creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

อิทัปปัจจยตาไม่ได้แปลว่าสิ่งสัมพัทธ์

หนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ผู้เขียนยัดคำพูดของตัวเองใส่พระโอษฐ์พระพุทธองค์ได้น่ากลัวมาก (หน้า 162) "พระพุทธองค์ตรัสว่า "อัตตา (ตัวตน) ของคนเรานั้นไม่เคยมีอยู่จริง สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์ (อิทัปปัจจยตา)"

ผมไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นจริงหรือเปล่านะครับ แต่ผมรู้แน่ ๆ ว่าสิ่งสัมพัทธ์เป็นคนละเรื่องกับอิทัปปัจจยตา

อิทัปปัจจยตา คำนี้ใครอ่านพระไตรปิฎกจะพบแน่นอนและเป็นหลักใหญ่ เพราะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็นธรรมฐิติคือแม้พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นหลักอันนี้ก็มีของมันอยู่แล้วดังปรากฏใน สํ.นิ. 16/61/30 "ตถาคตทั้งหลาย จะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น ก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม คือ หลักอิทัปปัจจยตา..." คำว่า อิทัปปัจจยตา ภาษาอังกฤษใช้คำว่า conditionality ไม่ใช่ relativity แน่ แปลตรงตัว (ผมลอกจากหนังสือพุทธธรรม) ว่า การประชุมปัจจัยของสิ่งเหล่านี้ เป็นอีกชื่อหนึ่งของ ปฏิจจสมุปบาท (dependent origination) หัวใจของหลักการข้อนี้พูดได้ง่ายมากครับ "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ (ด้วย)"

คุณคิดว่าหลักการนี้มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าสิ่งสัมพัทธ์บ้างครับ? คราวนี้ผมจะลองวิเคราะห์ต่อโดยแบ่งออกเป็น 2 ประโยค ก. สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์ ข. สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงอิทัปปัจจยตา เห็นชัดว่าในประโยค ก. ไม่จริง เพราะมันมีสิ่งที่ไม่ได้สัมพัทธ์ ความเร็วแสง, มวลอิเล็กตรอน, ประจุอิเล็กตรอน ฯลฯ ส่วนประโยค ข. ผมแปลไม่ออก แต่ถ้าปรับให้แปลออก จะต้องพูดว่า ค. สรรพสิ่งในโลกเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา ถ้าอยู่ในขอบเขตปรัชญาพุทธเถรวาทรูปประโยค ค. นี้ผมพอรับได้ครับ





 

Create Date : 02 ตุลาคม 2551    
Last Update : 2 ตุลาคม 2551 19:36:20 น.
Counter : 1481 Pageviews.  

โลก 3

หนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น หน้า 53 บอกว่า "พระพุทธองค์จึงแบ่งโลกออกเป็น 3 แบบซ้อนทับกันอยู่คือ สังขารโลก (ปรมัตถธรรม รูป-นาม), โอกาสโลก (= อวกาศ, universe, cosmos), สัตว์โลก (หมู่สัตว์ ตัวตน บุคคลในภูมิทั้ง 31)"

ตรงนี้ถือว่าผมเสริมให้แก้ฟั่นเฝือก็แล้วกัน ที่ว่าซ้อนทับกันนั้น ถ้าคุณเขียนแผนภาพเวน-ออยเล่อร์มี 3 เซต เซตละโลก โอเค สมาชิกในเซตมีส่วนที่ซ้อนทับกันบางส่วน แต่ผมกลัวคำว่าซ้อนทับกันจะทำให้คุณนึกถึงแบบอื่นนะสินี่ประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นคือแปลศัพท์คำว่า "โอกาส" ใน "โอกาสโลก" ผิด เพราะดูเหมือนจะออกไปแนวอวกาศ

