creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

จิต ความตาย วิถีสุดท้าย และกรรม

เรื่องที่จะเล่าวันนี้เป็นยำใหญ่เฉพาะกิจ เนื่องด้วยคุณน้องสุดที่รักถามนักถามหนาว่าพุทธศาสนามีมติเช่นไรเกี่ยวกับความตายและกรรม ระบบปรัชญาพุทธเถรวาทเพื่อที่จะให้เห็นภาพกว้างของกระบวนการตรงนี้ผมว่าค่อนข้างซับซ้อนและต้องการพื้นฐานพอสมควร ตอนที่เริ่มพิมพ์ผมไม่ได้วางโครงเรื่องเอาไว้ก่อนครับ ฉะนั้นผมควรออกตัวสักนิดว่าบางช่วงอาจหลุดประเด็น บางช่วงอาจสั้นเกินไป กระชับเกินไป หรือยืดยาดเกินไป จะอย่างไรก็คงขอเขียนไปตามอารมณ์ของผมก็แล้วกัน

เริ่มต้นด้วย 'จิต' คำว่าจิตกับคำว่าวิญญาณในพุทธศาสนาเป็นชื่อเรียกของอย่างเดียวกัน อันที่จริงแล้วนอกจาก จิต กับ วิญญาณ ก็ยังมีอีกหลายชื่อครับ อาทิ มโน, มนัส, หทัย, ปัณฑระ, มนายตนะ, มนินทรีย์, วิญญาณขันธ์, มโนวิญญาณธาตุ (มีอธิบายไว้ในคัมภีร์อัฏฐสาลินี) ทำไมมีหลายชื่อ? ก็เพราะว่าเจ้าสิ่งนั้นมันเข้าไปทำหน้าที่ที่แตกต่างกันหรือเราอยากพูดถึงลักษณะที่เด่นเป็นพิเศษในมัน เช่น (ที่เคยเห็นกันบ่อย) ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า 'จิต' ธรรมชาติใดรู้ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า 'วิญญาณ' ธรรมชาติใดเมื่อน้อมไปสู่อารมณ์ก็รู้อยู่ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า 'มโน'

จิตเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของชีวิต พุทธเราถือว่าเมื่อจำแนกชีวิตสัตว์หนึ่ง ๆ ออกมาจะจำแนกได้ 5 กอง (ขันธ์) หรือที่เรียกว่าขันธ์ 5 อันว่าจิตนี้ก็เป็นกองหนึ่ง จึงเรียก 'วิญญาณขันธ์' อีก 4 กองที่เหลือได้แก่ เวทนา, สัญญา, สังขาร สามกองนี้เกิดประกอบกับจิต เราเรียกรวมกันว่า 'เจตสิก' ส่วนอีกกองที่เหลือคือรูปขันธ์ ในขันธ์ 5 มีเฉพาะรูปขันธ์ที่เป็นรูปธรรม สำหรับจิตและเจตสิกนั้นเป็นนามธรรม

คำถามสำคัญครับ อะไรที่เป็นตัวบ่งชี้ว่า 'ธรรมอันนี้' ไม่ใช่ 'ธรรมอันนั้น'? อะไรเป็นตัวบอกว่าอันนี้จิต อันนี้ไม่ใช่จิต? อะไรที่ทำให้ธรรมแตกต่างกัน? คำตอบคือ 'ลักษณะ' ครับ เมื่อพูดถึงลักษณะ ทางอภิธรรมจะพูดถึงลักษณะ 2 อย่าง คือ ลักษณะที่ร่วมกันของธรรมต่าง ๆ เรียกว่า 'สามัญลักษณะ' และลักษณะที่ทำให้ธรรมอย่างหนึ่งแตกต่างจากธรรมอย่างอื่นเรียกว่า 'วิเสสลักษณะ' ตัวอย่างเช่น จิต กับ เวทนา มีลักษณะอะไรร่วมกัน? ลักษณะที่ร่วมกันระหว่างธรรมสองตัวนั้นก็คือสามัญลักษณะ ซึ่งสามัญลักษณะของธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง (เรียกว่า สังขตธรรม, ขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นสังขตธรรม) มี 3 ประการ เรียกว่า 'ไตรลักษณ์' ได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความบีบคั้น ไม่อาจคงสภาพเดิมได้) และ อนัตตา (ความไม่เป็นอัตตา) ทีนี้ถามใหม่ว่าลักษณะอะไรที่ทำให้จิตเป็นจิต ทำให้เวทนาเป็นเวทนา? นั่นคือเขากำลังถามถึงวิเสสลักษณะของจิตกับของเวทนาครับ และโดยทั่วไปการนิยามวิเสสลักษณะของธรรมใดก็ตามในทางอภิธรรมนั้นจะนิยามโดยตัวแปร 4 ตัว คือ ลักษณะ (คือ เครื่องแสดงหรือสภาพโดยเฉพาะ), รสะ (คือ หน้าที่), ปัจจุปัฏฐาน (คือ ผลของรสะ หรือ อาการปรากฏของธรรม) และ ปทัฏฐาน (คือ เหตุใกล้ที่ทำให้ธรรมนั้นเกิด)

วิเสสลักษณะของจิต บางทีเรียกให้อ่านยาก ๆ ว่า 'ลักขณาทิจตุกกะของจิต' มีดังนี้

1. ลักษณะ : เป็นตัวรับอารมณ์
2. หน้าที่ : เป็นประธานในธรรมทั้งปวง
3. อาการปรากฏ : การเกิดดับต่อเนื่องไม่ขาดสาย
4. เหตุใกล้ให้เกิดจิต : นามรูป

ดูข้อ 3 อาการปรากฏของจิตที่ชาวพุทธบางส่วนสับสนกัน คือ จิตจะเกิด (อุปปาทะ) - ตั้งอยู่ (ฐิติ) - ดับ (ภังคะ) - เกิด - ตั้งอยู่ - ดับ - ... วนเวียนไปเรื่อยตามเชื้อ (คือ กิเลส) และเนื้อที่ (คือ กรรม) ที่ยังเหลืออยู่ เกิดกับดับนี้ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากท้องแม่คือเกิด 1 ที แล้วลงหลุมคือตาย 1 ที อาการของจิตเองนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนถึงดับ 1 รอบเรียก '1 ขณะจิต' ใน 1 ขณะจิตมี 3 อนุขณะ คือ อุปปาทะ ฐีติ และ ภังคะ ตามการอุปมาว่าลัดนิ้วมือหนึ่งทีมีจิตเกิดดับเป็นจำนวนนับไม่ไหว จากวิเสสลักษณะของจิต จิตตายและเกิดเป็นปกติของมันอยู่แล้วครับ พอมาถึงในวิถีสุดท้ายของชีวิตสัตว์หนึ่ง ๆ มันก็ยังตายเกิดเป็นปกติตามเดิมของมัน โดยไม่สนใจสมมติของสัตว์นั้นว่าจะเป็นตัวอะไร ดังนั้นมันไม่ได้ย้ายออกจากร่างไปไหน จิตที่ต้องการรูปเกิด มันก็ไปเกิดกับรูปตามกลไกของมัน จิตที่ไม่ต้องการรูปเกิด (เช่น อรูปพรหมทั้งหลาย) มันก็เกิดตามกลไกของมัน ฉะนั้นความตายในภาษาชาวโลก มิได้เป็นความตายที่พิเศษพิสดารในมุมมองของจิต เพราะจิตเกิดดับรับอารมณ์ร้อยกันเป็นวิถีต่อวิถีเป็นปกติของมันอยู่แล้ว ความตายในแง่ชาวโลกนี้จึงเป็นความตายสมมติ และจิตดวงสุดท้ายที่ปรากฎในชีวิตสมมตินี้เรามีชื่อเฉพาะเรียกให้กับมันว่า 'จุติจิต' และเรียกวิถีที่เกิดจุติจิตว่า 'มรณาสันนวิถี'

มรณาสันนวิถี คือ วิถีจิตใกล้ตาย ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็พูดได้ว่า วิถีจิตสุดท้ายในชาตินี้นั่นแหละครับ มรณาสันนวิถี สามารถเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ ถ้าวิถีสุดท้ายก่อนตายสัตว์นั้นรับอารมณ์ทั้ง 5 ทางทวาร (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ก็เรียกว่า 'มรณาสันนวิถีทางปัญจทวาร' แต่ถ้ารับอารมณ์เป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดทางใจ (ธัมมารมณ์) ก็เรียกว่า 'มรณาสันนวิถีทางมโนทวาร' ถึงตรงนี้คงต้องแวะให้นิยามคำว่า 'ทวาร' กับ 'อารมณ์' สักนิดนึง ทวารหมายถึงช่องทาง เป็นช่องทางที่คนเราใช้รับอารมณ์ ถ้าพูดให้เจาะจง สิ่งที่รับอารมณ์ก็คือจิต พูดแบบนี้ ทวารก็คือที่ ๆ จิตกับอารมณ์มาพบกัน (เรียกว่าเกิดผัสสะ) ช่องทางหรือเขตแดนที่จิตกับอารมณ์มาพบกันมี 6 ช่อง ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ จิตที่มาเกิดที่ตา มันก็รับรู้รูป เมื่อไปเกิดที่หู ก็รับรู้เสียง เกิดที่จมูก รับรู้กลิ่น เกิดที่ลิ้น รับรู้รส เกิดที่กาย รับรู้สัมผัส เมื่อเกิดที่ใจ ก็รับรู้ความนึกคิด รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความนึกคิด (ธรรมารมณ์) ธรรม 6 อย่างนี้แหละครับที่เรียกรวมกันว่า 'อารมณ์'

