creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ลำดับชั้นสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทย

หัวข้อที่นำมาคุยวันนี้ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับกรณีพิพาทการก้าวก่ายของฝ่ายการเมืองต่อการปกครองคณะสงฆ์ไทยที่เป็นประเด็นร้อนของปีที่แล้ว แต่สืบเนื่องมาจากการพูดคุยกันเล่น ๆ สนุก ๆ กับน้องชายคนหนึ่งว่าด้วยเรื่องลำดับสมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย ระหว่างที่พูดไปพูดมาก็เห็นว่าน่าสนใจดี จึงนำมาเขียนเล่าเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ แบบคนรู้บ้างไม่รู้บ้าง

น่าจะเริ่มกันที่สมัยสุโขทัย ก่อนหน้าถึงรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้นเข้าใจว่าประชาชนนับถือศาสนาพุทธปะปนกันทั้งมหายานและหินยาน รวมผนวกเข้ากับศาสนาพราหมณ์และนับถือผีสางเทวดา เมื่อถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหงทางสำนักพระราชวังจึงยอมรับศาสนาพุทธหินยานหรือเถรวาทฝ่ายลังกาวงศ์อย่างเป็นทางการ แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ครั้งแรกไม่ได้เริ่มในรัชสมัยนี้

สุโขทัยนั้นมีคณะสงฆ์อยู่สองคณะ คณะแรกเรียกว่า 'คามวาสี' หรือ 'คณะฝ่ายขวา' หมายถึงคณะสงฆ์ที่พักอยู่วัดในเมือง ซึ่งสืบประเพณีคณะสงฆ์เดิมตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ่อขุนบางกลางท่าว) เป็นสายพระนักวิชาการ ใช้เวลาศึกษาพระปริยัติธรรม อีกคณะเรียกว่า 'อรัญวาสี' หรือ 'คณะฝ่ายซ้าย' หมายถึงคณะสงฆ์ที่พักอยู่วัดป่า ห่างไกลจากตัวเมือง ได้แก่ คณะสงฆ์ลัทธิลังกาวงศ์ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง

ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทนั้นการปกครองทั้งสองคณะแยกจากกัน โดยมี 'พระสังฆราช' แต่ละคณะเป็นประมุขของคณะ ดังนั้นพระสังฆราชจึงมีสองรูป คือ พระสังฆราชฝ่ายคามวาสีกับพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี สำหรับหัวเมืองสำคัญอื่น ๆ นอกเหนือจากกรุงสุโขทัยก็อาจมี 'พระสังฆราช' ประจำหัวเมืองสำคัญนั้น ๆ ได้เช่นกัน และเนื่องจากพระสังฆราชเป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับการสถาปนาจาก 'พระมหากษัตริย์' ดังนั้นพระสังฆราชจึงขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์หรือพ่อขุน ลำดับชั้นการปกครองถัดจากพระสังฆราช คือ 'พระครู' และ 'เจ้าอาวาส' ตามลำดับ

ต่อมาเมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ฝ่ายคามวาสีได้แตกออกเป็นสองคณะ เรียกว่า 'คณะคามวาสีฝ่ายซ้าย' และ 'คณะคามวาสีฝ่ายขวา สาเหตุของการแตกออกเป็นสองคณะนั้นสืบเนื่องมาจากสมัยปลายสุโขทัย-ต้นอยุธยา คณะอรัญวาสีแพร่หลายมากกว่าคณะคามวาสี ท้ายที่สุดคณะคามวาสีซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่รูปจึงพากันไปยังประเทศลังกาแล้วบวชใหม่แปลงเป็นนิกายสิงหล มีพระวันรัตนมหาเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อคณะนี้เดินทางกลับมากรุงศรีอยุธยาก็ตั้งเป็นคณะใหม่เรียกว่า 'คณะป่าแก้ว' (วันรัตน์ แปลว่า ป่าแก้ว, เรียกชื่อคณะตามชื่อพระอุปัชฌาย์ชาวลังกา) คณะป่าแก้วก็คือคณะคามวาสีฝ่ายขวา ส่วนคณะคามวาสีเดิมซึ่งสืบประเพณีมาตั้งแต่คณะสงฆ์สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ก็เรียกเป็นคณะคามวาสีฝ่ายซ้าย