คำว่าโลก 3 นั้นมีหลายแบบครับ ผมเชื่อว่าเราน่าจะคุ้นกับ กามโลก, รูปโลก และอรูปโลก มากกว่า บางทีเรียกไตรภูมิไงครับ (ไม่ใช่ นรก มนุษย์ สวรรค์ นะ) อันนี้แบ่งโดยระดับจิต หรืออาจจะได้ยิน มนุษยโลก, เทวโลก กับ พรหมโลก ทั้ง 3 โลกนี้เป็นซับเซตของสัตวโลกที่ผมลอกมาจากหนังสือหน้า 53 นะครับ มันก็เทียบได้กับ กาม รูป อรูป ในแบบก่อนหน้า แล้วแบบที่คุณหมอแกยกมานั้นล่ะ โอกาส, สัตว์, สังขาร โลก 3 โลกนี้มันคืออะไร? โลกที่พูดถึงแล้วแบ่งเป็น 3 อย่างนี้คือสภาวธรรมครับ สังขารโลก ก็คือ สังขารธรรม ตรงนี้จับตาดูให้ดี คุณหมอบอกว่าสังขารโลกคือ ปรมัตถธรรม ถ้าคุณรู้ว่าปรมัตถธรรมแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ สังขตธรรม กับ อสังขตธรรม หรือจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม รูป กับ นาม โดยใช้อีกเกณฑ์หนึ่งก็ได้ แต่ไม่ว่าจะแบ่งยังไง คำตอบที่ว่าปรมัตถธรรมคือสังขารโลกก็ถูกแค่ครึ่งเดียว คือ ครึ่งที่เป็นสังขตธรรมครับ (เพราะชื่อมันก็บอกโต้ง ๆ ว่าสังขาร), โอกาสโลก ไม่ได้แปลว่า อวกาศ หรือ เอกภพ อะไรแบบนั้น จะแปลว่า อวกาศ ก็ได้ครับ แต่ไม่ถูกตามจุดประสงค์ ผมขอลอกคำเทศน์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก จากบทพระพุทธคุณบทว่าโลกวิทู (๒) ดังนี้



"อันโอกาสโลก โลกคือโอกาส อันได้แก่พื้นพิภพนี้ ท่านใช้คำว่า โอกาส ซึ่งตามพยัญชนะก็แปลว่าเป็นที่ที่ไถได้ หรือว่าขีดได้ ที่แปลว่าเป็นที่ที่ไถได้นั้น ก็โดยที่มีมูลธาตุของศัพท์เช่นเดียวกับคำว่า กสิ ในคำว่ากสิกรรม ที่ว่าการงานคือการไถ อันหมายถึงการทำนา และคำว่าโอกาสก็เป็นธาตุอันเดียวกับกสิกรรมนั่นแหละ คือเป็นที่ที่ไถได้ ขีดได้ โดยที่เป็นพื้นแผ่นดินเป็นวัตถุ ตรงกันข้ามกับคำว่า อากาส ที่แปลกันว่าช่องว่าง ตามพยัญชนะก็แปลว่าเป็นที่ที่ไถไม่ได้ ขีดไม่ได้ เหมือนดังในอากาศที่รู้จักกัน จะขีดอะไรในอากาศให้ปรากฏเป็นรอยก็ขีดไม่ได้ จะไถหว่านอะไรในอากาศก็ไม่ได้ เพราะเป็นช่องว่าง ส่วนคำว่าโอกาสนี้เป็นที่ที่ไถหว่านได้ ดังเป็นพื้นแผ่นดิน เป็นที่ไถหว่าน เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นชื่อของโลกโดยใช้คำว่าโอกาสโลกโลกคือโอกาส จึงหมายถึงพื้นพิภพ ที่ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ส่องสว่างปรากฏอยู่นี้ ทั้งหมดก็รวมก็เรียกว่าโอกาสโลก"





 

Create Date : 02 ตุลาคม 2551    
Last Update : 2 ตุลาคม 2551 19:29:58 น.
Counter : 848 Pageviews.  

