักขุวิญญาณเป็นผล
4. ทฏฺฐกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มีมหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (รูปตัณหา) มีความใคร่ที่จะเห็นรูปารมณ์เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ในทางพระพุทธศาสนา หากเราต้องการจำแนกธรรมหนึ่ง ออกจากธรรมอื่น เราใช้ลักษณะที่แตกต่างของแต่ละธรรม 4 ประการเป็นข้อจำแนก และเรียกลักษณะเฉพาะทั้ง 4 ประการของธรรมเหล่านั้นว่า "วิเสสลักษณะ" ส่วนลักษณะที่มีร่วมกันนั้นเรียกว่า "สามัญลักษณะ" คงคุ้นเคยกันดี เนื่องจากสามัญลักษณะของสังขารธรรมทั้งปวงนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ บางทีจึงเรียว่า "ไตรลักษณ์" ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา





ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กายวิภาคได้จำแนกองค์ประกอบของดวงตา จากผลพวงความเพียรของมนุษย์ที่ศึกษาค้นคว้าอย่างมุมานะ เราเรียกส่วนที่อยู่หน้าสุดทำหน้าที่ปกป้องดวงตา มีรูปทรงดุจโดมโค้งว่า cornea ถัดจาก cornea ที่อยู่ภายในของดวงตาคือช่อง anterior มีของเหลว ใส (aqueous humor) ซึ่งผลิตโดย ciliary body ไหลหล่อเลี้ยงบำรุงดวงตาและเนื้อเยื้อข้างเคียง ถัดจากช่อง anterior มีส่วนที่เป็นสีของดวงตา เรียกว่า iris ส่วนนี้ประหนึ่งเป็นด่านกรองแสงด่านแรก ใน iris มี pupil เป็นประตูที่ปล่อยให้แสงผ่านไปถึงด้านหลังของดวงตา ส่วนที่สำคัญถัดมาคือ lens ช่วยปรับโฟกัส หรือรวมแสงให้ตกกระทบพอดีที่ฉากรับแสง หรือ retina อันเป็นส่วนสำคัญต่อการรับรูปารมณ์ เป็นประสาทที่รับรู้แสง เมื่อรับแสงจะสร้างสัญญาณไฟฟ้า (impulse) ผ่านประสาทตา (optic nerve) ส่งไปยังสมอง ประสาทตานี้เป็นมัดของเส้นใยประสาทที่เชื่อมต่อระหว่างเรตินากับสมอง สัญญาณที่มันขนไปยังสมองรับรู้ภาพส่วนนอก (the visual cortex) นั้นได้แก่สี (แสงที่มีองค์ประกอบทางความถี่ผิดแผกแตกต่างกัน) จากนั้นเป็นหน้าที่ของสมองที่จะประมวลผลสัญญาณเพื่อสร้างภาพ (images) ทำให้เรารับรู้ภาพ ส่วนที่ยึด lens ไว้กับ ciliary body เป็นกลุ่มเส้นใยเรียกว่าเอ็นพยุงเลนส์ (suspensory ligament of lens)

ประมาณบริเวณกลางเรตินา มีส่วนที่อ่อนไหวต่อแสงมากที่สุดนั่นคือ macula ถือว่าเป็นตัวรับสัญญาณ ณ จุดกึ่งกลางของภาพ เพื่อให้เราเห็นรายละเอียดของจุดสนใจของภาพที่เรากำลังมอง

ส่วนเยื้อหุ้มลูกตาสีขาวนั้นเราตั้งชื่อเรียกมันว่า sclera กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยับลูกตาจะติดกับส่วนนี้ ระหว่าง sclera กับ retina มีเนื้อเยื้อบาง ๆ แต่อุดมไปด้วยเลือดหล่อเลี้ยงคือ choroid บทบาทเป็นผู้สนับสนุน หน้าที่คือส่งเลือดเลี้ยงเรตินา

