creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

วิจารณ์บทความภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ ของ ทันตแพทย์สม สุจีรา

บทความนี้อยู่ในหนังสือภายในกล่อง BBC The Life of Buddha บนหน้าปกเขียนว่า พุทธประวัติ โดย ว. วชิรเมธี พร้อมด้วยบทความจาก 19 นักเขียนกิตติมศักดิ์ ภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ

บทความภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ ของ ทันตแพทย์สม สุจีรา หัวข้อการตัดกรรม เขียนว่า

"อายตนะทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นด่านแรก ที่ทำให้เกิดผัสสะ การตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท สามารถทำได้ในขั้นตอนนี้ โดยเมื่อเกิดผัสสะ ใช้สติพิจารณาเพียงว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง อย่าให้ก่อเกิดเป็น เวทนา ความรู้สึก ตามมา"

ลองภูมิชาวพุทธ: คุณเห็นด้วยกับข้อความดังกล่าวหรือไม่? คุณสามารถตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทโดยใช้สติตัดไม่ให้ก่อเกิดเวทนาได้จริงหรือ? จิตที่ไม่มีเวทนามีหรือไม่? ถ้ามี มีในกรณีใด?



ในสายตาของชาวพุทธนอกวัดคนหนึ่ง: ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิดทางปริยัติ และเมื่อนำไปปฏิบัติก็ปฏิบัติจริงไม่ได้นะครับ คุณตัดเวทนาไม่ได้ ในปฏิจจสมุปบาท เราจะพบคำสอนแบบนี้ว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี คุณสมแกก็เริ่มเลย ด่านแรกอายตนะทำให้เกิดผัสสะ เราก็ต้องตัดวงจรมันตรงผัสสะนี่แหละ เพื่อไม่ให้เกิดเวทนา ผิดอย่างแรง

มีจุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง 2 เรื่อง

1. เรื่องแรกคือคำว่าเป็นปัจจัยไม่ได้แปลว่าทำให้เกิด ฉะนั้นข้อความในคัมภีร์ที่บอกว่า เพราะอายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี มีความหมายไม่ตรงกับ อายตนะทั้ง 6 ทำให้เกิดผัสสะ อายตนะไม่ได้ทำให้เกิดผัสสะ เพราะการมีอายตนะไม่ได้แปลว่าจะมีผัสสะ แต่ผัสสะจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีอายตนะ ในพระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม 2 ภาค 1 เหตุจตุกกะ "ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ เกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย เป็นไฉน?" ตอบว่า "การกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ความถูกต้องอันใด นี้เรียกว่า ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ เกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย" เห็นว่าอายตนะเป็นปัจจัยเพราะกิริยาที่กระทบ อะไรกระทบล่ะ? อายตนะภายนอกกระทบอายตนะภายใน และมีวิญญาณมารับอารมณ์ (อายตนะภายนอก) พอองค์ทั้ง 3 นี้ประชุมพร้อมกันก็เรียกว่าผัสสะ ตรงนี้จะเห็นว่าในปฏิจจสมุปบาทนั้น อายตนะกับผัสสะเกิดขึ้นพร้อมกัน

2. กระบวนการตรงผัสสะนี้วิญญาณรับอารมณ์แล้ว ก็จะมีการเสวยอารมณ์ หรือเสพรสของอารมณ์ทันที นั่นคือความรู้สึกต่อสิ่งที่ถูกรับรู้หรืออารมณ์จะเป็นแบบใดแบบหนึ่งใน 3 แบบนี้ สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ มันเกิดของมันเองครับ คุณไปห้ามให้มันไม่เกิดไม่ได้ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา (รวมถึงสัญญา) ท่านจึงจัดว่าเป็นสหชาตธรรม หมายถึง ธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกันหรือธรรมที่เกิดพร้อมกัน (ถ้าคุณเปิดตำราอภิธรรม เขาจะจัดเวทนาอยู่ในเจตสิกกลุ่มสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เป็นเจตสิกที่เกิดพร้อมจิตทุกดวง)

ขอสรุปง่าย ๆ ว่าตามคัมภีร์เถรวาทเรานั้น ตัดเวทนาไม่ได้ครับ เวทนามันเกิดขึ้นมาแน่นอนสำหรับกรณีทั่วไป (กรณีไม่ทั่วไปคือสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ซึ่งเป็นสมาบัติการดับสัญญาและเวทนา มีเพียงพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ที่ได้สมาบัติ 8 แล้วเท่านั้นที่ทำได้) ทีนี้เวทนาเป็นตัวสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะมันเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เราจึงมีวิธีฝึกสติ เวทนานุปัสสนา การตามดูรู้ทันเวทนาในสติปัฏฐาน 4 ไงครับ ทีนี้ถ้าเราว่าตามตำราของคุณสม ตัดเวทนาทิ้งเสียแล้ว ทางสายเอกของพระพุทธองค์คงใช้ฉบับย่อเพียงสติปัฏฐาน 3 กระมัง




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2554 23:59:30 น.
Counter : 819 Pageviews.  

ข้อสังเกตเรื่องขันธ์ ๕ คือชีวิตรวมทั้งสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ของ ว. วชิรเมธี

ในหนังสือเล่มหนึ่ง (เล่มที่ผมบอกว่าตกใจสุดขีดนั่นแหละครับ) ว. วชิรเมธี พระนักวิชาการ พระนักคิดนักเขียน และพระนักบรรยายธรรม (พระอะไรต่าง ๆ นานานั้นผมลอกมาจากข้อความแนะนำตัว) เขียนว่า "ไตรลักษณ์ (อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา) = แสดงให้เห็นความจริงของขันธ์ ๕ คือชีวิตรวมทั้งสรรพสิ่งว่าล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติที่มีอาการสามอย่าง คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และ ไม่มีตัวตน (อนัตตา) อย่างเสมอหน้ากัน และในเมื่อสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนั้น บุคคลจึงไม่ควรยึดติดถือมั่นด้วยประการทั้งปวง"

ลองภูมิชาวพุทธ: คุณคิดว่าข้อความดังกล่าวมีที่ผิดหรือไม่? ถ้ามี ตรงไหน?



ข้างบนนั้น ผมลองเอาไปโพสต์ลงเฟสบุ๊ค เท่าที่มีเพื่อน ๆ เข้ามาแสดงความเห็นคือ ไม่เห็นว่ามีอะไรผิดตรงไหน เพราะคำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่พบเห็นได้ทั่วไป พี่ Mn Ng ตั้งข้อสังเกตว่าเกี่ยวกับการใช้คำสามัญลักษณะไม่ถูกต้องหรือเปล่า ผมคิดว่าไม่นะครับ ถ้าจะเคร่งจริง ๆ ก็มีเล็กน้อยซึ่งไม่ควรถือเป็นข้อผิด นั่นคือ คำว่า 'ความไม่เที่ยง' เป็นคำนาม แต่ 'อนิจจัง' แปลว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่คำนาม แค่นั้น (เล็กน้อยมาก) ส่วนอนิจจตา ทุกขตา กับอนัตตตา เป็น 3 ข้อของไตรลักษณ์เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว แปลว่า ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา

สิ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตในข้อความนี้คือส่วนที่บอกว่า "ไตรลักษณ์ (อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา) = แสดงให้เห็นความจริงของขันธ์ ๕ คือชีวิตรวมทั้งสรรพสิ่งว่าล้วนตกอยู่ภายใต้..." สนใจคำว่า สรรพสิ่ง เป็นพิเศษ รูปประโยคนี้สามารถตีความได้ 2 แบบ แบบแรกคือ ขันธ์ 5 คือชีวิตรวมทั้งสรรพสิ่ง หมายความว่า สรรพสิ่งเป็นขันธ์ 5 แบบที่สองคือ เป็นการแสดงความจริงของขันธ์ 5 (ซึ่งขันธ์ 5 คือ ชีวิต) และเป็นการแสดงความจริงของสรรพสิ่ง หมายความว่า สรรพสิ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งที่นอกเหนือไปจากขันธ์ 5 แต่ไม่ว่าจะตีความแบบไหน ต่างก็มีจุดที่ผมคิดว่าผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์เมื่อมองด้วยสายตาของความเป็นวิชาการที่นักวิชาการไม่ควรจะผิดพลาดอยู่ดี

