creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ยามซากุระร่วงโรย (秒速5センチメートル)



ไม่ประทับใจหนังสือเท่าไร หนังสือสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีกเยอะ ตัวอย่าง ตัวละครมีความรู้บางอย่างในสิ่งที่ตัวละครทำ แต่ถูกแปลมาแบบที่อ่านแล้วรู้ว่าคนแปลไม่รู้ในสิ่งที่ตัวละครตัวนั้นทำ เรื่องคำผิด เปิดมาหน้าแรก หน้าสารบัญ ก็เจอแล้ว สารภาพว่าไม่อิน อ่านแบบให้จบ ๆ ไป จำได้ลาง ๆ ว่า concept หรือสิ่งที่ผู้เขียนอยากพูดไม่ได้แย่นะ แต่อย่างที่บอก เป็นเรื่องที่อ่านจบแล้วตัวละครหรือความคิดเกี่ยวกับเรื่องไม่อยู่กับเรา อ่านจบเมื่อต้นเดือน ตอนนี้ปลายเดือน เลือนหายไปเกือบหมดแล้ว

ผมให้




 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2560 11:51:19 น.
Counter : 679 Pageviews.  

พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวาน (ぼくは明日, 昨日のきみとデートする)



เราว่าข้อความ "เวลาของผมเดินไปข้างหน้า แต่เวลาของเธอกลับเดินถอยหลัง" บนโปสเตอร์หนังฉบับภาษาไทย mislead นะ เพราะหลอกให้นึกว่าเรื่องนี้คงอยู่ภายใต้เงาของ I Haven't Dreamed of Flying for a While ของ Taichi Yamada หรือเรื่องสั้น The Curious Case of Benjamin Button ของ F. Scott Fitzgerald แต่ไม่ใช่เลย พรุ่งนี้ผมจะเดตกับเธอคนเมื่อวานเป็น sci-fi ในกลุ่มการเดินทางไปเที่ยวต่างดาวที่อยู่อีกเอกภพหนึ่ง (เราคิดว่ามันจำเป็นต้องเป็นอีกเอกภพหนึ่ง) และดาวสองดวงนี้คล้ายกันมาก (ไม่มีตรงไหนชี้ให้เห็นลักษณะของ sci-fi กลุ่ม many worlds นะ ฉะนั้น มันอาจจะเป็นหรืออาจจะไม่ก็ได้) ที่สำคัญ ไม่มีเวลาของใครเดินถอยหลัง เวลาของทั้งสองโลกเดินไปข้างหน้า ไม่มีเอ็นโทรปี้ของโลกไหนลด นิยายสร้างเงื่อนไขที่เป็นเอกลักษณ์คือ กำหนดให้เวลาที่เดินไปข้างหน้าของพระเอกกับนางเอกสวนทางกัน พระเอกแก่ขึ้นตามปกติในโลกของเขา และนางเอกก็แก่ขึ้นตามปกติในโลกของเธอ แต่เมื่อนางเอกเดินทางข้ามมายังโลกของพระเอก เวลาที่เดินไปข้างหน้าของเธอ จะเดินเข้าไปในอดีตของพระเอก ข้อความนี้สมมูลกับเธอต้องเดินทางข้ามเวลาอยู่ตลอดเวลา ถ้าลองตั้งใจคิดจริงจัง การเดินทางข้ามเวลาอยู่ตลอดเวลา (แค่พิมพ์ก็งงแล้ว) ก่อให้เกิด paradox มากมาย ปวดหัวมาก และอาจไม่มีทางคิดได้ว่ามันหมายความว่ายังไงที่ flow ของเวลาของวัตถุ 2 ชิ้นที่อยู่ในพิกัด space-time เดียวกันจะมีทิศทางสวนกัน ผู้เขียนจึงต้องสร้างข้อกำหนดเพื่อไม่ให้คนอ่านต้องสับสนจนวางหนังสือแล้วไปหยิบยาแก้ปวด เพื่อจะได้มีพื้นที่ใส่ความโรแมนติกก่อนที่จะกลายร่างเป็นตำรา metaphysics ผู้เขียนกำหนดให้ใน 1 วันที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน เวลาจะไหลไปในทิศทางของเวลาของโลกของพระเอก ผลสืบเนื่องคือ เราคิดว่าเรื่องนี้มี flow ของเวลาอยู่ 2 ระดับหรือ 2 แบบ หนึ่ง flow ของเวลาภายใน 1 วันที่เวลาของทั้งคู่ไหลไปในทิศทางเดียวกัน (หน่วยเล็กสุดของเวลาคือเวลาที่แสงใช้เดินทางหนึ่งความยาว Planck มั้ง :P) กับสอง flow ของเวลาที่หน่วยเล็กที่สุดของเวลาคือ 1 วัน (แปลว่า เวลาภายในหนึ่งวันไหลยังไงไม่รู้ แต่เวลาระหว่างวันต้องไหลแบบนี้) ซึ่งเป็น flow ที่ควบคุมเวลาของนางเอกที่เที่ยวอยู่ในโลกของพระเอกมากกว่า 1 วัน และมีทิศทางเดียวกับทิศทางเวลาในโลกของเธอ ข้อกำหนดนี้ทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนจากเดินทางข้ามเวลาตลอดเวลา เป็นเดินทางข้ามเวลาทุกวัน (หลังเที่ยงคืน) นั่นคือ ถ้านางเอกมาถึงโลกของพระเอกวันที่ 1 และเจอพระเอก และวางแผนจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพระเอกบนโลก 41 วัน ในประสบการณ์ของเธอ วันแรกที่เธอเจอเขา เขาจะเจอเธอมาแล้ว 40 วัน เท่านี้ผู้เขียนก็ได้เวทีสำหรับดราม่า เวทีสำหรับโรแมนติกแล้วใช่มั้ยล่ะ คู่รักที่มีเวลาจำกัด ในแต่ละวันที่เดินไปข้างหน้า แต่ละคนจะเจอกับอีกคนหนึ่งในอดีต เป็นความรัก 40 วันที่ถูกวางแผนโดยทั้งคู่ในอนาคตที่ต่างฝ่ายต่างเข้าไปชี้นำอีกฝ่ายหนึ่งตอนเป็นเด็ก 5 ขวบ