ปริมาตรส่วนใหญ่ของลูกตาด้านหลังถูกถมเต็มด้วยสารใสลักษณะคล้ายเมือกเรียกว่า vitreous body


2 โสตะ (ปสาทรูป)
หูของมนุษย์ก็แบ่งออกเป็น 2 อย่างได้เช่นเดียวกับตา คือ (1) สสัมภารโสตะ ได้แก่ อวัยวะทั้งหมดที่มาประชุมกันเป็นหู เป็นที่ตั้งอาศัยเกิดของโสตปสาท (2) โสตปสาท เป็นรูปที่เกิดจากกรรม มีความสามารถในการรับเสียง มีหน้าที่ 2 อย่าง

1. เป็นที่ให้โสตวิญญาณจิตมาเกิด
2. เป็นช่องทางให้โสตวิญญาณรับรู้อารมณ์ในโสตทวารวิถี

ลักขณาทิจตุกะของโสตปสาทรูปมีดังนี้

1. สทฺทาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» มีความใสของมหาภูตรูปที่กระทบสัททารมณ์ (เสียง) เป็นลักษณะ
2. สทฺเทสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการแสวงหาสัททารมณ์เป็นกิจ
3. โสตวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการเป็นที่อยู่ของโสตวิญญาณเป็นผล
4. โสตุกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มีมหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (สัททตัณหา) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด



นักวิทยาศาสตร์ใช้ความอุตสาหะศึกษาองค์ประกอบของหู และหน้าที่ของมัน ใบหูที่เรามองเห็น pinna หรือ auricle เป็นด่านแรกสำหรับลำเลียงเสียง มันถูกออกแบบโดยวิศวกรที่เก่งกาจให้จำแนกทิศทางของแหล่งกำเนิดเสียงได้ (เพราะมี 2 หู) รวมทั้งให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดเสียงด้านหน้ามากกว่าด้านหลัง เสียงเป็นคลื่นความดันอากาศ เดินทางจากใบหูตามท่อ (external auditory canal/ tube) เพื่อส่งกระแสแรงดันสู่หูชั้นกลาง มีเยื้อบุเป็นผนังกั้นระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นกลางเรียกว่าเยื้อบุ tympanic หรือ eardrum

หูชั้นกลางประกอบด้วยกระดูกเล็ก ๆ 3 ชิ้นต่อกัน (malleus, incus, stapes) เพื่อส่งสัญญาณต่อไปยังหูชั้นใน นอกจากนี้ที่หูชั้นกลางยังมีท่อ (eutachian tube) ที่เชื่อมต่อไปยังคอหอย (pharynx) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของช่องคอ คอยทำหน้าที่ปรับความดันระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นกลางให้สมดุลกัน

หูชั้นในมี cochlea เป็นตัวหลักที่ช่วยให้เรารับรู้เสียง มันเปลี่ยนสัญญาณเสียง (แรงดันอากาศ) ให้เป็นสัญญาณประสาท (ไฟฟ้า) ผ่านทางเส้นประสาทเสียง (auditory nerve) cochlea มี organ of corti ซึ่งมี hair cells อันเปรียบเสมือนตัวตรวจจับเสียง (auditory sensory cells) อยู่ในนั้น ขนของเซลล์ (hair/ stereocilia) จะต่อกับ tectorial membrane ในขณะที่ส่วนฐานของเซลล์ยึดติดอยู่กับ basilar membrane เสียงที่ความถี่ต่างกันกระตุ้นตำแหน่งที่ต่างกันบน basilar membrane ทำให้ basilar membrane สั่น และเกิดแรงเฉือน (shearing force) ระหว่าง tectorial กับ basilar การเปลี่ยนแปลงภายใน hair cells นี้เองที่เป็นตัวสร้างสัญญาณไฟฟ้า ส่งต่อไปยังสมอง (primary auditory cortex)


3 ฆานะ (ปสาทรูป)
ฆานปสาทรูป ก็เช่นเดียวกับ 2 รูปแรกคือเกิดจากกรรมและ เป็นที่ตั้งให้กับวิญญาณที่จะมารับอารมณ์ทางทวาร มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

1. คนฺธาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» ความใสของมหาภูตรูปที่กระทบคันธารมณ์ (กลิ่น) เป็นลักษณะ
2. คนฺเธสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการแสวงหาคันธารมณ์เป็นกิจ
3. ฆานวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการทรงอยู่ของฆานวิญญาณเป็นผล
4. ฆายิตุกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มีมหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (คันธตัณหา) เป็นเหตุใกล้



จมูก หรือ peripheral olfactory organ อวัยวะแห่งการรับกลิ่น แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ จมูกภายนอก (external nose) อันได้แก่จมูกรูปทรงปิระมิดฐานสามเหลี่ยมที่เราเห็นซึ่งมีตำแหน่งอยู่บริเวณกลางใบหน้า และส่วนที่อยู่ภายใน (nasal cavity) มีผนังกั้นแบ่งเป็นช่องรูจมูกข้างซ้ายและข้างขวา รูจมูกทั้งสองข้างจะมีขนไว้คอยดักจับฝุ่นละอองก่อนหายใจนำอากาศเข้าไปสู่ปอด ก่อนเดินทางถึงปอดอากาศมีที่พัก ณ โพรงจมูก (nasal cavity) หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของโพรงจมูกคือควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศ ในโพรงจมูกมีแผ่นเนื้อเยื้อเมือกซึ่งมีเส้นเลือดฝอยอยู่มาก เยื้อเมือกเหล่านี้ช่วยทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองในอากาศที่ผ่านขนจมูกมาได้ แล้วขับออกมาเป็นน้ำมูก ด้านบนของโพรงจมูกเป็นที่อยู่ของปลายประสาทรับกลิ่น (olfactory receptor cell) เมื่อกลิ่นผ่านเข้าไปในโพรงจมูก กลิ่นจะมากระทบที่ปลายประสาท ประสาทรับกลิ่นจะส่งสัญญาณไฟฟ้าต่อไปยังสมอง (บริเวณ uncus ของ temporal lobe) เพื่อตีความกลิ่น

olfactory receptor cell เป็นเซลล์รับกลิ่น เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะเล็กๆ (ขนาดประมาณเท่ากับแผ่นเล็บของหัวแม่มือ) เรียกว่า olfactory epithelium นอกจาก receptor cell แล้ว epithelium ยังมี Bowman's gland ทำหน้าที่สร้างและหลั่งสารละลายออกมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ epithelium และเป็นตัวทำละลายสารเคมีที่มากระตุ้น receptor cell รวมถึงชะล้างสารเคมีเก่าที่มากระตุ้นออกไปเพื่อให้รับกลิ่นใหม่ที่จะมากระตุ้นได้อีก

รอบ ๆ จมูกจะมีโพรงกระดูกอยู่ 4 คู่ เรียกว่าไซนัส (sinus) โพรงอากาศนี้มีช่องเชื่อมต่อกับโพรงจมูก อาการเจ็บป่วยบางอย่างอาจทำให้เชื้อโรคลุกลามจากโพรงจมูกเข้าไปยังโพรงไซนัสได้ นอกจากนี้ภายในโพรงจมูกยังมีช่องต่อท่อกับท่อน้ำตา เวลาเราร้องไห้น้ำตาส่วนหนึ่งจะไหลลงมาท่างท่อนี้และออกมาเป็นน้ำมูกใส ๆ


4 ชิวหา (ปสาทรูป)
ชิวหาปสาทรูป เป็นรูปที่มีความสามารถในการรับรสารมณ์ (รส) และเป็นวัตถุที่ตั้งให้กับวิญญาณที่จะมาเกิดเพื่อรับรสทางทวาร ตำแหน่งที่ตั้งของชิวหาปสาทมีอรรถาธิบายว่าอยู่รอบบริเวณปลายลิ้น ฐานคล้ายกลีบดอกบัว เป็นรูปที่เกิดจากกรรม มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

1. รสาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» มีความใสของมหาภูตรูปที่กระทบรสารมณ์ (รส) เป็นลักษณะ
2. รเสสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการแสวงหารสารมณ์เป็นกิจ
3. ชิวหาวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการทรงอยู่ของชิวหาวิญญาณเป็นผล
4. สายิตุกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (รสตัณหา) เป็นเหตุใกล้



ลิ้นเป็นกล้ามเนื้อลาย ที่ผิวด้านบนมีเยื้อบุชนิด stratified squamous epithelium ปกคลุมอยู่ ตัวรับรสคือ taste bud เป็น receptor ที่ฝังตัวอยู่ในตุ่ม (papillae) เราสามารถมองเห็น taste papillae บนลิ้นได้ ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นจุดเล็ก ๆ สีแดง ๆ โดยเฉพาะที่ส่วนหน้าของลิ้น ส่วนนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า fungiform papillae เนื่องมาจากรูปร่างมันคล้ายเห็ดขนาดจิ๋วดีๆนี่เอง นอกจากเจ้าตุ่มเห็ดแล้วยังมีตุ่มชนิดอื่นอีก 3 ตุ่ม เรียกขาน foliate, circumvallate และ non-gustatory filiform (ไม่รับรส) ใน papillae มีกลุ่มของเซลล์รวมตัวกันเป็นกระเปาะรับรส เรียกว่า taste bud ซึ่งเป็นส่วนที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตำแหน่งของกระเปาะรับรสที่อยู่ในแต่ละตุ่มจะแตกต่างกัน บ้างก็อยู่ด้านข้าง (circumvallate, foliate) บ้างก็อยู่ด้านบน (fungiform) เซลล์ที่ทำหน้าที่รับรสซึ่งพบใน taste bud เรียกว่า chemoreceptor cell เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นประสิทธิภาพของเซลล์นี้จะลดต่ำลง อายุโดยเฉลี่ยของ chemoreceptor cell คือ 10-12 วัน taste bud เมื่อรับรสแล้วจะส่งสัญญาณประสาทไปตามเส้นประสาทที่มารับรส คือ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7, 9 และ 10 ไปที่ศูนย์รับรสบริเวณขอบล่างของ parietal lobe

รสพื้นฐานที่ลิ้นมนุษย์สามารถรับรู้ได้มี 4 รส (หรือ 5 รส นับรวมรสของกรดอะมิโน: umami taste) ซึ่ง taste bud แต่ละบริเวณจะไวต่อการรับรสต่างชนิดกัน เช่นบริเวณปลายลิ้นไวต่อรสหวาน (มีตัวรับที่ apical membrane จับกลูโคส ซูโคลส=กูโคลส+ฟรูกโตส และคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ) และเค็ม (โซเดียมคลอไรด์) ที่โคนลิ้นไวต่อรสขม (สารรสขมทำให้ IP3 ปล่อยไออนของแคลเซี่ยม) และด้านข้างของลิ้นไวต่อรสเปรี้ยว (เป็นกรด คือโปรตอน)


5 กายา (ปสาทรูป)
กายปสาทรูป เป็นรูปธรรมเกิดแต่กรรมมีความสามารถรับโผฏฐัพพารมณ์ มี ร้อน-เย็น อ่อน-แข็ง เป็นที่ตั้งของวิญญาณที่จะมาเกิดทางกายทวาร มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

1. โผฏฺฐพฺพาภิฆาตารหภูตปฺปสาท ลกฺขณํ
» มีความใสของมหาภูตรูปที่กระทบโผฏฐัพพารมณ์เป็นลักษณะ
2. โผฏฺฐพฺเพสุ อาวิญฺฉน รสํ
» มีการแสวงหาโผฏฐัพพารมณ์เป็นกิจ
3. กายวิญฺญาณสฺส อาธารภาว ปจฺจุปฏฺฐานํ
» มีการทรงอยู่ของกายวิญญาณเป็นผล
4. ผุสิตกามตานิทานกมฺมชภูต ปทฏฺฐานํ
» มีมหาภูตรูปอันเกิดจากกรรม (โผฏฐัพพตัณหา) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด



ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุด ปกคลุมทั่วร่างกายคนเรา ช่วยปกป้องความร้อน แสง การบาดเจ็บ และการติดเชื้อโรค ช่วยรักษาอุณหภูมิ เก็บน้ำและไขมัน ป้องกันไม่ให้สูญเสียน้ำ ป้องกันบักเตรี และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรารับรู้โลกภายนอกมีร้อน-หนาว เป็นต้น ทั่วทั้งร่างกายคุณสมบัติของผิวก็มีผิดแผกแตกต่างกันไป เช่นศีรษะมีเส้นขนเยอะกว่าบริเวณอื่น ส้นเท้าหรือฝ่ามือผิวหนังจะมีความหนาเป็นพิเศษ เป็นต้น

ผิวหนังประกอบด้วยชั้นต่าง ๆ 3 ชั้น แต่ละชั้นมีหน้าที่เฉพาะของมัน 3 ชั้นเริ่มจากชั้นนอกที่สุดได้แก่ epidermis, dermis และ subcutaneous fat layer

epidermis เป็นผิวนอกสุด บางที่สุด ประกอบด้วย 3 ส่วน (1) stratum corneum (horny layer) ชั้นนี้เต็มไปด้วย keratinocytes ที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว รอวันตาย คอยปกป้องมิให้มีสิ่งจากภายนอกเข้าภายในร่างกายโดยง่ายและป้องกันมิให้น้ำในร่างกายออกไปยังภายนอก (2) keratinocytes (squamous cells) เป็นชั้นอยู่ถัดจาก stratum corneum มี keratinocytes วัยหนุ่มสาว เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และ (3) basal layer ชั้นลึกสุดของ epidermis มี basal cells ทำหน้าที่แบ่งสร้าง keratinocytes ใหม่เพื่อทดแทนตัวเก่า นอกจากนี้ชั้น epidermis ยังมี melanocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตเม็ดสีหรือ melanin

dermis เป็นผิวหนังชั้นกลาง มีท่อเลือด ท่อน้ำเหลือง รูขุมขน ต่อมเหงื่อ คอลลาเจน และเส้นประสาท ความรู้สึกเจ็บปวด กายสัมผัสจะรับรู้โดยตัวรับซึ่งอยู่ ณ ชั้นนี้ ถัดไป subcutis เป็นชั้นลึกสุดมีโครงข่าวคอลลาเจนและไขมัน ช่วยปกป้องร่างกายจากอุณหภูมิความร้อนความเย็น


6 มนะ (เป็นจิต)
สำหรับมนายตนะ อันเป็นช่องทางให้วิญญาณมารับอารมณ์ทางใจนั้นได้แก่ภวังคจิต รายละเอียดและบทบาทของภวังคจิต ขอเก็บไว้พูดถึงโอกาสต่อไป เนื่องจากเป็นหัวข้อที่มีความซับซ้อนพอสมควร

พุทธศาสนาจิตนั้นเป็นนามธรรม จึงไม่ใช่ทั้งหัวใจและสมอง แต่มีรูปหนึ่งซึ่งน่าสนใจเรียกว่า หทัยรูป หรือ หทัยวัตถุ คือ รูปอันเป็นที่ตั้งให้จิตและเจตสิกอาศัยเกิด แม้ว่าโดยช่องทางหรือทวารสำหรับรับอารมณ์ทางใจคือนามธรรม (จิต) แต่ก็มีสัตว์บางจำพวก (ส่วนใหญ่) ที่ต้องอาศัยรูปให้จิตอาศัย และหทัยวัตถุที่ว่านี้ก็อยู่บริเวณหัวใจ น่าสนใจทีเดียว









 

Create Date : 16 ธันวาคม 2550    
Last Update : 27 มิถุนายน 2551 22:52:36 น.
Counter : 3494 Pageviews.  