อาคาร 31 ชั้น

มีการเปรียบเทียบภพภูมิ 31 ตามปรัชญาพุทธเถรวาทกับอาคาร 31 ชั้นในหนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น โดย ทพ. สม สุจีรา น่าสนใจครับ

(หน้า 93 - 94) "ถ้าจะเปรียบภพภูมิเป็นอาคารสูง อาคารนี้จะมี 31 ชั้น อาคารนี้จะมืดสนิทไปทั้งอาคาร มีเพียงดาดฟ้าซึ่งสว่างไสวเปรียบเสมือนนิพพาน นาฬิกาแต่ละชั้นก็เดินด้วยความเร็วไม่เท่ากัน สัตว์ทั้งหลายจะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในอาคารนี้ ชั้นล่างสุดเป็นสัตว์นรก ชั้นที่ 2 เป็นอสุรกาย ชั้นที่ 3 เป็นเปรต ชั้นที่ 4 เป็นเดรัจฉาน ชั้นที่ 5 เป็นมนุษย์ ชั้นที่ 6-11 เป็นชั้นของเทวดา ชั้นที่ 12-27 เป็นชั้นของรูปพรหม และชั้นที่ 28-31 เป็นชั้นของอรูปพรหม

... ที่แปลกประหลาดกว่าอาคารทั่วไปคือลิฟต์ของอาคารนี้จะมีลิฟต์พิเศษอีกตัวขึ้นไปชั้นดาดฟ้าได้จากชั้น 5 เท่านั้น ซึ่งเป็นชั้นของมนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน 31 ชั้นนี้ ถ้าต้องการจะขึ้นไปพบแสงสว่างแห่งนิพพานที่ดาดฟ้า ต้องมาเกิดที่ชั้น 5 เป็นชั้นสุดท้าย ...
"



อันนี้พิมพ์ลอกข้อความเหนื่อย แต่ชี้แจงง่าย ๆ สั้นนิดเดียวว่ามั่วแล้วลูกพี่ ถ้ายึดตามคัมภีร์ยกเว้นอบายภูมิ 4 (สัตว์ เปรต อสุรกาย นรก) รูปภูมิที่เป็นพรหมลูกฟัก (ขออภัย ผมขี้เกียจเปิดตำราล่ะครับ) นอกนั้นไปนิพพานได้หมด แต่ถ้าเป็นอรูปภูมิที่ยังไม่เป็นพระโสดาบันก็หมดสิทธิ์ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบรรดาอาจารย์เก่าแก่ ๆ ทั้งหลายจึงสอนกันมาว่าเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ไปโปรดอาจารย์ดาบสทั้ง 2 รูปบนอรูปโลก ก็เพราะอรูปโลกไม่มีหทัยวัตถุซึ่งมัคคจิตดวงแรกจะเกิดได้ต้องอาศัยหทัยวัตถุ การสอนอาจารย์ทั้ง 2 บนสวรรค์จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ในสายตาพุทธองค์ แต่ผมจะยกตัวอย่างเด็ดมาหักล้างตึก 31 ชั้นกับลิฟต์พิเศษนี้ดีกว่า

รู้มั้ยครับว่ามีรูปพรหมกลุ่มพิเศษมาก ๆ อยู่กลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้จองรวด 5 ชั้น เราเรียกว่าชั้นของสุทธาวาสภูมิ ผมทวนความรู้เบสิกให้นะครับ อรูปภูมิที่จอง 4 ชั้นเพราะอรูปฌานมี 4 ชั้น ส่วนรูปภูมิที่จอง 16 ชั้นนี่เป็นชั้นสามัญ (ผมเรียกของผมเองนะ) 11 กับชั้นพิเศษ 5 ชั้นพิเศษ 5 ก็คือสุทธาวาสนี่แหละครับ ชั้นสามัญ 11 แบ่งเป็น 3, 3, 3, 2 ไล่ตามรูปฌาน 1, 2, 3, 4 รูปฌาน 3 อย่างแรกแบ่งเป็น หยาบ ปานกลาง ประณีต จึงจองได้พวกละ 3 ชั้น ส่วนรูปฌาน 4 มีแต่ประณีต จึงเหมาชั้น 11-12 (สาเหตุที่เหมา 2 ชั้นเพราะมีชั้นหนึ่งจองไว้สำหรับพรหมผู้มีความเห็นว่านามไม่เที่ยงแท้ ผมหมายถึงบรรดาพรหมลูกฟักนะครับ) แล้ว 5 ชั้นสุทธาวาสล่ะ 5 ชั้นนี้พิเศษจริง ๆ ครับ ใครเคยอ่านตำราพุทธแบบฝรั่ง ๆ เขาเรียกผู้มาอยู่ใน 5 ชั้นนี้ว่า non-returner เข้าได้แต่ออกไม่ได้ ออกได้อีกทีคือนิพพาน เป็นชั้นที่สงวนสิทธิสำหรับพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ที่ยังไม่ดับขันธ์เท่านั้นครับ พูดภาษาชาวบ้านว่าถ้าใครตายจากชั้นนี้ก็ไปดาดฟ้าทันที ... ผมท้าให้เปิดตำราพุทธศาสนาทุกเล่มที่ใช้เป็นตำราอ้างอิงได้มาดูกันเลยครับ ถ้าเล่มไหนพูดถึงเรื่องรายละเอียดของภพภูมิ 31 จะพูดเหมือนกันหมดใน 5 ชั้นนี้ว่าเป็นชั้นสุดท้ายที่ใครมาอยู่ก็ไม่หวนกลับมาอีกโดยแท้จริง สาเหตุที่แบ่งเป็น 5 ชั้นเพราะแบ่งตามความหนักแน่นของอินทรีย์ 5 ครับ

