creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

guesstimation



ยืนอ่านในร้านขายหนังสือที่สยามพารากอน 2 - 3 บท ควักตังค์ซื้อทันที รูปสวยครับ เข้าใจว่าคนวาดคือ Patty Edwards เขียนโดยโปรเฟสเซอร์ 2 ท่าน Lawrence Weinstein (ฟิสิกส์) กับ John A Adam (เลข) แค่นี้คุณคงเดาได้แล้วว่าเป็นหนังสือฟิสิกส์ เลข ไม่ใช่แค่นั้นครับ มีเคมี ชีวะ ธรณี สิ่งแวดล้อม การคมนาคม แต่ถ้าคุณคิดว่าเป็นหนังสือเครียด ๆ ผิดครับ ค่อนไปทางขำ ๆ อ่านแล้วยิ้มได้ และไม่เกี่ยวโดยตรงกับ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ฯลฯ อะไรนั่นเลย ตามชื่อ มันคือ "เกสติเมชั่น" ว่าด้วยการเดาอย่างมีชั้นเชิง เป็นการคำนวณง่าย ๆ เพื่อประมาณสิ่งที่เราอยากรู้ เช่น ปีที่ผ่านมาชาวอเมริกันกินแตงกวาดองถ้านำมาต่อกันยาวเท่าใด (เฉลย ไกลกว่าระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์), ตอนนี้มีคนแคะจมูกอยู่กี่คน (เฉลย 10 ล้านคน), บุหรี่ 1 มวนบั่นทอนชีวิตกี่นาที (เฉลย 5 นาที แต่จากข้อมูล BMJ 11 นาที), ถ้าเปิดก๊อกน้ำใส่ให้เต็มมหาวิหารเซ็นต์ปอลใช้เวลานานเท่าไร... เฉลย ลองหามาอ่านต่อกันครับ

ผมให้




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 13 กันยายน 2552 3:17:10 น.
Counter : 942 Pageviews.  

Six Easy Pieces



หนังสือเล่มโปรดเล่มหนึ่งของผม พูดถึงฟิสิกส์ เขาบางคนว่ามันยาก บางคนว่ามันง่าย บางคนก็ว่ามันสนุกท้าทาย ให้คุณลืมคนเหล่านั้นไปก่อนครับ ไม่ต้องสนใจว่าเขาว่าอะไร ไม่ว่าความรู้ฟิสิกส์ของคุณจะอยู่ระดับไหน แม้กระทั้งไม่ว่าคุณจะบอกว่าคุณไม่รู้ว่าฟิสิกส์คืออะไร หรือขยะแขยง หวาดผวา น่าสะพรึง เพียงได้ยินชื่อก็อยากหนีไปไกล ๆ ลืมให้หมดครับ แล้วลองอ่าน 6 ชิ้นง่าย ๆ ของฟายแมน ผมเชื่อว่าคุณจะหลงรักทั้งฟายแมนและฟิสิกส์ สำหรับคุณที่บอกว่า ไม่ล่ะ ชั้นเซียนฟิสิกส์อยู่แล้ว (กรณีที่คุณไม่เคยอ่านเล่มนี้นะครับ) เนื้อหาทั้ง 6 เลคเชอร์มีอะไรให้คุณประหลาดใจในความรู้ของคุณเยอะทีเดียว

ผมให้

คำนำของฟายน์แมน
(จากเลกเชอร์วิชาฟิสิกส์)


เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มาจากเลกเชอร์วิชาฟิสิกส์ที่ผมสอนนักศึกษาปีหนึ่งและสองที่คาลเทค (Caltech) เมื่อปีที่แล้วและปีก่อนปีที่แล้ว แน่นอนว่าเลกเชอร์นี้ไม่ได้ลอกคำพูดชนิดคำต่อคำ−พวกมันได้รับแก้ไข บางตอนก็ขยายครอบคลุม บางตอนก็ไม่ ภาคเลกเชอร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรทั้งหมด นักเรียนทั้งหมดจำนวน 180 คนรวมกันในห้องเรียนขนาดใหญ่สัปดาห์ละสองครั้งเพื่อฟังเลกเชอร์นี้ จากนั้นกระจายออกเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 15 ถึง 20 คนเพื่อทบทวนบทเรียนภายใต้การแนะนำของผู้ช่วยสอน นอกจากนี้ยังมีภาคปฏิบัติการอีกสัปดาห์ละครั้ง

ปัญหาพิเศษที่เราพยายามทำให้สำเร็จด้วยเลกเชอร์ชุดนี้คือเพื่อรักษาความสนใจของบรรดานักเรียนที่มีความกระตือรือร้นอย่างสูงและค่อนข้างฉลาดที่ออกจากโรงเรียนมัธยมมาสู่คาลเทค พวกเขาได้ยินมาเยอะว่าฟิสิกส์นั้นน่าสนใจและน่าตื่นเต้นเพียงไร ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพ กลศาสตร์ควอนตัม และความคิดทันสมัยอื่น ๆ หลังจากจบหลักสูตรสองปีก่อนหน้าของเรา นักเรียนหลายคนอาจจะรู้สึกหมดกำลังใจ เพราะมีเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ใหม่ ทันสมัยสอนพวกเขาน้อยมากจริง ๆ พวกเขาถูกกำหนดให้เรียนเรื่องระนาบเอียง ไฟฟ้าสถิต เป็นต้น และหลังจากสองปีมันดูค่อนข้างไร้แก่นสาร ดังนั้นปัญหาคือเป็นไปได้หรือไม่ที่เราสามารถสร้างหลักสูตรที่จะเก็บนักเรียนที่รู้สึกก้าวหน้าและรู้สึกสนใจเอาไว้ให้ได้มากขึ้นโดยรักษาความกระตือรือร้นของพวกเขา

เลกเชอร์ในที่นี้จึงไม่ใช่เนื้อหาที่ใช้ในหลักสูตรเชิงสำรวจ แต่เป็นเนื้อหาที่เข้มข้นจริงจัง ผมคิดขึ้นมาเพื่อสอนนักเรียนที่ฉลาดที่สุดในห้อง และถ้าเป็นไปได้ก็จะทำให้มั่นใจว่าแม้แต่นักเรียนที่ฉลาดที่สุดก็ไม่สามารถตักตวงทุกอย่างที่อยู่ในเลกเชอร์นี้ได้ทั้งหมด−โดยการใส่ข้อเสนอแนะของการประยุกต์ของความคิดและหลักการในหลาย ๆ ด้านนอกจากด้านหลัก ด้วยเหตุนี้ผมจึงพยายามอย่างหนักที่จะสร้างความแม่นยำให้กับคำพูดทุกคำเท่าที่ทำได้ ชี้ทุกกรณีที่สมการและความคิดลงตัวในขอบเขตของฟิสิกส์ และสิ่งต่าง ๆ จะถูกปรับปรุงไปอย่างไรเมื่อพวกเขาได้เรียนมากขึ้น ผมยังรู้สึกด้วยอีกว่าสำหรับนักเรียนเหล่านั้น มันสำคัญที่จะชี้ว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรจะสามารถเข้าใจได้โดยการอนุมานจากสิ่งที่พูดไปก่อนหน้า−ถ้าพวกเขาฉลาดพอ−และอะไรที่กำลังถูกเพิ่มเข้าไปเป็นสิ่งใหม่ เมื่อสอนถึงความคิดใหม่ ๆ ผมจะพยายามสรุปถ้ามันสามารถสรุปได้ หรือไม่ก็อธิบายว่ามันเป็นความคิดใหม่ที่ไม่ได้มีพื้นฐานในรูปของสิ่งที่พวกเขาเคยเรียนมาก่อน และเป็นความคิดที่ไม่สมควรที่จะพิสูจน์ได้−แต่เพียงแค่เพิ่มเข้ามา

