creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

เชิงอรรถวัฒนธรรม



การวิจารณ์ของ อ.ชูศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. 2537-38 ในประเด็นทางสังคมศาสตร์ประเทศไทย (ยกเว้น 2 เรื่องคือ 'ทำไมอเมริกันชนไม่ชอบบอลโลก' ซึ่งอาจารย์บอกว่าเพราะมายาคติเรื่องความเป็นปัจเจชนผ่านทางผลสถิติ อันนี้อเมริกันตรง ๆ กับ 'วัฒนธรรมการสะสม' ที่ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นประเทศไทย) บางประเด็นมีสไตล์คล้ายกับที่บาร์ตส์ใช้ในมายาคติ (แหงล่ะ) ต้องพูดในฐานะคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้นะครับ ผมเพิ่งซื้อเชิงอรรถวัฒนธรรมเมื่อวาน พร้อมกับร่างกายใต้บงการ ร่างกายใต้บงการนั้นอ่านจบไปเมื่อคืนวานระหว่างนั่งร้านดื่มกาแฟไปเล่นไพ่ไปกับน้อง ๆ ส่วนเชิงอรรถวัฒนธรรมเพิ่งจบตะกี้ สองเล่มนี้ถืออภิสิทธิ์ระหว่างที่กำลังอยากรู้อยากเห็นแซงคิวเล่มอื่น (มีตัวร่วมคือหนังสือรวมบทความของอาจารย์นพพร) เมื่อมองข้ามเวลา จากสายตาของผม พ.ศ. นี้ ณ ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่ามีบางเรื่องที่ อ.ชูศักดิ์เขียนที่น่าจะเปลี่ยนไป อาจจะเพราะมายาคติในบางเรื่องมันเปลี่ยนไปเมื่อเวลาเปลี่ยนไป เช่น มือถือกับเพศชายและอำนาจ พอลองคิดดูบางมุมก็เห็นจริง บางมุมก็ไม่แล้วนะ เป็นมายาคติที่ขึ้นอยู่กับกลุ่มคน เดี๋ยวนี้มือถือมือใครก็ถือได้ และจะเป็นมือของใครก็ขึ้นอยู่กับว่ารุ่นไหน มี features อะไร และการเชื่อมโยงกับการสั่งการก็เปลี่ยนไป อำนาจสั่งการควบคุมพ้นวาระไปแล้ว จุดขายย้ายไปที่ฟังเพลง ดูคลิป แชท ถ่ายรูป ดูทีวี และสามจี ไม่รู้ผมพูดถูกหรือเปล่าถ้าจะพูดว่า 'เดิ้ล' เป็นความหมายใหม่ทางวัฒนธรรมของมัน ในเรื่องของ 'เสียง' อำนาจของมันกับปุ่มปรับเสียงก็ชวนให้นึกแย้ง เพราะปุ่มปรับเสียงบนรีโมทไม่เห็นจะใหญ่กว่าปุ่มเปิด-ปิด แต่ผมเห็นด้วยในอำนาจของเสียงนะครับ ตัวอย่างที่คิดเอาเองว่าเห็นชัดคือตอนทะเลาะกัน ไอ้ที่กำลังแว้ด ๆ ๆ อยู่นั่นแหละ ลองสังเกตแล้วพบว่าเหมือนต่างฝ่ายต่างยึดถือ 'ใครเสียงดังกว่าคนนั้นชนะ'

บทความทั้งหมดที่นำมารวบรวมไว้นั้นเปิดมุมมองเชิงวิจารณ์ที่ท้าทายและชวนฉงนอย่างยิ่ง วัฒนธรรมเชิงอรรถ (FOOTnote) เป็นบทความที่กวน 'ตีน' ที่สุดด้วยมีส่วนแทรกอยู่ที่ 'ตีน' กระดาษเยอะที่สุด น่าเสียดายที่อ่านสายไป 15 ปี แต่ก็ยังดีที่ได้อ่าน เจ๋งเป็นบ้า

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 13 กันยายน 2552 2:36:22 น.
Counter : 1452 Pageviews.  