ศรัทธาแรงกล้า ไป อวิหาภูมิ, วิริยะแรงกล้า ไป อตัปปาภูมิ, สติแรงกล้า ไป สุทัสสาภูมิ, สมาธิแรงกล้า ไป สุทัสสีภูมิ สุดท้าย ปัญญาแรงกล้า ไป อกนิฏฐาภูมิ ไหน ๆ พูดแล้วก็ขอแถมอีกหน่อย เพราะอ่านเจอหลายแห่งมาก ชอบพูดว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาแห่งศรัทธา เป็นศาสนาแห่งปัญญา ระวังปากให้ดีครับ ปากแบบนี้ส่วนมากเป็นพวกชอบยกศาสนาพุทธข่มเหงอันอื่น ๆ ในความเห็นของผมถ้ามีองค์ธรรมอะไรก็ตามที่มีศรัทธา ศรัทธาจะเสนอตัวมาเป็นตัวแรกเสมอ ในมิลินทปัญหาพระนาคเสนตอบพระเจ้ามิลินท์ว่าศรัทธามีอาการแล่นไป คือแล่นนำหน้าชาวบ้านอันเป็นธรรมอื่น เพราะฉะนั้นศรัทธาสำคัญครับ ดูในอินทรีย์ 5, พละ 5, อริยทรัพย์ 7 ฯลฯ แต่ข้อสังเกตหนึ่งคือในหมวดใดมีศรัทธานำก็มักจะมีปัญญาปิดท้าย เข้าเค้าว่าศรัทธามากแต่โง่ก็งมงาย ในทางกลับกันปัญญามากแต่ขาดศรัทธา บรรดาอาจารย์สอนกันมาว่าระวังฟุ้งซ่าน ฝากตรองดูครับ





 

Create Date : 02 ตุลาคม 2551    
Last Update : 2 ตุลาคม 2551 17:40:13 น.
Counter : 1157 Pageviews.  

อริยสัจ 4

หนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น หน้า 186 ผู้เขียนได้เปรียบเทียบอริยสัจ 4 ประการดังนี้

"อริยสัจ 4 เป็นแก่นของศาสนาพุทธ คือ ทุกข์ สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (คือทางที่จะพ้นทุกข์) ถ้าเปรียบทุกข์คือไฟ เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ก็คือความร้อน ความดับทุกข์ (นิโรธ) ก็คือการเอาเชื้อไฟออกไป เมื่อไม่มีเชื้อไฟก็ไม่เกิด และหนทางที่จะพ้นทุกข์ (มรรค) ก็คือวิธีการดับไฟ"





