creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

รู้สู้โรค



รู้สู้โรค โมเลกุลเพื่อชีวิต ชีวิตเพื่อสุขภาพ ของ ศ.นพ.เฉลียว ปิยะชน เป็นหนังสือที่พูดถึงวิธีป้องกัน ดูแล รักษา สุขภาพ ตามทฤษฎีเจ้าเรือนเป็นใหญ่ อย่างที่รู้กันว่าทฤษฎีการเกิดโรคหลัก ๆ นั้นมี 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีเชื้อโรคของหลุยส์ ปาสเตอร์ ผู้มีทัศนะว่าร่างกายหาใช่อะไรไม่นอกจากเครื่องจักรที่ปราศจากเชื้อโรค เมื่อเป็นโรค ก็เป็นเพราะมีเชื้อโรค กำจัดเชื้อโรค ย่อมไม่มีโรค ทฤษฎีนี้มองเชื้อโรคเป็นใหญ่ กับทฤษฎีของคล็อด เบอร์นาร์ด ที่มองร่างกายเป็นใหญ่ เชื้อโรคไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้นอกเสียจากสภาพแวดล้อมภายในร่างกายขาดสมดุล หนังสือเล่มนี้จึงปูพื้นกลไกทางเคมีต่าง ๆ ในร่างกายมากมายครับ มองในระดับโมเลกุล ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นในการรักษาสมดุลของเจ้าเรือน ในส่วนของโรคนั้นพูดถึง มะเร็ง หลอดเลือดแข็ง เบาหวาน ข้อเสื่อม กระดูกบาง ฯลฯ เป็นสำคัญ การเลือกกินดูเน้นเป็นพิเศษ ข้อมูลมหาศาลครับ และดูจากการอ้างอิง ข้อมูลวิจัยใหม่ ๆ เพียบ สำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสุขภาพน่าจะเป็นตำราชั้นดี ส่วนตัวผมจำไม่หวาดไม่ไหว ตอนอ่านใหม่ ๆ ก็บ้าจี้ จะซื้อไมโลกล่ิองหรือน้ำผลไม้กล่องต้องเพ่งด้านข้างดูว่ามีวิตามินอะไรบ้าง ที่หลงเหลือในหัวตอนนี้ วิตามินซีคือพระเจ้า สำหรับคนที่ใส่ใจร่างกายหรือใคร่รู้ลองหามาอ่านครับ

ผมให้




 

Create Date : 07 เมษายน 2553    
Last Update : 7 เมษายน 2553 23:21:12 น.
Counter : 1158 Pageviews.  

