creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ปิศาจแห่งสลีธ (The Ghosts of Sleath)



ตอนเริ่มต้นอ่านไม่ได้คิดอะไรมากกับเดวิด แอช นักสืบผู้ค้นคว้าเรื่องราวลึกลับคนนี้ กระทั่งสักพักถึงตอนที่ถูกผีสามพี่น้องวิปริตและแม่นม (ที่ยังไม่เป็นผี) หลอกว่าถูกผีหลอกนั่นแหละ ผมนึกถึงหนังเก่าเรื่องหนึ่งที่เคท เบคกินเซลอวดนมขึ้นมาทันที Haunted ค้นข้อมูลนิดหน่อย พบ นิยายสยองของ James Herbert เรื่อง Haunted ถูกสร้างเป็นหนังในปี 95 และตัวละครหลักของทั้งสองเรื่องนี้เป็นตัวเดียวกัน จะมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ผมไม่ทราบ เพราะพูดได้ว่าเปิดซิงด้วยการอ่านเรื่องนี้จากผลงานแปลของคุณสุวิทย์จริง ๆ (หลังอ่านจบผมเตรียม The Rats จ่อคิวเรียบร้อยแล้วครับ) ชอบบรรยากาศชนบทที่ดูสงบเงียบ ราบเรียบ สวยงาม เป็นมิตร แต่ซุกซ่อนด้วยปมอดีตลึกซึ้งชั่วร้าย (ทั้ง Haunted และ ปิศาจแห่งสลีธ) อ่านแล้วขนลุกหลายตอนครับ บรรยายภาพของผี ภาพผู้คนให้โลดแล่นออกจากหน้ากระดาษ จนบางคืนตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่ามีเด็กยืนอยู่ข้างเตียงเลยสิ สำหรับเราคนอ่าน โชคดีที่เห็นวูบเดียว เดี๋ยวมันก็หายไป แต่สำหรับคนในหมู่บ้านสลีธ โชคร้ายหน่อยครับ เพราะบรรดาเด็กพวกนั้นไม่หายไปไหน

ผมให้




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2553 22:40:24 น.
Counter : 1236 Pageviews.  

ภูเขาวิหารและโดมแห่งศิลา



เล่มนี้ผู้เขียนบอกเล่าประวัติความเป็นมาของภูเขาวิหารหรือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว (ภูเขาโมริอาห์) เป็นเสมือนที่ประทับของพระเจ้า เป็นจุดศูนย์กลางของโลกตามพระเจ้าของชาวยิว เป็นประตูข้ามโลกไปพบพระเจ้า พระเจ้าองค์เดียวกันนี้เองแต่เมื่อกลุ่มที่นับถือประกาศตัวเป็นสาวกของนบีมูฮัมหมัด ณ ภูเขาดังกล่าวก็ปรากฎสิ่งก่อสร้างซ้อนทับของชาวอิสลามเรียกว่าโดมแห่งศิลา (เป็นศิลาที่พาศาสดาไปเข้าเฝ้าพระเจ้า) ต่างยุคต่างสมัยออกไป พระเยซูคริสต์เองก็ยังเคยทรงพระอาละวาดวิหารที่บูชาพระเจ้าแปลกปลอมมาแล้ว เห็นความเกี่ยวพันอันยุ่งเหยิงของทั้งพระเจ้าชาวยิว พระเจ้าของพระคริสต์ และพระเจ้าของอิสลาม ซึ่งก็เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน สถานที่ที่โยงใยศรัทธาของยูดาย คริสต์ และอิสลามจะมีความน่าสนใจเพียงไร การโยงใยด้วยอำนาจที่เหยียบอยู่บนศรัทธาก่อให้เกิดความโหดร้ายปานใดขึ้นมาได้บ้าง นอกจากนี้ภูเขาวิหาร วิหารยังเป็นที่พำนักของอัศวินวิหาร (อัศวินเท็มปล้า) ที่ว่ากันไปต่าง ๆ นานาว่าค้นพบขุมทรัพย์ของโซโลมอน ไล่มาจนถึงเมื่อไม่นานศึกแย่งชิงน้ำมัน ดูเหมือนภูเขาแห่งนี้จะเป็นแหล่งดึงดูดเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ คุณชัชรินทร์เล่าไว้สนุกสนาน ชวนติดตามอย่างยิ่ง อ่านเพลินครับ

ผมให้




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2553 17:37:02 น.
Counter : 1199 Pageviews.  