ผมให้




 

Create Date : 25 มกราคม 2560    
Last Update : 25 มกราคม 2560 15:21:44 น.
Counter : 1301 Pageviews.  

Payoff



พูดโดยสรุป Dan Ariely กำลังสำรวจว่าถ้าเราจะเขียนสมการ motivation มันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร motivation = k1*เงิน + k2*ความสำเร็จ + k3*ความสุข + k4*สถานะ + k5*... มีอะไรอีกบ้าง และที่สำคัญ ki เหล่านั้นเป็นค่าคงที่มั้ย ถ้าไม่ เป็นฟังก์ชั่นของปัจจัยอะไร แล้วก็สรุปออกมาเพียงว่า motivation function (ถ้ามี) เป็นสิ่งซับซ้อน เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย หรือรู้เพียงผิวเผิน หรือแม้กระทั่งรู้อย่างผิด ๆ และกระทำอะไรบางอย่างที่หวังว่าจะเพิ่ม motivation แต่กลับฆ่า motivation สำหรับในมุมมองของผู้จ้าง การรู้ motivation ของลูกจ้างย่อมหมายถึงผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ในความซับซ้อนดังกล่าว Ariely นำเสนอการทดลองหลายชิ้นที่พยายามเปิดเผยตัวตนของ motivation และเขาได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ในการที่จะ motivate ใครก็ตาม เราต้องทำให้เกิดความหมายและความเชื่อมโยง (a sense of connection and meaning) คล้าย ๆ กับข้อความใน Man's Search for Meaning ของ Victor Frankl "The truth—that Love, Meaning and Connection are the ultimate and highest goal to which man can aspire."

Dan Ariely ยกตัวอย่างการทดลองที่แสดงว่า ในบางกรณี คนเราถูก motivated โดย connection กับ meaning มากกว่าความสบายหรือความสุขหรือเงินอันเป็นปัจจัยระยะสั้น เพราะทั้งคู่ส่งผลกระทบในวงกว้างนอกเหนือจากตัวเรา เป็นต้น ยกตัวอย่าง IKEA effect ว่าด้วยการให้คุณค่าของงานที่เราลงแรงนานและเป็นการให้คุณค่าอย่างลำเอียง ยกตัวอย่างการทดลองที่บอกว่าการใช้เงินเป็นตัวกระตุ้น อาจส่งผลทางลบเมื่อเทียบกับคำชม หรือตัวกระตุ้นอื่น ๆ อันที่จริงเรามีคำถามสองสามข้อจากการทดลองนี้นะ ขอเล่ารายละเอียดที่แกเล่าในหนังสือก็แล้วกัน