สรุปความว่าสมัยอยุธยา มีด้วยกันทั้งสิ้นสามคณะ คือ คามวาสีฝ่ายซ้าย คามวาสีฝ่ายขวา และ อรัญวาสี การปกครองแต่ละคณะนั้นมีเจ้าคณะเป็นผู้ปกครอง พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้เลือกเจ้าคณะรูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดของทั้งสามคณะ ดำรงตำแหน่งเป็น 'สมเด็จพระสังฆราช'

ลำดับการปกครองชั้นรองจากเจ้าคณะคามวาสี ทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ได้แก่ พระราชาคณะ พระครู และ เจ้าอาวาส ตามลำดับ

สมณศักดิ์ คือ ยศของพระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ มีอยู่หลายลำดับชั้น แต่ละลำดับชั้นก็มี 'พัดยศ' เป็นเครื่องกำหนด ในระบบเริ่มแรก เข้าใจว่าสมณศักดิ์ต้องสอดคล้องกับตำแหน่งการปกครองคณะสงฆ์ สมัยสุโขทัย และสมัยอยุธยามีลำดับการปกครองไม่ซับซ้อนเท่ากับสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยสุโขทัยนั้นมีระดับการปกครองเพียงสองระดับคือ พระสังฆราช กับ พระครู มาถึงสมัยอยุธยาลำดับชั้นก็เพิ่มมาอีกหนึ่งรวมเป็นสาม คือ สมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะ และ พระครู ตามลำดับ ยกตัวอย่างเช่น 'พระพุทธาจารย์' เป็นเจ้าคณะอรัญวาสี 'พระวันรัต' เป็นเจ้าคณะคามวาสีฝ่ายขวา ทั้งคำว่า 'พระพุทธาจารย์' และ 'พระวันรัต' ต่างก็เป็นสมณศักดิ์ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้กับเจ้าคณะผู้ทำหน้าที่ปกครองทั้งสองคณะ สองคำนี้ไม่ใช่ 'ฉายา' หรือ 'ชื่อ-สกุล' ของพระสงฆ์

มาถึงรัชสมัยปัจจุบัน รัชกาลที่เก้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ลำดับชั้นสมณศักดิ์เป็นระบบที่มีความซับซ้อนค่อนข้างมาก สมณศักดิ์ ถูกแบ่งออกเป็นห้ากลุ่ม เรียงลำดับจากกลุ่มชั้นสูงสุดลงไป ในแต่ละกลุ่ม ยังมีการแบ่งสมณศักดิ์ออกเป็นชั้นย่อย ๆ อีก ซึ่งก็เรียงลำดับจากชั้นสูงลงไปเช่นกัน สามารถเรียงได้ดังนี้

1. พระราชาคณะ หรือ ชั้น 'เจ้าคุณ' มีลำดับชั้นย่อยคือ 1.1 สมเด็จพระราชาคณะ 1.2 รองสมเด็จพระราชาคณะ 1.3 พระราชาคณะชั้นธรรม 1.4 พระราชาคณะชั้นเทพ 1.5 พระราชาคณะชั้นราช 1.6 พระราชาคณะชั้นสามัญ

2. พระครู แบ่งเป็น 2.1 พระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ 2.2 พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก 2.3 พระครูสัญญาบัตรชั้นโท 2.4 พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี

ข้อที่ 1. และ 2. ต้องได้รับพระราชทานแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์เท่านั้น

3. พระฐานานุกรม ยศชั้นนี้พระราชาคณะสามารถแต่งตั้งได้ พระฐานานุกรมก็มีหลายชั้นเช่น พระครูปลัด พระครูสมุห์ พระครูใบฎีกา

4. พระครูประทวน ยศชั้นนี้แต่งตั้งโดยสมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้พระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนและการศึกษา หลังจากได้รับการแต่งตั้งจะมีคำว่า 'พระครู นำหน้าชื่อเดิม

5. พระเปรียญ ได้มาโดยการสอบไล่เปรียญ (สูงสุด 9 ชั้น หรือ 9 ประโยค) โดยเรียกคำนำหน้าชื่อเดิมด้วย 'พระมหา' ถ้าสอบได้ตั้งแต่เปรียญสามประโยคขึ้นไป