ปัญหาสมุทัยสัจจ์ 1-7

ลอกจากหนังสือ "อุดมวิชา" โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิเถร ป.ธ.9) สำหรับข้อความในกรอบสีเป็นส่วนที่ผมอธิบายเพิ่มเติมเข้าไป


1. คำว่า สมุทัยสัจจ์นั้น ได้แก่อะไรบ้าง
§ ได้แก่ ตัณหา

2. ตัณหาในสุตตันตนัยมีเท่าไร อะไรบ้าง อธิบายด้วย
§ มี 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
» กามตัณหา คือ โลภเจตสิก ชอบวัตถุกามและกิเลสกาม วัตถุกาม ได้แก่ กามาวจรจิต 54 เจตสิก 52 รูป 28 รวมเป็น 134 ส่วนกิเลสกามได้แก่ ความชอบ ความหลง ความชังในวัตถุกามนั้น
» ภวตัณหา มีโลภเจตสิกด้วย มีทิฏฐิเจตสิกด้วย ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ คือ เห็นว่า วัตถุกามและกิเลสกามเป็นของเที่ยง
» วิภวตัณหา มีโลภเจตสิกด้วย มีทิฏฐิเจตสิกด้วย แต่ชอบในการเห็นว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ

เพื่อเข้าใจว่าเจตสิกคืออะไร เราจำต้องรู้จักปรมัตถธรรม 4 ได้แก่
» รูป = รูปขันธ์ จำแนกได้ 28 รูป (มหาภูตรูป 4 + อุปาทายรูป 24)
» จิต = วิญญาณขันธ์ จำแนกตามธรรมเนียมนิยมได้ 89
» เจตสิก จำแนกได้ 52 เป็นธรรมชาติที่ประกอบกับจิตโดยที่มัน
     • เกิดพร้อมกับจิต (เอกุปปาทะ)
     • ดับพร้อมกับจิต (เอกนิโรธะ)
     • มีอารมณ์เป็นอันเดียวกับจิต (เอกลัมพนะ)
     • อาศัยวัตถุอันเดียวกับจิต (เอกวัตถุกะ)
» นิพพาน = นิโรธ

• จิตเป็นธรรมชาติ รู้-คิด-ตัดสิน-จำแนก อารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ) ส่วนเจตสิกเป็นธรรมชาติที่ประกอบปรุงแต่งจิตให้รู้อารมณ์เป็นไปต่าง ๆ (รูปสวย เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสอร่อย ฯลฯ)

• จิต 89 จำแนกได้ 4 กลุ่ม
» กามาวจรจิต 54 ยังจำแนกได้อีก 3 กลุ่ม
     • อกุศลจิต 12
     • อเหตุกจิต 18
     • กามาวจรโสภณจิต 24
» รูปาวจรจิต 15
     • กุศลจิต 5
     • วิบากจิต 5
     • กิริยาจิต 5
» อรูปาวจรจิต 12
     • กุศลจิต 4
     • วิบากจิต 4
     • กิริยาจิต 4
» โลกุตรจิต 8
     • มัคคจิต 4
     • ผลจิต 4

• วัตถุกาม = กามคุณ 5 » รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร น่าชอบใจ
• กิเลสกาม = กิเลสที่ทำให้อยาก

• สัสสตทิฏฐิ = ความเห็นว่าเที่ยงแท้
» ความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วต้องไปเกิดใหม่แน่นอนวนเวียนไม่รู้จักจบจักสิ้น
• อุจเฉททิฏฐิ = ความเห็นว่าขาดสูญ
» ตายแล้วก็จบกัน ไม่มีการเกิดใหม่ ล้วนสลายหายไป


3. ตัณหาในปฏิปัตติกนัยมีเท่าไร อะไรบ้าง
§ มี 6 คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คัทธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพตัณหา ธัมมตัณหา