คุณรู้สึกยังไงกับการเปรียบเทียบแบบนี้ครับ ปกติการเปรียบเทียบมันน่าจะช่วยให้อะไรที่เข้าใจยาก เข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่คงต้องยกเว้นกรณีนี้ล่ะ ผมเชื่อว่าเราทุกคนรู้ว่า สมุทัยเป็นเหตุแห่งทุกข์ สมุทัยเป็นเหตุ ทุกข์เป็นผล ถ้าใครสักคนหนึ่งบอกว่าไฟเป็นผลเปรียบกับทุกข์ ดังนั้นเชื้อไฟหรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้ไฟเกิดขึ้นมาจะเป็นเหตุแห่งทุกข์หรือสมุทัย ผมคิดว่าการเปรียบเทียบ "ความร้อน" เป็นสมุทัยนั้นผิด (พูดกลับกันว่าไฟเป็นเหตุให้เกิดความร้อนยังถูกต้องมากกว่า) แม้ว่ามันจะมีบางกรณีที่ความร้อนมาก ๆ เป็นเหตุให้เกิดไฟได้ก็ตาม เพราะถ้าคุณหมายถึงกรณีนั้น ก็เท่ากับคุณกำลังยกตัวอย่างเปรียบเทียบกรณีที่เข้าใจได้ยากกว่าปกติ มาดูนิโรธกันบ้าง นิโรธนี่เรารู้กันว่าคือ "นิพพาน" เป็นสภาวะที่ดับสิ้นทุกข์สิ้นเชิง ถ้าคุณให้ทุกข์เป็นไฟ เจ้าภาวะที่ไฟนั้นดับไปแล้วนั่นแหละครับคือนิพพาน ไม่ใช่การเอาเชื้อไฟออก เพราะนิพพานนั้นไม่ได้เป็น process แต่เป็นสภาวะสุดท้ายที่ปราศจากทุกข์แล้ว การเอาเชื้อไฟออก (เป็นวิธีการดับไฟวิธีหนึ่ง) นี่แหละครับควรจะเปรียบเทียบเป็นมรรค ผมว่าจุดนี้ชี้ให้เห็นความเข้าใจพุทธปรัชญาและความสามารถในการถ่ายทอดธรรมะของผู้เขียนได้นะครับว่าอยู่ระดับไหน?





 

Create Date : 02 ตุลาคม 2551    
Last Update : 2 ตุลาคม 2551 19:31:53 น.
Counter : 2043 Pageviews.  

กฎแห่งกรรม (ที่ผิดเพี้ยน)

ทพ.สม สุจีรา เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" เกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ไว้ดังนี้

หน้า 109

"กฎแห่งกรรม คือ ผลสะท้อนของกรรมเก่าที่ได้เคยกระทำไว้ในอดีตกาลจะสนองคืนในสองรูปแบบ คือ ส่งผลในรูปของภพภูมิที่ไปเกิด และส่งผลภายหลังการเกิดคือระหว่างดำรงชีวิต ผลของกรรมที่สนองคืนในขณะเกิด ทำให้ชีวิตถือกำเนิดขึ้นในรูป ภพ และสังคมที่แตกต่างกัน ผลของกรรมจะแสดงให้เห็นได้ชัดในเชิงรูปธรรม ... แต่ "ผลของวิบากกรรม" ที่สนองให้เห็นในเชิงนามธรรมจะลึกลับและซับซ้อนกว่าผลของกรรมหลายเท่า ผลของกรรมอาจสามารถทำให้คนสองคนเหมือนกันทุกประการ เช่น ฝาแฝดแท้ ทั้งสองชีวิตมีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน เกิดในเวลาใกล้เคียงกัน มียีนและทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันทุกประการ แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันคือ "วิบากกรรม" ทั้งสองชีวิต จิตสองดวง มีผลแห่งวิบากไม่เหมือนกัน ย่อมทำให้วิถีชีวิตของทั้งสองแตกต่างกัน... "

อ่านแล้วมีอะไรสะกิดใจครับ สำหรับผู้ที่อ้างว่าปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระพุทธเจ้าแต่อธิบายหลักธรรมของพระพุทธองค์ได้คลุมเครือขนาดนี้ จุดแรกที่ขอให้ระวังเป็นพิเศษคือลัทธิมิจฉาทิฐิที่แฝงมาในคำอธิบายดังกล่าว ใครก็ตามที่ศึกษาพุทธศาสนามาระดับหนึ่งย่อมคุ้นเคยกับ 3 ลัทธิกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ

1. ปุพเพกตเหตุวาท คือ การถือว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเป็นเพราะกรรมเก่า ดูจากการเปิดประโยคว่า "กฎแห่งกรรม คือ ผลสะท้อนของกรรมเก่า..." ผมก็ใจหายวาบแล้ว นี่ไม่ใช่กฎแห่งกรรมของพระพุทธเจ้า

2. อิสสรนิมมานเหตุวาท ถือว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเป็นเพราะการบันดาลของเทพเจ้า

3. อเหตุอปัจจยวาท ถือว่าสุขทุกข์ทั้งปวงสุดแต่โชคชะตา ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย

นี่เป็นจุดแรก ระวังกันให้ดีนะครับ ในศาสนาพุทธเรา "กฎแห่งกรรม" ก็คือ "กฎแห่งเหตุและปัจจัย" เป็นผลโดยตรงจากปฏิจจสมุปบาท ความหมายของกฎแห่งกรรม หรือ กรรมนิยาม จากหนังสือพุทธธรรมของพระพรหมคุณาภรณ์ว่า "กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ คือกระบวนการก่อการกระทำและการให้ผลของการกระทำ หรือพูดให้จำเพาะลงไปอีกว่า กระบวนการแห่งเจตน์จำนงหรือความคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลที่สืบเนื่องออกไปอันสอดคล้องสมกัน เช่น ทำกรรมดี มีผลดี ทำกรรมชั่ว มีผลชั่ว เป็นต้น" คุณจะเห็นว่านิยามกฎแห่งกรรมนี้เป็นนิยามที่เป็นกลาง พูดถึงความสัมพันธ์ของสองสิ่งคือ กรรม (เจตนา) กับ ผลสืบเนื่องจากกรรม (วิบากกรรม)

ลองย้อนกลับไปอ่านความสับสนของผู้เขียน กฎแห่งกรรมของผู้เขียน มีทั้ง "ผลของกรรม" (ซึ่งก็คือวิบากกรรม) และ "ผลของวิบากกรรม" (เป็นสิ่งซึ่งไม่กล่าวถึงในกฎแห่งกรรม - ผลสืบเนื่องจากวิบากนั้นคือ กิเลส ครับ เพราะสภาพที่เป็นผลของกรรมเป็นปัจจัยเสริมสร้างกิเลสให้ก่อเกิดขึ้นอีก)ตรงนี้เฝือมาก เพราะกฎแห่งกรรมเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง "กรรม" กับ "ผลของกรรม" โดยมีใจความย่นย่อว่า ถ้ามีกรรม ก็ต้องมีผลของกรรมนั้น และถ้าคุณลองอ่านที่ผู้เขียนเขียนไว้ดี ๆ จะพบผู้เขียนใช้คำศัพท์สับสนในตัวเอง ตอนแรกบอกว่าผลของกรรมอาจทำให้คนสองคนเหมือนกัน ตอนหลังบอกว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่างกันนั่นคือ วิบากกรรม และต่อมาเรียกวิบากกรรมว่าผลแห่งวิบาก ผมจับความของผู้เขียนได้คือ ผลของกรรมไม่เท่ากับวิบากกรม และ วิบากกรรมเท่ากับผลแห่งวิบาก ... นอกจากพุทธปรัชญาแล้วคงต้องศึกษาภาษาไทยกันใหม่

อีกจุดที่อยากจะชี้ให้เห็นคือการให้ผลของกรรม (หรือเวลาที่วิบากกรรมสำแดงเดช) จุดนี้ในอภิธรรมมีการจำแนกกรรมในหมวดที่เรียกว่า "ปากกาล" การให้ผลของกรรมมี 4 กาล

1. กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน เรียกว่า "ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม"
2. กรรมที่ให้ผลในภพหน้า เรียกว่า "อุปปัชชเวทนียกรรม"
3. กรรมที่ให้ผลในภพต่อ ๆ ไป เรียกว่า "อปราปริยเวทนียกรรม"
4. กรรมที่เลิกให้ผล เรียกว่า "อโหสิกรรม"