ร่างกายใต้บงการ



การอ่านร่างกายใต้บงการ ปฐมบทแห่งอำนาจในวิถีสมัยใหม่ (บท les corps dociles จาก Surveiller et Punir) ของมิแช็ล ฟูโกต์ เป็นผลสืบเนื่องความติดใจ 'ฟูโกต์กับการสืบสาวความเป็นมาของสมัยใหม่' ของ อ.นพพร ในหนังสือรวมบทความเล่ม 2 ของแก สำหรับผู้อ่านมือใหม่ (อย่างผม) ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับบทนี้ก่อนอ่านบทแปลดังกล่าว มิฉะนั้นเราอ่านไปสักพักเราอาจถูกผลักให้หลุดประเด็นด้วยตัวอย่างอันมากมายและหลากหลายกระทั่งสงสัยว่านี่กูอ่านอะไร คีย์เวิร์ดที่ผมจับได้มีอยู่ 2 คำหลัก ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นคำสำคัญ ได้แก่ คำว่า 'อำนาจ' อ.นพพรว่า "เขาเสนอมุมมองที่แปลกใหม่ยิ่งเกี่ยวกับอำนาจ ซึ่งมิใช่อำนาจแบบ "กดขี่" หรืออำนาจแบบ "มอมเมา" อย่างที่ศึกษากันอยู่ทั่วไป แต่เป็นอำนาจควบคุมผ่านกระบวนการสร้างบรรทัดฐาน" ซึ่งฟูโกต์บอกว่า "อาจเรียกได้ว่าเป็นการใช้อำนาจแบบทศนิยมไม่รู้จบเหนือร่างกายที่ตื่นตัว" ในหนังสือเล่มนี้ฟูโกต์พยายามแสดงหลักฐานให้ผู้อ่านประจักษ์ว่าอำนาจในรูปแบบนี้คืบคลานเข้ามาจัดการพื้นที่และเวลาและร่างกายของเรา "เพื่อปลูกฝังประสิทธิภาพด้านการใช้งานและการสมยอมทางการเมืองไปพร้อม ๆ กัน" คำที่สองซึ่งแนบแน่นกับอำนาจคือ 'วาทกรรม' การคืบคลานจัดการพื้นและเวลาสัมพันธ์กับกรอบคิดที่ว่าร่างกายมนุษย์ "ไม่มีมิติใดที่ลึกลับอีกต่อไป ทุกเสี้ยวส่วนสามารถเป็นที่เข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งเหมือนชิ้นส่วนของจักรกล" ทำให้สามารถ "ฝึกฝน" ร่างกาย โดยมีวาทกรรมที่เข้าไปจัดการพื้นที่ว่าด้วยประสิทธิภาพของการจัดกลุ่ม หมวดหมู่ ร่างกายใต้บงการได้แจกแจงให้เห็นวิธีการเข้าควบคุมของระเบียบวินัย (รูปแบบใหม่ของอำนาจ) ด้วยเทคนิคต่าง ๆ อาทิ การปิดล้อม การตีตาราง จัดสรรพื้นที่ตามหน้าที่ใช้สอย การจัด 'อันดับ' ฯลฯ การควบคุมเวลาผ่านตารางเวลา การกำหนดความละเอียดซับซ้อนเชิงเวลาแก่อากัปกิริยา (หรือโปรแกรม) ฯลฯ

กล่าวโดยสรุปในหนังสือเล่มนี้ฟูโกต์กำลังชี้ให้เราเห็นว่า "เทคนิคของระเบียบวินัยแบบใหม่เป็นอุบายที่มิได้สนองต่อระบบเหตุผลหลักซึ่งทำงานอย่างต่อเนื่องแม้ในยามที่ดูเหมือนหลับไหลและคอยเฝ้าหยิบยื่นความหมายให้ทุกสิ่งที่แม้ไร้นัยยะแต่มันเป็นอุบายที่คอยรับใช้ความประสงค์ร้ายที่ระวังระไวและคอยเก็บเกี่ยวทุกอย่างที่ขวางหน้า" และ "ลักษณะเฉพาะตัวของอำนาจแห่งระเบียบวินัย ... เป็นอำนาจที่มุ่งควบคุมกระบวนการทั้งหมดในแบบสังเคราะห์ มิใช่เพียงรอเก็บเกี่ยวผมลัพธ์ เป็นอำนาจที่รัดรึงร่างกายผู้ผลิตไว้กับเครื่องมือในการผลิต โดยมิได้มุ่งเค้นเอาแต่ผลผลิตออกมา" ลองอ่านดูครับ เป็นการสืบสาวที่น่าสนใจ