คำตอบที่ต้องถาม



เจอเล่มนี้ที่ซี-เอ็ดโลตัสอ่อนนุช วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมก็ยื่นให้เบียร์สิงห์ดู (เขาเรียนจบเศรษฐศาสตร์) ถามว่าเป็นไงน่าอ่านไหม น่าอ่านจะได้ซื้อ เพราะซื้อแล้วจะได้อ่านกันหลาย ๆ คน เขายืนอ่านสักพักบอกว่าเดี่ยวซื้อเองแล้วให้ผมยืมอ่าน ก็ดีสิ อ่านฟรีไม่ต้องเสียตังค์ แต่ก็ไม่ดีอีก ถ้าผมเกิดชอบขึ้นมา มันจะไม่ได้อยู่ประดับประดาห้อง เป็นอันว่าผมได้เอากลับมาอ่านก่อน "คำตอบที่ต้องถาม" รวมบทความจากกรุงเทพธุรกิจ 49-52 บน theme เศรษฐศาสตร์การเมือง ว่าด้วยจริยธรรม และธรรมาภิบาล ของอาจารย์วรภัทร โตธนะเกษม ในทุก ๆ บทที่แทรกเข้ามาให้ผู้อ่านรับรสคือจริยธรรมไม่ว่าจะเป็นจริยธรรมทางธุรกิจหรือทางการเมือง ซึ่งมันดูอยู่ไกลตัวสำหรับบางคน ผมคนนึงล่ะ เพราะผมไม่ใช่ทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจ อาจารย์วรภัทรก็บอกไม่เป็นไร เป็นคนเป่านกหวีดได้ แหนะ น่าคิดครับ พึงทราบ 2 ประการ (1) นกหวีดธรรม ๆ ที่ขายในไทย ไอ้ลูกกลม ๆ เบา ๆ ที่กลิ้งไปกลิ้งมาเวลาเป่าเพื่อเปลี่ยนความถี่เสียงให้ดังฟังแล้วเป็นนกหวีดมันมักจะไม่ใส่มาให้ พอเป่าทีไรฟังก็ไม่ดังเป็นเสียงนกหวีดธรรมดา ดังเป็นเสียงนกหวีดพิการ (2) คนเป่านกหวีดส่วนใหญ่จะเป่าในน้ำ อาจจะใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเป็นปกติวิสัย หรืออย่างน้อยปากก็อยู่ในน้ำ พอโมเลกุลของน้ำลงไปแทนที่โมเลกุลของอากาศ น้ำมันไม่ vibrate เท่ากับอากาศ ครั้นจะปั่นป่วนเกิด resonances ให้เสียงความถี่ที่เรารู้ว่าเป็นเสียงนกหวีดก็คงทำไม่ได้ ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งในหนังสือรวมบทความเล่มนี้ ดูเหมือนบทความจะ "กัดเจ็บ" เป็นหมู่คณะ แต่อาจจะด้วยจรรยาบรรณหรือจริยธรรมจึงไม่ "กัดเจ็บ" เป็นตัว ๆ ดีกรีความบันเทิง (เน้นว่าบันเทิง) ลดลงนิดนึง ผู้อ่านที่สัดทัน gossip ดาราจึงถนัดที่จะมันส์กับการ 'ฉะ' แบบเจาะจงมากกว่าฉะลงบนสามานยนาม พูดง่าย ๆ 'รัฐวิสาหกิจไหน?' ไม่ใช่ 'รัฐวิสาหกิจหนึ่ง' ครับ

ผมให้




 

Create Date : 27 มีนาคม 2553    
Last Update : 27 มีนาคม 2553 12:02:48 น.
Counter : 1062 Pageviews.  