แบบแรก สรรพสิ่งก็คือขันธ์ 5 ซึ่งสรรพสิ่งในความหมายของขันธ์ 5 นี้ในพระสูตรก็มีครับ และไม่แปลกอะไร เช่น เท่าที่ผมจำได้ (เนื่องด้วยไม่มีตำราอยู่ใกล้มือ ฉะนั้นท่านที่สงสัยและตรวจสอบแล้วจะยืนยันหรือหักล้างกับผมก็ยินดี) มีสูตรหนึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่า สรรพสิ่งคือตากับรูป จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับสัมผัสทางกาย และใจกับความนึกคิดทางใจ นั่นคือสรรพสิ่งคืออายตนะ 12 และอายตนะ 12 โดยปรมัตถ์แล้วก็เป็นอย่างเดียวกับขันธ์ 5 ฉะนั้นในความหมายนี้ พระ ว. บอกว่า ไตรลักษณ์แสดงให้เห็นความจริงของสรรพสิ่ง (ซึ่งมีความหมายไม่มากไปกว่าขันธ์ 5) ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา อันนี้ถูกครับ แต่ไม่สมบูรณ์ เพราะกฎไตรลักษณ์นั้นได้พูดไว้มากกว่าลักษณะของสรรพสิ่งในความหมายนี้ กฎไตรลักษณ์พูดถึงลักษณะของปรมัตถธรรมอย่างอื่นที่นอกเหนือจากขันธ์ 5 ด้วย ลองตรวจสอบกับพระสูตรที่พระพุทธเจ้าบอกว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุนั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามว่า แล้วก็แถลงกฎไตรลักษณ์ออกมา ฉะนั้นแบบนี้ ผมคิดว่าไม่ผิด แต่ไม่สมบูรณ์ครับ

แบบที่สอง แบบที่บอกว่ากฎไตรลักษณ์แสดงให้เห็นความจริงของขันธ์ 5 กับสรรพสิ่ง (สรรพสิ่งซึ่งนอกจากขันธ์ 5 แล้วยังมีสิ่งอื่นอีก) ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แบบนี้คือพูดถึงกฎครบ คือพูดถึงลักษณะของขันธ์ 5 และสิ่งที่ไม่ใช่ขันธ์ 5 แต่ปัญหาคือ ถ้าพูดแบบข้อความดังกล่าวมันจะเป็นการพูดผิดครับ เพราะปรมัตถธรรมที่ไม่ใช่ขันธ์ 5 มีอยู่อย่างเดียวคือนิพพาน และนิพพานไม่ได้มีลักษณะไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ แต่นิพพานมีลักษณะเป็นอนัตตา

โดยทั่วไป ไตรลักษณ์ที่เป็นธรรมนิยามในพุทธพจน์ (สำหรับนักวิชาการที่ต้องการทั้งความครบถ้วนและถูกต้อง) พูดว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา หรือจะพูดด้วยภาษาชาวบ้านว่า สภาวะที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งไม่เที่ยง สภาวะสิ่งที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งเป็นทุกข์ สภาวะทั้งปวงเป็นอนัตตา




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2554 11:27:20 น.
Counter : 1223 Pageviews.  

วิจารณ์บทความภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ ของ ดร.วนิษา เรซ

บทความนี้อยู่ในหนังสือภายในกล่อง BBC The Life of Buddha บนหน้าปกเขียนว่า พุทธประวัติ โดย ว. วชิรเมธี พร้อมด้วยบทความจาก 19 นักเขียนกิตติมศักดิ์ ภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ เมื่อคืน ผมเขียนข้อความลงสถานะใน facebook ว่า

"ตกใจสุดขีด เห็นกล่อง BBC The Life of Buddha วางอยู่ในบ้าน ข้างในมีหนังสือเล่มนึง เขียนบนปกว่า พุทธประวัติโดย ว. วชิรเมธี พร้อมด้วยบทความจาก 19 นักเขียนกิตติมศักดิ์ ภายใต้หัวข้อ วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ แค่ชื่อหัวข้อก็ตกใจแล้ว ชื่อมันอหังการมาก (ใช้ในความหมายอวดดีนะจ๊ะ) เพราะเธอเล่น "วิชชา" กันเลยทีเดียว คำว่าวิชชากับวิชาความหมายต่างกันครับ (ไม่เชื่อลองเปิดพจนานุกรมดู) คำว่าวิชชาหมายถึงความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ในพุทธศาสนาที่ใช้มีวิชชา 3 กับวิชชา 8 ตอนนี้ยังไม่ได้อ่านละเอียด เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยชำระเกรียน อยากดูว่ามีใครเขียนถึงวิชชา 3 หรือวิชชา 8 ที่ประทับในหัวใจบ้าง

ส่วน 19 นักเขียนกิตติมศักดิ์นั้น พลิก ๆ เห็นชื่อ ว วุฒิชัยเอย เสรีเอย สมเอย วนิษาเอย ฯลฯ #$%$# เห็นนามแล้ววิชชา 3 วิชชา 8 กันทั้งนั้น

ลองจิ้มขึ้นมาหนึ่งชื่อ ดร.วนิษา เรซ ... จะเป็นลม เธอเขียนถึงคำว่าเมตตาแต่ดูเหมือนเธอไม่เคยเปิดพจนานุกรมพุทธศาสน์ดูความหมายของคำว่าเมตตา เธอเล่าว่าเธอมีอาจารย์ทางธรรมหลายท่าน แม้สอนต่างกัน แต่เนื้อหาหลักนั้นไม่ต่างกัน ทั้งเถรวาท เซน เต๋า อยากหยุดไว้อาลัยให้การศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาในไทยที่ผลิตอัจฉริยะซึ่งแยกความแตกต่างของเนื้อหาหลักของทั้ง 3 อย่างนี่ไม่ออก ยิ่งเต๋านี่ไม่ใช่นิกายหนึ่งของพุทธด้วยซ้ำ"

ผมอยากชี้แจงก่อนเริ่มวิจารณ์ 4 ประเด็น 1. ถ้าคุณรับไม่ได้ที่อาจจะมีพระสงฆ์บางรูปหรือนักเขียน best seller คนดังบางคนถูกโต้แย้ง อาจจะด้วยความเชื่อว่าถ้าเป็นพระแล้วต้องรู้จักพุทธศาสนาดี หรือถ้าเป็นนักเขียนเรื่องอะไรก็ต้องรู้กระจ่างในเรื่องนั้น อย่าอ่านต่อครับ 2. การที่ผมไปโต้แย้ง ผมใช้มาตรฐานบางอย่างเข้าไปเทียบเคียง เพื่อบอกว่าสิ่งที่ผมกำลังโต้แย้งนั้น ผิดไปจากมาตรฐานที่ใช้เป็นตัวเทียบเคียงตรงไหน บางครั้งมาตรฐานดังกล่าวคือ พุทธศาสนานิกายเถรวาท วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ พจนานุกรม หรือตัวเอง ซึ่งถ้าคุณไม่เห็นด้วยว่าข้อความที่ผมโต้แย้งผิดไปจากมาตรฐานที่ผมใช้ กรุณาหักล้างว่าภายใต้มาตรฐานนั้นผมผิดจุดไหน ไม่ใช่หักล้างว่าไม่ควรใช้มาตรฐานนั้นมาเป็นเครื่องมือวัด เช่น ผมบอกว่าสิ่งที่นาย ก พูดผิดจากคัมภีร์ธัมมสังคณี ถ้าคุณจะแย้ง คุณต้องแย้งว่าสิ่งที่นาย ก พูดนั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้ผิดจากคัมภีร์ธัมมสังคณี แต่เป็นเพราะผมเข้าใจคัมภีร์ธัมมสังคณีหรือเข้าใจสิ่งที่นาย ก พูดผิดไปเอง คุณไม่ควรแย้งว่าไม่ควรเอาคัมภีร์ธัมมสังคณีไปตัดสินคำพูดของนาย ก เพราะในการตัดสินอะไรก็ตาม ผลลัพธ์จากการตัดสินมันขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่เราใช้ การวัดเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ มันจึงขึ้นอยู่กับเปรียบเทียบกับอะไร ผมไม่แคร์ว่าสิ่งที่นาย ก พูดจะเป็นจริงในมาตรฐานอื่น สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญคือเครื่องมือที่เราใช้วัดนั้นเหมาะสมที่สุดหรือไม่ และตรงไหนที่ผมใช้ตัวเองเป็นมาตรฐาน คุณจะเห็นได้เองครับ และคุณก็สามารถโต้แย้งได้เต็มปากว่านั่นเป็นมาตรฐานถูกผิดของผม ซึ่งอาจจะไม่ใช่ของคุณหรือคนอื่น ข้อโต้แย้งของคุณอันนี้ เป็นจริงครับ 3. ลำดับการเลือกมาวิจารณ์ เกิดจากการเปิดสุ่มหน้าหนังสือ ถ้าอ่านแล้วไม่มีอะไร ส่วนไหน ให้น่าวิจารณ์ ก็จะข้ามคนนั้นไป 4. ผมไม่ใช่คนธัมมะธัมโม และไม่ถือศีลกินเจ