Pluto ตามล่านักฆ่าแอนดรอยด์



จุดจบของการรอคอยอันยาวนาน ตั้งแต่เล่มแรก สิงหาคม ปี 49 จนถึงเล่มสุดท้าย (เล่ม 8) มิถุนายน ปี 53 ความที่มันทิ้งห่างกันนานมากระหว่างเล่ม ตอนที่ออกเล่มสี่มาใหม่ ๆ (เมษายน 50) ผมก็ต่อไม่ติดแล้วล่ะครับ หลังจากนั้นจึงซื้อเก็บเรื่อย ๆ รอจบแล้วอ่านมันรวดเดียว เต็มอิ่มครับ (หมายถึงทั้งรอและอ่าน) เป็นเรื่องราวที่เจ้าหนูอะตอมรับบทรองในคดีฆาตกรรมหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงของโลก 7 ตัว ฆาตกรรมหุ่นยนต์ทำไม อะไรคือปมความอาฆาตแค้นที่อยู่เบื้องหลัง ยังมีอะไรเก่งกว่าหุ่นยนต์ฮีโร่ทั้ง 7 ตัวนี้อีกหรือ นั่นแหละครับคือคำถามที่นาโอกิล่อหลอกคนอ่านให้ติดตามได้อย่างซับซ้อนซ่อนเงื่อน คงสไตล์เหมือนผลงานเรื่องอื่น ๆ ของแก ด้วยจำกัดที่ความยาวเพียง 8 เล่มจึงไม่มีเฉลยแล้วเฉลยอีกเหมือนเพื่อนที่ทำให้มึนเหลือเกินกว่าจะได้รู้ว่าเพื่อนคือใคร (อันที่จริงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่แน่ใจ) สำหรับพลูโต ผมชอบไอเดียตัดสินใจเลือกที่จะไม่ลืมตาของหุ่นยนต์ครับ มองเชิงปรัชญาการ์ตูนเรื่องนี้ตั้งคำถามเรื่อง free will ผ่านสมองเทียมที่มีสมรรถนะสูงดี มีนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาหลายคน (อาทิ Haggard, Wagner, Wheatly, Guy Claxton ฯลฯ) ที่เชื่อว่าสิ่งนี้เป็น by-product ของระบบที่มีความซับซ้อน ถ้าใช่ พูดได้ว่าหุ่นยนต์อย่างน้อยตัวหลักทั้ง 11 ตัว (7 + พลูโต + โกซี่ + บราอู + น้องสาวอะตอม) มี (หรือเกือบมี) free will ถ้าคานท์อ่านคงบอกว่า...ก็แค่การ์ตูน

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2553 12:35:54 น.
Counter : 1405 Pageviews.  

The Black Hole War



ผลงาน popular science เล่มที่ 2 ของโปรเฟสเซอร์ Susskind (เล่มแรกคือ The Cosmic Landscape) เล่มนี้แกเล่าวิวาทะในหมู่นักฟิสิกส์ ตัวละครหลัก ๆ ก็คือแกเอง Stephen Hawking และ Gerard 't Hooft อันที่จริงต้องใส่ Juan Maldacena ไว้อีกคน ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ปิดฉากสงครามอย่างงดงาม (ตามหนังสืออ้างนะครับ) ให้กับฝ่ายนักทฤษฎีสตริง แต่ตัวละครลับตัวนี้ชื่อมาโผล่เอา 3 บทสุดท้าย (พร้อม ๆ กับ Claudio Teitelboim) ประเด็นวิวาทะเริ่มจากที่ฮอว์กิ้งเชื่อว่าหลังจากหลุมดำ evaporate แล้ว information ต่าง ๆ ที่ตกไปในหลุมดำจะหาย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามันขัดกับกฎฟิสิกส์พื้นฐานที่ไม่อนุญาตให้ information สูญหาย เริ่มตรงนี้แหละครับ หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ภาค ภาคแรกแนะนำความคิดทั่วไปเกี่ยวกับหลุมดำ ภาคสองเป็นเล่าถึงการโจมตีว่าข้อมูลต้องหาย ต้องถูกทำลายของฮอว์กิ้ง ภาคสามเป็นการตีคืนจากฝ่ายที่ว่าไม่หายด้วย concept สองสามประการ ได้แก่หลัก Black Hole Complementarity กับหลัก Holographic ซึ่งหลักทั้ง 2 นี้ถูกอธิบายด้วยสตริงได้อย่างสอดคล้องลงตัวและงดงาม ผู้เขียนอธิบายไว้ในภาคสุดท้ายครับ (สำหรับคนที่อยากรู้สรุปใจความทีเดียว แนะนำบทที่ 20 - 23 ครับ อ่านแค่ 4 บทนี้ก็พอ) ในด้านลีลาการเขียน เป็นแบบคนแก่เล่าเรื่องให้เด็ก ๆ ฟัง (แบบเดียวกับเล่มแรก) ไม่เหมือนอ่านตำราเรียน บางตอนให้อารมณ์แบบ gossip ดารา (นักฟิสิกส์) นิด ๆ บางตอนก็เล่าเรื่องตลก เรียกว่ามีทั้งมุกมีทั้งกัดจิกเป็นระยะ ๆ จึงเพลิดเพลินเป็นพิเศษ คนที่ไม่รู้ฟิสิกส์ก็อ่านได้ครับ แกไม่ได้สอนฟิสิกส์ด้วยหนังสือเล่มนี้ แต่สงครามหลุมดำเล่าประวัติการแสวงหาความรู้หลายสิบปีและวิวาทะที่ค่อนข้างยาวนานในแวดวงฟิสิกส์ แน่นอน ก็ต้องมีความรู้ฟิสิกส์ติดหัวบ้าง ไม่ติดบ้าง มอบให้กับผู้อ่านด้วย แต่ก็เพื่อจุดประสงค์ให้เกาะตามเรื่องได้ไปจนจบเท่านั้นเอง สนุกครับ