Superfreakonomics



เคยอ่านเศรษฐพิลึก (Freakonomics) กันใช่มั้ยครับ Superfreak เป็นภาคต่อที่เฉียบขาดกว่า 5 บทหลักประกอบด้วยคำถาม (เด็ด ๆ เช่นเคย) 1. โสเภณีข้างถนนเหมือนซานต้าตามห้างสรรพสินค้าตรงไหน? บทนี้วิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ของโสเภณีชิคาโก้ครับ เพื่ออธิบายคำถามทำนองว่า ทำไมวันที่คุณเธอมีลูกค้ามากที่สุดกลับไม่ใช่วันที่ทำกำไรดีที่สุด ทำไมราคาคุณเธอที่ยืนอยู่ติด ๆ กันจึงเท่ากันทั้ง ๆ ที่คุณเธอมั่นใจว่าชั้นสวยกว่าเด็ดกว่า (perfect substitutes เป็นคำตอบ) ผลกระทบของการมีแมงดา (pimpact) เทียบกับผลกระทบของการมีนายหน้าเช่นนายหน้าค้าบ้าน (rimpact) 2. ทำไมมือระเบิดพลีชีพต้องซื้อประกันชีวิต? บทนี้เกริ่นนำทำให้นึกถึงบทหนึ่งใน Outliers ของ Malcolm Gladwell ที่วิเคราะห์วันเกิดของนักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง ทำให้คิดว่าไม่ใครก็ต้องลอกใคร แต่สุดท้ายก็แอบเฉลยไว้ในเชิงอรรถเล็ก ๆ ว่าจากบทความ A Star Is Made ซึ่งเป็นบทความใน NYT แรงบันดาลใจจากงานวิจัยของ Ericsson กระตุ้นให้ตลาดผลิต Outliers และพวกพ้องออกมา สิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจจะนำ A Star Is Made มาขยายความจึงถูกขยายความในหนังสือเล่มอื่นแทนที่จะเป็น Superfreak 3. เรื่องเหลือเชื่อของความเห็นแก่ตัวและความไม่เห็นแก่ตัว สืบค้นว่าคนเราเป็นแบบไหน สุดท้ายข้อสรุปก็ดังที่เรารู้ ๆ กัน คนก็คือคนแหละครับ ไม่ดี ไม่เลว แค่ตอบสนอง (แสดงพฤติกรรม) ตามแรงจูงใจ ต้นเรื่องเป็นเหตุฆาตกรรมที่ Times บอกว่ามีเพื่อนบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ถึง 38 ราย แต่ไม่ทำอะไรเลย (apathy) ปล่อยให้ฆาตกรฆ่าเธอจนตาย จบด้วยฆาตกรคนนั้นถูกจับได้เพราะเพื่อนบ้านเห็นเขาเข้าไปขโมยทีวี (altruism) 4. ตัวแก้เข้ามา ทั้งง่ายและราคาถูก พูดถึงเหตุการณ์วิกฤตหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ตัวแก้ที่ดีคือตัวแก้ที่ง่ายและราคาถูก เช่น การแพทย์ในศตวรรษที่ 19 มีโรคที่ทำลายชีวิตแม่และเด็กเรียกว่า puerperal fever ซึ่งมีอัตราการตายของแม่สูงมากครับ เกือบ 10% สำหรับ wards หมอสมัยใหม่ แต่กลับมีอัตราการตายที่ต่ำมากสำหรับ wards หมอตำแย ทำไม? Semmelweis พบวิธีลดอัตราการตายง่าย ๆ ด้วยการให้หมอล้างมือ!!! ใช่ครับ ตอนนั้นหลุยส์ ปาสเตอร์ยังไม่ประกาศทฤษฎีเชื้อโรค และยังไม่มีใครยอมรับ แล้วแบบนี้ Semmelweis เป็นฮีโร่มั้ย? ผมอยากบอกนะครับ แต่เก็บไว้ให้คุณค้นพบเองดีกว่า แต่เชื่อเถอะว่าจิตใจหาใช่สิ่งที่ตรงไปตรงมา 5. อัล กอร์ กับภูเขาพินาทูโบมีอะไรร่วมกัน? พินาทูโบเป็นภูเขาไฟ ปกติภูเขาไฟลูกใหญ่ ๆ (พินาทูโบใหญ่) ระเบิดแล้วจะปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไปยังบรรยากาศชั้นที่สอง เดาได้แล้วสิครับ มันทำอย่างเดียวกับที่อัล กอร์ทำ ... ลดโลกร้อน

บทส่งท้าย เรื่องของลิง The capuchin has a small brain, and it's pretty much focused on food and sex. คงไม่ใช่แค่ capuchin บทส่งท้ายสั้น แต่รายละเอียดหาอ่านได้จากบทความใน NYT เรื่อง Monkey Business (ลองปรึกษา google ครับ) และรายละเอียดสมบูรณ์ดูใน Endowment Effect in Capuchin Monkeys ของ Chen กับ Santos (ผมจะเอามาเล่าแบบละเอียดอีกทีในเรื่องหมวดที่น่าสนใจ) Chen อยากค้าน Smith ว่ามีแค่คนหรือที่รู้จักค่าของเงิน เขาก็แนะนำ concept ของเงินให้เจ้า capuchin รู้จัก ให้มันเรียนรู้ที่จะเอาเงินมาแลกอาหาร และมันก็เรียนรู้ครับ รวมถึงมันรู้จักที่จะใช้เงินแลกกับอาหารที่มันชอบเสียด้วย จากนั้นลองทำ price shock ค่าอาหารแพงขึ้น amazing ครับ capuchin ซื้ออาหารน้อยลง เป็นไปตามกฎอุปสงค์-อุปทาน พอนานวันเข้า ผมไม่อยากจะเชื่อเลย capuchin ตัวผู้เอาเงินให้ตัวเมียเพื่อขอมี sex!