โดยภาพรวมของชื่อหัวข้อ มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ คือคำว่า วิชชา ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (พระพรหมคุณาภรณ์) ให้ความหมาย วิชชา ว่า ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (online) ให้นิยาม ความรู้แจ้ง เช่น วิชชา ๓ วิชชา ๘ ในพระพุทธศาสนา ส่วนคำว่า วิชา ให้นิยามว่า ความรู้, ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน เช่น วิชาภาษาไทย วิชาช่าง วิชาการฝีมือ (คำว่า วิชา ไม่พบในพจนานุกรมพุทธศาสน์ แต่คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าวิชาที่เป็นศัพท์พุทธศาสนาคือคำว่า ศิลปะ, ศิลปวิทยา) ถึงแม้คำว่าวิชาในภาษาไทยจะมีรากศัพท์มาจาก วิชฺชา หรือ วิทฺยา ในภาษาบาลี สันสกฤตเช่นเดียวกับคำว่าวิชชา แต่การเก็บแยกความหมายไว้เช่นนี้ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าทั้ง 2 คำในภาษาไทยเราใช้ต่างกัน คำว่าวิชชาในภาษาไทยและมีใช้ในพุทธศาสนาจึงเป็นคำที่จำเพาะกับความรู้ที่แตกต่างจากความรู้ทั่วไป นั่นคือ ความรู้แจ้ง หรือ ความรู้วิเศษ เช่น วิชชา 3 ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ สามอย่างนี้เป็นโพธิญาณหรือความรู้แจ้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ควงมหาโพธิ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ยามต่าง ๆ ตามที่เราเคยเรียนสมัยประถม มัธยมนั่นแหละครับ, วิชชา 8 ได้แก่ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธิ ทิพโสต เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพจักขุ และอาสวักขยญาณ เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่านักเขียนกิตติมศักดิ์จะยกวิชชาที่ประทับในหัวใจข้อไหนมาพูดถึงบ้าง

     1. บทความของคุณวนิษาไม่พูดถึงวิชชาเลย แต่ใช้คำว่าวิชชาในความหมายเดียวกับวิชา รวมถึงเขียนทั้ง 2 คำนี้แบบแทนที่กันได้ ซึ่งผิดจากความหมายตามพจนานุกรมฯและผิดจากความหมายที่ใช้ในทางพุทธศาสนา ตรงนี้มีบทเรียนที่น่าสนใจจากหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเพิ่งอ่านจบไปไม่กี่วันก่อน The Invisible Gorilla (เขียนโดยโปรเฟสเซอร์จิตวิทยา 2 คน Christopher Chabris กับ Daniel Simons) นั่นคือ illusion of knowledge แนวโน้มคิดเองเออเองว่าเรามีความรู้ดีในเรื่องหนึ่ง ๆ ทั้งที่เรารู้แค่เพียงผิวเผิน กับ illusion of confidence แนวโน้มที่คนเรามีความมั่นใจในความสามารถของเรามากกว่าความสามารถจริง อันหลังมันจะทำให้เราไม่พัฒนาความสามารถที่แท้จริงครับ พอเรามีความรู้ว่าวิชชามันก็คือวิชานั่นแหละ สมมติรู้ถึงขั้นว่ามันมีรากศัพท์เดียวกันนี่ ด้วยความที่เรามั่นใจในความรู้นั้น ทำให้ไม่ยอมเสียเวลาเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความหมายที่ถูกต้อง คุณผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพต้องระวัง illusion สองตัวนี้ด้วยนะครับ

     2. ประโยคแรกเธอเขียน "สำหรับตัวหนูดี ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นวิชชาเกี่ยวกับการดูแลจิตใจตัวเอง" อันนี้เป็นแค่ rhetoric ครับ เขียนขึ้นมาจากความไม่เข้าใจว่า ศาสนาคืออะไร? illusion สองตัวเดิมที่ทำงาน และขัดขวางไม่ให้เธอพยายามไปเปิดพจนานุกรมหรือเปิดตำราเรียนสังคมศึกษาเพื่อหาความรู้ว่าศาสนาคืออะไร และจะได้นำความรู้นั้นมาพิจารณาว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาหรือไม่? นอกจากนี้ประโยคดังกล่าวยังเป็นลอจิกที่พิลึกกึกกือมาก เหมือนพูดว่า "สำหรับฉัน แมวสีสวาดไม่ใช่แมว แต่เป็นเพื่อนเล่นตัวน้อยที่น่ารัก" การเป็นเพื่อนเล่นตัวน้อยที่น่ารัก ไม่ได้แปลว่ามันไม่ใช่แมว (ถึงแม้ว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นแมว หากมันเป็นเพื่อนเล่นตัวน้อยที่น่ารัก) เช่นเดียวกัน การเป็น'วิชชา'เกี่ยวกับการดูแลจิตใจตัวเอง ไม่ได้แปลว่ามันไม่ใช่ศาสนา พูดไปพูดมา การเปิดประโยคแบบนี้อาจเป็นสำนวนโวหารแบบพิสดารสไตล์ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพก็ได้ครับ

     3. ในย่อหน้าที่ 2-4 เธอเล่าว่าเธอหาเวลาไปปฏิบัติธรรมเรื่อย ๆ มีอาจารย์ทางธรรมหลายท่าน "และแต่ละท่านก็สอนเราในรูปแบบต่าง ๆ กัน แต่เนื้อหาหลักนั้นก็ไม่ต่าง ก็คือ คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง อาจารย์นั้น มีทั้งพุทธเถรวาท พุทธสายเซน รวมถึงอาจารย์ที่สอนด้วยแนวเต๋าอีกด้วย" จุดแรก เต๋า คงไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้ามั้งครับ แน่นอนว่าเต๋ากับพุทธมีส่วนผสมกัน ส่งอิทธิพลถึงกัน (เซนก่อนเดินทางไปถึงญี่ปุ่น ก่อนที่จะมีชื่อว่าเซน ก็ได้รับอทธิพลจากเต๋ากับขงจื๊อของจีน) เหมือนพุทธกับพราหมณ์ในอินเดีย พุทธกับผีในไทย ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่แนวคิดจะมีการผสมผสานกัน แต่ถ้าหากเป็นเต๋า เนื้อหาหลักของเต๋า ก็แตกต่างจากเนื้อหาหลักของพุทธอยู่ดี ไม่ว่ามันจะมีส่วนผสมของพุทธไปแล้วกี่มากน้อยก็ตาม ในสามย่อหน้าผมอ่านแล้วผมสงสัยว่าทำไมเธอถึงต้องไปปฏิบัติหลายสำนัก มีความหลากหลายมากถึงขั้นข้ามนิกาย ข้ามลัทธิกันทีเดียว ผมสงสัยว่าการปฏิบัติแบบรวมมิตรนี่มันดีเหรอ หรืออัจฉริยะเขาทำกัน แถมยังบอกว่าทั้งหมดมีเนื้อหาหลักไม่ต่างกัน คือคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ยักบอกว่าคำสอนไหน เล่นเหวี่ยงแหแบบนี้ ผมก็ไปต่อไม่ถูก เพราะไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไร

     4. เธอบอกว่าเธอปฏิบัติธรรมเพื่อ "ให้ "รู้ทัน" ใจตัวเองนี่เองค่ะ ซึ่งมันก็ไม่ง่าย เพราะว่าบางครั้งเรา "รู้ทัน" ก็จริง แต่ก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้ เช่น ความโกรธ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ทรงพลังมากสำหรับมนุษย์ทุก ๆ คน" งงลอจิกอีกแล้วแฮะ รู้ทันแต่ห้ามไม่ได้ แบบนี้เรียกว่ารู้ทันแล้วเหรอครับ ผมอยากจะเรียกว่ารู้ไม่ทัน แต่มาระลึกได้เอาทีหลังมากกว่า ไม่เป็นเป็นไร สมมติเราลองยึดถือแบบเธอ คือ มันเป็น process ที่มี 2 ขั้นตอน (หรืออย่างน้อยมี 2 ขั้นตอน เพราะเธอพูดว่ารู้ทันก็จริงแต่ห้ามใจไม่ได้) เริ่มจากรู้ทันเป็นขั้นแรก หลังจากนั้นก็ห้ามมัน ทีนี้ย้อนกลับไปดูประโยคของเธอสิครับ เธอปฏิบัติธรรมเพื่อให้รู้ทัน ทำไมปฏิบัติทั้งทีถึงมักน้อยเอาแค่เพื่อให้รู้ทันล่ะคุณหนูดี! เพราะถ้ามักแค่นี้ การรู้ทันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คำว่า "รู้ทัน" ที่เป็น cliche ในแวดวงพุทธศาสนาบ้านเรา ไม่ได้หมายถึงแค่รู้ทันเวลา ทำนองว่ากิเลสเกิดตอนนี้ ก็รู้ว่าเกิดตอนนี้ (ขั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยภาวนา) แต่ยังหมายถึงรู้เท่าทัน (คำว่า เท่าทัน เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า เทียมถึง, เข้าใจถึง) เมื่อเรารู้ทันในความหมายนี้ กระบวนการของกิเลสที่จะเกิดสืบเนื่องมันก็ไม่เกิด เพราะมันเกิดไม่ได้แล้วครับ การรู้ทันนี่แหละเป็นเครื่องมือที่ใช้ตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท

     5. เธอเขียนว่า "ดังนั้น วิชานี้ จึงเป็นเหมือนกับคู่มือที่สอนให้หนูดีรู้จักการมีเมตตากับใจตัวเอง รู้จักการปลอบตัวเอง รู้จักการให้กำลังใจตัวเอง และที่สำคัญวิชานี้ทำให้ไม่เหงา" เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้คำว่า เมตตา ซึ่งตัวอย่างนี้มีสองมิติครับ มิติแรกคำว่าเมตตาในความหมายทั่วไปของภาษาไทยคือความรักและเอ็นดู ถ้าเธอใช้ในความหมายนี้ เธอกำลังบอกว่าเธอไม่รักไม่เอ็นดูใจตัวเอง จนกระทั่งเธอได้เรียนวิชานี้ วิชานี้สอนให้เธอรักและเอ็นดูกับใจตัวเอง อันนี้ไม่มีอะไรผิดปกติหรือแปลกนะครับ แต่ผมสงสัย (สิ่งที่ผมสงสัยคงดูไร้สาระ แต่ผมก็สงสัยจริง ๆ) สมมติว่ามีนักเรียนแคลคูลัสคนหนึ่งเขียนบทความ มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า "ดังนั้น วิชานี้ (หมายถึงวิชาแคลคูลัส) จึงเป็นเหมือนกับคู่มือที่สอนให้ข้าพเจ้ารู้จักการบวกและลบด้วยหนึ่ง" ผมอยากรู้ว่าคุณอ่านแล้วจะรู้สึกว่ามีอะไรสะดุดใจมั้ยครับ แน่นอนว่าประโยคนี้ไม่ผิด แต่มันกระตุ้นให้เกิดข้อสงสัย สงสัยว่าจะเขียนถึงสิ่งที่ประทับใจในแคลคูลัสทั้งที ประทับใจแค่บวกลบเลขเองเหรอ เมื่อเทียบกับอัจริยภาพของนักเรียนผู้เขียนบทความ มิติที่สองคือความหมายของคำว่าเมตตาในทางพุทธศาสนา เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ซึ่งเมตตาในความหมายนี้จะลงรับกับประโยคดังกล่าวไม่ได้ (ลองดูลักษณะของเมตตาในพรหมวิหารนิเทส คัมภีร์วิสุทธิมรรค หรือลักษณะของเมตตาในคัมภีร์อัฏสาลินี คัมภีร์นี้ยังบอกว่าถ้าเมตตาไม่มีลักษณะของไมตรี เอ็นดู เกื้อกูล หรือสงสาร มันอาจเป็นอกุศลจิตก็ได้)

     6. คำว่าการ "นั่งสมาธิ" ที่เธอนำเสนอว่าเป็นการฝึกตามแนวพุทธของเธอนั้นคือ "การเป็นเพื่อนกับใจของตัวเอง" เธอบอกว่า "เราถูกสอนให้ "มองใจตัวเอง" หรือการถอยตัวเองออกมาจากอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกทั้งหมด แล้วมองย้อนกลับไป เหมือนกับเราเป็น "คนดู" ..." คำถามแรกที่ผุดในหัวของผมคือ คนดู ดูอะไร? เธอตอบว่าดูเราอีกคนหนึ่งที่เป็นคนแสดง คำถามต่อมา แล้วอีกคนแสดงอะไร? นี่ดูเหมือนเธอใช้จินตนาการกับสมาธิของพุทธศาสนามากไป จริงอยู่ว่ามีคำสอนบางสำนักที่สอนให้ตามดูใจตัวเอง แต่นี่เป็นลักษณะของภาวนา หรือวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ใช่ลักษณะของสมาธิ และก็ไม่ได้หมายความว่าให้แยกร่างแบบคนเป็นโรคจิตเภท ตำราอภิธรรมทางเถรวาทเราบอกว่า ขณะหนึ่ง ๆ จิตมันมีอยู่ดวงเดียว รับอารมณ์เดียว (คำว่าอารมณ์ในความหมายทางพุทธศาสนาคืออายตนะภายนอก 6 ประการ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และความนึกคิด) ถ้าจิตพิจารณาจิต จิตที่ถูกพิจารณาหมายถึงจิตที่เป็นอดีต เป็นจิตที่ดับไปแล้ว ไม่ใช่จิตปัจจุบัน (จิตที่เป็นอดีตเป็นอารมณ์ได้ คือ ธรรมารมณ์) สิ่งที่ทำให้จิตรู้เท่าทันปัจจุบันเป็นอำนาจของเจตสิกตัวหนึ่งคือสติ ตรงนี้เป็นความเข้าใจสับสนของผู้เขียนระหว่างสมาธิกับวิปัสสนา หรือแม้แต่ในมุมมองของวิปัสสนา ก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเพื่อนกับใจของตัวเอง แต่เพื่อให้เห็นลักษณะของธรรมชาติที่เรียกว่าไตรลักษณ์จนเกิดปัญญาในระดับภาวนามยปัญญา ฉะนั้นในย่อหน้าที่บรรยายถึงการนั่งสมาธิของคุณหนูดีนั้น เมื่อเทียบกับลักษณะของสมาธิหรือวิปัสสนาแบบเถรวาทแล้ว ของเธอจะแตกต่างออกไป และค่อนไปในทางแนวจินตนาการ ค่อนข้างพ้องกับคำที่อาจารย์หลายท่านเรียกว่าวิปัสสนึก คือนึกเอง เออเอง ขาดอุคคหะ ปริปุจฉา ธาตา เป็นตัวตั้งต้นเสียแล้ว ก็ไม่ผิดกับโมฆบุรุษครับ

ในมุมมองของผม บทความนี้ของคุณหนูดีจึงไม่ตอบโจทย์หรือไม่ได้อยู่ภายใต้หัวข้อที่หนังสือกำหนด วิชชาจากพระพุทธเจ้าที่ประทับในหัวใจ ดูเหมือนเธอจะประทับใจติช นัท ฮันห์เสียมากกว่า และพุทธแนวหนูดี มีส่วนแตกต่างจากพุทธเถรวาทหลายจุด อีกทั้งสไตล์การเขียน การให้เหตุผลที่เน้นโวหารมากกว่าตรรกะ และขาดการค้นคว้าหาข้อมูลที่ดี ผมไม่ประทับใจจากการอ่านบทความนี้เลย




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2554 15:03:13 น.
Counter : 913 Pageviews.  