ยกตัวอย่างมรณาสันนวิถีทางมโนทวาร สมมติว่ามีวิถีดังนี้ (ที่จริงมันสามารถมีได้ 4 แบบ หรือ 4 วิถี)

ภ น ท มโน ช ช ช ช ช ต ต จุติ ปฏิ ภ

ตัวอักษร ภ น ท มโน ช ต จุติ ปฏิ ให้เข้าใจว่าเป็นจิตแต่ละขณะ 1 ตัว ก็ 1 ขณะ จากตัวอย่างที่ยกมาแปลว่ามีจิตเกิดดับ 14 ขณะ (อย่าลืมนะครับว่าใน 1 ขณะ มี 3 อนุขณะ) ตัวย่อแต่ละตัวเรียกว่าอะไร มีความหมายว่าอะไร เรายังไม่ต้องสนใจ ในที่นี้มี 2 ตัวที่ผมอยากให้สังเกตก็คือ 'จุติ' กับ 'ปฏิ'

จุติ คือ 'จุติจิต' จิตนี้จะเป็นจิตสุดท้ายในภพหนึ่ง ๆ ของสัตว์นั้น ๆ ครับ ส่วน ปฏิ คือ 'ปฏิสนธิจิต' เป็นจิตที่ทำหน้าที่ ปฏิสนธิกิจ (หน้าที่ หรือ กิจ ของจิตมีอยู่ 14 อย่าง ตอนนี้ก็ยังไม่ต้องสนใจเช่นกัน เอาไว้อธิบายยาว ๆ วันหลังครับ จุติกิจ ก็เป็น 1 ใน 14 ซึ่งเป็นหน้าที่ของ จุติจิต) หมายถึงหน้าที่เกิดขึ้นเพื่อสืบต่อภพใหม่ พูดง่าย ๆ ก็พูดได้ว่าเป็นจิตแรกในชาติหน้าของคุณของผมนั่นแหละ (ยกเว้นพระอรหันต์ไม่มีปฏิสนธิจิตอีกแล้ว เพราะเชื้อ (คือกิเลส) ที่ทำให้จิตเกิดหลังจากจุติจิตดับสิ้นแล้ว กับยกเว้นสัตว์ที่จะไปเกิดเป็น 'อสัญญสัตต' หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า 'พรหมลูกฟัก' อสัญญสัตว์เป็นสัตว์ที่ไม่มีสัญญา สัญญาเป็นสหชาติธรรมกันกับจิต ดังนั้นท่านพรหมประเภทนี้ก็ไม่มีจิต) ที่ผมให้สังเกต 2 ตัวนี้เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นมรณาสันนวิถีใดก็ตาม (ทั้งหมดสามารถมีได้ 8 แบบ) ทุกวิถีหลังจาก จุติ แล้วจะ ปฏิสนธิทันที ไม่มีจิตอื่นมาคั่นกลางเด็ดขาด หมายความว่า สัตว์ตายแล้ว เกิดทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาถอดวิญญาณออกจากร่างเก่าเพื่อไปหาร่างใหม่เกิดครับ

ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมหยิบมรณาสันนวิถีมาพูด นั่นคือ อารมณ์ของจิตในวิถีนี้เป็นตัวชี้ชะตา เคยได้ยินความเชื่อว่า ก่อนตายขอให้นึกถึงสิ่งดี ๆ นึกถึงพระ นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วบ้างมั้ยครับ ความเชื่อคิดดีก่อนตาย มีมูลมาจากการยึดอารมณ์ของจิตในมรณาสันนวิถี และการยึดอารมณ์ของจิตในมรณาสันนวิถีนี้ก็เป็นไปตามลำดับการให้ผลแห่งกรรม (ผมจะแจกแจงต่อไป)

ลองย้อนกับไปดูลักขณาทิจตุกกะของจิตข้อแรกกันอีกที จิตเป็นตัวรับอารมณ์ ถ้าถามว่าจิตไม่รับอารมณ์ได้มั้ย? ไม่ได้ครับ มีจิตก็ต้องมีอารมณ์ จะบอกว่ามันเกิดมาเพื่อรับอารมณ์ก็ไม่ผิด ตรงนี้อาจมีคนช่างสงสัยและเคยได้ยินคำว่านิโรธสมาบัติ อาจแย้งว่าพระที่เข้านิโรธสมาบัติไม่มีอารมณ์ ถูกบางส่วนแต่ไม่ทั้งหมดครับ ตำราระบุแบบนี้ พระอนาคามีหรือพระอรหันต์ที่ได้ฌานสมาบัติ 8 และอยู่ในปัญจโวการภูมิ (ภูมิที่มีขันธ์ครบทั้ง 5, บรรดาท่านอรูปพรหมหมดสิทธิ) เมื่อเข้าฌานตามลำดับกระทั่งถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ในวิถีสุดท้ายนี้ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จะเกิดขึ้น 2 ขณะ ต่อจากนั้นทั้ง จิต เจตสิก และ รูปบางรูป (คือเฉพาะจิตตชรูป) ดับสิ้น คงเหลือแค่รูปบางรูปเท่านั้นที่ยังอยู่ (คือกัมมชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูป) หมายความว่าตอนเข้านิโรธสมาบัตินี้จิตดับชั่วคราวครับ ฉะนั้นเมื่อตัวรู้ไม่มีแล้ว ตัวถูกรู้จะนิยามจากอะไร กล่าวโดยสรุป มีจิตก็ต้องมีอารมณ์

เอาล่ะครับ ทีนี้มาดูอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นในมรณาสันนวิถีกัน อภิธรรมแสดงไว้ว่าอารมณ์ในมรณาสันนวิถี จะเกิดจากการที่จิตหน่วงเอาเครื่องกำหนด (นิมิต) ตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัวนี้มาเป็นอารมณ์เสมอ ได้แก่ กรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต ถ้ายึดกรรมเป็นอารมณ์ก็เรียก 'กรรมอารมณ์' ถ้ายึดกรรมนิมิตเป็นอารมณ์ก็เรียก 'กรรมนิมิตอารมณ์' ถ้ายึดคตินิมิตเป็นอารมณ์ก็เรียก 'คตินิมิตอารมณ์' กรรมอารมณ์กับคตินิมิตอารมณ์ สองอารมณ์นี้เกิดเฉพาะทางมโนทวาร นั่นคือ สองตัวนี้เป็นอารมณ์ให้ได้เฉพาะกับมรณาสันนวิถีทางมโนทวาร ส่วนกรรมนิมิตอารมณ์เกิดได้กับทวารทั้ง 6 ดังนั้น กรรมนิมิตอารมณ์สามารถเป็นอารมณ์ได้ทั้ง มรณาสันนวิถีทางปัญจทวารและทางมโนทวาร

กรรมอารมณ์ คือ กุศล หรือ อกุศลกรรม (กรรมดีกรรมเลว) ที่สัตว์นั้นได้เคยทำมาแล้ว เช่น เจริญภาวนา หรือ ปล้น ฆ่า ข่มขืน อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้นึกถึงบุญกุศล หรือบาปเศร้าหมอง ชักจูงและเป็นตัวกำหนดโลกที่สัตว์จะไปเกิด ถ้ากรรมารมณ์ฝ่ายกุศล ก็ไปสุคติ ถ้ากรรมารมณ์ฝ่ายอกุศล ก็ไปทุคติ ใครทำชั่วทำเลวอะไรเอาไว้มาก ๆ ก็ระวังกรรมารมณ์ก่อนตายของตัวเองดี ๆ แล้วกันครับ จะไปเกิดที่ไหนศาสนาพุทธบอกว่าไม่มีบันทึกไว้โดยเทพเจ้าองค์ใด แต่อยู่ที่ชั่วดีในตัวคุณเอง

กรรมนิมิตอารมณ์ เป็นนิมิต หรือ เครื่องกำหนดที่เกี่ยวเนื่องกับการทำกรรม หมายถึงอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งในอารมณ์ทั้ง 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และสภาพรู้ทางใจ เช่น โบสถ์ที่เคยไปทำบุญ โรงเรียนที่เคยสอนหนังสือ กลิ่นธูปที่เคยจุดตอนสวดมนต์ เสียงหวีดร้องของสัตว์ตอนถูกฆ่า ดาบที่ใช้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ กรรมนิมิต ก็เป็นอารมณ์ให้จิตในมรณาสันนวิถี ถ้าเป็นนิมิตดี ก็โชคดี ถ้าเป็นนิมิตร้าย ก็เตรียมก้มหน้ารับผลของกรรม

ตายล่ะ ลืมพูดเรื่องสำคัญไป นั่นคือในวิถีจิตหนึ่ง ๆ จิตที่ขึ้นวิถีหมายถึงจิตขึ้นมารับอารมณ์แล้วจากนั้นจะสืบทอดอารมณ์เดียวกันจนกว่าจะจบวิถี รายละเอียดเก็บไว้เล่ายาว ๆ โดยพิสดารอีกที ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการบอกว่า ในมรณาสันนวิถี จิตที่ทำหน้าที่จุติ (ตาย) กับ ปฏิสนธิ (เกิด) เป็นจิตที่รับอารมณ์เดียวกัน และเป็นอารมณ์เดียวกับภวังคจิตตลอดที่เหลือในช่วงชีวิตหน้า ดังนั้นถ้าจุติจิตเป็นจิตที่รับอารมณ์เลว ปฏิสนธิจิต และภวังคจิตของชาติหน้าทั้งชาติ จะเลวครือกัน น่ากลัวมั้ยครับ?

คตินิมิตอารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ผิดไปจากอารมณ์สองแบบแรก เนื่องด้วยอารมณ์ชนิดนี้บอกคติที่จะไปเกิด เช่น ถ้าเห็น (ทางใจ) เป็นปราสาทราชวัง ก็เดาได้ว่าไปเกิดดี เห็นนรกความทุกข์ทรมาน ก็เดาได้ว่าไปเกิดร้าย เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม ก็อาจจะได้ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ฯลฯ

อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้จะมาให้จิตในวิถีสุดท้ายของชีวิตสัตว์หนึ่ง ๆ เสพ และเป็นตัวกำหนดที่ไปของสัตว์นั้น ๆ แต่การมาปรากฎของอารมณ์นั้นใช่ว่าจะมาแบบสุ่ม แต่มาตามกลไกหลักที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า 'กรรม' กรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวพุทธที่ไม่สนใจศึกษาหาความรู้เข้าใจบิดเบือน ใจความสำคัญของกรรมขอให้ยึดพุทธพจน์ เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสา ภิกษุทั้งหลาย เรา (ตถาคต) กล่าวว่า เจตนาคือกรรม เมื่อมีเจตนาแล้ว บุคคลย่อมทำกรรมโดยทางกาย วาจา และใจ

คำว่า 'เจตนา' นี้เป็นชื่อของเจตสิกตัวหนึ่งในหมวดสังขารขันธ์ ตามคัมภีร์อภิธรรมทั้งหลายชี้เฉพาะลงไปว่าไม่ใช่เจตนาเจตสิกทุกตัวที่เป็น กรรม แต่เฉพาะเจตนาในกรรมวัฏฏะเท่านั้นที่เป็นกรรม (ได้แก่ เจตนาในอกุศลจิต 12 และ โลกิยกุศลจิต 17 รวมเป็น เจตนา 29 - ข้อมูลนี้คุณไม่จำเป็นต้องจำหรือแจกแจงได้ในตอนนี้ครับ) ที่คัมภีร์ชี้เฉพาะว่าเจตนาในกรรมวัฏฏะเป็นกรรม เพราะเจตนาในมรรคที่ตัดวัฏฏะท่านไม่จัดให้เป็นกรรมด้วยความที่มันเป็นเจตนาที่ตัดเวียนว่ายตายเกิด

พระสูตรแบ่งกรรมออกเป็น 3 หมวด ๆ ละ 4 ชนิด รวมเป็นกรรม 12 พระอภิธรรมเพิ่มเติมกรรมอีก 1 หมวด 4 ชนิด รวมเป็นกรรม 16 กรรมทั้ง 4 หมวดนั้นได้แก่ (1) หมวดแบ่งกรรมตามหน้าที่ (2) หมวดแบ่งกรรมตามลำดับการให้ผล (3) แบ่งกรรมตามกำหนดเวลาการให้ผลของกรรม และ (4) หมวดแบ่งกรรมตามที่ตั้งแห่งผลของกรรม

(1) กรรมตามหน้าที่ แบ่งได้ 4 ชนิด

1. ชนกกรรม กรรมที่ทำให้เกิด
2. อุปถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน
3. อุปปีฬกกรรม กรรมเบียดเบียน
4. อุปฆาตกรรม กรรมที่ตัดรอน

กรรมที่ทำให้สัตว์เกิด ว่าเกิดเป็นอะไรคือ ชนกกรรม คำว่า ทำให้เกิดนี้ มีทั้งใน ปฏิสนธิกาล คือ เกิดเป็น คน เทวดา สัตว์เดรัจฉาน เปรต ฯลฯ และ ปวัตติกาล คือ อวัยวะใหญ่น้อย ตา หู จมูก การได้กลิ่น การได้ยิน ฯลฯ ของสัตว์นั้น ๆ โดยมีอุปถัมภกกรรม เป็นตัวที่คอยสนับสนุนส่งเสริมชนกกรรม (ให้เข้าใจว่า กรรมข้อ 2-4 นั้นเทียบกับข้อ 1 กล่าวคือ สนับสนุน เบียดเบียน หรือ ตัดรอดข้อ 1) คัมภีร์อรรถกถาอธิบายการสนับสนุนของอุปถัมภกกรรมไว้ 3 ลักษณะคือ

1. ส่งเสริมชนกกรรมที่ยังไม่มีโอกาสให้ผล ให้มีโอกาสให้ผล
2. สนับสนุนชนกกรรมที่ให้ผลนั้น ให้ให้ผลยิ่งขึ้น
3. สนับสนุนผลของชนกกรรมให้ตั้งอยู่ได้นาน

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นชนกกรรมทำให้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างหน้าตางดงาม อุปถัมภกกรรมส่งผลให้เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยมั่งคั่ง หรือ ชนกกกรรมทำให้เกิดเป็นหมา อุปถัมภกกรรมยังส่งผลให้เป็นหมาขี้เรื้อน เป็นต้น

อุปปีฬกกรรม คือ กรรมที่เบียดเบียนชนกกรรมหรือผลของชนกกรรม การเบียดเบียนก็มี 3 ลักษณะ

1. ขัดขวางชนกกรรมไม่ให้มีโอกาสส่งผล
2. เบียดเบียนผลของชนกกรรมไม่ให้ส่งผลได้เต็มที่
3. เบียนเบียนผลของชนกกรรมไม่ให้ตั้งอยู่นาน

สรุปแล้วหน้าที่มันก็เหมือนกับ อุปถัมภกกรรมนั่นแหละครับ แต่คนละฝ่ายกัน อุปถัมเป็นฝ่ายสนับสนุนชนก ส่วน อุปปีฬเป็นฝ่ายค้านชนก เช่น ชนก ทำให้เกิดเป็นคนรูปงาม อุปถัมส่งให้มีฐานะร่ำรวย และ อุปปีฬ อาจจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุพิการตลอดชีวิต เป็นต้น

สำหรับอุปฆาตกรรม คือ กรรมที่ตัดรอนชนกกรรม อาจจะมองว่าเป็น อุปปีฬขั้นรุนแรงคือเบียดเบียนจนตัดขาดได้สะบั้นชนิดที่ชนกกรรมหมดโอกาสให้ผลเลย การตัดรอนมี 4 แบบ

1. กุศลอุปฆาตกรรม ตัดกุศลชนกกกรรม
2. กุศลอุปฆาตกรรม ตัดอกุศลชนกกกรรม
3. อกุศลอุปฆาตกรรม ตัดอกุศลชนกกรรม
4. อกุศลอุปฆาตกรรม ตัดกุศลชนกกรรม

อาจจะสงสัยว่ากุศลตัดกุศลได้อย่างไร สมมติคุณได้ฌาน 2 การได้ฌาน 2 ก็ไปตัดกุศลชนกกรรมเดิมของการได้ ฌาน 1 คือการไปเกิดเป็น ปฐมฌานพรหม แทนที่จะไปเกิดเป็นปฐมฌานพรหมก็ได้เกิดเป็นทุติยฌานพรหมแทน

กรณีกุศลตัดอกุศลนั้นเห็นได้ชัดเมื่อเป็นกุศลขั้นมรรค กรณีตัวอย่างที่หนังสือหลายเล่มชอบยกกันก็คือ กรณีขององคุลิมารที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเยอะ เป็น อกุศลกรรม อกุศลกรรมสมควรให้ผลไปเกิดเป็นสัตว์นรก (อกุศลกรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกนั้นก็เรียกว่า อกุศลชนกกรรม) แต่หลังจากองคุลิมารบรรลุโสดาบันแล้ว โสดาคปัตติมรรค ซึ่งเป็น กุศลกรรม ก็ได้ตัดรอนชนกกรรมที่เป็นอกุศลซึ่งต้องส่งให้องคุลิมารไปเกิดเป็นสัตว์นรกเสียสิ้น กรณีนี้ โสดาคปัตติมรรค จึงเป็น อุปฆาตกรรมที่ตัดรอน อกุศลชนกกรรม

อกุศลตัดรอนกุศล ก็ได้แก่อกุศลที่หนักกว่ากุศล (หัวข้อน้ำหนักของกรรมจะอยู่หมวดถัดไปครับ) เช่น ผู้ได้ฌานใดฌานหนึ่งสมควรไปบังเกิดเป็นพรหมตามชนกกรรมที่เป็นกุศล แต่กลับต้องตกนรกแทนเพราะว่าอาจจะไปทำให้คณะสงฆ์แตกแยกซึ่งเป็นอนันตริยกรรมฝ่ายเลว และเป็นกรรมหนัก การทำสงฆ์แตกแยกจึงเป็น อกุศลอุปฆาตกรรมที่ตัดรอนกุศลชนกกรรม

(2) กรรมตามลำดับการให้ผล (หรือน้ำหนัก) แบ่งได้ 4 ชนิด

1. ครุกรรม หรือ กรรมหนักให้ผลก่อน
2. อาสันกรรม คือ กรรมก่อนตายให้ผลอันดับถัดมา
3. อาจิณณกรรม คือ กรรมที่ทำตามความเคยชิน ให้ผลถัดมา
4. กตัตตากรรม คือ กรรมสักแต่ว่ากระทำ ให้ผลลำดับสุดท้าย