การทดลองกับพนักงาน Intel สายการผลิตชิปในอิสราเอล ซึ่งมีวงรอบการทำงาน 8 วัน โดยทำงานต่อเนื่อง 4 วันวันละ 12 ชั่วโมงแล้วพักต่อเนื่อง 4 วัน โรงงานมีนโยบายแบบนี้ครับ ในวันแรกของรอบการทำงาน หลังจากที่หยุดพักมา 4 วันแล้วนั้น ถ้าพนักงานสามารถทำได้ตามเป้าที่กำหนด จะได้รับเงินพิเศษ 100 นิวเชคเคล ทำนองเป็นแรงกระตุ้นของเช้าวันจันทร์ งานนี้ Ariely กับคณะอยากรู้ว่าถ้าเปลี่ยนเงินเป็นอย่างอื่น เช่น พิซซ่าส่งถึงบ้าน หรือคำขอบคุณจากผู้จัดการ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร (เนื่องจากการส่งพิซซ่าถึงบ้านไม่สามารถทำได้ ในการทดลองจึงเปลี่ยนเป็นให้ pizza voucher แทน) เขาแบ่งพนักงานออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรก เหมือนเดิม คือแจ้งว่าถ้าทำได้ตามเป้าจะได้เงิน กลุ่มสองเปลี่ยนจากเงินเป็น voucher กลุ่มสามเปลี่ยนเป็นคำชื่นชม กลุ่มสี่เป็นกลุ่มควบคุม ไม่ให้อะไรเลย ผลลัพธ์คือ ผลงานของกลุ่ม 1-3 ดีกว่ากลุ่ม 4 ในวันแรก คือดีขึ้นประมาณ 6.6-6.7% เมื่อเทียบกับกลุ่ม 4 แต่ทั้ง 3 กลุ่มนั้นแทบไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่พอคิดรวมผลงานหลังจากวันแรกด้วย กลับพบว่าผลงานโดยรวมของกลุ่มแรกลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับกลุ่ม 4 ในขณะที่ performance ของกลุ่ม 3 แค่ค่อย ๆ ลดลงจากที่เพิ่มขึ้น 6.6% สู่ baseline (performance ของกลุ่ม 4) ส่วนกลุ่ม 2 อยู่ระหว่าง 1 กับ 3 แต่ไม่เล่าให้ชัดเจนลงไปว่าเท่าไร ข้อสรุปคือการแจกเงินทำให้ประสิทธิภาพลดลง ส่วนคำชมทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลแค่นี้ เราเดาไปเองว่า สมมุติผลกระทบของ voucher เป็นบวกคือดีกว่า baseline (การที่เขาเล่าว่าอยู่ระหว่าง 1 กับ 3 โดยที่ 1 เป็นลบและ 3 เป็นบวก ทำให้สรุปอะไรเกี่ยวกับ 2 ไม่ได้ จึงต้องสมมุติเอา) เราว่า voucher มีโอกาสจะดีกว่าคำชมในระยะยาว เนื่องจากปัจจัยที่การทดลองนี้ไม่ได้พูดถึง คือภูมิต้านทานต่อคำชม ในเรื่องคำอธิบายที่ว่าทำไมเงินส่งผลลบนั้น make sense นะฮะ แต่สำหรับคู่ voucher กับคำชม (ถ้าคำชมสูงกว่า baseline) จำเป็นต้องใช้การทดลองที่กินช่วงเวลายาว เพราะมีความเป็นไปได้ว่า พนักงานที่ได้รับคำชมแล้วรักษาระดับผลงาน เกิดจากความคาดหวังว่าคำชมจะถูกแปลงเป็นปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งในระยะยาว คำชมจึงทำหน้าที่เหมือนแสตมป์สะสมแต้ม แต่ถ้าในระยะยาวคำชมนั้นไม่ถูกแปลงไปเป็นอะไรเลย กลุ่ม 3 จะลู่เข้ากลุ่ม 4 ในขณะที่ voucher พิซซ่าหรือร้านอาหารอื่น ๆ ที่สลับสับเปลี่ยนจะ (มีความเป็นไปได้ว่า) รักษาระดับที่สูงกว่า baseline

ในฐานะแฟนหนังสือของ Dan Ariely อยู่แล้ว เราว่า Payoff อ่านเพลินและกระตุ้นความคิดตามมาตรฐานหนังสือของแกครับ และสั้นพอที่จะอ่านจบในไม่กี่ชั่วโมงตามเจตนารมณ์ big idea ที่สามารถอ่านได้ใน a single sitting ของหนังสือในซีรีส์ TED Books ที่ออกมาเติมเต็ม Talks

ผมให้




 

Create Date : 15 มกราคม 2560    
Last Update : 15 มกราคม 2560 10:57:37 น.
Counter : 757 Pageviews.  