ความสุขที่ทำให้ความสามารถในการมีความสุขลดลง

รู้สึกมั้ยครับ พอเราโตขึ้น ดูเหมือนความสามารถในการมีความสุขของเราจะลดลง ภูมิคุ้มกันความทุกข์ลดลง (ขโมยสำนวนท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) มาใช้) ทุกข์ง่าย แต่สุขยาก ความสุขมีได้ 2 ทาง สุขทางกาย (กายิกสุข) กับสุขทางใจ (เจตสิกสุข) ขณะเดียวกันก็มีได้ 2 แบบ แบบที่ต้องอิงอามิส (สิ่งของวัตถุเครื่องล่อ) หรือสามิสสุข กับแบบที่ไม่ต้องอิงอามิส หรือนิรามิสสุข อามิสที่ต้องอาศัยให้เกิดความสุขแบบแรกนั้นมันหนีไม่พ้นกามคุณครับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเย้ายวน กามคุณทำให้เกิดสุขได้ด้วยเหตุที่มันตอบสนองความต้องการ (ตัณหา) พอตัณหาเกิด มีกามคุณมาสนอง มันก็มีความสุข ไม่มีกามคุณมาสนอง มันก็เกิดความทุกข์ (อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข) แล้วทีนี้ตัณหา (ความอยาก) เป็นยังไง? พระพุทธเจ้าสอนว่า นนฺทิราคสหคตา ตัณหานั้นสหรคตด้วยความกำหนัด ทำให้เพลิดเพลิน โสตลกฺขณา ยังไหลเรื่อยไปตามกระแสกิเลส มนาปสฺสวนา ไหลไปในอารมณ์ที่ทำให้ใจชุ่มชื้น เอิบอาบด้วยสุขสันต์ หฤหรรษ์ ขณะเดียวกันนั้นหากไม่ได้สนองตัณหาท่านว่า ผุสลกฺขณา เผ็ดร้อน ชักเอาโทสะมาร่วมขบวนการ เหนืออื่นใด ความต้องการที่เป็นตัณหานั้นเติมไม่มีวันเต็ม ทำให้เราอยากมากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ นี่กระมังสามิสสุข ความสุขที่ทำให้ความสามารถในการมีความสุขลดลง เมื่อก่อนแค่นี้ก็สุข เดี๋ยวนี้แค่นั้นมันไม่สุข




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 15:53:01 น.
Counter : 625 Pageviews.  

ไตรภูมิ (ฉบับคนนอกวัด) ตอนที่ 3

วันนี้คงได้คุยถึงกามาวจรภูมิที่เหลือ ซึ่งเป็น กามาวจรสุคติภูมิ 7 เมื่อรวมกับ อบายภูมิ 4 ซึ่งเป็น กามาวจรทุคติภูมิ ก็จะจบ 1 โลกใน 3 โลกของไตรภูมิ คือ กามาวจรภูมิทั้ง 11

มนุสสภูมิ หรือ โลกมนุษย์ ก็เป็นภูมิที่ผมที่คุณอยู่นี่แหละครับ ศัพท์ มนุสสภูมิ แยกได้เป็น 'มนะ แปลว่า ใจ' + 'อุสสะ แปลว่า สูง' + 'ภูมิ แปลว่า ที่อาศัย' จึงหมายถึง ภูมิอันเป็นที่อาศัยของผู้มีใจสูง ที่ว่าใจสูง คือสูงในการทำกรรมทั้งทางดีทางเลว ทางดีสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ทางเลวสูงสุดคือฆ่าพ่อแม่ ยุแยงสงฆ์แตกแยก อยากทำดีทำเลวอย่างไรก็เลือกทำเอาตามสบายครับ ว่ากันว่า คนเราที่เกิดมานั้นมี 4 แบบ

1. ตโม ตมปรายโน มืดมา มืดไป
2. ตโม โชติปรายโน มืดมา สว่างไป
3. โชติ โชติปรายโน สว่างมา สว่างไป
4. โชติ ตมปรายโน สว่างมา มืดไป

รายละเอียดทั้ง 4 แบบนี้คงไม่ต้องพูดกันให้มากความ ผมคิดว่าเข้าใจกันดีทุกคน ยกตัวอย่าง โชติ ตมปรายโน บางคนเกิดมามีพร้อม รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม แต่ผลาญทุกอย่างที่มีมา ใช้ปัญญาผิดที่ผิดทาง สร้างเวร ทำกรรมเลว เปิดประตูสู่อบาย ตายแล้วก็เคลื่อนสู่ทุคติภูมิ เป็นอันน่าเสียดาย กว่าจะได้เกิดเป็นคนใหม่อีกที ไม่รู้เมื่อไร เกิดเป็นคนแล้วโอกาสพานพบพระพุทธศาสนาก็ใช่จะหาได้โดยง่าย หวังว่าคงไม่มีใครอยาก โชติ ตมปรายโน

คนเราเกิดมาแล้วทำไมแตกต่างกันเหลือเกิน บางคนตะโกนด่าฟ้าว่าไม่เป็นธรรม ฟ้าลำเอียง โทษสวรรค์ โทษพระเจ้า ฯลฯ เราคงต้องย้อนกลับไปยังหลักพื้นฐานอันเป็นสาระสำคัญของพระพุทธศาสนาข้อหนึ่ง

กมฺมุนา วตฺตตี โลโก
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสุภสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงผลของกรรมไว้ดังนี้

• คนอายุสั้นเพราะปราศจากเมตากรุณา กรุณา ชอบฆ่าสัตว์
• คนมีอายุยืนเพราะอ่อนโยน เมตตา กรุณา
• คนมีโรคมากเพราะชอบเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น
• คนมีโรคน้อยเพราะไม่ชอบเบียดเบียนใคร
• คนมีผิวไม่งามเพราะมักโกรธ
• คนมีผิวงามเพราะมีขันติอดทน
• คนมียศมีบริวารน้อยเพราะริษยา
• คนมียศมีบริวารมากเพราะมุทิตา
• คนมีโภคสมบัติน้อยเพราะตระหนี่
• คนมีโภคสมบัติมากเพราะโอบอ้อมอารี
• คนมีฐานะต่ำเพราะกระด้างถือตัว
• คนมีฐานะสูงเพราะอ่อนน้อมถ่อมตน
• คนโง่เพราะไม่ชอบสมาคมนักปราชญ์
• คนฉลาดเพราะชอบสมาคมนักปราชญ์

หนทางสู่อบายภูมิคือ อกุศลกรรมบถ 10 ดังที่ได้แจกแจงไปแล้ว สำหรับหนทางหรือปฏิปทาสู่การเป็นมนุษย์นั้นก็ได้แก่การรักษาศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหก ไม่ดื่มน้ำเมา รักษาได้ครบ ก็ปูหนทางสู่การเกิดเป็นมนุษย์ในชาติต่อ ๆ ไป เป็นอันว่าพูดโดยย่อก็ขอจบมนุสสภูมิตรงนี้

กามาวจรสุคติอีก 6 ภูมิที่เหลือ เป็น เทวภูมิ หรือ เทวโลก คือ โลกอันเป็นที่อยู่ของเทวดา มี 6 ชั้นได้แก่

1. จาตุมหาราชิกาเทวภูมิ
2. ตาวติงสเทวภูมิ
3. ยามเทวภูมิ
4. ดุสิตเทวภูมิ
5. นิมมานรตีเทวภูมิ
6. ปรนิมมิตวสวัตตีเทวภูมิ

จาตุมหาราชิกาเทวภูมิ มีเทวดาผู้เป็นใหญ่ 4 องค์

1. ท้าวธตรฐมหาราช ทางทิศตะวันออก ปกครองคนธรรพ์
2. ท้าววิรุฬหกมหาราช ทางทิศใต้ ปกครองกุมภัณฑ์ (มีอัณฑะเหมือนหม้อ)
3. ท้าววิรูปักษมหาราช ทางทิศตะวันตก ปกครองนาค
4. ท้าวเวสสุวัณมหาราช (ท้าวกุเวรมหาราช) ทางทิศเหนือ ปกครองยักษ์

ตาวติงสเทวภูมิ เป็น สวรรค์ชั้นที่ 2 มีเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่รวมทั้งสิ้น 33 องค์ (ตาวติงสะ แปลว่า 33) มี 1 ในนั้นเป็นประธาน คือ พระอินทร์ (ท้าวสักกเทวราช) ประวัติของท้าวสักกะสมัยยังเป็นคนหาอ่านได้จากอรรถกถาธรรมบท ขุททกนิกาย อัปปมาทวรรค ขอนำมาเล่าย่อ ๆ ก็แล้วกัน

ในอดีตกาลมีชื่อว่า มฆะ ชักชวนพวกพ้องอีก 32 คนสร้างสถานที่รื่นรมย์แก่คนที่เดินทางผ่านไปมา แต่ก็มีคนไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่ากระทำสิ่งไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ และคงหมั่นใส้จึงนำไปฟ้องพระราชา ใส่ความว่าเป็นโจร 33 คน พระราชาก็หูเบา สั่งจับตัวมาแล้วให้ช้างเหยียบ มฆะ บอกเพื่อน ๆ ให้แผ่เมตตา ช้างก็ไม่กล้าเหยียบ จึงไต่ความ พบว่าทั้ง 33 ไม่ใช่โจรผู้ร้าย รู้ความจริงก็ขอโทษและปล่อยตัวไป