หรือถ้าจะจำแนกกรรมตามหน้าที่ก็จำแนกได้ 4 หน้าที่

1. ชนกกรรม กรรมที่ทำให้เกิด
2. อุปัตถัมภกกรรม กรรมที่สนับสนุนพวกของชนกกรรม
3. อุปปีฬกกรรม กรรมที่บีบคั้นพวกของชนกกรรม
4. อุปฆาตกรรม กรรมที่ตัดรอนกรรมอื่น

ที่ผมต้องยก 2 หมวดกรรมนี้มาด้วยเพื่อกำจัดความไม่ชัดเจนข้อความแรกของผู้เขียนที่ว่ากรรมสนองคืนในสองรูปแบบ คือ ขณะเกิด และ หลังเกิด เพราะจุดนี้ไม่รู้ว่าผู้เขียนอ้างอิงจากอะไร

จุดสุดท้าย ผมขอบอกว่ามันประณีตสักนิด เนื่องจากความปั้นเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยากของผู้เขียน ถ้าคุณรู้ว่ากฎแห่งกรรมไม่มีอะไรมากนอกจากหลักการที่ว่า "ทุกการกระทำ (เจตนา) ย่อมมีผล" หรือ "กรรม" ก่อให้เกิด "วิบาก" มันก็จบกฎแห่งกรรมแล้วครับ แต่ผู้เขียนพยายามโยงด้วยความพิสดารว่า ฝาแฝดแท้ ต่างกันที่ วิบากกรรม ไม่ได้ต่างกันที่ผลของกรรม คราวนี้งงกันเลย งงแรกดังที่ได้พูดไปแล้วคือ วิบากกรรมมันก็แปลว่า ผลของกรรมนั่นแหละ งงที่สองซึ่งเป็นจุดประณีตที่ผมบอกคือ ทำไมต้องเอา "วิบาก" เป็นตัวตั้งของชีวิต ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วเหตุที่วิบากมันต่างกันก็มาจาก "กรรม" ที่ต่างกัน จุดนี้ผมไม่อยากให้เอะอะอะไรก็เอาวิบากเป็นตัวตั้งมันหมิ่นเหม่ไปทางปุพเพกตเหตุวาท และเหตุที่ทำให้เกิดจริง ๆ แล้วคือ "กรรม" ครับ ไม่ใช่ "วิบากกรรม" จะพูดว่าที่เราเกิดขึ้นมาแล้วนั้นเป็นวิบากกรรมยังถูกเสียมากกว่าอีก เหตุที่ทำให้คนเราเกิดมาแล้วแตกต่างกันแม้กระทั่งแฝดแท้ก็คือ "กรรม" ไม่ใช่ "วิบากกรรม"

มีหลักฐานใดรองรับบ้าง มีครับ ธาตุเวปักกัมมสูตร ซึ่งกล่าวว่าสิ่งที่สร้างชีวิตขึ้นมานั้นประกอบด้วยองค์ 3 คือ

1. กมฺมํ เขตฺตํ กรรม เป็นพื้นที่
2. วิญฺญาณํ พีชํ วิญญาณ (คือ จิต) เป็นเมล็ดพันธุ์
3. ตณฺหา สิเนหํ ตัณหา เป็นน้ำเลี้ยง

หรือดูจากวงจรปฏิจจสมุปบาท (ภาพจากหนังสือพุทธธรรม)



ภาพเล็กหน่อยนะครับ อยากชี้ให้ดูแค่รอยต่อระหว่าง เหตุอดีต กับ ผลปัจจุบัน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง กรรม กับ วิบาก เพื่อสรุปให้เห็นว่าเหตุที่ทำให้เกิดตัวหนึ่งนั้นคือกรรม และเพราะเหตุที่ทำให้เกิดนี้ต่างกันนั่นเองจึงทำให้แฝดแท้แตกต่างกันด้วยองค์ประกอบทางนามธรรม (จิต - เจตสิก) ตั้งแต่เกิดแล้วครับ ขอให้ชาวพุทธที่หวงแหนธรรมะของพระพุทธเจ้าจงระวังภัยจากสัทธรรมปฏิรูปให้ดี





 

Create Date : 11 สิงหาคม 2551    
Last Update : 11 สิงหาคม 2551 19:00:09 น.
Counter : 2099 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.