ถ้ามีชนกกรรม 2 ตัว เช่น การได้ฌาน 1 (ส่งผลให้ไปเกิดที่พรหมโลกสำหรับผู้ได้ฌาน 1) และการได้ฌาน 2 (ส่งผลให้ไปเกิดที่พรหมโลกสำหรับผู้ได้ฌาน 2) ชนกกรรมตัวหลังหนักกว่าตัวแรก ดังนั้นจึงให้ผลก่อน กรณีนี้อาจมองว่า ชนกกรรมคือการได้ฌาน 2 เป็น อุปฆาตกรรมของชนกกรรมคือการได้ฌาน 1 (ที่ผมพูดถึงนี้เป็นการวิเคราะห์ตามทฤษฎีในระบบเล็ก ๆ คือมีกรรมแค่ 2 ตัวนะครับ ในความเป็นจริง เราทำกรรมกันแทบทุกขณะจิต) สมมติเพิ่มเติมว่ามีกรรมตัวที่ 3 เข้ามาคือ ทำพระพุทธเจ้าเลือดออก ซึ่งเป็นชนกกรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ก็ต้องเปรียบเทียบ กรรม 3 ตัวว่าตัวใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน กรณีนี้คือ กรรมตัวที่ 3 ดังนั้น โลหิตุปปาท จึงเป็น อุปฆาตของกุศลชนกกรรม และทำให้ตัวเองเป็น อกุศลชนกกรรมนำพาไปเกิดยังนิรยภูมิ นี่คือเรื่องของครุกรรม

มาดูตามตำรา กรรมที่จัดเป็นครุกรรม ซึ่งมีทั้งกรรมดีและกรรมเลวนั้นจะจัดว่าเป็นครุกรรมเมื่อไร

1. เมื่อมีความเห็น (ทิฏฐิ) ว่ากรรมไม่มีผล (นัตถิกทิฏฐิ), สิ่งทั้งหลาย หรือสัตว์ทั้งหลายที่เป็นอยู่นั้น เป็นอยู่โดยไม่มีสาเหตุ (อเหตุกทิฏฐิ) และ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป (อกริยทิฏฐิ)

2. จิตที่เต็มไปด้วยความโกรธ (โทสมูลจิต 2) ที่ใช้ทำ อนัตริยกรรม มี 5 อย่าง บางทีก็เรียกว่า ปัญจานันตริยกรรม ได้แก่ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงขั้นเลือดออก และทำสังฆเภท คือ ยุแยงพระสงฆ์ให้แตกแยก อันหลังนี้ว่ากันว่าหนักกว่าเพื่อน ดังนั้นถ้าใครใจเด็ดทำครบทั้ง 5 ตัวสุดท้ายคือสังฆเภทจะให้ผลเป็นชนกกรรม และอีก 4 ตัวที่เหลือเป็น อุปถัมภกกรรม ให้อยู่จำเริญในนรกภูมินานแสนนาน

3. ฌานทั้ง 9 (หรือ 8 ควรทราบว่าตามนัยพระสูตรแบ่งฌานเป็น 8 ได้แก่ รูปฌานและอรูปฌานอย่างละ 4 แต่นัยพระอภิธรรมกระจายฌานเป็น 9 มีรูป 5 และอรูป 4) กรณีฌานนี้ได้อธิบายแล้วว่าฌานสูงข่มฌานต่ำ ดังนั้นทำให้ชนกกรรมของฌานต่ำไม่อาจให้ผลอีก (เพราะถูกฌานสูงกว่าอุปฆาต) ชนกกรรม คือ ฌานต่ำกว่า กรณีนี้ บางทีเราเรียกว่าเป็น อโหสิกรรม (ซึ่งจะพูดถึงอีกทีเมื่อถึงการแบ่งกรรมตามระยะเวลาการให้ผล)

ถ้าวาระก่อนตาย บุคคลใดไม่มีครุกรรมเลยตลอดทั้งชีวิต กรรมที่จะให้ผลอันดับถัดมาคือ อาสันนกรรม หรือ กรรมที่ได้กระทำในเวลาใกล้ตาย บางคนสงสัยว่าคุณเธอคนนี้ทำบุญเข้าวัดฟังธรรมตลอดทั้งชีวิต วันหนึ่งเกิดไปขับรถชนแมวตายโดยอุบัติเหตุ อารามตกใจลงจากรถมาดูแมว ถูกรถสิบล้อทับตายคาที่ อารมณ์ที่ชนแมวตายเป็นอกุศล เป็นบาป เพราะทำให้จิตใจห่อเหี่ยว เหนี่ยวไว้ในช่วงขณะสุดท้าย ทำบุญมาตลอดชีวิต เป็น อาจิณณกรรม แต่ลำดับการให้ผลของอาจิณณกรรมนั้นช้ากว่าอาสันนกรรมอยู่ขั้นหนึ่ง อาสันนกรรมที่ทำก่อนตายนี้ เปรียบเสมือนโคปากคอก ตำราว่าแม้โคจะแก่เพียงใด กำลังอ่อนเพียงใด แต่ถ้าอยู่ปากคอกพอดี เมื่อเปิดคอก โคกำลังอ่อนนั้นก็ย่อมต้องหลุดออกมาก่อนโคที่แข็งแรงแต่อยู่ในส่วนลึกของคอก ดังนั้นกรณีนี้บุคคลนั้นย่อมมีโอกาสไปสู่ทุคติสูง

กรรมที่ให้ผลลำดับถัดมาจากอาสันกรรมคือ อาจิณณกรรม คือกรรมที่ทำเป็นกิจวัตร เช่น สวดมนต์ทุกวัน ฆ่าสัตว์ทุกวัน ตักบาตรทุกวัน หรือด่าพ่อแม่ทุกวัน ฯลฯ กรรมลำดับสุดท้ายคือ กตัตตากรรม กรรมที่สักแต่ว่าทำ กตัตตากรรมนี้อภิธรรมขยายความเป็น 2 กลุ่ม คือ กรรมที่ทำในภพนี้ เช่น เพื่อนชวนไปทำบุญ ตัวเองไม่อยากไป แต่ก็ไปกับเพื่อน และ กรรมที่เคยทำในภพก่อนๆ (ได้แก่ อปราปริยเวทนียกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่อยู่ในหมวดลำดับเวลาการให้ผลของกรรม หัวข้อถัดไป) กลุ่มที่ 2 นี้เป็นกรรมที่เคยทำไว้และรอเวลาให้ผล เมื่อสบช่อง ก็ให้ผลทันที เหมือนพรานล่าเนื้อ เนื้อพลาดท่าเมื่อไร ก็เสร็จนายพรานเมื่อนั้น

(3) กรรมตามกำหนดเวลาการให้ผลของกรรม มี 4 ชนิด

1. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ให้ผลทันทีในชาตินี้
2. อุปปัชชเวทนียกรรม ให้ผลชาติหน้า
3. อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป (เป็นกตัตตากรรม)
4. อโหสิกรรม กรรมที่ไม่ให้ผลแล้ว

มาถึงตรงนี้ ก็ขอให้ฟังเล่น ๆ นะครับ ใครสนใจลองไปค้นตำราเองอีกที เท่าที่จำได้คือกรรมที่ให้ผลชาตินี้ ถ้าถูกอุปฆาตไปโดยกรรมอื่น ก็จะเป็นอโหสิกรรม ไม่อาจให้ผลอีก อย่างเช่นกรณีพระโสดาบัน ได้ผลจากโสดาคปัตติมรรค ต่อมาถูกอุปฆาตโดยสกิทาคามิมรรค โสดาคปัตติมรรคก็เป็นอโหสิกรรม ไม่อาจให้โสดาคปัตติผลได้อีก เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมจำมาเช่นนี้เพราะคุ้นว่าในผลสมาบัติวิถี พระอริยเจ้าจะเข้าผลสมาบัติได้เฉพาะผลครั้งล่าสุดที่ตนเองได้ จะเข้าผลสมาบัติที่เคยผ่านมาก่อนหน้ามิได้

ในเรื่องกรรมที่ให้ผลชาตินี้ชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไป มีอธิบายพิสดารยิ่งในเรื่องวิถีจิตที่ทำกรรม (อย่าลืมว่ากรรมคือ เจตนา และเจตนาเป็นเจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตเพื่อปรุงแต่งจิต) ที่ว่าพิสดารยิ่งนั้น เพราะอภิธรรม เจาะจงชัดเจนว่าเจตนาในชวนะจิตดวงแรกให้ผลในชาตินี้ เจตนาในชวนะจิตดวงสุดท้ายให้ผลในชาติหน้า และเจตนาในชวนะจิตที่อยู่ระหว่างนั้นให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป เป็นอปราปริยเวทนียกรรม