มฆะ มีเมีย 4 คน สุธรรมา สุนันทา สุจิตรา และสุชาดา มีคราวหนึ่งคิดสร้างศาลา แต่ทั้ง 33 คนไม่อยากให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในบุญด้วย เพราะว่ายังเคืองตอนที่จะถูกช้างเหยียบบรรดาสาว ๆ ใจร้ายไม่ใส่ใจเปนห่วงใยกันบ้างเลย นางสุธรรมาอยากมีส่วนร่วมด้วยจึงนัดแนะกับนายช่าง สุดท้ายก็ได้เอาช่อฟ้าที่สลักชื่อสุธรรมาไปประดับบนศาลา นางสุนันทาไม่ยอมน้อยหน้า สร้างสระโบกขรณีไว้ใกล้ ๆ ส่วนนางจิตรลดา ก็สร้างสวนดอกไม้

ทั้ง 3 สถานนี้ก็ไปปรากฎบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากที่พวกเธอ ๆ จุติจากโลกนี้ ไปเกิดที่ดาวดึงส์ จะมีอยู่คนเดียวคือนางสุชาดา ที่วัน ๆ เอาแต่แต่งตัวทาครีม หลังจากตายก็ไปเกิดเป็นนกกระยาง แต่เป็นนกกระยางรักษาศีล (เพราะพระอินทร์ไปสอนให้รักษาศีล) ไม่กินปลาเป็น กินแต่ปลาตาย พอตายจากนกกระยางก็ไปเกิดเป็นลูกสาวช่างหม้อกรุงพาราณสี ก็รักษาศีล 5 อีก ตายจากคนคราวนี้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

สมัยนั้นดาวดึงส์ไม่ได้มีแต่เทวดา พวกอสูรก็อยู่ร่วมกันที่ดาวดึงส์นี่ด้วย นางสุชาดามาเกิดเป็นลูกสาวของจอมอสูรเวปจิตติ (เริ่มเป็นนิทานขึ้นเรื่อย ๆ แล้วใช่มั้ยครับ ก็ว่าไปตามคัมภีร์นะ เดี๋ยวเราจะเห็นว่ามันมีจุดเชื่อมกับพราหมณ์-ฮินดู ศึกพระอินทร์สู้กับอสูร) อสูรหาคู่ให้บุตรีโดยการให้บุตรีโยนพวงมาลัยเสี่ยงทาย ท้าวสักกะก็ปลอมเป็นอสูรกับเขาด้วย นางสุชาดาเห็นก็หลงรักทันที โยนให้ท้าวสักกะ ท้าวสักกะก็พานางสุชาดาเหาะหนี ก่อสงครามระหว่างเทวากับอสูร พวกอสูรแพ้ถูกจับโยนไปอยู่ใต้เขาสิเนรุ มีอ้างถึงในธชัคคสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเหล่าพระภิกษุว่า คราใดอยู่ป่าเขา เกิดนึกกลัว ก็ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วความกลัวจะหายไป เปรียบได้กับคราวที่ทัพเทวาหวาดอสูร พอเห็นยอดธงศึกของพระอินทร์ความกลัวก็หายไป

ตรงนี้ตีความว่าพระพุทธเจ้าอุปมาเปรียบเทียบกับนิทานของฮินดูได้กระมัง ไม่ต้องตีความตรงตามเนื้อผ้าถ้อยอักษร แต่ถ้าจะยึดตามอักษร แล้วไม่เห็นผลเสียอะไรกับชีวิต ก็ไม่เสียหาย (ผมคิดเอาเองนะ)

ถามว่าความดีอะไรที่เทพเป็นใหญ่ทั้ง 33 กระทำ ส่งให้เกิดเป็นเทพใหญ่ นอกจากสร้างศาลาพักผ่อนแล้ว พบว่าจะมีคุณธรรมอยู่ 7 ประการ ที่ทั้ง 33 ทำตลอดชีวิต

1. เลี้ยงพ่อแม่
2. ถ่อมตน
3. พูดจาอ่อนหวาน
4. ไม่พูดส่อเสียด
5. ไม่ตระหนี่
6. รักษาคำพูด
7. ข่มความโกรธ

คำว่าข่มความโกรธนี้ ไม่ได้แปลว่า ไม่มีความโกรธ เพราะความโกรธนั้นเป็นสังโยชน์ตัวหนึ่ง ในสังโยชน์ 10 สังโยชน์หมายถึงกิเลสที่อยู่ในใจสัตว์ เป็นสิ่งที่ผูกกรรมไว้กับผล พระอรหันต์ที่ละสังโยชน์ทั้ง 10 ได้แล้ว ทำกรรมไม่มีผล เรียกว่าเป็น กิริยา ก็เพราะไม่มีสังโยชน์ในจิต

สังโยชน์ 10 นี้ (อาจจะมีโอกาสพูดละเอียด ๆ อีกทีคราวหลัง) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) กับ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง) ความโกรธ หรือ ปฏิฆะ เป็นสังโยชน์ข้อที่ 5 (โอรัมภาคิยะ) แม้พระอริยเจ้าชั้นสกิทาคามีก็ยังละไม่ได้ ทำได้แค่เบาบาง บางทีโกรธ บางทีไม่โกรธ มีแต่พระอรหันต์ กับ พระอนาคามีเท่านั้นที่ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ดังนั้น กรณีของทั้ง 33 คนนี้คือ ยังมีความโกรธอยู่ แต่ข่มเอาไว้ ให้ความโกรธที่มีนั้นเป็นมโนกรรมไป ไม่ผุดไม่เกิดออกมาต่อยอดเป็นวจีกรรมหรือกายกรรม มาชมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กันต่อครับ ที่ประทับของพระอินทร์เป็นปราสาทประดับด้วยแก้ว 7 ประการ (มณี ไพฑูรย์ ประพาฬ มุกดา วิเชียร ผลึก และแก้วหุง) เรียกว่า ไพชยนตปราสาทพิมาน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้มีอุทยานที่สวยงามยิ่งใหญ่อยู่ 4 แห่งประจำแต่ละทิศ ทิศเหนือคือ มิสกวัน ทิศตะวันออก นันทวัน ทิศใต้ ปารุสกวัน และทิศตะวันตก คือ จิตรลดาวัน สถานที่สำคัญอีก 3 แห่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดสำหรับสวรรค์ชั้นนี้คือสวนปุณฑริกวัน พระเกศจุฬามณีเจดีย์ และสุธรรมาเทวสภา

สวนปุณฑริกวันนั้นอยู่นอกเขตเมืองไตรตรึงษ์ (คิดเสียว่าเป็นเมืองหลวงของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สวรรค์ชั้นนี้บางทีก็เรียก ไตรตรึงษ์) ไปทางทิศอีสาน สวนนี้มีต้นไม้ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีคือต้น ปาริชาต หรือ ปาริชาตกัลปพฤกษ์ ซึ่งออกดอกทุก ๆ 100 ปี ใต้ต้นปาริชาต มีแท่นศิลาแดง ชื่อว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ว่ากันว่าแม้เป็นแท่นศิลาแต่ก็จะยุบตัวลงตามน้ำหนักเมื่อก้นกระทบสัมผัส

ที่จัดให้สวนแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 สถานที่สำคัญเพราะ หลังจากพระพุทธเจ้าได้แสดงยมกปาฏิหาริย์ทรมานพวกเดียรถีย์ที่ไม้คัณฑามพพฤกษ์แล้ว ทรงเสด็จประทับจำพรรษาที่เทวโลก เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดาเทวบุตร เป็นการสนองพระคุณแม่ พระสิริมหามายาพระชนนีแห่งพระพุทธเจ้านั้น ได้ตั้งปณิทานมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า อธิษฐานเป็นพุทธมารดา ซึ่งเป็นความปรารถนายาวนานนับแสนกัป พระพุทธเจ้าทรงเลือกบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ใต้ไม้ปาริชาตเป็นที่แสดงพระอภิธรรม เมื่อเสด็จมาถึง ถามพระอินทร์ถึงพระสิริมหามายา พระอินทร์ก็รีบไปตามพุทธมารดาเทวบุตรที่สวรรค์ชั้นดุสิตทันที หลังแสดงอภิธรรมจบ พุทธมารดาเทวบุตร ก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน ถือเป็นการทดแทนคุณมารดาที่ล้ำเลิศที่สุด ปิดทางสู่อบายหมดสิ้นอย่างแท้จริง

สถานที่อีก 2 แห่งซึ่งน่าสนใจและมีความสำคัญไม่แพ้กันได้แก่ พระเกศจุฬามณีเจดีย์ และสุธรรมาเทวสภา พระเกศจุฬามณี เป็น เจดีย์ที่สำคัญมากบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บางคนก็เรียก พระจุฬามณีเจดีย์ บางคนเรียก พระเกศธาตุเจดีย์ บางคนเรียก พระเกศธาตุจุฬามณีเจดีย์ พระจุฬามณีเป็นสถานที่สักการะบูชาของเหล่าเทวดาและพรหม เพราะเก็บรักษาของ 2 สิ่งไว้คือ