ผมให้




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 13 กันยายน 2552 2:37:24 น.
Counter : 2357 Pageviews.  

มายาคติ (สรรนิพนธ์จาก Mythologies)



เล่มนี้เป็นตัวอย่างของหนังสือที่ตอนไม่อยากอ่านนี่เห็นจัง ไปร้านไหนก็เจอ ตอนนั้นผมยังอยู่ในกะลาครับ ไม่รู้จักอะไรกับใคร (ตอนนี้ก็ยังอยู่ในกะลา แต่ดีที่มันมีรูรั่วให้พอส่องส่ายสายตาออกไปนอกกะลาบ้าง) แต่พอตอนที่อยากอ่านขึ้นมา เกือบหาซื้อไม่ได้ ไปถามที่ศูนย์หนังสือของ มธ เขาก็ว่าหมด ต้องขอบคุณปิ๊กที่อุตสาห์ซื้อมาฝากจากจุฬา ความอยากอ่านมันเกิดขึ้นจากเมื่อเดือนที่แล้ว ระหว่างรอน้องซึ่งนัดกันไปโยนโบว์ลิง ผมก็เดินเล่น B2S ไม่รู้นึกอย่างไร ซื้อหนังสือติดมือออกมาด้วย 2 เล่ม ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 1 ว่าด้วยวรรณกรรม เล่ม 2 ว่าด้วยสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ นพพร ประชากุล คนนี้ใครก็ไม่รู้จัก (น่าจะนึกได้ภาพเดียวกับลูกศิษย์อาจารย์นพพรที่คงพูดว่า ยืน คนนี้ใครไม่รู้จัก) ซื้อมาเพราะอยากลองอ่านดู แค่นั้น (จริง ๆ มีแรงขับดันไร้เหตุผลด้วยครับ เนื้อกระดาษของหนังสือจับแล้วดูดี รู้สึกดี แต่ไม่ชอบปกเลยนะ บอกไว้ก่อน - ทั้งสองปก) พอเริ่มอ่าน อ่านเล่ม 2 ก่อน หลังจากอ่านจบบทความ "โรล็องด์ บาร์ตส์ กับสัญศาสตร์วรรณกรรม" (หน้า 144 ผังแสดงการทำงานของความหมายแฝง ระนาบ มีพิมพ์ตก บ ใบไม้นะ) มันเกิดอาการอยากอ่าน "มายาคติ" ขึ้นมาอย่างรุนแรง หาแถว ๆ นี้ไม่มีเลย กระทั่งเมื่อวาน (วันพฤหัสบดี) ปิ๊กเอามาให้ ก็ลัดคิวเล่มอื่นอ่านมันก่อน (อ่านวันศุกร์) เพิ่งจบ จบก็เอามาลงบล็อกทันที จะได้มีหนังสือดี ๆ ประดับไว้ให้ดูดีอีกเล่มหนึ่ง (เป็นมายาคติของมายาคติ :P)