ตอนเริ่มต้นเลกเชอร์นี้ ผมถือว่านักเรียนมีความรู้บ้างหลังจบจากโรงเรียนมัธยม เช่น แสงเชิงเรขาคณิต ความคิดเกี่ยวกับเคมีพื้นฐาน เป็นต้น ผมยังมองไม่เห็นว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำเลกเชอร์ตามลำดับที่ชัดเจนในความหมายที่ว่าผมไม่ควรจะได้รับอนุญาตให้พูดถึงเรื่องนี้จนกว่าผมพร้อมที่จะถกมันในรายละเอียด มีสิ่งให้กล่าวถึงจำนวนมากที่ไม่มีการอภิปรายที่สมบูรณ์ การอภิปรายที่สมบูรณ์มากขึ้นจะเกิดขึ้นภายหลังเมื่อการเตรียมความพร้อมมีความก้าวหน้ามากขึ้น ตัวเช่นกันการอภิปรายเรื่องความนำและเรื่องระดับพลังงานซึ่งตอนแรกที่พูดถึงเป็นแบบเชิงคุณภาพมาก และหลังจากนั้นได้พัฒนาให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกับที่ผมตั้งเป้าไว้ที่นักเรียนที่ปราดเปรียวมากกว่า ผมก็ต้องการที่จะดูแลเพื่อนร่วมชั้นสำหรับคนที่อะไรที่วุ่นวายเกินไปและการประยุกต์รอบข้างเป็นแค่เพียงสิ่งรบกวน และคนที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเรียนเนื้อหาส่วนใหญ่ในเลกเชอร์นี้ได้ทั้งหมด สำหรับนักเรียนเหล่านั้น ผมอยากให้อย่างน้อยเขาสามารถเข้าใจแก่นหรือโครงสร้างหลักของเนื้อหาวิชา แม้เขาจะไม่เข้าใจทั้งหมดในเลกเชอร์ แต่ผมก็หวังว่าเขาจะไม่ประสาทเสีย ผมไม่ได้คาดหวังให้เขาเข้าใจทุกอย่าง แค่เพียงคุณสมบัติที่เป็นแก่นกลางและตรงไปตรงมาที่สุด แน่นอนว่ามันต้องใช้สติปัญญาบ้างในส่วนของเขาที่จะเห็นว่าส่วนไหนคือทฤษฎีและความคิดศูนย์กลาง และส่วนไหนคือประเด็นรอบข้างที่นอกเหนือออกไปและการประยุกต์ซึ่งเขาอาจจะเข้าใจเมื่อเรียนสูงขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

ความยากลำบากประการหนึ่งในการสอนเนื้อหาเหล่านี้คือ ในหลักสูตรที่สอนไม่มีเสียงตอบกลับจากนักเรียนสู่ผู้สอนเพื่อที่จะบอกว่าบทเรียนที่สอนไปนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไรบ้าง นี่เป็นความยุ่งยากที่ร้ายแรงมาก และผมไม่รู้ว่าในความเป็นจริงแล้วบทเรียนนั้นดีแค่ไหน ทั้งหมดนี้โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการทดลอง และถ้าผมได้สอนอีกครั้ง ผมจะไม่ทำมันแบบเดิม−ผมหวังว่าผมไม่จำเป็นต้องทำมันอีกครั้ง! อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ออกมาค่อนข้างน่าพึงพอใจในปีแรก ตราบเท่าที่ฟิสิกส์ได้รับความสนใจ