ลำดับชั้น 'เจ้าคุณ' นั้นสามารถเทียบกับบรรดาศักดิ์ของฆารวาสได้ดังนี้ สมเด็จพระราชาคณะ = สมเด็จเจ้าพระยา, รองสมเด็จพระราชาคณะ = เจ้าพระยา, พระราชาคณะชั้นธรรม = พระยา, พระราชาคณะชั้นเทพ = พระ, พระราชาคณะชั้นราช = หลวง, พระราชาคณะชั้นสามัญ = ขุน

ขอยกตัวอย่างพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑโน) สมเด็จพระสังฆราช



พ.ศ. 2490 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระโศภนคณาภรณ์
พ.ศ. 2495 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระโศภนคณาภรณ์ (ราชทินนามเดิม)
พ.ศ. 2498 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระโศภนคณาภรณ์ (ราชทินนามเดิม)
พ.ศ. 2499 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมวราภรณ์
พ.ศ. 2504 เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรอง ที่พระสาสนโสภณ
พ.ศ. 2515 เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระญาณสังวร
พ.ศ. 2532 ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

คำนำหน้าสมณศักดิ์พิเศษ อีกสองคำในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชที่น่ารู้คือ 'สมเด็จพระมหาสมณเจ้า' กับ 'สมเด็จพระสังฆราชเจ้า' เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ใช้สมเด็จพระมหาสมณเจ้านำหน้าสมณศักดิ์ในตำแหน่งพระสังฆราชสำหรับพระบรมราชวงค์ (ทรงเศวตฉัตร 5 ชั้น) ส่วนพระราชวงค์ชั้นรองลงมา ตั้งแต่หม่อมเจ้า ให้มีพระนามสมเด็จพระสังฆราชเจ้านำหน้า (ทรงฉัตร 5 ชั้น) ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงษ์ ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จออกทรงผนวชเมื่อปี พ.ศ. 2499



สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชโอรสองค์ที่ 47 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาน้อยแพ ทรงพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ



หมายเหตุ ลอกมาจากบล็อกเดิมซึ่งเคยเขียนไว้เมื่อวันที่ 03/01/2549




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2552    
Last Update : 26 มิถุนายน 2552 11:42:42 น.
Counter : 21351 Pageviews.  

พุทธศาสนาบอกว่าวิญญาณคือพลังงาน (เหรอ?)

จิตวิทยาตะวันตกไม่เคยศึกษาเรื่องจิต ศึกษาเพียงพฤติกรรมของจิต ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าอยากศึกษาเรื่องจิต บางทีเราต้องวางเครื่องมือชื่อวิทยาศาสตร์ (ลงชั่วคราว) แล้วหันมาใช้เครื่องมือชื่อศาสนา และพุทธศาสนาก็เป็นศาสนาหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับจิตมากเป็นพิเศษ กรอบการพูดเรื่องจิตของแต่ละศาสตร์และแต่ละศาสนาผิดแผกกันไป อีกทั้งคำว่าจิตเป็นคำหนึ่งในภาษาไทยที่มีการใช้ในความหมายหลากหลายระดับ (เช่น เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม, อีนี่จิตเสื่อม, จิตของเขาเข้าสู่ภวังค์, นั่นไงแม่ชีคนนั้นถอดจิตได้ ฯลฯ ผมไม่เชื่อว่าจิตทั้งหมดในประโยคหรือวลีเล่านี้มีความหมายอย่างเดียวกันและชี้จำเพาะเจาะจงไปที่วัตถุอย่างเดียวกัน) ดังนั้นนี่คืออุปสรรคด่านแรกที่ผู้ศึกษาจำต้องแยกแยะให้ออก บางครั้งเราพูดในความหมายกว้าง บางครั้งเราพูดในความหมายแคบ แต่ในที่นี้เราจะพูดตามความหมายของพระพุทธศาสนาเถรวาท