1. พระเกศโมลี มวยผมของพระพุทธเจ้าครั้งออกมหาภิเนษกรมณ์หลังจากทรงอธิษฐานที่ฝั่งแม่น้ำอโนมา ก็ได้ตัดพระโมลีแล้วโยนขึ้นอากาศ ด้วยคำอธิษฐาน หากพระองค์บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ขอให้มวยผมนี้ลอยไปอย่าตกลงมา ท้าวสักกเทวราชก็เอาพานมารองรับ และสร้างพระจุฬามณีที่ดาวดึงส์เพื่อเก็บพระโมลี

มีผู้รู้เล่าให้ผมฟังว่าผู้มีฤทธิ์วิเศษบางท่าน อาศัยกำลังแห่งฤทธิ์ไปจาริกบุญถึงพระจุฬามณี และได้สร้างเจดีย์จำลองขึ้นบนโลก จริงเท็จประการใด ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณคุณ ๆ เอาเอง เมื่อไหน ๆ พูดถึงฤทธิ์แล้ว ก็ขอออกนอกเรื่องสักนิด การแสดงฤทธิ์นี้ไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวในพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าสอนว่าปาฏิหาริย์นั้นมี 3 อย่าง คำว่า ปาฏิหาริย์ ตามพจนานุกรมฉบับประมวลธรรมของพระธรรมปิฎก (สมณศักดิ์ปัจจุบันที่พระพรหมคุณาภรณ์) แปลว่า การกระทำที่กำจัดหรือทำให้ปฏิปักษ์ยอมได้, การกระทำที่ให้เห็นเป็นอัศจรรย์, การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์

1. อิทธิปาฏิหาริย์ ก็คือ การแสดงฤทธิ์เดช
2. อาเทศนาปาฏิหาริย์ ทายใจได้อย่างปาฏิหาริย์
3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ สอนให้เห็นจริงและนำไปปฏิบัติได้ผลจริงอย่างน่าอัศจรรย์

บรรดาปาฏิหาริย์ทั้ง 3 นี้พระพุทธเจ้ายกย่องข้อ 3 มากที่สุด ในคัมภีร์อภิธัมมัตถะ และคัมภีร์วิสุทธิมรรค พูดถึงการแสดงฤทธิ์ไว้ว่ามิใช่ทำกันได้ง่าย ๆ คำว่าการแสดงฤทธิ์ที่ผมพูดนี้พูดแบบภาษาชาวบ้าน ถ้าพูดให้เป็นวิชาการต้องพูดว่าการยกจิตเข้าสู่อภิญญาวิถี อภิญญา แปลว่า รู้ยิ่ง รู้พิเศษ เป็นจิตที่มีความรู้อันยิ่งใหญ่ สามารถแสดงฤทธานุภาพได้ อภิญญา มี 6 อย่าง คือ

1. อิทธิวิธา แสดงฤทธิ์ได้
2. ทิพพโสต หูทิพย์
3. เจโตปริยญาณ รู้ใจคนอื่น
4. ปุพเพนิวาสานุสสติ ระลึกชาติได้
5. ทิพพจักขุ ตาทิพย์
6. อาสวักขยญาณ ความรู้ที่กำจัดอาสวะให้สิ้น (หมดกิเลส)

ข้อ 1-5 เป็น โลกียะ (เกี่ยวข้องกับโลก) ส่วนข้อ 6 เป็น โลกุตตระ (พ้นโลก) โลกิยอภิญญานั้นสามารถเสื่อมได้ ส่วนโลกุตตรอภิญญาณ ไม่มีวันเสื่อมถอย การจะแสดงโลกิยอภิญญาได้นั้นต้องอาศัยรูปฌานทั้ง 5 (รายละเอียดของฌานทั้งหลายเอาไว้พูดทีเดียวเรื่องพรหมครับ ตอนนี้ก็ลองฟัง ๆ ไปก่อน) และต้องฝึกอบรมจิตชนิดพิเศษอีก 14 แบบ (รายละเอียดแจกแจงในวิสุทธิมรรค) จนกระทั้งคล่องแคล่วว่องไวทั้ง 14 แบบ จึงจะชักจูงจิตเข้าสู่อภิญญาวิถีได้ แม้ทำตามขั้นตอนก็ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ ตรงกันข้ามกับบางคนที่ไม่เคยทำตามขั้นตอนเลย แต่ทำได้ก็มี คือ ไม่เคยฝึกฌานเลย แต่กรณีนี้พบได้น้อยกว่า เช่น พระจุฬปัณถก แสดงฤทธิ์เป็นภิกษุหลายรูปจนเต็มวัดพระเชตวัน การไม่เคยฝึกฌาน แต่ได้ฌานจนแสดงอภิญญาได้ เราเรียกว่า มัคคสิทธิฌาน ตรงกันข้ามกับ ปฏิปทาสิทธิฌาน ซึ่งต้องเริ่มจากฝึกฌาน ฝึกความคล่องก่อน จึงอาจจะแสดงฤทธิ์ได้ ถ้าเอาอภิญญา 6 มาเพิ่มอีก 2 ข้อ ก็จะเรียกใหม่ว่าเป็น วิชชา 8 อีก 2 ข้อที่เพิ่มเข้าไปได้แก่

1. วิปัสสนาญาณ (เก็บไว้คุยกันนะครับ ตั้งใจจะเล่าเรื่องของโสฬสญาณวันหลัง)
2. มโนมยิทธิ คือ การแสดงฤทธิ์ทางใจ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้

มีหลายคนบอกว่าสามารถใช้มโนมยิทธิไปเที่ยวชมและสักการะบูชาพระจุฬามณีได้ ถ้าคุณไม่เชื่อและอยากรู้ ก็ต้องลองทำดู มาต่อกันที่ของอย่างที่ 2 เมื่อตะกี้อย่างแรกคือพระเกศโมลีของพระพุทธเจ้า

2. พระเขี้ยวแก้วด้านขวาของพระพุทธเจ้า (พระทันตธาตุ) พระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้านั้นมี 4 องค์ ซ้ายบน ซ้ายล่าง ขวาบน ขวาล่าง พระเขี้ยวแก้วซ้ายทั้ง 2 องค์นั้นอยู่เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา พระเขี้ยวแก้วอีกองค์หนึ่งอยู่ที่พระเจดีย์เจาเหียน วัดหลิงกวง นครปักกิ่ง

ก่อนจบพระจุฬามณีเจดีย์ ขอนำเรื่องเล่าของท่านเจ้าคุณพิจิตร พระเทพวิสุทธิกวี เล่าไว้ในหนังสือชื่อพรรณาสวรรค์เกี่ยวกับหญิงคนหนึ่ง มีสามีเป็นนายทหารลูกศิษย์สมเด็จพระวันรัต (จับ) วัดโสมนัสวิหาร ก็มาเล่าให้ท่านเจ้าคุณฟัง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินคำว่าพระเกศธาตุ วันหนึ่งดูทีวีรายการธรรมะ เห็นพระลอยเข้ามาให้บ้าน พูดประมาณว่า จะไปไหว้พระเกศธาตุ แต่ผ่านมาเห็นรายการพระเทศน์เลยแวะดูหน่อย หญิงภริยานายทหารคนนี้ก็สงสัยจึงเอามาถามพระเทพวิสุทธิกวีว่าพระเกศธาตุนี่คืออะไร ก็เป็นเรื่องที่แปลกดีครับ

สถานที่สุดท้ายที่จะแวะชมที่ดาวดึงส์ก่อนไปสวรรค์ชั้นอื่น คือ สุธรรมาเทวสภา จากเรื่องนางสุธรรมาวางแผนนัดแนะช่างทำศาลาให้เอาช่อฟ้าสลักชื่อของตนไปประดับศาลาร่วมกับพรรคพวกนายมฆะทั้ง 33 คน หลังจากนางสุธรรมาเคลื่อนภพ ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ทำให้เกิดสุธรรมาเทวสภาขึ้นด้วย ว่ากันว่าใกล้ ๆ กำแพงศาลา มีดอกไม้สวรรค์ชื่อว่า อสาพติ ซึ่งบานทุก ๆ 1000 ปี สุธรรมาเทวสภา เป็นสถานที่ฟังธรรม แสดงธรรม ถกธรรมของเหล่าเทวดา และพรหม รวมถึงพระภิกษุสงฆ์ มนุษย์ผู้มีอภิญญา หนึ่งในนักเทศน์ฝีปากเอกคือ สนังกุมารพรหม พระอินทร์เองบางทีก็ขึ้นแสดงธรรมเช่นกัน (พระอินทร์คนนี้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว)