ในปีที่สองผมไม่ค่อยพอใจมากนัก ในส่วนแรกของหลักสูตรที่พูดถึงไฟฟ้าและแม่เหล็ก ผมไม่สามารถนึกหาวิธีสอนที่เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ หรือที่แตกต่างได้เลย หรือวิธีอะไรก็ตามแต่ที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งน่าตื่นเต้นมากกว่าวิธีปกติธรรมดาในการนำเสนอมัน ดังนั้นผมคิดว่าผมไม่ได้ทำอะไรมากนักในเลกเชอร์เรื่องไฟฟ้าและแม่เหล็ก ตอนจบปีที่สองเดิมทีผมตั้งใจจะสอนต่อ หลังจากเรื่องไฟฟ้าและแม่เหล็ก โดยสอนเพิ่มเติมบางส่วนเกี่ยวกับคุณสมบัติของสสาร แต่ส่วนใหญ่หมดเวลาไปกับเรื่องประเภทโหมดพื้นฐาน (fundamental mode), ผลเฉลยของสมการการแพร่ (solutions of the diffusion equation), ระบบการสั่น (vibrating systems), ฟังก์ชันออร์โธกอนัล (orthogonal functions, ฟังก์ชันเชิงตั้งฉาก), ... ที่พัฒนาช่วงแรกของสิ่งที่นิยมเรียกกันว่า “ระเบียบวิธีทางคณิตศาสตร์ในฟิสิกส์” เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าถ้าผมกำลังสอนอีกครั้ง ผมจะย้อนกลับไปยังความคิดต้นกำเนิด แต่เนื่องจากมันไม่ได้มีแผนว่าผมจะต้องกลับไปสอนบทเรียนเหล่านี้อีก จึงมีข้อแนะนำว่ามันอาจจะเป็นความคิดที่ดีที่จะพยายามที่จะสอนบทนำเรื่องกลศาสตร์ควอนตัม−เรื่องที่คุณจะพบในเล่ม 3

สำหรับนักศึกษาที่จะเรียนเอกวิชาฟิสิกส์มันชัดเจนว่าเขาสามารถรอจนกระทั่งถึงปีสามเพื่อเรียนกลศาสตร์ควอนตัมได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งเกิดข้อโต้แย้งว่ามีนักเรียนจำนวนมากในหลักสูตรของเราที่เรียนฟิสิกส์เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับความสนใจหลักในสาขาวิชาอื่น และวิธีปกติธรรมของการศึกษากลศาสตร์ควอนตัมนั้นทำให้วิชานี้เข้าถึงยากสำหรับนักเรียนจำนวนมาก เพราะพวกเขาต้องใช้เวลานานในการที่จะเรียนรู้มัน ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในการประยุกต์ใช้งานจริง−โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประยุกต์ที่ซับซ้อนมากของมัน เช่น ในวิศวกรรมไฟฟ้าและเคมี−โครงสร้างที่สมบูรณ์ของวิธีสมการอนุพันธ์ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ใช้ ดังนั้นผมพยายามที่จะอธิบายหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมในแบบที่ไม่จำเป็นว่าผู้เรียนจะต้องรู้คณิตศาสตร์ของสมการอนุพันธ์ย่อยมาก่อน แม้แต่สำหรับนักฟิสิกส์ ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องสนใจที่น่าจะลองทำ−นำเสนอกลศาสตร์ควอนตัมในแบบย้อนกลับ−สำหรับหลาย ๆ เหตุผลที่อาจจะปรากฏในเลกเชอร์นี้ด้วยตัวของมันเอง อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการทดลองในส่วนของกลศาสตร์ควอนตัมไม่ประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์−ในส่วนใหญ่ เพราะผมไม่มีเวลามากพอจริง ๆ ในตอนจบ (เช่น ผมควรจะสอนเพิ่มอีกสามหรือสี่เลกเชอร์เพื่อทำให้เนื้อหาเช่นเรื่องสสารในฐานะแถบพลังงานหรือเรื่องความเป็นอิสระเชิงอวกาศของแอมพลิจูดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น) ยิ่งกว่านั้นผมไม่เคยสอนฟิสิกส์ด้วยวิธีนี้มาก่อน การขาดเสียงตอบกลับจึงเป็นปัญหาที่จริงจังเป็นพิเศษ ตอนนี้ผมเชื่อว่ากลศาสตร์ควอนตัมควรที่จะสอนกันภายหลัง ถ้าบางทีผมอาจมีโอกาสได้สอนมันอีกครั้งสักวัน แล้วผมจะทำมันให้ถูกต้อง