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่เห็นได้บ่อยคือมีคนเปรียบเทียบว่า 'จิต คือ พลังงาน' และ 'ร่างกาย คือ สสาร' ศาสนาอื่นว่าจิตคือพลังงานหรือไม่ไม่ขอพูดถึงนะครับ แต่ศาสนาพุทธของเรา จิตไม่ใช่ 'พลังงาน' และคำว่าพลังงานในที่นี้ก็หมายถึง พลังงาน (energy) ในทางฟิสิกส์ เพราะผู้ที่นิยมพูดเปรียบเทียบดังกล่าวต้องการสร้างภาพสะท้อนระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ พูดถึงเรื่องพลังงานก็มีเรื่องตลก เพราะคำถามว่าพลังงานคืออะไรดูเหมือนจะเข้าใจกันกระจ่างดีในหมู่ผู้รู้ที่มิใช่นักฟิสิกส์ แต่เมื่อเราป้อนคำถามเดียวกันนี้ 'พลังงานคืออะไร?' นักฟิสิกส์คงกุมขมับ แต่นักฟิสิกส์รู้ว่าพลังงานมีสมบัติอะไร? (การอนุรักษ์), ทำอะไรได้บ้าง? (ทำงาน), และอะไรบ้างที่เป็นพลังงาน? (คลื่น, อนุภาค) นี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความบิดเบือนและเป็นช่องให้ผู้ไม่รู้ก้าวมาสู่การเป็นผู้รู้ในหมู่ผู้ไม่รู้

คำที่พูดถึงสิ่งเดียวกันกับ 'จิต' แต่อาจเรียกต่างกันในแง่ของหน้าที่ มีอภิบายไว้ในคัมภีร์อัฏฐสาลินี (เป็นคัมภีร์อรรถกถาของคัมภีร์ธัมมสังคณีซึ่งเป็นคัมภีร์เล่มแรกในอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์) ดังนี้ มโน, มนัส, หทัย, ปัณฑระ, มนายตนะ, มนินทรีย์, วิญญาณ, วิญญาณขันธ์, มโนวิญญาณธาตุ

ถ้าใครอ่านเจอศัพท์เหล่านี้ในพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์อรรถกถา ก็ให้ระลึกไว้เลยนะครับว่าหมายถึงอย่างเดียวกันคือ 'จิต' ดังนั้นใครได้ยิน 'วิญญาณ คือ พลังงาน' โปรดเข้าใจว่าคงไม่ใช่วิญญาณในศาสนาพุทธแล้วล่ะ (ผมคงตอบไม่ได้ว่าประโยคดังกล่าวจริงหรือเท็จ อยู่ที่ศรัทธาในแต่ละศาสนาและลัทธิความเชื่อ อยู่ที่นิยามของคำว่าจิตและของคำว่าพลังงาน) เพราะ 'พลังงาน' ในทางพุทธศาสนานั้นเป็น 'รูป' ครับ มิใช่ 'นาม'

เอาล่ะ ก่อนจะงง สำหรับคนที่ไม่เคยแตะอภิธรรมปิฎกมาก่อนในชีวิต หากเปรียบเทียบกับระบบทางคณิตศาสตร์เรื่องเซ็ต 'ธรรม' ก็เทียบกับเอกภพสัมพัทธ์ เราสามารถแบ่งธรรมออกเป็น 2 เซ็ตที่ไม่มีส่วนซ้ำกันได้ คือ 'รูปธรรม' กับ 'นามธรรม' เรียกย่อ ๆ ว่า 'รูป' กับ 'นาม' เรียกรวมกันว่า 'นามรูป' หรือ 'รูป-นาม' ซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจนถ้าคุณแบ่งโลกทางฟิสิกส์ออกแบบสสารกับพลังงาน เพราะมีสมาชิกบางตัวของโลกที่เป็นได้ทั้งสสารและพลังงาน (ถ้าพูดกันทางทางทฤษฎีแล้วสสารก็คือพลังงานจากความสัมพันธ์อันโด่งดังของไอน์สไตน์ E = mc2)