สวรรค์ชั้นอื่น ๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ หรือคุ้นหูชาวบ้านมากนัก จะกล่าวถึงแบบข้ามนะครับ สวรรค์ชั้นยามา เป็นสวรรค์ชั้นที่ 3 ยามา แปลว่า แดนที่อยู่ของเทพผู้ปราศจากทุกข์ มีพระสุยามเทวาธิราชเป็นผู้ปกครอง ลำดับที่ 4 คือ สวรรค์ชั้นดุสิต หรือ ตุสิตาเทวภูมิ คำว่า ดุสิต แปลว่า แดนเป็นที่อยู่ของเทพผู้อิ่มเอิบด้วยสิริสมบัติของตน ตุสิตาเทวภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพ อันมีท้าวสันดุสิตเทวาธิราชเป็นผู้ปกครอง สวรรค์ชั้นนี้จะเป็นชั้นสุดท้ายให้พักสำหรับพระโพธิสัตว์ผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตก็พำนักที่สวรรค์ชั้นนี้ พระสิริมหามายาเทพบุตรก็พักอยู่ที่สวรรค์ชั้นนี้

ผมเขียนพุทธมารดาเทวบุตรนั้นผิดหรือเปล่า? เพราะเป็นทั้งมารดา ทั้งเทพบุตร ก็ขอตอบเผื่อมีผู้สงสัยว่าไม่ผิดครับ เป็นวิสัยปกติของพุทธชนนีในปัจฉิมมภวิกชาติที่จะบังเกิดเป็นเทพบุตรเสวยสุขที่ดุสิต ทั้งนี้เพราะ ว่ากันว่า หากเป็นเทพธิดา แล้วมีเทพบุตรองค์ใดรักใคร จิตใจมีราคะ ก็จะเป็นโทษหนักแต่เทพบุตรองค์นั้น

ชั้นที่ 5 นิมมานรดีเทวภูมิ ภูมิเป็นที่อยู่ของเทวดามีท้าวสุนิมมิตเทวาธิราชเป็นใหญ่ ชื่อของสวรรค์ชั้นนี้แปลว่า แดนเป็นที่อยู่ของผู้ยินดีในการเนรมิต เทวดาชั้นนี้อยากได้อะไรก็เนรมิตเอาเอง สวรรค์กามาวจรชั้นสุดท้าย คือ ปรนิมมิตวสวัตตีเทวภูมิ แดนที่อยู่ของเทพผู้มีอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่คนอื่นเนรมิตให้ สบายกว่านิมมานรดีที่ไม่ต้องเนรมิตเอง อยากได้อะไรก็มีคนอื่นเนรมิตให้ ที่สวรรค์ชั้นนี้มีคนเข้าใจผิดและสับสนพอสมควร ผมเคยอ่านนิยายหลายเรื่องที่ผู้เขียนสร้างตัวละครให้เป็นมาร แล้วจับมารไปอยู่ยมโลกบ้าง ไปอยู่นรกบ้าง แต่ตามคัมภีร์นั้นมารอยู่บนสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนี่แหละครับ สวรรค์ชั้นนี้มี เขตการปกครองเป็น 2 ส่วน หรือ 2 ประเทศ เรียกง่าย ๆ ว่า เขตมารกับเขตเทวดา เขตมารนั้นมีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราชเป็นผู้ปกครอง เขตเทวดาก็มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีเทวาธิราชเป็นผู้ปกครอง ทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่ได้ทำศึกสงครามกัน ก็อยู่กันอย่างสงบปรองดองดี ไม่ก้าวก่ายกัน เป็นเทพผู้เสวยสุขเสมอกันทั้ง 2 ฝ่าย มารที่มาแสดงตัววันพระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็เป็นมารมาจากสวรรค์ชั้นนี้ครับ (คราวหน้าคราวหลังใครจะเขียนนิยายให้มีมาร ก็อย่าลืมให้มารอยู่บนสวรรค์นะครับ)

คำว่ามารนั้นจำแนกแจกนัยได้ 5 อย่าง

1. กิเลสมาร คือ กิเลสนั่นแหละที่เป็นมาร
2. ขันธมาร คือ ขันธ์ 5 นั่นแหละที่เป็นมาร
3. อภิสังขารมาร คือ บุญบาปเป็นมาร
4. เทวปุตตมาร คือ มารที่สวรรค์ชั้นนี้เอง
5. มัจจุมาร คือ ความตาย

ถ้าอยากไปเกิดเป็นเทวดา จะมีหนทางอย่างไร? ตรงข้ามกับทางไปนรก คือ กุศลกรรมบถ 10

1. ไม่ฆ่าสัตว์
2. ไม่ลักทรัพย์
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
4. ไม่พูดเท็จ
5. ไม่พูดคำหยาบ
6. ไม่พูดส่อเสียด
7. ไม่พูดเพ้อเจ้อ
8. ไม่โลภอยากได้ของใคร
9. ไม่พยาบาท
10. ไม่เห็นผิดจากคลองธรรม

ข้อ 1-3 เป็นกายกรรม 4-7 เป็นวจีกรรม และ 8-10 เป็นมโนกรรม อยากไปเกิดเป็นเทวดา หรือ มาร ก็หมั่นสร้างกุศลกรรมบถทั้ง 10 ประการนี้ ขอพูดอีกเรื่องสุดท้ายสำหรับพวกเทวดาคือการตาย หรือ จุติ เหตุที่ทำให้เทวดาตายนั้นมี 4 อย่าง

1. สิ้นอายุ ก็แปลว่าหมดอายุ ถ้ามีอายุ 1000 ปี ก็อยู่ได้ไม่เกินนั้น
2. สิ้นบุญ อายุยังไม่หมด แต่หมดบุญ

2 ข้อนี้เหมือนกับเหตุการตาย 2 ข้อแรกของคน การตายของคนมีได้ 4 แบบ

1. สิ้นอายุ
2. สิ้นบุญสิ้นกรรม
3. 1 กับ 2 พร้อม ๆ กัน
4. กรรมเข้าตัดรอน

ข้อ 1-3 เรียกว่า กาลมรณะ คือตายในเวลาอันสมควร ส่วนข้อ 4 เป็น อกาลมรณะ ตายในเวลาไม่สมควร คือ ยังไม่สมควรตาย แต่ก็ตายซะแล้ว ตัวอย่างที่นิยมยกเปรียบเทียบ อายุ เหมือน ใส้ตะเกียง ยาวแค่ไหนก็แค่นั้น เวลานานสุดที่ตะเกียงติดไฟ ก็เท่ากับเวลาที่ยังมีใส้ตะเกียง บุญกรรม เหมือน น้ำมัน น้ำมันต่างกับใส้ตะเกียงตรงที่มันเติม มันเททิ้งกันได้ ถ้าน้ำมันหมด ไฟก็ดับ ไม่อยากให้น้ำมันหมด ก็ต้องเติมน้ำมัน คือหมั่นทำบุญ กรณีอกาลมรณะ เช่น ใส้ตะเกียงก็ยังไม่หมด น้ำมันก็ยังมี แต่ลมพัดให้มันดับเสียอย่างนั้น ก็ซวยไป ใส้ตะเกียงหมด คือ หมดอายุ น้ำมันหมด คือ หมดบุญ ใส้ตะเกียงหมดพร้อมน้ำมัน คือ หมดทั้งอายุและบุญ ลมพัด คือ กรรมเข้าตัดรอน

สาเหตุการตายของเทวดาข้อ 1 กับ 2 ก็เหมือน 1 กับ 2 ของคน

สาเหตุการตายข้อ 3 ของเทวดาคือ สิ้นอาหาร เทวดาก็ต้องกินอาหาร สิ่งใดมีรูป ก็ต้องรักษารูป รูปบางรูปต้องใช้อาหารรักษา ไม่รักษาก็ตาย เทวดาบางองค์เที่ยวเพลิน ลืมกิน ก็ตาย

4. ความโกรธ เทวดาที่มีความโกรธ จะมีอายุสั้น โกรธมาก ๆ เข้า ก็ตายเลย

จบกามาวจรภูมิทั้ง 11 อย่างย่นย่อเพียงนี้




 

Create Date : 21 มกราคม 2553    
Last Update : 21 มกราคม 2553 14:54:15 น.
Counter : 770 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.