Obscenity, Anarchy, Reality



นี่เป็นหนังสือปรัชญา ปรัชญาชีวิตที่แตะต้องหลายแขนง อาทิ Metaphysics โดยเฉพาะ ontology ... Sartwell อ้างว่าสิ่งที่มีอยู่จริงคือสิ่งที่มีโดยไม่ถูก transform, Ethics ... Sartwell ปฏิเสธการให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ เพราะมันจะยิ่งทำให้สิ่งนั้นห่างออกจาก reality จริยศาสตร์ของเขาคล้าย ๆ กับจริยศาสตร์ของ Emerson (to be sincere turns out to be to be), Political philosophy ... Sartwell เป็น anarchist เขาตั้งคำถามถึง logical ground ว่าด้วยการดำรงอยู่ของรัฐแบบเดียวกับ Nietzche กับ Thoreau เขาว่าสุดท้ายแล้วรัฐก็เป็นเพียงความพยายามที่จะแปลงคนไปเป็น concept เช่น ฆาตกร ผู้มีสิทธิออกเสียง คิง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะ abstraction คือที่ที่เราใช้หลบหนีโลกแห่ง concrete particulars ยามที่เราทนมันไม่ไหว ในด้านการเมือง เราจะได้อ่าน Havel เป็นหลัก นี่แค่ตัวอย่างนะฮะ หนังสือแตะต้องปรัชญาสาขาอื่น ๆ อีกหลากหลาย แต่ทั้งหมดเปิดเผยตัวอยู่บนภววิทยาที่ว่าสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่สิ่งที่ถูก transform ด้วยเครื่องมือ (วิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในเครื่องมือ) แต่เป็นสิ่งที่ถูกรับรู้จากการเปิดตัวตนเข้าหามันในฐานะที่เราถูกฝังอยู่และเป็นส่วนหนึ่งของความจริง เราคิดว่าข้อโต้แย้งหลายจังหวะมีน้ำเสียงคล้าย ๆ Rorty ผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา

แก่นของหนังสือคือการสำรวจผ่านคำถามว่า หากคนเราโอบกอดโลกอย่างที่มันเป็นและอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่อย่างที่มันควรจะเป็นและอย่างที่เขาควรจะเป็น นั่นคืออย่างที่ไม่ยอมให้ถูก transformed ด้วยเครื่องมือหรือกลไกบางอย่างเชิงปรัชญา เช่นระบบศีลธรรมหรือการเมือง คนคนนั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อดูจากรูปปก มนุษย์ผู้ชายหุ่นดี หลับตา แหงนหน้า อ้าแขน เปิดรับอะไรบางอย่าง สามารถใช้สะท้อน openness ของ Heidegger หรือภาวะตื่นรู้และ affirmation of reality แบบเซ็นหลังจากสะดุ้งผ่านความเจ็บปวดหรือ shock ของ Santayana (มีช่วงหนึ่งเราอ่านแล้วนึกภาพเป็นอิคคิวถูกหลวงพ่อไกคังฟาดด้วยไม้ขณะทำสมาธิ) เพราะนี่เป็นช่องทางเดียวที่ Sartwell เชื่อว่าจะพาเราเข้าใกล้ reality ... ใช่ฮะ ในหนังสือสองบทแรกคุณจะอ่านเหมือนกับอ่านหนังสือธรรมะฝั่งนิกายธยานะและบทท้ายที่ใช้เซ็กส์เป็นประเด็นก็เหมือนอ่านธรรมะหรือปรัชญาของตันตระ นอกจากนี้ภาพปกยังชวนในนึกถึงคนเข้ายิม ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ Sartwell ใช้พูดถึงวิธีการเข้าถึงหรือเกิดประสบการณ์กับความจริง ผ่านการรับรู้ว่าเรานั้นเปราะบางต่อโลก (vulnerable to the world) เพราะ (แกว่า) เมื่อเราไปจนถึงขีดจำกัดของกำลังแล้วเราจะปล่อยวาง และเกิดความพึงพอใจตามมา (อันที่จริงนี่เป็นเรื่องเดียวกับตัวอย่างที่ Sartwell เล่าว่าแกหยุดอาการติดยาติดเหล้าเป็นสิบ ๆ ปีได้อย่างไร) สุดท้ายภาพปกยังตีความได้ถึง realism ในความหมายที่ผู้เขียนใช้ นั่นคือ a bodily posture of openness to things