การทำงานของมายาคติคือการครอบงำความหมายเบื้องต้นแล้วใช้เป็นสัญญะซึ่งสื่อความหมายทางวัฒนธรรม ฉะนั้นบทความต่าง ๆ ในเล่มนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงสัญญะในมายาคติจากสิ่งต่าง ๆ ที่บาร์ตส์หยิบยกมาวิจารณ์ อาทิ มวยปล้ำ บาร์ตส์ว่า "สิ่งที่มวยปล้ำถ่ายทอดสู่สายตาผู้ชมก็คือ มหรสพอันยิ่งใหญ่ที่ว่าด้วยความเจ็บปวด ความพ่ายแพ้ และความยุติธรรม" มันคือ "นิทรรศการแสดงความเจ็บปวด" และนักมวยปล้ำเป็นผู้เผยให้เห็นความยุติธรรม "ที่มนุษย์เดินดินสามารถเข้าใจได้" นอกจากมวยปล้ำยังมีอีกหลายเรื่องครับ สบู่ ผงซักฟอก ของเล่น ไวน์ นม สมองไอน์สไตน์ (อันนี้ผมไม่เห็นด้วยกับบทความเท่าไร แต่พอคิดว่าสัญญะเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีความหมายทางวัฒนธรรมเดียวกัน ยิ่งสำหรับคนที่ต่างชุมชนกัน-พื้นฐานความรู้ที่ต่างกัน ก็ต้องอ่านและยอมรับในสภาพแวดล้อมของเขาล่ะ) ฯลฯ สองบทสุดท้ายอ่านไปขำไป ทึ่งว่าคิดได้อย่างไร ไม่ใช่ไม่เชื่อนะครับ เห็นด้วย ตอนที่บรรยายอาหารในแอ็ลว่าเป็น "อาหารในฝัน" จากภาพถ่ายมุมสูง แลดูไกลไม่อาจไขว่คว้า หรือภาพถ่ายนักการเมืองที่ "หรี่ตาเล็กน้อยเผยให้เห็นสายตาอันแหลมคม" บาร์ตส์ถ้าเห็นภาพถ่ายนักการเมืองไทยที่ใช้อุปกรณ์ประกอบฉากอันวิจิตรจะวิจารณ์ว่าไงนะ

ผมเชื่อว่าใครที่อ่านเล่มนี้คงได้เครื่องมือใช้มองมุมมองใหม่ ๆ ในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นธรรมชาติซะเหลือเกินแต่เป็น (เพียง) มายาคติกันบ้างล่ะ

ผมให้




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 13 กันยายน 2552 2:37:57 น.
Counter : 2718 Pageviews.  

นักสืบเศรษฐศาสตร์ (The Undercover Economist)



เป็นหนังสือเล่าเรื่องในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ เขียนได้น่าสนใจมากครับ เชื่อว่าจะเป็นอีกเล่มหนึ่งที่ทำให้ผู้ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์อ่านแล้วตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ที่ freakonomics เคยทำ Tim Harford เรียกตัวเองว่า undercover economist (นักสืบเศรษฐศาสตร์) หรือนักเศรษฐศาสตร์จอมขุดคุ้ยที่จะพาคุณคุ้ยตั้งแต่เรื่องค่ากาแฟ การตั้งราคากาแฟที่ลวงคนซื้อให้ส่งสัญญาณบอกผู้ขาย (แก้วใหญ่ ใส่วิป ฯลฯ) ความเสียหายจากการขับรถเข้าเมือง (ภาษีสิ่งแวดล้อม น่าสนใจใช้ในกรุงเทพดีมั้ยนะ?) moral hazard กับข้อมูลภายใน ความไม่สมมาตรของข้อมูล (ตัวอย่างตลาดซื้อรถมือสองที่ผู้ซื้อต้องวัดดวงว่าจะได้มะนาวหรือลูกท้อ) ทฤษฎีเดินสุ่มกับคนโง่ที่มีเหตุผล ในตอนนี้ Tim Harford ยกตัวอย่างรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของฟิลิปส์แอนดรูที่ถูกกดดันให้ออกจากการตัดสินใจโยกเงินทุนของลูกค้าออกจากตลาดหุ้นด้วยเหตุผล (ที่มีเหตุผลอย่างยิ่ง) ว่าราคาหุ้นสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง ที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีในการพิสูจน์คำทำนายของโทนี่ ดาย บทที่น่าทึ่งและอ่านสนุกบทหนึ่งในเล่มนี้คือ "ผู้ไม่รู้ค่าของสิ่งใดเลย" ซึ่งเป็นคำล้อนักเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นผู้ที่รู้ราคาของทุกสิ่ง แต่ไม่รู้ค่าของสิ่งใดเลย บทนี้ฮาร์ฟอร์ดชวนคุณไปคุ้ยทฤษฎีเกมในการประมูล จากนั้นชวนไปเที่ยวเมืองอูดาลาในแคเมอรูน (ทำไมประเทศยากจนถึงขัดสน) ปิดท้ายด้วยการขยายตัวที่มุ่งไปสู่ความมั่งคั่งของจีน

