creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ทุนนิยมสร้างสรรค์ (Creative Capitalism)



หนังสือรวมวิวาทะจาก blog ที่เชิญชวนกูรูเศรษฐศาสตร์มีชื่อหลายท่านมาแสดงความเห็นต่อกระแสทุนนิยมสร้างสรรค์จากสุนทรพจน์ของบิล เกตส์ ที่ดาวอส 2008 ใจความโดยย่อ เกตส์บอกว่าทุนนิยมนะดี (แหงล่ะ ดูเธอเป็นตัวอย่างสิ) แต่ไม่ตอบโจทย์คนยากจนอีกพันล้านคนบนโลก แน่นอนว่าทุนนิยมจะยกระดับคนเหล่านั้นได้ในอนาคตอันไกล ซึ่งมันช้าเกินไปสำหรับเธอ จึงเสนอว่าควรมีระบบใหม่ที่เรียกว่าทุนนิยมสร้างสรรค์ อันเป็นระบบที่แรงจูงใจทางตลาดนอกจากกำไรแล้วยังมีความเป็นที่ยอมรับ แรงจูงใจอันหลังนี่แหละที่จะทำให้ทุนนิยมเชย ๆ กลายเป็นทุนนิยมสร้างสรรค์ กูรูก็มีทั้งเข้ามาอวยและเข้ามาอัด บางคนว่าลองก็ไม่เสียหาย บางคนว่าก็แค่ชื่อเรียกใหม่ ขวดใหม่ ของ CSR บางบทที่เชือดเฉือนกันอ่านมันอย่างกับบทละครเวที มีดราม่า นอกจากได้รับฟังแนวคิดต่าง ๆ นานาแล้วยังสนุกครับ (ไม่น่าเชื่อเลย) ผลงานแปลของคุณสฤณีไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวังเช่นเคย ส่วนตัวผมอ่านแล้วคล้อยตาม ริชาร์ด พอสเนอร์, วิลเลียม อีสเตอร์ลีย์, ไคลฟ์ ครุก และไม่เห็นว่า "ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ" ของ ฟรีดแมน เป็นตรรกยะอันเย็นชาตรงไหน

ผมให้




 

Create Date : 26 มกราคม 2554    
Last Update : 26 มกราคม 2554 10:54:37 น.
Counter : 1288 Pageviews.  

คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม



เคยได้ยินได้ฟังรุ่นน้องที่เรียนสถาปัตย์พูดถึงคำที่เราคิด (เอาเอง) ว่าเข้าใจ อย่าง space, type, context อะไรพวกนี้เหมือนกัน ตอนไปเที่ยวหรือพูดถึงตึกรามบ้านเรือน ก็แอบงงอยู่ล่ะครับ space ดีนี่มันดียังไง แต่ไม่เคยเก็บมาตั้งคำถามในใจ กระทั่งสัปดาห์ที่แล้วได้หนังสือเล่มนี้ของอาจารย์ต้นข้าว ปาณินท์ มา เพิ่งบรรลุความจริงว่า ไอ้ที่คิดว่าเข้าใจนั้น เข้าใจผิดจากความหมายในแวดวงไปเยอะทีเดียว ผมไม่แน่ใจว่าเจตนาของผู้เขียนเขียนให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์อ่านโดยเฉพาะรึเปล่า ลักษณะเป็นงานวิชาการที่อ้างอิงเต็มรูปแบบ แต่คนที่ไม่รู้อะไรเลย (อย่างผม) ก็อ่านคิดติดตามได้เข้าใจ และเมื่ออ่านจบแล้วรู้สึกว่าตัวเองได้มุมมองใหม่เพิ่มอีกมุม ตรงตามชื่อหนังสือ theoria ที่แปลว่าการมอง หนังสือแบ่งเป็น 6 บท บทแรกพูดถึงความคิดทางสถาปัตยกรรมว่ามันคืออะไร ซึ่งบทนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญและพื้นฐานของความคิด บทที่ 2 พูดถึง space บทนี้ทำให้เรารู้ว่า space นั้นไม่ใช่ที่ว่าง และความจำเป็นที่ทำให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับ space ขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ตัวตนของมันมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว บทที่ 3 เกี่ยวกับ typology ซึ่งทำหน้าที่คล้าย iconography ในแวดวงศิลปะ บทที่ 4 เกี่ยวกับ context ความสำคัญและความสัมพันธ์ ประเดิมด้วยตัวอย่างเรื่องเล่า 2 เรื่องของเลอ คอบูซิเอร์ รวมถึงปัญหาศัพท์ที่ถ่ายทอดไม่ตรงกับศัพท์ ambiente ทำให้ความหมายหรือนัยบางอย่างสูญเสียไป บทที่ 5 ความหมายของการอยู่ที่แสดงให้เห็นความหมายของบ้าน (บทนี้ก็เริ่มด้วยนิทานของ Adolf Loos ที่บ้านสูญเสียความเป็นบ้านเมื่อมันถูกแทนที่ด้วยความสมบูรณ์แบบ) บทสุดท้าย แก้ความเข้าใจ (ที่น่าจะผิด) ว่าสถาปัตยกรรมศาสตร์คือส่วนผสมระหว่างวิทยาศาสตร์กับศิลปะ ผู้เขียนชี้ว่าพื้นฐานของมันสอดรับกับมานุษยวิทยามากกว่า ... สำหรับผม ข้อด้อยอย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือขาดภาพประกอบ เช่น ตอนแกพูดถึง Guggenheim Biblio ที่รูปแบบทางกายภาพของงานสถาปัตยกรรมแตกต่างจากสิ่งรอบข้าง หรือ Eberswalde Library ถ้ามีภาพอาคารให้เห็นหน้าค่าตากันหน่อยก็คงจะดี