คำว่า 'นาม' นั้นมีนิยามที่น่ารักมากคือ 'อรูป' อะไรที่ไม่ใช่รูปก็ต้องเป็นนาม ส่วนคำว่า 'รูป' มีนิยามที่อาจจะฟังยากสักหน่อยตามคัมภีร์ปรมัตถทีปนีฎีกาว่า 'ธรรมชาติที่แตกสลายได้ และถึงการแปรผัน ด้วยอำนาจปัจจัยที่เป็นข้าศึก มีร้อนเย็นเป็นต้น' ขอตั้งข้อสังเกตให้จำได้ง่าย ๆ ก่อนว่า 'นาม' ไม่จำเป็นต้องแตกสลายแปรผันด้วยปัจจัยที่เป็นข้าศึก แต่เป็นไปตามลักษณะที่มันเป็น คำว่าลักษณะที่มันเป็นนี้ หมายความรวมทั้งสามัญลักษณะและวิเสสลักษณะ

มาดูในกลุ่มรูป จะมีรูปกลุ่มหนึ่งที่เราเรียกว่า 'โคจรรูป' หรือ 'วิสัยรูป' หมายถึง รูปที่เป็นอารมณ์ให้กับจิต คำว่า 'อารมณ์' หมายถึง สิ่งที่ถูกจิตรับรู้ มี 6 อย่าง ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ ตรงนี้ก็ต้องจำไว้นะครับ อ่านเจอในพระไตรปิฎกหรืออรรถกถา คำว่าอารมณ์ไม่ได้หมายถึง emotion หรือ feeling แต่อย่างใด สำหรับคำว่า 'จิต' ซึ่งพูดถึงตั้งแต่ประโยคแรก ๆ แต่ลืมบอกนิยามไปนั้นหมายถึงธรรมชาติที่ จำ รู้ คิด และตัดสิน อารมณ์ ตรงนี้ก็ขอให้จำไว้อีกเช่นกันนะครับว่า 'ไม่มีจิตที่เกิดขึ้นมาโดยไม่เสพอารมณ์' มีจิตก็ต้องมีอารมณ์ มีตัวรู้ ก็ต้องมีตัวที่ถูกรู้

ย้อนไปที่โคจรรูป ซึ่งหมายถึงรูปที่เป็นอารมณ์ เช่น วัณณะ (สี ผมเข้าใจว่าหมายถึง แสงสี) หรือ สัททะ (เสียง) สองตัวนี้เป็นพลังงานตามหลักฟิสิกส์ ตัวแรกคือพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เรารู้ว่านี่คือกลุ่มเสื้อแดงนะมิใช่กลุ่มเสื้อเหลืองเพราะแสงที่มีความยาวคลื่น 700 ไมโครเมตรวิ่งมากระทบตามิใช่ 580 ไมโครเมตร และเสียงคือพลังงานกลอันเกิดจากคลื่นการสั่นของอนุภาคที่เป็นตัวกลางบีบอัดและขยาย (เช่น อากาศ)

เมื่อมองที่รูปอีกกลุ่มหนึ่งอันได้แก่ 'มหาภูตรูป' คือ 'เตโชธาตุ' หรือ 'เตโชรูป' หมายถึงรูปซึ่งมี 'อุณฺหตฺต ลกฺขณา' ความอบอุ่นเป็นลักษณะ พิจารณาในแง่การรับรู้แล้วมันก็คือ 'พลังงานความร้อน' ซึ่งมีความหมายรวมทั้ง อุณหเตโช คือ ร้อน และ สีหเตโช คือ เย็น (ร้อนน้อย)

ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ยกมาเพียงชี้ให้เห็นว่าในทางพุทธศาสนา 'พลังงานเป็นรูป' และ 'วิญญาณนั้นเป็นนาม' เนื่องจากปรัชญาพุทธเถรวาทเราจำแนกนี่รูปนี่นามแยกจากกันเด็ดขาด (ในแง่การจำแนกนะครับ ไม่ใช่ในแง่การเกิด) ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่าคำกล่าว 'วิญญาณเป็นพลังงาน' ในบริบทของพุทธเถรวาทแล้วหาสาระมิได้



หมายเหตุ ปรับปรุงและขยายความจากเรื่องคุยเล่นเรื่อยเปื่อยที่ผมเคยเขียนไว้เมื่อวันที่ 25/02/2549 ในบล็อกเก่า




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2552    
Last Update : 26 มิถุนายน 2552 11:03:51 น.
Counter : 1103 Pageviews.  