ยังไม่ต้องกังวลกับคำศัพท์ 'ชวนะจิต' ครับ แค่พูดถึงให้เห็นความพิสดารในการอธิบายเท่านั้น ถ้าพูด concept ชวนะจิตคือจิตที่ทำชวนกิจ ซึ่งชวนกิจเป็นกิจอย่างหนึ่งใน 14 กิจของจิต จิตที่ทำชวนกิจคือจิตที่ทำหน้าที่เสพอารมณ์ โดยปกติในอารมณ์ธรรมดาจะมีชวนจิตเกิดได้ไม่เกิน 7 ดวงใน 1 วิถี เจตนาในชวนจิตดวงแรกให้ผลชาตินี้ (ถ้าไม่ถูกอุปฆาตเสียก่อน) เจตนาในชวนจิตดวงที่ 7 ให้ผลชาติหน้า (ถ้าชาติหน้าไม่ให้ผล ก็หมดโอกาสให้ผล ถือว่า expire กลายเป็นอโหสิกรรม) ส่วนชวนจิตดวงที่ 2-6 เป็น อปราปริยเวทนียกรรม ไม่มี expired date สบช่องเมื่อไร ให้ผลเมื่อนั้น

ตัวสุดท้ายในหมวดนี้คือ อโหสิกรรม หมายถึงกรรมที่ไม่ให้ผลแล้ว มี 3 สาเหตุดังนี้ (ตามคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค)

1. กรรมนั้นได้ให้ผลแล้ว มี 2 กรณีย่อยคือ รับผลไปแล้ว เช่น ทำกรรมใดให้ไปเกิดในนรก ไปเกิดในนรกแล้ว กรรมนั้นก็เป็นอโหสิกรรม และ ถูกผลที่หนักกว่าอุปฆาตไว้ เช่น ฌาน 2 อุปฆาต ฌาน 1 เป็นต้น

2. กรรมนั้นไม่ให้ผล ได้แก่กิริยาของพระอริยเจ้า พูดง่าย ๆ คือ เจตนาตัวเดียวกัน กระทำโดยพระอริยเจ้า และโลกิยบุคคลให้ผลต่างกัน กรณีของพระอริยเจ้าไม่ให้ผล (เรียกกรรมนั้นใหม่ว่า กิริยา) กรณีของโลกิยบุคคลยังให้ผล คือมีวิบาก

3. กรรมนั้นไม่มีผู้รับผล ได้แก่กรรมในอดีตชาติของพระอรหันต์ กรรมนั้นจัดเป็นอโหสิกรรม เพราะไม่มีผู้รับผลแล้ว

ทั้งหมด 3 หมวดรวมเป็น กรรม 12 นี้แสดงตามนัยแห่งพระสูตร พระอภิธรรมได้เพิ่มเข้าไปอีก 1 หมวด คือแสดงกรรมตามฐานที่ตั้งแห่งผลของกรรม แบ่งเป็น 4 ชนิดคือ

1. ที่ตั้งแห่งวิบากจิตอันเกิดจาก อกุศลกรรม
2. ที่ตั้งแห่งวิบากจิตอันเกิดจาก กามาวจรกุศลกรรม
3. ที่ตั้งแห่งวิบากจิตอันเกิดจาก รูปาวจรกุศลกรรม
4. ที่ตั้งแห่งวิบากจิตอันเกิดจาก อรูปาวจรกุศลกรรม

รายละเอียดหมวดนี้หยุมหยิมเกินไป และจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องจิตตสังคหวิภาค ผมขอนำมาพูดถึงอีกทีเมื่อมีโอกาสครั้งต่อไป และจากที่เล่ามา เชื่อว่าคงมองเห็นภาพความตาย และกลไกของกรรมมุมกว้างได้ระดับหนึ่ง สวัสดีครับ




 

Create Date : 12 มกราคม 2553    
Last Update : 12 มกราคม 2553 16:45:42 น.
Counter : 1073 Pageviews.  

ไตรภูมิ (ฉบับคนนอกวัด) ตอนที่ 2

เปตติวิสยภูมิ คือ โลกของเปรต เรื่องของเปรตมีกล่าวถึงในพระไตรปิฎกหลายที่หลายคราว ทั้งคราวที่พุทธองค์ทรงเจอเอง คราวที่เล่าเป็นนิทาน คราวที่พระโมคคัลนะเจอ ในหนังสือภูมิวิลาสินีของพระพรหมโมลีพรรณาความตอนเปรตนี้ไม่ได้จำแนกเจาะจงลงไปว่าเป็นกี่ประเภท เพราะเมื่อว่าโดยประเภทแล้วนับไม่ถ้วนสุดแท้แต่แรงกรรม โลกเปรตนี้เป็นโลกที่อยู่ห่างไกลจากความสุข แต่ไม่ว่าจะเป็นเปรตประเภทใด (เคยอ่านเจอว่าเปรตบางตัวมีวิมานสวยงาม) จะมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ เป็นผู้หิวอยู่เสมอ ไม่มีอะไรตกถึงท้อง เตโชธาตุในกายก็เผาผลาญให้ทรมานสาหัญ แรงกรรมยังบันดาลให้แว่วได้ยินเสียงเรียกไปกินอาหาร แต่ก็ไม่เคยมีอาหารให้กิน แรงจะพาตัวไปกินยิ่งไม่มี อายุขัยของเปรตส่วนใหญ่ก็ยืนยาว ความบางตอนในพระไตรปิฎก (ตอนที่กล่าวถึงเปรตญาติเพราะเจ้าพิมพิสาร) บอกว่าเปรตบางตัวมีอายุถึง 2-3 พุทธันดร (อันดร แปลว่า ระหว่าง พุทธันดรจึงหมายถึงระยะเวลาระหว่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 2-3 พระองค์)



หนังสือของพระพรหมโมลีได้ยกตัวอย่างประเภทของเปรตตามที่พระโมคคัลลานะหรือพระพุทธเจ้าได้พบเห็น เช่น

• เปรตชิ้นเนื้อ เปรตก้อนเนื้อ เป็นชิ้นเนื้อ ก้อนเนื้อ ลอยอยู่กลางอากาศมีนกกามาจิกกิน ร้องครวญคราง (ตอนเป็นมนุษย์เป็นคนฆ่าโค)

ข้อความในวงเล็บที่บอกว่าฆ่าโน่นฆ่านี่ ให้เข้าใจว่าเป็นตัวอย่างนะครับ และต้องไปใช้กรรมที่นิรยภูมิก่อน พ้นจากนิรยภูมิแล้ว เศษกรรมชักนำต่อมาให้เกิดเป็นเปรต

• เปรตไม่มีผิวหนัง (ตอนเป็นมนุษย์เป็นคนลอกหนังแกะขาย)

• เปรตมีขนเป็นดาบ ขนหลุดจากตัวแล้วกลับมาปักตัวเอง (ตอนเป็นมนุษย์ฆ่าหมู)

• เปรตมีขนเป็นหอก (ฆ่าเนื้อ), เปรตมีขนเป็นลูกธนู (มีอาชีพเป็นเพชรฆาตฆ่าคน), เปรตมีขนเป็นปฏัก (เคยเป็นคนฝึกม้า ชอบใช้ปฏักทิ่มม้า), เปรตมีขนเป็นเข็ม (ชอบพูดจาส่อเสียดผู้อื่น)

• เปรตอัณฑภารี อันนี้นึกวาดภาพตามแล้วสยอง คำว่า ภารี หรือ ภาระ หมายถึง ของหนักของใหญ่ อัณฑภารี จึงเป็นเปรตเพศผู้ที่มีอัณฑะใหญ่ ถูกแร้งการุมจิก (ตอนเป็นคนเป็นผู้พิพากษาที่ตัดสินลำเอียง)

• เปรตให้หลุมคูถ (คบชู้), เปรตกินคูถ (เยาะเย้ยภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล)

• เปรตหญิงไม่มีผิวหนัง (นอกใจสามี), เปรตมังคุฬิตถี อันนี้แปลไม่ออกครับ ใครรู้บอกผมด้วยก็ดี รู้แต่ มาสนธิกับ อิตถี เป็นเปรตตัวเมียแน่นอน เป็นเปรตกลิ่นเหม็นสาบ (มีอาชีพไม่บริสุทธิ์)

• เปรตมีน้ำเหลืองไหล (เกิดจากความหึงหวง), เปรตหัวด้วน (เป็นเพชรฆาตฆ่าโจร)

• เปรตบรรพชิต เป็นเปรตที่แต่งกายเหมือนพระ เณร นักบวช แต่มีไฟลุกให้เจ็บปวดตลอดเวลา (ตอนเป็นคนเป็นบรรพชิตที่ไม่ประพฤติพรหมจรรย์)

มีเปรตอยู่จำพวกหนึ่งเรียกว่า "ปรทัตตูปชีวี" เปรตพวกนี้สามารถรับส่วนบุญส่วนกุศลได้ทันที ผิดกับสัตว์นรกหรือเปรตพวกอื่น ๆ สัตว์นรกหรือเปรตพวกอื่นนั้นแม้เราจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ก็ไม่สามารถรับได้ทันที ต้องพ้นจากสภาพสัตว์นรกหรือเปรตเสียก่อนจึงรับได้ ส่วนปรทัตตูปวีชีเปรตนี้กำลังรอส่วนบุญส่วนกุศลที่มีคนทำไปให้ สัตว์กลุ่มนี้จะรอด้วยความหวังว่าคงมีใครทำบุญมาให้ฉันบ้างสักครั้งเพื่อดับความหิว ถ้าผมจำไม่ผิดจะเป็นเพียงเปรตกลุ่มเดียวที่สามารถรับส่วนบุญได้ทันที