ปล. ใครอยากรู้ว่าทำไมอาจารย์หัวล้าน ต้องอ่าน epilogue ในช่วงที่แกพูดในงานวันเกิด 60 ปีของฮอว์กิ้ง :P

ผมให้




 

Create Date : 22 มิถุนายน 2553    
Last Update : 22 มิถุนายน 2553 1:06:23 น.
Counter : 1236 Pageviews.  

ความตายอันแสนสุข



เรื่องราวความตายและการเรียนรู้ที่จะปฏิบัติ "หน้าที่ประการเดียวของมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือการมีความสุข" (หน้า 213) ของปาตริส แมร์โซ ในภาคสอง-ความตายพร้อมสติสำนึก-ผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นความสุขจริง ๆ หรือความสุขที่เกิดจากการขบคิดหาเหตุผลแล้วสรุปเอาเองด้วยความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวว่าเป็นความสุข ในช่วงตอนท้ายที่ป่วยไข้ "เขาได้ยินเหมือนเสียงเพรียกหาอันอ่อนหวาน" อันเป็นเหตุให้ความกลัวตายสลายหายไปและมั่นใจว่า "เขาจะพบเหตุผลจากการตายจากทุกสิ่งที่เคยเป็นเหตุผลแห่งการดำรงชีวิตของเขาเอง" (หน้า 207) ผมกลับคิดว่าวิธีในการแสวงหาความสุขรวมถึงการใช้ชีวิตของเขาน่าเบื่อ (อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีความสุขยาก) ไม่น่าตื่นตาตื่นใจ และไร้แก่นสาร (ขออนุญาตพูดแบบนี้โดยไม่ตอบคำถามว่าแก่นสารคืออะไร) ตรงนี้ต่างหากที่ผลักดันให้เขายอมรับความคิดว่านั่นคือความสุข จึงวิเคราะห์ออกมาเพียงปริมาณ แต่ไม่มองมิติคุณภาพของความสุข กามูอาจจะไม่ได้คิดผิดนะครับ แต่กามูสร้างแมร์โซให้แยกระหว่างการมีความสุขมากกับการมีความสุขประณีตไม่ออก ชะตากรรมของตัวละครจึงเป็นแบบนั้น ดำรงอยู่บนความขัดแย้ง (ซึ่งเราสามารถนำปรัชญาพุทธศาสนามาอธิบายประเด็นนี้ได้กระจ่างครับ) แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วกามูจะบอกผ่านแมร์โซถึงความสุขจากความสงบร่วมกับธรรมชาติ แต่ผมว่ากลับลำสายเกินไป คนที่พูดกับตัวเองว่าไม่กลัว คือคนที่กำลังคิดถึงความกลัว สำหรับภาคแรก-ความตายตามธรรมชาติ-ที่เป็นตัวมอบปัจจัยแก่ภาคหลัง ส่วนตัวผมรู้สึกว่าลีลากลวิธีการเล่าของสองภาคนี้แตกต่างกัน (จำนวนแมวก็แตกต่างกัน) ผมชอบสไตล์ภาคแรกมากกว่า ภาคแรกตัวละครดูชัดเจนกว่า แม้เราไม่อาจมั่นใจได้ว่าถ้าแมร์โซไม่ฆ่าซาเกรอส์แล้วเขาจะมีความสุขน้อยลง หรือไม่สมบูรณ์แบบจริงหรือ

ผมให้




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2553    
Last Update : 19 มิถุนายน 2553 11:36:17 น.
Counter : 1600 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.