ตัณหาที่เกิดทางทวาร (อายตนะภายใน) ทั้ง 6 = ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


4. ตัณหาในอภิธัมมนัยมีเท่าไร อะไรบ้าง
§ มี 108 คือ
» กามตัณหา ภายใน 6 ภายนอก 6 เป็น 12 อดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็น 36
» ภวตัณหา ภายใน 6 ภายนอก 6 เป็น 12 อนาคต ปัจจุบัน เป็น 36
» วิภาวตัณหา ภายใน 6 ภายนอก 6 เป็น 12 อนาคต ปัจจุบัน เป็น 36
รวมเป็นตัณหา 108

5. กามตัณหามีลักษณะอย่างไร ได้แก่อะไรบ้าง
§ มีลักษณะอยากได้วัตถุกามและกิเลสกาม ได้แก่ โลภเจตสิก

6. ภวตัณหามีลักษณะอย่างไร ได้แก่อะไรบ้าง
§ มีลักษณะอยากได้วัตถุกามและกิเลสกาม พร้อมทั้งมีความเห็นว่า กิเลสกามและวัตถุกามเป็นของเที่ยง ได้แก่ โลภเจตสิก กับ ทิฏฐิเจตสิก

» อธิบายอารมณ์หนึ่ง ๆ ดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง ตาเห็นรูปครั้งแรก ชอบใจในรูป เป็น กามตัณหา ชอบใจในรูปและเห็นว่ารูปนั้นเที่ยงด้วย เป็นภวตัณหา ชอบใจในรูปและเห็นว่าไม่มีเหตุผล เห็นว่าขาดสูญ เป็นวิภวตัณหา

7. ตัณหานั้นอาศัยอะไรเกิดขึ้น ขอให้อธิบายให้เป็นไปตามอารมณ์ด้วย
§ อาศัยปิยรูป สาตรูป เกิด ปิยรูป สาตรูป ได้แก่ ทวารทั้ง 6 อารมณ์ทั้ง 6 วิญญาณทั้ง 6 ผัสสะทั้ง 6 เวทนาทั้ง 6 สัญญาทั้ง 6 เจตนาทั้ง 6 ตัณหาทั้ง 6 วิตกทั้ง 6 วิจารทั้ง 6 รวม 10 หมวดนี้เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป

ปิยรูป สาตรูป 10 คือสิ่งที่มีสภาวะน่ารักน่าชื่นใจ เป็นที่เกิดและเป็นที่ดับของตัณหา

• ทวาร 6 = อายตนะภายใน
• อารมณ์ 6 = อายตนะภายนอก
• วิญญาณ 6 = จิต
• ผัสสะ 6 = กระทบ = การเจอกันของ ทวาร อารมณ์ และวิญญาณ
• เวทนา 6 = เวทนาขันธ์ (เวทนาเจตสิก)
• สัญญา 6 = สัญญาขันธ์ (สัญญาเจตสิก)
• เจตนา 6 = กรรม (เป็นสังขารขันธ์ 1 ใน 50)
• ตัณหา 6 = โลภเจตสิก (เป็นสังขารขันธ์ 1 ใน 50)
• วิตก 6 = การตรึงจิตไว้กับอารมณ์ (เป็นสังขารขันธ์ 1 ใน 50)
• วิจาร 6 = การพิจารณาอารมณ์ (เป็นสังขารขันธ์ 1 ใน 50)

เลข 6 ต่อท้ายนั้นแสดงช่องทางทวารทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อารมณ์ 6 คืออารมณ์ที่เกิดแต่ละทวาร วิญญาณ 6 คือวิญญาณที่เกิดแต่ละทวาร ผัสสะ 6 คือผัสสะที่เกิดขึ้นแต่ละทวาร ... วิจาร 6 คือวิจารที่เกิดขึ้นแต่ละทวาร