มีเรื่องเล่าว่าสมัยสมเด็จพระมิ่งมงกุฎกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกในภัทรกัปนี้ (ภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้ารวม 5 องค์ ปัจจุบันเป็นองค์ที่ 4) ปรากฏว่ามีเปรตตัวหนึ่งไม่มีใครอุทิศส่วนบุญให้ ทำให้เขาไม่ได้ตายจากความเป็นเปรต ก็เข้าไปถามพระกกุสัทโธสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเมื่อไรตนจะตายสักที พระพุทธเจ้าก็ตอบว่าสมัยของพระองค์คงไม่พ้น ให้รอไปถามสมัยของพระโกนาคมน์ซึ่งจะเสด็จมาตรัสรู้เป็นองค์ต่อไป พอถึงสมัยพระโกนาคมน์ ก็เข้าไปถามอีก ได้ความแบบเดิมอีกคือ รอสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พอถึงสมัยพระกัสสปะ ก็เข้าไปถามอีก คราวนี้ได้ดีใจจนเนื้อเต้น คือ มีพุทธฎีกาตรัสว่าสมัยพระศรีศากยมุนี (เจ้าชายสิทธัตถะ) นั่นแหละจะมีคนอุทิศส่วนกุศลให้ เปรตตนนี้เป็นเปรตญาติเก่าแก่ของพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้าทรงแนะนำพระเจ้าพิมพิสารให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแล้วกรวดน้ำว่า

อิทัง โน ญาตีนัง โหตุ
ผลทานนี้จงสำเร็จแก่หมู่ญาติของข้าพเจ้า

สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอหมู่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

เปรตที่มีอายุยืน 3 พุทธันดรนี้จึงมีข้าวปลาอาหาร ตายแล้วจึงไปเกิดใหม่ ขอจบเรื่องเปรตเท่านี้ สำหรับใครไม่มั่นใจ จะกันเหนียวสั่งเสียลูกหลานเอาไว้ อย่าลืมกรวดน้ำให้ก็ไม่เสียที อบายภูมิต่อไปที่จะพูดถึง คงพูดถึงสั้น ๆ เพราะคล้ายกันกับเปรต คือ อสุรกาย หมายถึง ภูมิที่อยู่ของสัตว์ซึ่งปราศจากความร่าเริงสนุกสนาน ทำนองเดียวกับเปรต อสุรกาย ก็มีมากมายหลายจำพวกสุดแต่แรงกรรม ข้อร่วมกันของหมู่อสุรกายคือมีความกระหายตลอดเวลา ไม่มีน้ำให้ดื่มสักหยด อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) ทั้งหลายในตัวเหือดแห้ง เลือด อะไรก็ไม่มี จึงเป็นภูมิแห่งความกระหาย วันดีคืนดี เดิน ๆ ไปเจอบ่อน้ำ รีบกระโดดเข้าใส่ จากบ่อน้ำที่เห็นพลันกลับกลายเป็นบ่อเพลิงไปก็มี

อบายภูมิสุดท้าย คือ ติรัจฉานภูมิ จำคำว่า ติ ได้ แปลว่า 3 ในภาษามคธ (ผมเคยอ่านความเห็นของสมเด็จพระธีรญาณมุนีเกี่ยวกับคำว่า ตาย เกิดจากการแปลง อิ เป็น เอ แล้ว เอ เป็น อาย จาก ติ ในภาษามคธ จึงเป็น ตายในภาษาไทย เพราะความเป็นไปของสังขารมี 3 รายละเอียดมากกว่านี้ชักเลือน จำไม่ได้แล้วครับ) ติรัจฉานภูมิจึงเป็นภูมิที่สัตว์มีความยินดีใน 3 ประการ คือ กิน นอน และสืบพันธุ์ ที่คนเราไม่ได้ติรัจฉาน ก็เพราะ มีความยินดีมากกว่านั้น (ใช่มั้ยครับ) ภูมินี้เราเห็นกันทุกวัน คงไม่ต้องเอาอะไรมาเล่าให้มากความ จบอบายภูมิ 4 หรือ ทุคติกามาวจรภูมิ 4




 

Create Date : 21 กันยายน 2552    
Last Update : 21 กันยายน 2552 12:11:55 น.
Counter : 1027 Pageviews.  

ไตรภูมิ (ฉบับคนนอกวัด) ตอนที่ 1

ส่วนใหญ่เวลาเราพูดถึงไตรภูมิ จะมีปฏิกิริยาตอบสนองจากคนที่เราพูดด้วย 2 แบบ แบบแรก "นี่เธอยังเชื่อเรื่องนรกสวรรค์อยู่อีกเหรอ" แบบที่สอง "โอ้ย เรื่องนี้จิ๊บ ๆ ฉันรู้ดี" ผมเคยคุยกับเพื่อนหลายคน พอถามว่าไตรภูมิคืออะไร? มีอะไรบ้าง? คำตอบที่หลุดออกมาแทบจะทันทีคือ นรก สวรรค์ และ โลกมนุษย์ โอเค ศาสนาอื่น ๆ อาจจะเป็นแบบนี้รึเปล่าผมไม่รู้นะครับ แต่นี่ไม่ใช่แบบที่มีอยู่ในคัมภีร์พุทธของเราเป็นแน่ ทำให้ผมอยากเขียนถึงเรื่องนี้บ้าง เหตุที่ต้องวงเล็บบอกฉบับคนนอกวัดนั้นมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ 1. เพื่อบอกคุณที่บังเอิญเข้ามาอ่านว่าผมไม่ชอบไปวัด และ 2. ผมไม่ได้เขียนสิ่งที่ผมเชื่อ (หรือสิ่งที่ผมไม่เชื่อ) อยากให้คุณคิดเสียว่าผมแค่เพียงทำหน้าที่เป็นผู้เล่าสิ่งที่ผมเคยอ่านเจอมา (อย่างย่นย่อ) ก็เท่านั้นเอง

คำว่า ภูมิ แปลว่า ขั้นแห่งจิต ระดับจิตใจ หรือระดับชีวิต ถ้าพูดในแง่ของจิตใจ คัมภีร์โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ภูมิ ได้แก่ กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ และ โลกุตรภูมิ แต่ถ้าพูดในแง่ของโลก หมายถึงภูมิของสัตว์ที่จะไปเกิดนั้นมีเพียง 3 ภูมิแรก เพราะโลกุตรภูมิเป็นระดับจิตใจของพระอริยเจ้าซึ่งพ้นแล้วจากภูมิทั้ง 3 ไม่ได้เป็นภูมิ (โลก) ที่มีทำเลที่ตั้ง ซึ่งหากเป็นพระอริยเจ้าที่ยังต้องไปเกิดอีก พระอริยเจ้าสามารถไปเกิดได้ทั้ง 3 ภูมิ (โลก) คือ กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ และ อรูปาวจรภูมิ ตามความเหมาะสมของพระอริยเจ้าชั้นนั้น ๆ ฉะนั้นไตรภูมิ หรือ สามโลกที่จะกล่าวถึงนี้หมายถึงโลกอันเป็นทำเลที่ตั้งเพื่อให้สัตว์ไปเกิด ประกอบด้วย กามโลก (กามาวจรภูมิ), รูปโลก (รูปาวจรภูมิ) และ อรูปโลก (อรูปาวจรภูมิ)

1. กามาวจรภูมิ คือ ภูมิของสัตว์ที่ท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในกามคุณทั้ง 5 มี รูป รส กลิ่น เสียง และ สัมผัส สัตว์ในภพภูมินี้ยังติดใจในกามคุณ (ไม่ได้หมายถึง sex อย่างเดียวนะครับ การที่เราชอบดูหนัง ติดใจในรูป ชอบฟังเพลง ติดใจในเสียง ชอบกินอาหารอร่อย ติดใจในรส ชอบพรมลังโคม ติดใจในกลิ่น ชอบกอดเด็กน่ารัก ติดใจสัมผัส ล้วนเรียกว่าติดใจในกามคุณ)

2. รูปาวจรภูมิ คือ ภูมิของสัตว์ที่ติดใจในรูป หรือ พอใจในรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ ได้แก่ผู้ที่ได้รูปฌาน 1-4 (หรือ 1-5 ตามนัยแห่งพระอภิธรรม) สัตว์ที่ไปเกิดในภูมินี้เราเรียกว่า พรหม หรือ รูปพรหม

3. อรูปาวจรภูมิ คือ ภูมิของสัตว์ที่ติดใจในอรูป (อรูป = นาม) ได้แก่ผู้ที่ได้อรูปฌาน 1-4 (บางทีอรูปฌาน 1-4 ก็นับต่อเนื่องกับรูปฌาน เรียกว่าเป็น ฌานที่ 5-8 หรือ 6-9) เราเรียกสัตว์ที่ไปเกิดในภูมินี้ว่า อรูปพรหม ในโลกของอรูปพรหม จะไม่มีรูปธรรม เพราะท่านทั้งหลายไม่สนใจรูปธรรม ท่านติดใจแต่นามธรรม

ถ้าคุณมีเพื่อนที่เคยจำว่าไตรภูมิได้แก่ นรก สวรรค์ มนุษย์ ก็อย่าลืมแนะนำให้เพื่อนจำเสียใหม่ว่าได้แก่ กาม รูป และ อรูป นะครับ ทั้งนรก สวรรค์ และมนุษย์นั้นรวมกันอยู่ในกามาวจรภูมิ ส่วนรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิล้วนเป็นสวรรค์ กามาวจรภูมิหรือกามภูมิแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ อบายภูมิ 4 กับ กามสุคติภูมิ 7 ดังแผนภาพ