ผู้เขียนเขียนสนุก ผู้แปล (อรนุช อนุศักดิ์เสถียร) ก็แปลสนุก ใครที่สนใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่ไม่สนใจ) น่าจะลองหามาอ่านกัน

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 13 กันยายน 2552 2:39:03 น.
Counter : 1518 Pageviews.  

คืนอำมหิต (Raven Black)



แอน คลีฟส์ผูกเรื่องราวของผู้คนชุมชนบนเกาะห่างไกลที่ทั้งหมดรู้จักกันดีจนดูเหมือนเป็นสถานที่ไร้ภัยอันตรายให้ต้องกังวลใจ การดำเนินเรื่องผ่านมุมมองและความคิดของตัวละครหลากหลาย ฟรานพาแคชชี่ลูกสาวกลับมาเพื่อได้ทำงานศิลปะที่เธอรักและให้ลูกอยู่ใกล้ชิดกับพ่อ-ดังแคน ดังแคนผู้หลงเสน่ห์และมีสัมพันธ์สวาสกับสาวใหญ่ซีเลียแม่ของโรเบิร์ต โรเบิร์ตผู้ถูกปั่นหัวโดยนักเรียนสาวแคทเธอรีนผู้ย้ายมาใหม่จากเมืองใหญ่อันวุ่นวายพร้อมโปรเจคที่เชื่อว่าขึ้นชื่อว่าคนเมืองไหน ๆ เล็กหรือใหญ่ก็สันดานเดียวกันและเธอยังเพื่อนเพียงคนเดียวของแซลลี่ แซลลี่ที่ถูกเพื่อน ๆ แกล้งเป็นประจำเนื่องจากเธอเป็นลูกสาวของครู-มาร์กาเร็ต มาร์กาเร็ตผู้เอื้อเฟื้อกับคนชราเว้นเพียงหนึ่งคนที่เธอไม่อยากเข้าใกล้-แมกนัส แมกนัสผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมแคทริโอน่า บรูซซึ่งหายสาบสูญไป ฯลฯ การบรรยายที่ปลดปล่อยให้ตัวละครทุกตัวของเธอออกมาโลดแล่นราวกับมีตัวตนอยู่จริงและเชื่อมโยงประสานสอดคล้องกันเพื่อคลี่คลายปมฆาตกรรมสองรายเป็นเสน่ห์ของนิยายฆาตกรรมเรื่องนี้ครับ

ในฉบับภาคไทย แปลดีครับ มีเอะใจนิดนึงตรงเชิงอรรถอธิบายข้อความตอนที่ครูกำลังสอนความฝันแห่งมิดซัมเมอร์ไนต์ โดยให้ข้อมูลว่า midsummer night คือคืนวันที่ 24 มิถุนายน วันฉลองนักบุญจอห์น เดอะ เบพติส จบแค่นี้ ตรงนี้อ่านทีแรกผมนึกถึงบทละคร a midsummer night's dream ของ shakespeare เห็นทีเป็นเรื่องอื่นเช่น Macbeth บอกไว้นะครับ แล้วก็หายเอะใจเพราะนึกต่อได้ว่าวันนั้น (หมายถึงวันฉลองนักบุญจอห์น เดอะ เบพติส) บรรดาภูติ แม่มด ก็มีพาเรดเหมือนกัน ก็เข้าไปต่อตามเรื่องราวในอะมิดซัมเมอร์ไนท์สดรีมได้ ส่วนเรื่องวันที่เฉลิมฉลองนั้นเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้อง 24 ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นด้วย

ผมให้




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 13 กันยายน 2552 2:40:33 น.
Counter : 1165 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.