เวลาของคนกับสัตว์

อันนี้ลองค้นอะไรสนุก ๆ เล่น ๆ เพราะพลิกผ่าน ๆ ดันไปอ่านเจอ หน้า 57 ในหนังสือของ ทพ. สม สุจีรา อันโด่งดัง "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ความว่า "พุทธศาสนาบอกไว้ว่า เวลาของแต่ละภพภูมิจะไม่เท่ากันทั้ง 31 ภพภูมิ คือ อรูปพรหม 4 รูปพรหม 16 เทวดา 6 มนุษย์ เดรัจฉาน อสุรกาย สัตว์นรก ..."

ผมไม่เชื่อว่าพุทธศาสนาบอกอะไรแบบนั้นในเชิงข้อสรุปนะครับ แต่ในการเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ เช่น เทวดาชั้นโน้น 1 วัน โลกเราผ่านไปเท่านั้นปี แบบนี้พบเห็นบ่อย และยิ่งมาเจอการสรุปเหมาว่าทั้ง 31 ภูมิ มันก็ต้องลองหาอะไรมาสะกิดให้เอะใจกันหน่อย ตัวอย่างหักล้างที่น่าจะง่ายที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุดคือมนุษย์กับเดรัจฉานไงครับ พุทธศาสนาแยก 2 ภูมินี้ออกจากกันในแง่ของระดับชั้นของจิตวิญญาณ แต่ไม่ได้แยกออกจากกันในโลกทางกายภาพ แปลว่า เวลาของคนเร็วกว่าเวลาของแมวรึครับ (หรือแมวเร็วกว่าคน) ตรงนี้อาจแย้งว่า lifespan ของแมวสั้นไง นั่นแหละ เวลาไม่เท่ากัน ... อืม ผมลองค้นดูเล่น ๆ ซะเลยว่ามีสัตว์ตัวไหนที่ lifespan พอ ๆ กับคนบ้าง ในวิกิพิเดีย life expectancy ของคนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนิด ๆ ที่เฉลี่ยค่อนข้างคงที่สำหรับพวกยุโรป อเมริกากลางที่ประมาณ 70 ปี ผมยึดค่านี้ล่ะครับ (ระหว่างค้นมีตกใจกับอายุเฉลี่ยไม่เกิน 50 ปีของ Sub-Saharan Africa - หวังว่ายังคงอยู่ภูมิเดียวกับเพื่อนร่วมโลกนะ - แต่เอ มันก็ไม่มีอะไรมา convince เราได้สนิทใจใช่มั้ยครับว่าคนอายุยาวมีความสุขกว่าคนเผ่าอายุสั้น) ผมเจอช้าง (Indian) ครับ อายุเฉลี่ย 70 ปี นก Raven (หน้าตามันยังไงฟะ) อายุเฉลี่ย 69 ปี นกอินทรีย์ทอง อายุเฉลี่ย 80 ปี เต่านี่ไม่ต้องพูดถึง 123 ปี หมดข้ออ้างล่ะ ไหนว่ามาซิ มนุษย์กับเดรัจฉานเวลาไม่เท่ากันยังไง?






 

Create Date : 05 ตุลาคม 2551    
Last Update : 5 ตุลาคม 2551 10:59:23 น.
Counter : 921 Pageviews.  

สหชาติธรรม

หนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น หน้า 186 มีคำอธิบายบางประเด็นที่ชวนสะกิดใจ

"เมื่อเห็นรูป "ผัสสะ" จะเกิด แล้วส่งต่อมาที่ "เวทนา" จากเวทนาก็มาถึง "ตัณหา" และจึงเลยไปเป็น "อุปาทาน" เป็นขึ้นสุดท้าย ในช่วงรอยต่อของสี่ขั้นนี้ จะตัดขั้นตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าปล่อยให้เลยเถิดมาถึง "อุปาทาน" ก็สายเกินไปเสียแล้ว"