อบายภูมิ แปลว่า ภูมิที่ปราศจากความเจริญ แบ่งเป็น 4 ภูมิย่อย

1. นิรยะ หมายถึง นรก
2. ติรัจฉานโยนิ หมายถึง สัตว์เดรัจฉาน
3. ปิตติวิสัย หมายถึง ภูมิของเปรต
4. อสุรกาย หมายถึง ภูมิของพวกอสุรกาย

ขอเริ่มต้นด้วยภูมิที่น่าพิสมัยสำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ กันที่นรก คำว่า นิรยภูมิ หมายถึง โลกที่ไม่มีความสุขสบาย โลกนี้ก็ประกอบไปด้วยอาณาเขตมากมายมหาศาล ในหนังสือภูมิวิลาสินีของพระพรหมโมลี (วิลาศ) บอกว่าเรียกว่า 'ขุม' นิรยภูมินี้มีนรกขุมใหญ่อยู่ 8 ขุม เรียกว่า 'มหานรก' รอบ ๆ มหานรกแต่ละขุมจะมีเมืองนรกย่อยเป็นบริวารอีกขุมละ 16 ขุม เรียกว่า 'อุสสุทนรก' อุสสุทนรกแต่ละ 16 ขุมนี้ ล้อมมหานรก 4 ทิศ ๆ ละ 4 ขุม และที่รอบ ๆ มหานรกถัดไปจากอุสสุทนรกยังมีนรกย่อยอีกเรียกว่า 'ยมโลก' ประจำทั้ง 4 ทิศ ทิศละ 10 ขุม รวมเป็น 40 ขุม ต่อ 1 มหานรก เราลองมาสรุปจำนวนขุมนรกดูเล่น ๆ นะครับ มหานรก 8 ขุม แต่ละขุมมี อุสสุทนรกอีก 16 และยมโลกอีก 40 รวมแล้วมีนรกเท่ากับ 8 + 128 + 320 = 456 ขุม สบาย คงไม่ต้องกลัวเต็ม!

ยังมีอีกครับ จำนวน 456 ที่ว่ามานี้เป็นจำนวนนรกต่อ 1 จักรวาล ในศาสนาพุทธเราบอกว่ามีเป็นพันหมื่นจักรวาล ไม่เท่านั้น ยังมีนรกพิเศษที่อยู่นอกจักรวาล เรียกว่า 'โลกันตนรก' ซึ่งเป็นนรกขุมใหญ่และพิเศษที่สุด ที่ว่าอยู่นอกจักรวาลนั้น ตำราเขียนบอกว่าชายแดนระหว่าง 3 จักรวาลที่มาบรรจบกันจะมีโลกันตนรก 1 ขุม (ดูรูปจำลอง)



มหานรกทั้ง 8 ขุมประกอบด้วย

1. สัญชีวมหานรก ชื่อนี้แปลว่า นรกที่ไม่มีวันตาย สัตว์นรกขุมนี้เสวยทุกขเวทนาอย่างเดียว สาหัสจนตาย ตายแล้วกลับมีชีวิตใหม่เสวยทุกขเวทนาต่อจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม

2. กาฬสุตตมหานรก ชื่อนี้แปลว่า มหานรกที่ลงโทษตามเส้นด้ายดำ คือ ตีเส้นด้ายดำตามร่างกายของสัตว์นรกแล้วใช้ของมีคมเชือดเฉือนตามเส้นที่ตีนั้น

3. สังฆาฏมหานรก หมายถึง นรกที่บดขยี้ร่างกายของสัตว์ สัตว์นรกขุมนี้มีทุกขเวทนาจากกองไฟและภูเขาเหล็กที่บดขยี้ร่างกาย

4. โรรุวมหานรก คือ มหานรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องครวญคราง สัตว์นรกต้องเสวยทุกขเวทนาจนร้องครวญครางจากการนอนบนดอกบัวเหล็กและถูกไฟแผดเผาตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

5. มหาโรรุวมหานรก ดูจากชื่อก็เหมือนมหานรกขุมที่ 4 แต่เดิมคำว่า มหา นำหน้า ก็แปลได้ความว่า ร้องครวญครางมากมาย ก็มีเปลวไฟกับดอกบัวเหล็กเหมือนกัน ว่ากันว่าไฟจะลามเลียออกมาทางทวารทั้ง 9 บางทีก็เรียนนรกขุมนี้ว่า ชวาลโรรุวมหานรก ชวาล แปลว่า เปลวไฟ ชื่อนี้จึงหมายถึง มหานรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องครวญครางเพราะเปลวไฟ

6. ตาปมหานรก คือ มหานรกที่ทำให้สัตว์เร่าร้อน สัตว์นรกถูกเสียบอยู่บนหลาวเหล็กที่คุไปด้วยไฟ จากนั้นหมาจะกระชากลงมากิน วนเวียนอยู่เช่นนี้

7. มหาตาปนมหานรก เช่นเดียวกับ 6 แต่เร่าร้อนยิ่งกว่า สัตว์นรกถูกขับไล่ไปบนภูเขาเหล็กมีหนามแหลมและไฟ ซ้ำยังมีลมกรดพัดให้สัตว์นรกตกจากภูเขาถูกขวากหนามเสียบทะลุ จากนั้นก็ถูกไล่ให้กลับขึ้นไปบนภูเขาใหม่

8. อเวจีมหานรก มหานรกที่ปราศจากความบางเบาแห่งทุกข์ เป็นมหานรกที่ได้รับโทษทัณฑ์หนักสุด มีเปลวไฟร้อนที่สุดเผาไหม้อยู่เนื่องนิตย์

มหานรกแต่ละขุมนี้เรียกได้ว่าเป็นโลกแต่ละโลก ไม่อยู่บนพื้นผิวโลกเดียวกัน ล้อมรอบมหานรกแต่ละขุมเป็นอาณาบริเวณของ อุสสุทนรก และยมโลก (ตั้งอยู่บนพื้นผิวเดียวกับโลกหรือขุมมหานรก) หลุดพ้นจากมหานรกหากยังไม่หมดเวรหมดกรรม หลงเหลือเศษเล็กเศษน้อย ก็ต้องมาเก็บตกต่อที่อุสสุทนรก อุสสุทนรกมีรอบมหานรกประจำทั้ง 4 ทิศ ทิศละ 4 ขุม แต่ละทิศ จะมีชื่อเรียกของขุมนรกทั้ง 4 ขุมเช่นเดียวกัน รวมแล้วแต่ละขุมมหานรก จะมีอุสสุทนรกล้อมรอบ 16 ขุม ชื่อเรียกของอุสสุทนรกทั้ง 4 ขุม เป็นดังนี้

1. คูถนรก นรกที่มีหนอนปากแหลมคอยแทะกินสัตว์นรก
2. กุกกุฬนรก นรกที่มีเถ้ารึงร้อนแรงคอยเผาผลาญสัตว์นรกให้ย่อยยับ
3. อสิปัตตนรก นรกที่มีต้นมะม่วงเป็นใบหอกใบดาบร่วงหล่นใส่สัตว์นรก
4. เวตรณีนรก นรกที่มีน้ำเค็ม และหวายหนามกรีดสัตว์นรกให้แช่ในน้ำเค็มแสนแสบทรมานและถูกไฟเผา

นรกทั้ง 4 ขุมนี้มีการเรียงลำดับดังแผนภาพจำลอง



สัตว์นรกเมื่อหลุดพ้นจากมหานรกแต่ยังไม่หมดกรรม เหลือเศษอีกเล็กน้อยต้องใช้ต่อที่คูถ ถ้ายังไม่หมด ก็ต้องใช้ต่อที่กุกกุฬ ถ้ายังไม่หมด ก็ใช้ต่อในอันดับถัด ๆ ไป และถ้าพ้นจากเวตรณีนรกแล้วยังไม่หมดอีก ก็ต้องไปชดใช้กรรมที่ยมโลกนรกต่อ ยมโลกนรกเป็นบริวารมหานรกมีทั้งหมด 40 ขุม ประจำ 4 ทิศ ๆ ละ 10 ขุม แต่ละทิศจะมีชื่อเรียกอย่างเดียวกัน ดังนี้

1. โลหกุมภีนรก มีกระทะทองแดง (ฆ่าสัตว์)
2. สิมพลีนรก มีต้นงิ้วหนามเหล็กเป็นกรด (กาเมสุมิจฉาจาร)
3. อสินขนรก เล็บมือเท้ายาวน่ากลัว แทะกินตัวเอง (ลักขโมย)
4. ตามโพทกนรก เอาน้ำทองแดงกรอกปาก (ดื่มสุรา)
5. อโยคุฬนรก กินก้อนเหล็กแดงร้อนเป็นอาหาร (ฉ้อฉลทรัพย์คนอื่น)
6. ปิสสกปัพพตนรก มีภูเขา 4 ทิศกลิ้งบดทับ (กดเหงข่มขี่คนอื่น)
7. ธุสนรก สัตว์นรกขุมนี้กระหายน้ำเป็นนิจ พอดื่มน้ำ น้ำจะกลายเป็นแกลบ เถ้าไฟลุกเผาเครื่องในตนเอง (คดโกง)
8. สัตโลสิตนรก มีน้ำเย็นเยือกทรมานสัตว์นรก (เป็นคนจิตใจหยาบ ทรมานสัตว์)
9. สุนขนรก มีหมานรกไล่กัด (ด่าพ่อแม่)
10. ยันตปาสาณนรก หัวของสัตว์นรกถูกภูเขา 2 ลูกบี้จนเละ (ด่าคู่ครองของตนด้วยความโกรธ)