ผมให้




 

Create Date : 15 มกราคม 2554    
Last Update : 15 มกราคม 2554 20:50:52 น.
Counter : 1551 Pageviews.  

Why is Sex Fun?



ถ้าเปรียบเทียบกับหนังสือเล่มอื่น ๆ ของ Jared Diamond อย่าง The Third Chimpanzee, Collapse (มีแปลเป็นภาษาไทย) หรือ Guns, Germs, and Steel (มีแปลเป็นภาษาไทย) ที่เราคุ้นเคยกันดี Why is Sex Fun? เป็นหนังสือที่บางมากครับ (ผู้อ่านบางคนวิจารณ์ว่ามันคือภาคตัดตอนเรื่องวิวัฒนาการเกี่ยวกับเพศของมนุษย์ฉบับหวือหวาจาก The Third Chimpanzee) และถูกหลายคนวิจารณ์ว่าชื่อนำของหนังสือไม่ถูกเน้นในหนังสือเท่าไร เมื่อเทียบกับชื่อรอง The Evolution of Human Sexuality ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย เพราะสุดท้ายแล้วคำตอบที่ Jared Diamond ตอบสำหรับคำถาม Why is Sex Fun? สามารถใช้เป็นคำตอบของคำถามที่ฟังแล้วคำตอบเดียวกันนั้นมันตรงกว่าว่า "ทำไมมนุษย์จึงมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ (sex) อย่างที่เราเป็นในปัจจุบัน" ผู้เขียนเขียนด้วยลีลาอารมณ์ขัน อ่านสบาย ๆ แต่ก็แยบคายและชวนขบคิด แกประเดิมบทแรกด้วยมุมมองของ "หมา" ที่วิพากษ์พฤติกรรมทางเพศที่ดูไร้เหตุผลของมนุษย์ ถึงแม้เรื่องราวหลักแกพยายามทำความเข้าใจ (หรือโน้มน้าวผู้อ่านให้เข้าใจตาม) เกี่ยวกับมนุษย์ แต่ความเข้าใจดังกล่าวจะบรรลุไม่ได้เลยหากไม่มองพฤติกรรมที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันของสัตว์สายพันธุ์อื่นประกอบ ฉะนั้นภายในเล่มมีเรื่องราวทางเพศ (ที่เราคิดว่า) แปลก ๆ ให้ค้นพบมากมาย อาทิ sexual cannibalism แมงมุมที่กินผัวหลังสมสู่ นกเจ้าชู้ที่เฉดหัวลูกเมียน้อย เกมวัดใจระหว่างพ่อกับแม่ของกลุ่มสัตว์ที่มีผู้ปกครองตัวเดียวก็เพียงพอในการดูแลลูก นอกจากนี้ยังมีประเด็นวิวัฒนาการที่น่าสงสัย เช่น ทำไมเพศเมียเท่านั้นที่ให้นม (Diamond อ้างว่าเพศผู้ก็มีสรีระและการจัดเตรียมความพร้อมทางร่างกายที่สามารถให้ได้) ทำไมมนุษย์เพศเมียจึงต้องมีวัยหมดประจำเดือน นี่ดูไม่ขัดแย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการเหรอ เพราะหลังจากหมดประจำเดือนแล้วเรายังมีชีวิตอยู่ได้หลายทศวรรษ ทำไมมนุษย์เพศเมียจึงซ่อนการตกไข่ การผสมพันธุ์ช่วงเวลาอื่นไม่ไร้ประโยชน์หรือ (เหตุผลที่ Diamond วิเคราะห์ในบทนี้อ่านแล้วอึ้งทึ่งเสียวครับ บทที่ 4 Wrong Time For Love บทนี้อภิปรายวิวัฒนาการของ concealed ovulation) พอซ่อนการตกไข่สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เชิญชวนเพศผู้มาผสมพันธุ์จะแสดงออกในรูปสัญลักษณ์หรือสัญญาณอะไร? ทำไมคนเราชอบกันที่ หน้า นม สะโพก ก้น ซึ่ง sexual signal เหล่านี้โยงกับโมเดล truth-in-advertising ของ Astrid Kodric-Brown กับ James Brown (บทที่ 7 Truth in Advertising) และจบประเด็นปิดท้ายหนังสือด้วยขนาดจู๋คุณผู้ชาย แกบอกว่าเทียบกับญาติลิงของมนุษย์อย่างกอริลลาที่ขนาดตัวใหญ่แต่จู๋ตอนแข็งตัวไม่ถึงหนึ่งนิ้วครึ่ง (คน 5 นิ้ว) ทำไม? เพราะถ้าแค่เอาไว้ฉี่กับฉีดน้ำเชื้อ มันไม่ต้องใช้ขนาดนั้นก็ได้ จึงโยงว่าขนาดของจู๋คือสัญญาณตามโมเดล handicap ของ Zahavi อยากรู้ละสิ ลองหามาอ่านกันครับ