สาเหตุที่ไม่มีเลกเชอร์เกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาเพราะมีภาคทบทวนอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าในตอนปีหนึ่งผมเคยสอนวิธีการแก้ปัญหาสามเลกเชอร์ แต่ทั้งสามเลกเชอร์ก็ไม่ได้นำมารวมไว้ในที่นี้ นอกจากนี้ยังมีเลกเชอร์แนะนำความเฉื่อยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหลังจากเลกเชอร์เรื่องระบบหมุนที่โชคร้ายถูกตัดทิ้งไป เลกเชอร์ครั้งที่ห้าและหกเป็นของแมทธิว แซนด์ (Matthew Sands) เพราะผมออกไปนอกเมือง

แน่นอนว่าคำถามคือการทดลองนี้ประสบผลสำเร็จดีแค่ไหน มุมมองของผม−ซึ่งไม่ว่าอย่างไรมันก็ดูเหมือนจะไม่เป็นมุมมองร่วมกับคนส่วนใหญ่ในสายการสอน−เป็นมุมมองในเชิงลบ ผมไม่คิดว่าผมทำได้ดีนักกับนักเรียน ตอนที่ผมดูวิธีที่นักเรียนส่วนใหญ่จัดการกับโจทย์ในการสอบ ผมคิดว่าระบบนี้ล้มเหลว แน่นอนว่าเพื่อนของผมหลายคนชี้ให้ผมเห็นว่ามีนักเรียนหนึ่งหรือสองโหลที่เข้าใจเกือบทั้งหมดในทุกเลกเชอร์−น่าประหลาดใจมาก−และเป็นนักเรียนที่ค่อนข้างกระตือรือร้นในการทำงานกับข้อมูลและขบคิดหลายจุดในแบบที่น่าตื่นเต้นและน่าสนใจ ผมเชื่อว่าตอนนี้นักเรียนเหล่านี้มีพื้นฐานดีเลิศในวิชาฟิสิกส์−และเหนืออื่นใด พวกเขาคือเป้าหมายที่ผมกำลังพยายามสร้าง แต่แล้ว “พลังของการสอนแทบจะไม่มีผลสัมฤทธิ์ใด ยกเว้นในผู้ฝักใฝ่ ซึ่งมันก็เกือบจะมากเกินไป1” (กิบบอน)

แต่กระนั้นผมก็ไม่อยากทิ้งนักเรียนคนใดไว้ข้างหลังอย่างที่บางทีผมอาจจะทำมาแล้ว ผมคิดว่าวิธีหนึ่งที่เราสามารถช่วยนักเรียนได้มากขึ้นน่าจะเป็นโดยการให้การบ้านที่ยากขึ้นในการที่จะพัฒนาชุดของโจทย์ที่จะไขความกระจ่างความคิดบางอย่างในเลกเชอร์ ปัญหาเป็นตัวเปิดโอกาสอันดีที่จะเติมข้อมูลของเลกเชอร์ และทำให้มันจริงยิ่งขึ้น สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และหยั่งรากฐานความคิดที่ถูกเผยออกมาสู่จิตใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าไม่มีทางออกใด ๆ ต่อปัญหาการศึกษาปัญหานี้ นอกจากจะประจักษ์ว่าวิธีสอนที่ดีที่สุดสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีความสัมพันธ์ส่วนตัวโดยตรงระหว่างนักเรียนกับครูที่ดี−ในสถานการณ์ที่นักเรียนถกความคิด คิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ และคุยเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียนให้มากโดยแค่เพียงนั่งในห้องเรียนหรือแม้แต่โดยเพียงการทำโจทย์ปัญหาที่ได้รับมอบหมาย แต่ในยุคสมัยใหม่ของเรา เรามีนักเรียนจำนวนมากต่อครูทำให้เราต้องพยายามหาอะไรบางอย่างเข้าไปแทนที่สำหรับอุดมคติ บางทีเลกเชอร์ของผมอาจจะมีส่วนร่วมได้ บางทีในบางสถานที่ที่มีขนาดเล็ก ๆ ที่มีคุณครูส่วนตัวกับนักเรียน พวกเขาอาจจะได้รับแรงบันดาลใจหรือความคิดอะไรบางอย่างจากเลกเชอร์นี้ บางทีพวกเขาจะมีความสนุกที่ได้คิดทุกแง่มุม−หรือก้าวต่อไปเพื่อพัฒนาความคิดบางอย่างให้ยิ่งขึ้น