ส่วนโลกันตนรกที่อยู่นอกจักรวาล ซึ่งอยู่ระหว่างจุดบรรจบของ 3 จักรวาล เป็นนรกที่มืดมิด ไร้แสงสว่าง สัตว์นรกเหล่านี้จึงสำคัญผิดคิดว่าตนเองอยู่ตัวคนเดียว เมื่อเปะปะไปชนตัวอื่น ด้วยความหิวโหย จึงหาทางกินกันเอง สัตว์นรกพวกนี้ครั้งเป็นมนุษย์คิดประทุษร้ายพ่อแม่ ไม่กตัญญูรู้คุณ ไม่เชื่อบาปบุญคุณโทษ ประกอบกรรมชั่วช้าสาหัส

ขอปิดท้ายตอนนี้ด้วยคำถามสำคัญ หากอยากไปนรกต้องทำเช่นไร? ง่ายมากครับ ทำสิ่งที่เรียกว่า อกุศลกรรมบถ 10 จะทำครบทั้ง 10 หรือ เลือกทำ ทำถี่ก็ยิ่งมีโอกาสมาก ยิ่งได้อยู่นาน

1. ปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
2. อทินนาทาน ขโมยของคนอื่น
3. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม
4. มุสาวาท พูดโกหก
5. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด
6. ผรุสวาจา พูดคำหยาบคาย
7. สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ
8. อภิชฌา เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น
9. พยาบาท มุ่งร้ายคนอื่น
10. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดจากคลองธรรม

ข้อ 1-3 นั้นเป็นกายกรรม ข้อ 4-7 เป็นวจีกรรม และ 8-10 เป็นมโนกรรม




 

Create Date : 08 กันยายน 2552    
Last Update : 8 กันยายน 2552 15:24:47 น.
Counter : 3347 Pageviews.  

ปรมัตถธรรม 4

ปรมัตถธรรมหมายถึงธรรมที่มีเนื้อความไม่เปลี่ยนแปลง ไม่วิปริตผันแปร มี 4 กลุ่มคือ จิต, เจตสิก, รูป และนิพพาน ส่วนบัญญัติธรรมหมายถึงสิ่งที่บัญญัติขึ้น สมมติขึ้นเพื่อเรียกขาน ปรมัตถธรรมจึงมีทั้งสามัญลักษณะและวิเสสลักษณะ แต่บัญญัติธรรมนั้นไม่มีวิเสสลักษณะ

สามัญลักษณะคือลักษณะที่ธรรมทั้งหลายมีอยู่ร่วมกันเป็นสามัญ สำหรับสังขตธรรมนั้นสามัญลักษณะมี 3 ประการ จึงเรียกว่าไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจลักษณะ, ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ ลักษณะที่ไม่เป็นสามัญหรือลักษณะที่ทำให้ธรรมตัวหนึ่งแตกต่างจากธรรมตัวอื่น เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของปรมัตถธรรมเรียกว่าวิเสสลักษณะ วิเสสลักษณะมีลักษณะ 4 ประการที่ต้องพูดถึง ได้แก่ ลักษณะ (เครื่องแสดง), รสะ (หน้าที่), ปัจจุปัฏฐาน (อาการปรากฎ) และปทัฏฐาน (เหตุใกล้ให้เกิด)






 

Create Date : 08 กันยายน 2552    
Last Update : 8 กันยายน 2552 10:54:42 น.
Counter : 2263 Pageviews.  

นาม-รูป กับ นามธรรม-รูปธรรม

พอดีเปิดบล็อกไปอ่านเจอบทความของอาจารย์ท่านหนึ่ง (อ่านเจอจากไหนจำไม่ได้แล้วนะครับ) บอกว่า "วิญญาณไม่เป็นนามธรรม" เห็นชื่อหัวข้อทีแรกผมคัดค้านนะ แต่พออ่านรายละเอียดและการให้เหตุผลแล้วก็พอยอมรับตามเหตุผลนั้นได้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยทุกอย่าง เพราะประเด็นปัญหามันอยู่ที่ความหมายของคำที่เปลี่ยนไปเมื่อบริบทหรือโลกทัศน์มันเปลี่ยนไป

ใจความเป็นแบบนี้ครับ พอพูดว่าวิญญาณเป็นนามธรรมนี่นะ ผู้เขียนบทความดังกล่าวเชื่อว่าคนจะตีความคำว่านามธรรมว่าเหมือนถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ อันเป็นคำตรงกันข้ามกับคำว่ารูปธรรม เช่น ความรัก เป็นนามธรรม คนรัก เป็นรูปธรรม เป็นต้น ตรงนี้คือให้ความหมายของคำว่า "นามธรรม" กับ "รูปธรรม" แบบความหมายของภาษาไทย ผู้เขียนบทความนั้นกลัวว่าพอเข้าใจเช่นนี้ไปนาน ๆ คนจะพาลเข้าใจว่าวิญญาณหรือจิตไม่มีตัวตน ไม่มีจริง แสดงว่าการให้ความหมายของคำไม่เท่าเทียมกันแล้วล่ะ

แต่ผมก็ยังเชื่ออีกแบบ คนส่วนใหญ่แยกออกนะว่าเมื่อพูดถึงคำว่า "นามธรรม" ในบริบทของพุทธศาสนาหรือในโลกทัศน์แบบพุทธ เราจะให้ความหมายแบบพุทธ คือ นามธรรมได้แก่ธรรมที่เป็นนาม จริงอยู่ว่าในพระไตรปิฎกเราไม่พบคำนี้โดยตรง แต่เรามีคำว่า รูปิโน ธมฺมา ซึ่งแปลว่า ธรรมที่เป็นรูป หรือจะเรียกว่า รูปธรรมก็ได้ กับ อรูปิโน ธมฺมา แปลว่า ธรรมที่ไม่เป็นรูป หรือเป็นอรูป ซึ่งอรูปนี่ก็คือนาม ฉะนั้นผมก็เห็นว่าจะเรียก นามธรรมก็ไม่ผิดวิสัยตรงไหน (ทีสังขตธรรมกับอสังขตธรรมยังเรียกได้ การใช้คำรูปธรรม/นามธรรมก็มีอาการอย่างเดียวกัน) แต่สาระสำคัญที่ห้ามผิดเด็ดขาดคือความหมายของมัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำว่าอารมณ์ ผมว่าคำนี้ชัด อารมณ์ภาษาไทย กับอารมณ์พุทธศาสนาแตกต่างกัน ซึ่งคำที่มีความหมายจำเพาะในเรื่องหนึ่ง ๆ หรือขอบเขตวิชาหนึ่ง ๆ นี่ก็มีกันทุกแขนงอยู่แล้ว อย่างคำว่า entropy ในวิชา communication technology กับ thermodynamics ก็คนละเรื่องกัน (และยิ่งเป็นคนละเรื่องเมื่อมีหมอฟันบางคนจับมาโยงว่า entropy นั้นคือความเสื่อมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ) คำว่า relation ในคณิตศาสตร์กับจิตวิทยาก็คนละเรื่องกัน เป็นต้น

คราวนี้มีอีกประเด็นที่ผมอาจจะจับประเด็นมาผิดนะครับ คือคำพูดว่า นาม เป็น รูปที่ละเอียดประณีต ตรงนี้ผมว่าไม่ใช่ เพราะนิยามของนามนั้นชัดและน่ารักมาก นาม = อรูป อะไรที่ไม่ใช่รูปเป็นนามทั้งหมด (นิพพานก็เป็นนาม เพียงแต่นิพพานมิได้ตกอยู่ในสามัญลักษณะของสังขตธรรม เพราะมันมีลักษณะของอสังขตธรรม) คำว่า รูป นิยามของมันคือ ธรรมที่แตกสลายได้ด้วยปัจจัยที่เป็นข้าศึก แต่นามไม่ใช่ เพราะการเกิด-ดับของมันเป็นวิเสสลักษณะของมันอยู่แล้ว ส่วนรูปไม่ว่าจะหยาบ ละเอียด หรืออย่างไรก็เป็นรูปอยู่นั่นเอง

เสริมปิดท้ายเรื่องคำอีกสักนิด เพราะว่าแม้ในขอบเขตของพุทธศาสนาเอง คำ ๆ เดียวกันก็ไม่ได้แปลแล้วหมายถึงอย่างเดียวกัน อย่างเช่น คำว่าทุกข์ในอริยสัจกับทุกข์ในไตรลักษณ์ก็ไม่แปลเท่ากัน หรือแม้แต่ทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทก็ไม่เหมือนกับทุกข์สองตัวแรกทีเดียว หรือคำว่าสังขาร พอเป็นขันธ์มันเป็นแค่เจตสิก 50 ดวง พอพูดในแง่ของธรรม ธรรมที่เป็นสังขารนั้นได้แก่สังขตธรรม คือ ทุกสภาวะยกเว้นนิพพานและบัญญัติ ฉะนั้นในการศึกษาเรื่องอะไรก็ตาม ผมคิดว่าด่านแรกที่ต้องยึดและระลึกไว้ให้ดีคือคำ ๆ นั้นมีนิยามหรือความหมายแค่ไหนในโลกทัศน์สำหรับเรื่องนั้น ๆ




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2552 12:51:13 น.
Counter : 1072 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.