ผมให้




 

Create Date : 14 มกราคม 2554    
Last Update : 14 มกราคม 2554 11:56:28 น.
Counter : 1331 Pageviews.  

13 Things That Don't Make Sense



ชื่อรอง The Most Baffling Scientific Mysteries of Our Times ถูกวิจารณ์ใน amazon โดยผู้อ่านบางท่านว่า "Not so baffling things" (2 ดาว) หรือที่แรงขึ้นมาหน่อย "The most anti-science science book I've ever read." (1 ดาว) อันนี้ผมเอาความเห็นของคนส่วนน้อยมานะครับ เพราะโดยเฉลี่ยแล้วผู้อ่านให้ 4 ดาว (และครึ่งหนึ่งของคน review ทั้งหมดให้ 5 ดาว) ที่ผมยกคำวิจารณ์ 2 อันส่วนน้อยมาก็ด้วยในบางแง่บางบทผมเห็นด้วยกับมัน ทั้ง 13 เรื่องที่ Michael Brooks ยกมาเล่าให้คุณฟัง มีหลายเรื่องสำหรับคนที่ติดตามข่าวคราววิทยาศาสตร์อยู่แล้วจะได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้คุณไม่รู้สึกว่ามัน baffling บางเรื่องเราอาจอธิบายได้ไม่สมบูรณ์แต่เรากำลังรู้มากขึ้น ๆ เช่น บทเกี่ยวกับเอกภพที่เรารู้จักซึ่งมีเพียง 4% บางบทผู้เขียนรีบกระโดดไปหาข้อสรุปเร็วเกินไป เช่น บทที่ว่าด้วยเจตจำนงเสรี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงหักล้างกันในแวดวงเรื่องนั้น ๆ และไม่มีข้อสรุป แต่ผู้เขียนเอนเอียงไปทางมวยรอง สไตล์แบบนี้พวก orthodoxy อาจยี้ใส่ กระนั้นสำหรับผู้อ่านทั่วไป ยังมีอะไรน่าตื่นเต้นให้รู้จักเยอะอยู่ครับ ... 13 เรื่องมีอะไรบ้าง? 1. เอกภพที่หายไป บทนี้พูดถึงความพยายามที่คนเราจะอธิบายส่วนที่เราไม่รู้จักในเอกภพ 2. สาเหตุการออกนอกเส้นทางของยานอวกาศไพโอเนียร์ (เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีคำอธิบายสมเหตุสมผลจริง ๆ) 3. ค่าคงที่ที่เราคิดว่าคงที่ คงที่จริงหรือ? 4. เรื่องของฟิวชั่นเย็นเป็นไปได้จริงหรือแหกตา 5. ชีวิตเกิดขึ้นบนโลกได้อย่างไร 6. ยานอวกาศไวกิ้งค้นพบหลักฐานสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารรึเปล่า คาร์ล เซแกนกลับคำจริงหรือ 7. สัญญาณ WOW! ที่รับได้จากบิกเอียร์คือสัญญาณอะไร? ใช่มนุษย์ต่างดาวมั้ย 8. เรื่องราวของมิมิไวรัสยักษ์ กับ LUCA (บรรพบุรุษร่วมที่ใกล้กันที่สุดของสิ่งมีชีวิตบนโลก) 9. ความตายคืออะไร เต่าแบลนดิงไม่แก่ตายจริงหรือไม่ 10. ทำไมวิวัฒนาการถึงยังเก็บการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เพศเกิดขึ้นมาได้อย่างไร 11. เจตจำนงเสรีมีจริงหรือไม่ 12. ปรากฏการณ์พลาซีโบ ลวงคือจริง จริงคือลวง และ 13. การรักษาด้วย Homeopathy การแพทย์ทางหลอกหรือทางเลือก