ตัวอย่าง ในจักขุทวาร จักขุปสาทรูป เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป ตัณหาย่อมเกิดในจักขุปสาทรูป เพื่อกันตัณหาไม่ให้เกิดในทางนี้ มีอยู่ 2 นัย คือ

1. บุพพภาคมรรค ได้แก่ เจริญสติปัฏฐานทั้ง 4
2. โลกุตตรมรรค ได้แก่ ประหานให้เด็ดขาดด้วยอริยมรรค

สติปัฏฐาน 4 การมีสติกำกับดูสิ่งต่าง ๆ และความเป็นไปทั้งหลายโดยรู้เท่าทันสภาวะของมัน
» กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย
» เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา
» จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต
» ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม


• โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป หทัยวัตถุรูป เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป ตัณหาย่อมเกิดในรูปเหล่านี้ เพื่อกันมิให้ตัณหาเกิดขึ้นก็โดยวิธี 2 อย่าง ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น • รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป ตัณหาย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์เหล่านี้ เพื่อกันมิให้ตัณหาเกิดก็โดยวิธี 2 อย่างเช่นเดียวกัน • จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป เช่นเดียวกับตัณหาเกิด และวิธีดับตัณหา ก็ทำนองเดียวกันกับที่แสดงมาแล้ว • จักขุสัมผัสส์ เกิดขึ้นเพราะความประชุมแห่งธรรม 3 ประการ คือ จักขุปสาท รูปรมณ์ จักขุวิญญาณ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป

โสตสัมผัสส์ เกิดเพราะโสตปสาท สัททารมณ์ โสตวิญญาณ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • ฆานสัมผัสส์ เกิดเพราะฆานปสาท คันธารมณ์ ฆานวิญญาณ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • ชิวหาสัมผัสส์ เกิดเพราะชิวหาปสาท รสารมณ์ ชิวหาวิญญาณ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • กายสัมผัสส์ เกิดเพราะกายปสาท โผฏฐัพพารมณ์ กายวิญญาณ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • มโนสัมผัสส์ เกิดเพราะหทัยวัตถุรูป ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป

จักขุสัมผัสสชาเวทนา เกิดเพราะจักขุปสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ ผัสสะ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • โสตสัมผัสสชาเวทนา เกิดเพราะโสตปสาท สัททารมณ์ โสตวิญญาณ ผัสสะ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • ฆานสัมผัสสชาเวทนา เกิดเพราะฆานปสาท คันธารมณ์ ฆานวิญญาณ ผัสสะ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา เกิดเพราะชิวหาปสาท รสารมณ์ ชิวหาวิญญาณ ผัสสะ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • กายสัมผัสสชาเวทนา เกิดเพราะกายปสาท โผฏฐัพพารมณ์ กายวิญญาณ ผัสสะ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • มโนสัมผัสสชาเวทนา เกิดเพราะหทัยวัตถุรูป ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ ผัสสะ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป

ตัณหาย่อมเกิดเพราะ ปิยรูป สาตรูป เหล่านี้ วิธีดับตัณหาก็ทำนองเดียวกันกับที่แสดงมาแล้วนั้น

รูปสัญญา ความจำรูป เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • สัททสัญญา ความจำเสียง เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • คันธสัญญา ความจำกลิ่น เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • รสสัญญา ความจำกลิ่น เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • โผฏฐัพพสัญญา ความจำวัตถุที่ถูกต้อง เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป • ธัมมสัญญา ความจำธรรมารมณ์ เรียกว่า ปิยรูป สาตรูป

ตัณหาย่อมเกิดเพราะ ปิยรูป สาตรูป เหล่านี้ วิธีดับตัณหาก็ทำนองเดียวกันกับที่แสดงมาแล้วนั้น แสดงตัณหาอาศัย ปิยรูป สาตรูป เกิด และวิธีป้องกันตัณหาไม่ให้เกิด พอเป็นตัวอย่างเพียงเท่านี้






 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2550 10:53:44 น.
Counter : 755 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.