ถ้าผมมองเฉพาะเจตนาของผู้เขียนว่าต้องการบอกผู้อ่านให้จัดการตัดเหตุทั้งหลายแหล่ก่อนจะมาถึงอุปาทาน ผมก็สบายใจ ปล่อยให้ผ่านไปได้โดยไม่ต้องทักท้วงอะไร ในอีกทางหนึ่งถ้าปล่อยไปเลยก็คิดว่า เอ ... ต่อไปจะมีใครสนใจค้นคว้าลึกลงไปต่อรึเปล่านะว่าจริง ๆ แล้ว วิญญาณ, ผัสสะ, เวทนา และสัญญา 4 ตัวนี้ "เกิดขึ้นร่วมกัน" เป็น "สหชาติธรรม" ถ้ามันเกิดมันจะเกิดยกแก๊ง การที่คุณหมอเขียนว่า รอยต่อ (1) ระหว่าง "เมื่อเห็นรูป" (วิญญาณกระทบกับรูปารมณ์) กับ "ผัสสะ" หรือรอยต่อ (2) ระหว่าง "ผัสสะ" กับ "เวทนา" หรือรอยต่อ (3) ระหว่าง "เวทนา" กับ "ตัณหา" หรือรอยต่อ (4) ระหว่าง "ตัณหา" กับ "อุปาทาน" สามารถเลือกตัดเอาได้ (1) ถึง (4) ผมก็อยากเรียนให้ทราบข้อเท็จจริงทางอภิธรรมดังนี้ครับว่า ในพุทธปรัชญาเถรวาทเราไม่มีรอยต่อเหล่านั้นให้ตัดได้ในโดเมนเวลา เพราะสิ่งที่เรียกว่ารอยต่อ (1), (2) และ (3) เป็นเพียงรอยต่อที่พระพุทธองค์ทรงแยกไว้ให้ง่ายต่อการอธิบายและแจกแจงว่า นี่คือวิญญาณ นี่คือผัสสะ นี่คือเวทนา นี่คือสัญญา แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อเกิดวิญญาณ (ตัวอย่างเช่นเห็นรูป) แล้วต่อมาจะเกิดผัสสะ แล้วต่อมาจะเกิดเวทนา แล้วต่อมาจะเกิด ... (คุณไล่ไปตามวงปฏิจจสมุปบาทได้เลย) ระวังประเด็นนี้ให้ดีนะครับ บางทีจะหลงความลื่นของผู้เขียนจนพลาดของดีจากคำสอนของพระพุทธองค์

รายละเอียดที่ถูกต้องชัดเจนกว่านี้ผมแนะนำให้อ่านตำราอภิธรรมทั่วไป (เพราะมันเป็นเรื่องการเกิดพร้อมกันของจิตกับเจตสิกธรรมดา ๆ) หรือจะอ่านหนังสือพุทธธรรมของพระธรรมปิฏก บทที่ 2 อายตนะ 6 แดนรับรู้และเสพเสวยโลกก็ได้ครับ




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2551    
Last Update : 4 ตุลาคม 2551 0:39:07 น.
Counter : 762 Pageviews.  

Hypercube อาศัยอยู่ใน 4D แต่ไม่ใช่มิติของเวลา

ตรงนี้ผมรู้สึกตลกนิดนึงเพราะมี 3 ศาสตร์เจ๋ง ๆ ปนกัน คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และพุทธศาสน์ บทที่ 9 มิติที่ 4 มิติของเวลา ในหนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น โดย ทพ.สม สุจีรา



(หน้า 177) "จากรูปด้านบน ถ้ากล่องแต่ละกล่องแทนสภาวะสามมิติในเหตุการณ์หนึ่ง การมองโลกสามมิติจากมิติที่สี่ จะเห็นโลกของสามมิติซ้อนทับกันหลาย ๆ เหตุการณ์ ดังนั้นปรากฏการณ์ตาทิพย์จึงไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด"