ป.ล. หากมีฉบับแปลไทย ขอเสนอแนะให้แปล notes ด้วยครับ น่าเสียดายมากที่เศรษฐพิลึกเล่มแรก ฉบับภาษาไทยของเรา สนพ. ไม่แปล

ผมให้




 

Create Date : 24 มีนาคม 2553    
Last Update : 14 มกราคม 2554 17:57:11 น.
Counter : 1240 Pageviews.  

A Country is not a Company



สัปดาห์ที่่แล้วแวะเอาผ้าไปให้เบียร์สิงห์ ก็ติดมือหนังสือเล่มเล็ก ๆ ออกจากร้านมาเล่มนึง ของ Paul Krugman ชื่อหนังสือโดนใจ A Country is not a Company ประเทศนะครับ ไม่ใช่บริษัท กึ่งตัดพ้อกึ่งเหน็บบรรดาคุณนักธุรกิจนิด ๆ ที่ดันเสนอความเห็นด้านเศรษฐกิจทั้ง ๆ ที่พื้นฐานเศรษฐศาสตร์ของตัวเองไม่ดีพอ Krugman บอกว่าเป็น great man's disease ครับ และยกตัวอย่างความสัมพันธ์ 2 เรื่องที่มักพบว่านักธุรกิจ (และควรรวมถึงคนนอกวงการ) เข้าใจผิด เรื่องแรกคือความสัมพันธ์ระหว่างการส่งออกกับการจ้างงาน ส่งออกมาก ก็สร้างงานมากจริงรึเปล่า? เรื่องที่สองการลงทุนต่างชาติกับดลการค้ามีความสัมพันธ์กันแบบไหน ประเทศที่มีเงินทุนไหลเข้ามาก จะเกินดุลรึเปล่า? แน่นอนว่าคำตอบคือไม่จริง (อาจจะจริงในระยะสั้น) และเปล่าสำหรับทั้งสองคำถาม ดุลการค้าที่เกินจะต้องถูกชดเชยกับการส่งออกทุน คำถาม ทำไมนักธุรกิจจึงมองต่างจากนักเศรษฐศาสตร์นักล่ะ? Krugman อธิบายด้วยมูลเหตุ 2 ด้าน ด้านแรกคือความเป็นระบบปิดของเศรษฐกิจ และความเป็นระบบเปิดของธุรกิจ ด้านที่สองผลสะท้อนกลับที่มักจะเป็นลบและรุนแรงของเศรษฐกิจ กับผลสะท้อนกลับที่อาจจะเป็นบวกหรือลบแต่อ่อนแรงของธุรกิจ อ่านสนุกและเห็นภาพกว้าง ๆ ชัดขึ้นว่าประเทศไม่ใช่เป็นเพียงบริษัทที่มีขนาดใหญ่ การวางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ จึงคนละเรื่องกับวางแผนทำธุรกิจของบริษัท หามาอ่านกันนะครับ แน่นอนว่าผมไม่อยากมี great man's disease - รวมถึงรู้ตัวว่าไม่ great - อ่านจบก็อดไม่ได้ที่จะแอบแปลให้น้อง ๆ อ่าน แปลจบแล้วครับ และน้อง ๆ ก็ได้อ่านกันแล้ว (บางส่วน) พรุ่งนี้มะรืนนี้อ่านทวนอีกสักรอบ แล้วจะเอามาลงให้คุณ ๆ ที่สนใจได้อ่านกัน

(23-3-2553 | 16.51) สำหรับบทแปล ต้องขอออกตัวหน่อยว่าไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์นะครับ ศัพท์เศรษฐศาสตร์บางคำที่อาจเป็นศัพท์เฉพาะที่ผมแปลผิด ผู้รู้สามารถทักท้วงได้เต็มที่

ประเทศนะครับ ไม่ใช่บริษัท

ผมให้




 

Create Date : 22 มีนาคม 2553    
Last Update : 23 มีนาคม 2553 16:53:08 น.
Counter : 1185 Pageviews.  