บางประเด็นผู้เขียนเขียนลึกมาก (จนผมรู้สึกว่าเกินจำเป็น) เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค แต่ลีลาที่ใช้นั้นเป็นแบบเขียนข่าว ไม่ใช่เขียนตำรา มีสำนวนภาษาแพรวพราว ถ้าคุณตั้งใจว่าอยากรับรู้ข่าวใน 13 เรื่องดังกล่าว เล่มนี้ตอบสนองความต้องการนั้นได้ครับ แต่ถ้าคุณคาดหวังว่ามันจะสอนคุณแบบเดียวกับการอ่านตำราเรียน เล่มนี้ก็ไม่เหมาะนะ มันแค่เล่าให้คุณฟัง และชวนให้คุณคิด โดยพาไปดูแง่มุมอันหลากหลายของกระแสเรื่องราว

ผมให้




 

Create Date : 10 มกราคม 2554    
Last Update : 10 มกราคม 2554 18:46:49 น.
Counter : 1126 Pageviews.  

คิดอย่างมิเชล ฟูโกต์ คิดอย่างวิพากษ์



ในฐานะคนนอก ผมพูดได้ว่าเล่มนี้เป็นหนังสือที่อภิปรายแนวความคิดของฟูโกต์ที่อ่านตามได้รู้เรื่องครับ (แม้ในบทที่ 8 ปัญหาของอัตตาและเพศวิถี ผมจะรู้สึกว่าตัวเองหลุด ๆ จับความไม่ได้บ้าง) และหลายประเด็น ผู้เขียน (อานันท์ กาญจนพันธุ์) โยงแนวคิดกลับมาอธิบายเหตุการณ์ซึ่งอยู่ในบริบทของสังคมไทย จึงเห็นภาพเป็นรูปธรรมที่ใกล้ตัว สำนวนที่ใช้ถึงจะไม่ซีเรียสเท่าภาษาในหนังสือวิชาการชนิดที่ต้องอ้างอิงแทบทุกประโยคสมดังความตั้งใจของผู้เขียนที่จะเขียนด้วยภาษาพูด แต่ศัพท์แสงหลายคำก็เล่นเอางงเหมือนกันครับ เพราะหลายคำมีความหมายเฉพาะที่ใช้แตกต่างจากความหมายในวิชาอื่น ๆ ข้อเสียอีกอย่างของศัพท์แสงเหล่านี้คือ ดูเหมือนพอเป็นภาษาไทยแล้วแต่ละสำนักก็ใช้ไม่เหมือนกัน (คนวงในอาจจะรู้ แต่คนวงนอกไม่รู้ด้วย) คำพิเศษ ๆ พวกนี้ เช่น govenmentality อาจารย์อานันท์ใช้ การปกครองชีวญาณ ส่วนถ้าอ่านเล่มอื่นเช่น อาจารย์ธีรยุทธ แกใช้ รัฏฐบาล ทั้งสองคำเป็นคำที่ยากทั้งคู่ นอกนั้นก็อ่านแล้วกระตุ้นความคิด ความระแวง และชวนตั้งคำถามในปัญหาของความรู้ดีครับ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากศึกษาความคิดและการเดินทางทางความคิดของฟูโกต์

ผมให้




 

Create Date : 06 มกราคม 2554    
Last Update : 6 มกราคม 2554 1:29:13 น.
Counter : 2688 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.