คำว่ารูปด้านบนจากข้อความที่ผมยกมานั้น เป็นรูป hypercube คล้าย ๆ กับรูปที่ผมเลือกมานะครับ ตรงนี้ผมขอย้อนความหน่อย คุณหมอบอกว่าจักรวาลมี 4 มิติ หมายถึง Space 3 + Time 1 แล้วก็พยายามที่จะอธิบายมิติที่ 4 (ซึ่งเป็นมิติเวลา) โดยการเปรียบเทียบกับ hypercube ก่อนมาถึง hypercube ได้พูดถึง 2D ทำนองว่าสิ่งที่คนบนโลก 2D มองไม่เห็นเพราะมีการบังนั้น คนบนโลก 3D มองเห็น โดยแกไปเปรียบเทียบกับมดเดิน ๆ แล้วมีอะไรหล่นตุ๊บตรงหน้า มดตกใจ เพราะมดมีขีดจำกัดมองมิติที่สามได้ไม่ดี จริง ๆ ก็ไม่ถูกทีเดียว คนเราถ้าไม่บ้าพอจะเดินแหงนหน้าตลอดเวลา อะไรหล่นตุ๊บลงมาก็ตกใจเหมือนกัน (แต่ถ้าบ้าพอจะเดินแหงนหน้าตลอดเวลา ก็อาจจะชนโครมเข้ากับอะไรอย่างอื่นอีก) ก็แต่โอเค ไม่เป็นไร เพราะข้อเท็จจริงคือเราสามารถมองเห็นสิ่งที่ปกปิดในโลก 2D จากโลก 3D ได้ หรือเรามองเห็นส่วนที่ปกปิดในโลก 3D จากโลก 4D ได้ ฉะนั้นคุณหมอก็ยกรูปทรงสุดเท่ hypercube ขึ้นมาซึ่งเป็นรูปทรงที่อาศัยในอวกาศ 4D (แต่อาจจะเป็นแค่รูปทรง 2D ก็ได้นะครับ ถ้ามันมีแค่พื้นผิว)

ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี เพราะเจ้า hypercube นี่มัน exist อยู่ใน 4D ก็จริง แต่ทั้ง 4 มิตินั้นเป็น "อวกาศ" ทั้ง 4 ครับ พูดง่าย ๆ ว่าในทางคณิตศาสตร์ต่อให้ไม่มี time dimension มันก็ exist อยู่ได้ ฉะนั้นการเอารูป hypercube มาเป็นตัวอย่างบรรยาย space-time ผมคิดว่ามันทะแม่ง ๆ ถ้าอยากวาดรูปกาลอวกาศ ก็ใช้ space-time diagram แบบมิงคอฟสกี้ไปเลย เข้าใจง่ายกว่ากันเยอะและเป็นเรื่องเดียวกัน

ไม่จบแค่นั้นเพราะจะโยงไปเรื่องตาทิพย์ โอเค ถ้ามีใครก็ตามอยู่ในอวกาศ 4 มิติแล้วมองลงมายังอวกาศ 3 มิติ เขาจะเห็นสิ่งที่ปกปิดในอวกาศ 3 มิติได้ (ผ่านทางเวกเตอร์ในอวกาศมิติที่ 4 คุณนึกเวกเตอร์ 4 ตัวตั้งฉากกันและกันทั้ง 4 ตัวออกมั้ยครับ) หมายความว่าเขาเห็นหัวใจ เห็นปอดผมได้ผ่านทางทิศนั้นแหละ ฉะนั้นในกรณีตัวอย่าง hypercube นี้สิ่งที่ตาทิพย์จะ claim สิทธิแบบถูกไถ ๆ ได้ก็คือ ตาทิพย์ มองผ่านสิ่งที่ปิดบังได้ทางมิติที่ 4 แต่มิตินี้ไม่ใช่เวลานะครับ หมายความว่าถ้าคุณมาใช้ตาทิพย์กับผม อย่างมากก็เห็นอวัยวะภายใน แต่คุณจะไปเห็นอดีต อนาคตได้อย่างไร มันไม่สอดคล้องกับตัวอย่าง hypercube ที่ยกมา ถ้าตาทิพย์อยาก claim ได้มากกว่านี้ ผมเสนอคุณหมอว่าพิมพ์ครั้งหน้าทิ้งรูป hypercube ไปครับ แล้วหาอะไรที่มัน ... อืม ... ผมยังคิดไม่ออกครับ

ป.ล. รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hypercube ดูได้จาก ที่นี่ ครับ





 

Create Date : 04 ตุลาคม 2551    
Last Update : 4 ตุลาคม 2551 0:37:30 น.
Counter : 2132 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.