แกะดำทำธุรกิจ ทุ่งหญ้าแห่งความรู้และความสุข



ภาคต่อจาก ZigZag เมื่อแกะดำทำธุรกิจ ของคุณประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ซึ่งถ้าผนวก 2 เล่มเข้าด้วยกันก็ไม่ขัดเขินอะไร ยังอยู่ในอารมณ์และ theme เดียวกัน เจือด้วยเหตุบ้านการเมืองร่วมสมัยเข้าไปเล็กน้อย ความคิดอ่านที่มีต่อหนังสือของผมจึงไม่แตกต่างจากเล่มที่แล้ว ถูกใจเป็นพิเศษก็ตอนด่าการบินไทย ผมเห็นด้วยจริง ๆ เพราะไอ้ "รักคุณเท่าฟ้า" นี่ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่ามันรักกูเลย ขออนุญาตแซวหน่อยตอนพูดถึงคนกับ Kaisen (เน้นว่าแซวนะครับ) คุณประเสริฐเขียน "ถ้าทุก ๆ วันเรามีพัฒนาการดีขึ้นจากเมื่อวาน 0.1% ในหนึ่งปีคนนั้นจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น 36.5%" ผมเชื่อว่าจุดประสงค์ของผู้เขียนคืออยากบอกคุณ ๆ ผู้อ่านว่าถ้าวันนี้ของทุกวันในหนึ่งปีดีกว่าเมื่อวาน ผ่านไป 365 วัน มันก็ต้องดีกว่าต้นปี 'มากมาย' คีย์เวิร์ดคือคำว่า 'มากมาย' แต่ใช้สัญลักษณ์ '36.5%' แทน (ถ้าให้ไกร๊ซ์มาวิเคราะห์ก็คงจะบอกว่า 'มากมาย' เป็น speaker meaning ของ '36.5%' ซึ่งเป็น utterance meaning) เพราะถ้าคุณให้ความสามารถของคุณวันที่ i เท่ากับ yi และเรามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นทุกวัน 0.1% จากวันเมื่อวาน นั่นคือ yi+1 = 1.001yi ครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่า y1 = 1000, y2 = 1001, y3 = 1002.001 ... เริ่มเห็นจุดผิดในการคำนวณแบบในหนังสือกันรึยัง ซึ่งความสัมพันธ์มันเป็น first order recurrence (กรณี homogeneous) มี general solution เป็นลำดับเรขาคณิตที่ r = 1.001 มองไม่ยากอะไรครับ สมมติเริ่มต้นวันแรก มี A ฉะนั้นวันที่สองมี 1.001A วันที่สามมี (1.001)2A หรือเขียนลำดับ A, 1.001A, (1.001)2A, (1.001)3A ... พอถึงวันที่ 365 ก็จะมี (1.001)364A หรือ 1.439A ฉะนั้นถ้าคุณประเสริฐจะเขียนให้ผู้อ่านที่ลืมคณิตศาสตร์ไปแล้วงงนิดนึง (แต่ถูกต้องกว่า) แกควรจะเขียนว่า "ถ้าทุก ๆ วันเรามีพัฒนาการดีขึ้นจากเมื่อวาน 0.1% ในหนึ่งปีคนนั้นจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น 43.9%"

ผมให้




 

Create Date : 13 มีนาคม 2553    
Last Update : 13 มีนาคม 2553 11:03:12 น.
Counter : 1226 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.