จะว่าหนังสือเล่มนี้อ่านง่าย ก็ง่ายในแง่ที่มันพูดซ้ำ ๆ หลาย ๆ มุมจนเราเคลียร์ และจะว่าอ่านยากก็ยาก เพราะบางทีเหมือนโดนตบ หนังสือสัมพันธ์กับเรื่องส่วนตัวของผู้เขียนสูง ทำให้อ่านแล้วถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยเยอะมาก แต่ก็อ่านจนจบและรู้สึกได้เรียนรู้ ใคร่ครวญ เดิมทีตั้งใจจะเขียนว่าเราไม่เห็นด้วยในเรื่องไหนบ้าง แต่พอคิดไปคิดมา คิดว่าไม่น่าจะมีใครที่อ่านเล่มนี้จบแล้วเห็นด้วยทั้งหมด เนื้อหาบางตอนก็เหมือนผู้เขียนจะเข้าใจบางอย่างในแบบที่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในกรอบความคิดเหล่านี้จะพูดว่าผู้เขียนเข้าใจผิด ตัวอย่าง ประเด็น denying the reality of death กลุ่มที่มีความคิดตามทฤษฎีของ Varki กับ Brower สามารถเถียงให้เห็นว่าความคิดนี้มีข้อขัดแย้งในตัวเองได้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราว่าประสบการณ์ในการอ่านสิ่งที่ไม่เห็นด้วยแต่ข้อโต้แย้งนั้น well-constructed ไม่ใช่แค่ข้อโต้แย้งหลวม ๆ และฟังดูจริงใจ เป็นประสบการณ์ที่งดงาม จนอยากเก็บให้มันเป็นพระเอกมากกว่าความไม่เห็นด้วยฮะ

ผมให้




 

Create Date : 14 มกราคม 2560    
Last Update : 14 มกราคม 2560 10:57:26 น.
Counter : 798 Pageviews.  

ณ จุดสุดท้ายของวาระพิเศษที่เราได้รับมา (わたしたちに許された特別な時間の終わり)