มิถุนายน 1963

ริคชาร์ด พี. ฟายน์แมน




1 “The power of instruction is seldom of much efficacy except in those happy dispositions where it is almost superfluous.” (Gibbon)




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 13 กันยายน 2552 3:17:47 น.
Counter : 1056 Pageviews.  

คณิตศาสตร์มหัศจรรย์



ผู้เขียน Theoni Pappas นำผู้อ่านท่องไปในโลกคณิตศาสตร์ ชมความพิศวง มหัศจรรย์ สำรวจหลายแง่มุมครับ ตั้งแต่สิ่งใกล้ตัว ศิลปะ สถาปัตยกรรม ความที่มันแทบเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาสตร์ทุกแขนง หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเสมือนไกด์ชั้นดีคนหนึ่งที่ชี้ให้เราดูจุดชม บางจุดชมมันก็ธรรมดาถ้าคุณไม่สังเกต แต่สวยงามจับใจ ผู้แปลทั้ง 2 ท่านถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ดร.กิตติกร นาคประสิทธิ์ และคุณโกสุม กรีทอง

สำหรับคนที่ได้ยินคำว่าคณิตศาสตร์แล้วเกิดอาการแพ้ ลองชิมดู อาจจะติดใจ

ผมให้




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 13 กันยายน 2552 3:18:30 น.
Counter : 1450 Pageviews.  

วิชาสุดท้าย



คุณสฤณีแปล 10 สุนทรพจน์วันรับปริญญามหาลัยดังของอเมริกา ทั้ง 10 ผู้กล่าวก็เป็นบุคคลที่มีความคิดเฉียบคม บางคนเป็นผู้ชี้นำตลาด การเมือง การศึกษา และจริยศาสตร์ ผมขอเลือกอันที่ผมชอบยกเป็นตัวอย่างนะครับ ที่ชอบที่สุดเป็น Russell Baker 10 ข้อที่จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงทำโลกให้แย่ลงกว่าเดิม 1. จงก้มลงดมกลิ่นดอกไม้เสียบ้าง 2. อย่าใส้เสื้อผ้าที่พูดได้ 3. ขอให้ฟังอะไร ๆ เสียบ้าง 4. นอนแก้ผ้า 5. ปิดทีวี 1-2 ครั้งต่อเดือนแล้วเปิดหนังสืออ่านแทน 6. อย่าเอาปืนติดตัวไปในเมือง อย่าเอาปืนทิ้งไว้ที่บ้าน 7. เรียนรู้ที่จะกลัวรถยนต์ 8. มีลูก 9. แต่งงาน 10. จงยิ้ม ทำไมเป็น 10 ข้อนี้ ถ้าไม่อยากซื้อก็ไปยืนอ่านต่อเอาในร้านหนังสือเองนะ

อีกคนคือ Jerry Zucker แต่ที่ชอบเป็นตอนที่เขาได้รับคำปลอบใจจากจอห์น ทราโวลต้า กับกฎของคุณยายซูบัตสกี

"สิ่งที่พวกคุณต้องจำไว้ก็คือ ไม่มีใครที่จะหมกมุ่นกับความล้มเหลวของคุณเท่ากับตัวคุณเอง คุณคือคนเดียวที่จะหมกมุ่นอยู่กับความสำคัญของชีวิตคุณ สำหรับคนอื่น คุณเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนจอเรด้า ดังนั้นจงลืม ๆ เรื่องนี้ไปซะ ว่าแต่คุณจะกินพายชิ้นนั้นให้หมดหรือเปล่า" จอห์น ทราโวลต้า

อีกคนคือ Marc Lewis โดยเฉพาะเรื่องแรก เขาบอกคุณจะพบกับสถานการณ์บางขณะในชีวิตที่ความรู้ไม่สำคัญเท่ากับความน่ากลัวของสถานการณ์นั้น ๆ เรื่องเล่าของเขาคือนักไต่ลวดบลอนดินที่ไต่กี่ที ๆ ก็ถึงปลายทางทั้งปิดตา ตีลังกา มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาจะผลักรถเข็นล้อเดียวข้ามไปด้วย ผู้ชมก็รู้แน่ว่าหมอนี่ไต่ลวดได้อีกนั่นแหละ เขาถามว่าคิดว่าเขาจะข้ามได้มั้ย คนดูตอบว่าได้ เขาถามว่าแน่ใจมั้ย คนดูตอบว่าแน่ "ถ้าอย่างนั้นขอเชิญเข้ามานั่งในรถเข็นหน่อยครับ" คนอ่านฮา แต่ถ้าคนที่ถูกถามจริง ๆ คงสะอึก

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 13 กันยายน 2552 3:19:19 น.
Counter : 984 Pageviews.  

นัดหมายในความมืด



ชื่อโอตสึอิจิเป็นประกันอยู่แล้ว ตั้งแต่อ่านของหมอนี่มายังไม่มีเรื่องไหนไม่ถูกใจเลย เรื่องนี้เปิดประเด็น 2 ความเหงา 2 คนเหงา ผมบอกไม่ถูกว่าจะมีจริงมั้ย คนที่เหงาเพราะอยากเหงา ถ้าคุณหมายถึงนาน ๆ อยากเหงาสักทีนี่โอเคครับ ผมก็เป็น ใคร ๆ เขาก็เป็น แต่คนที่ยึดความเหงาเป็นโลกส่วนตัวของตัวเองนี่สิ มันผิดธรรมชาติอยู่ จะว่าไปเราก็เอาธรรมชาติหรือธรรมดามาเทียบในงานของโอตสึอิจิไม่ได้อยู่แล้ว อย่างไรมันก็อดคิดไม่ได้นะครับ ข้อเสียประการเดียวที่มี ถ้ามันจะมีในแทบทุกเรื่องของโอตสึอิจิคือมันลงตัว คุณอาจสงสัยบางพฤติกรรม บางฉาก บางเหตุการณ์นะใช่ แต่คุณจะไม่มีวันสงสัยว่าเรื่องที่คุณอ่านจบแล้วจริงหรือ เพราะความลงตัวของโอตสึอิจินี่แหละครับที่ทำให้คุณมั่นใจว่ามันจบแล้ว ความลงตัวซึ่งเป็นการคลี่คลายปมของเรื่องนั้นใช้สมองของคนเขียนเยอะ ผมเชื่อแบบนั้นนะ แต่ความไม่ลงตัวซึ่งทำให้คนอ่านเดือดพล่าน เหมือนขวานที่คนเขียนจวกลงตรงใจ เพราะคุณไม่อยากให้จบแบบนั้น แต่ใจคุณไม่เหลือแรงพอจะต่อกรกับคนเขียนแล้ว แบบนี้ใช้สมองเยอะกว่า

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้
ไอ้บ้าโอ๊ดให้




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กันยายน 2552 12:07:50 น.
Counter : 1089 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.