ในเล่มมีนิยายขนาดสั้น 2 เรื่อง 5 วันในเดือนมีนาคม กับ หลากที่ที่ฉันอยู่ เราซื้อมาเพราะข้อความที่เล่าบนปกหลังของเรื่องแรก "สองหนุ่มสาวแปลกหน้าจูงมือกันเข้าเลิฟโฮเทล และปิดตัวอยู่ในนั้นห้าวัน ขณะมีข่าวสงครามครั้งใหญ่" ไม่ว่านี่จะเป็น synopsis หรือ premise ของเรื่อง มันโดนฮะ บอกตั้งแต่ตรงนี้ว่าเราชอบทั้งสอง แต่เกลียดสำนวนแปลหรือถ้าไม่ใช่เป็นเพราะการแปล ก็เกลียดสำนวนการเขียนมาก ข้อแรก ความเห็นส่วนตัวคือ hyphen ไม่เหมาะกับภาษาไทย เราเดาว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาษาไทยไม่มีการใช้ period แยกประโยค เวลาเห็น hyphen แล้วทำให้อ่านแบบระแวง และเสียจังหวะ เพราะคอยพะวงว่าประโยคจะยาวไปถึงการเว้นวรรคตรงไหน "สีเป็นโทนออก—คือบอกไม่ได้ชัดเจนเหมือนกันว่าสีอะไร ฟลอร์ก็มืด แถมมีแสงสีจากหลอดไฟส่องอีกต่างหาก—เขียวเหลืองหรือม่วง ถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่มีขนยาว ..." ข้อสอง รำคาญ ปะ เนอะ นะ เหอะ ฯลฯ เขาใส่คำสร้อยมากจนไม่เชื่อว่าเป็นภาษาที่เป็นธรรมชาติที่เจอในชีวิตประจำวัน ไม่เชื่อว่าคนพูดหรือคิดเป็นเด็กหญิงอายุ 19 เป็นต้น ข้อสาม เราเข้าใจว่าภาษาญี่ปุ่นใช้คำยืมหลายคำเป็นปกติ ไม่ฝืน ภาษาทุกภาษามีคำยืมที่ไม่ฝืนทั้งนั้น แต่หลายคำเหล่านั้นพอทำเป็นคำยัดเยียดให้คนอ่านยืมในภาษาไทยแล้ว มันทั้งฝืนและดูปลอมฮะ อยากรู้ว่าหากมีฉบับแปลภาษาอังกฤษ เขาจะหลบไปใช้คำละตินเหรอ เวลาเลือก น่าจะคำนึงถึงความถี่ของคำที่ใช้ (ซึ่งสะท้อนลักษณะที่ดูเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล) มากกว่าจะมารักษาศัพท์ (เช่น เรามโนเอาเองล้วน ๆ นะ ถ้วยมัค คนไทยที่พูดแบบนี้ไม่น่าจะให้อารมณ์เหมือนคนญี่ปุ่นที่พูดถึงมะกุคัปปุ มันสูญเสียความธรรมดาซึ่งเป็น information หนึ่งในประโยค สมมุติเกิดมีปากกาลูกลื่นในบท ทำไง จะแปล ฉันขอยืมชาร์ปบอลพ้อยเพ็น ตลก) ข้อสี่ ในหัวของเรามีภาพแบบนี้ จริงอยู่ว่าเราสามารถพูดถึง concept หนึ่งได้หลายแบบ และการเลือกแบบใดแบบหนึ่งนั้นสะท้อนความคิดของคนเลือก เราคิดว่าในเรื่องที่สอง ลักษณะของคำที่เลือกใช้กว้างมากจนทำให้ไม่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาจากคนคนเดียวในช่วงเวลาสั้น ๆ ข้อห้า เป็นความงุนงงระหว่างอ่านเนื่องมาจากความโง่ส่วนตัว ตัวอย่าง เราไม่ค่อยเข้าใจความหมายของประโยคจำพวกนี้ "เสียงของตู้เย็นที่กำลังทำงานอยู่เงียบ ๆ แทบจะกลายเป็นเหมือนเงาของสิ่งมีชีวิต" สรุป เกลียดภาษาซึ่งอาจจะเกิดจากการแปลหรือไม่ก็เป็นมาดั้งเดิมตั้งแต่ต้นฉบับ เกลียดมาก แต่ชอบ premise ของเรื่อง ชอบมาก ระหว่างอ่าน ลองหาดูว่ามีเวอร์ชั่นแปลอังกฤษมั้ย อยากได้มาอ่านอีกรอบ ไม่เจอ

ใน 5 วันในเดือนมีนาคม เราชอบการพูดถึงโหมดท่องเที่ยวที่เราใช้หลบหนีความน่าเบื่อ กิจจำเจของชีวิต เรามองว่าสงครามกับเซ็กส์เป็นแค่ realization หนึ่งของตัวแปรสุ่ม นักเขียนสามารถพูดถึงโหมดนี้ได้หลากวิธี ทึกทักเสียว่ามันเป็น rv :P สำหรับหลากหลายที่ที่ฉันอยู่ เรื่องของผู้หญิงนอนบิดขี้เกียจแล้วมโนไปเรื่อยระหว่างรอเวลาโทรไปลางาน ถือว่าโชว์พาวของผู้เขียน ตามความเข้าใจของเรา เรื่องนี้เกือบจะเป็น plotless ทำให้ไม่ชอบมาเกือบทั้งเรื่อง แล้วเปลี่ยนใจเอาตอนจะจบ คิดว่าเรื่องสะท้อนได้ทั้ง moment สั้น ๆ ของนางขณะเล่ากระโดดไปมาแบบไร้ทิศ ไร้เวลา และสะท้อนความหมายของชีวิตโดยแก่น ซึ่งก็คือ plotless นอกจากนี้ ยังคิดว่าตัวละครตัวนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิง เราไม่รู้สึกขัดเขินอะไรตอนจิตนาการว่าคนเล่าเป็นผู้ชาย ตรงนี้เห็นต่างจากสำนักพิมพ์ฮะ

ผมให้




 

Create Date : 03 มกราคม 2560    
Last Update : 3 มกราคม 2560 22:19:14 น.
Counter : 1185 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.