creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

เมื่อโลกเอาคืน (The Revenge of Gaia)



ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน ผลงานและความคิดของ Lovelock เป็นอะไรที่มีคุ้มค่าทางปัญญาต่อการศึกษาครับ ผู้เขียนเองยอมรับนะครับ (ในหนังสือ) ว่า gaia เป็นเรื่องเปรียบเปรยและเป็นเรื่องเฉพาะกาลที่อาจถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจถูกต้องและลึกซึ้งกว่า (อันเป็นไปตามครรลองของวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป) gaia คือ แนวคิดที่มองว่าโลกทั้งโลกคือสิ่งมีชีวิตในแง่ที่ "โลกมีระบบควบคุมตัวเองประกอบด้วยส่วนกายภาพ เคมี ชีววิทยา และมนุษย์" (หน้า 62) ตามแถลงการณ์อัมสเตอร์ดัมปี 2001 ทฤษฎีนี้บอกว่า "สิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมถือเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในการดำรงอยู่" (หน้า 78) ผู้เขียนพยายามชี้ให้เราเห็น โลกเราร้อนขึ้นเพราะ gaia เสียศูนย์ และตัวการที่ทำให้ gaia เสียสูญก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เราและความโง่เขลาของเรานี่แหละครับ (รวมถึงความโง่เขลาในนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกโจมตีอย่างเมามันในบทที่ 6 สารอาหาร เคมี และวัตถุดิบ) ดังนั้นหากเราอยากอยู่รอด เราต้องดูแล gaia เช่น หยุดใช้พลังงานจาการเผาไหม้ที่ก่อให้เกิดแก๊สพิษแต่มาใช้พลังงานนิวเคลียร์ (เกี่ยวกับพลังงานต่าง ๆ Lovelock พูดอย่างละเอียดและหลากหลายในบทที่ 5 แหล่งพลังงานต่าง ๆ) หยุดรุกล้ำและทำการเกษตรแบบเข้มข้น เป็นต้น หนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือโลกร้อนทั่วไป มีทั้งความอ่านยากและอ่านง่ายในเวลาเดียวกัน Lovelock เป็นคนที่มองภาพรวมและคิดมุมกว้างได้เฉียบขาด ฉะนั้นหากคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือร่ำเรียนมาด้านชีวเคมี อาจตามเหตุผลสืบเนื่องที่แกร่ายยาวเป็นทอด ๆ ไม่ทัน (พูดง่าย ๆ ว่าคุณบอกไม่ได้ว่าแกพูดผิดหรือพูดถูก) แต่คุณเข้าถึงข้อสรุปที่ชัดเจนในประเด็นนั้น ๆ ได้ ความคิดภาพรวมของแกทำผมทึ่งตั้งแต่ตัวอย่างแรก ๆ ที่แกถามว่าทำไมคนเราต้องฉี่ ทำไมต้องขับไนโตรเจนออกมาในรูปของสารยูเรีย (หรือกรดยูริก) แทนที่จะปล่อยออกมาในสถานะแก๊ส เพราะการฉี่มันสูญเสียน้ำและพลังงานมากมายไม่ใช่หรือ แกเสนอคำตอบที่เอาไปโยงเข้ากับการเห็นแก่ผู้อื่นได้อย่างน่าคิดครับ ในแง่สำนวนการเขียน เป็นความเรียงขนาดยาวที่บรรจุอารมณ์อัดอั้นอยากระบายออกไปให้ใครฟัง (ผมชอบงานกึ่งวิชาที่ผู้เขียนใส่อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวลงไปมากกว่างานแห้ง ๆ ที่เราเก็บไว้อ่านตามวารสารวิชาการ - เวลาอ่านงานแบบนี้ผมจึงคาดหวังจะได้เห็นตัวตนของผู้เขียนไปพร้อม ๆ กันกับเรื่องราวที่เขาอยากเล่า - เล่มนี้จึงมีสไตล์โดนใจ) ส่วนสำนวนแปลอยู่ในขั้นโอเคถึงดี จะมีบ้างตรงศัพท์แสงเทคนิคบางคำที่ต้องนั่งนึกอยู่นานกว่าจะบรรลุว่ามันคืออะไร มีหลายจุดครับ แต่ก็พอรับได้ ตัวอย่างชัด ๆ อันหนึ่งคือตอนพูดถึง daisyworld ซึ่งเป็นโมเดลโลกของ Lovelock ที่ใช้แสดงให้เห็นว่า โลกอันประกอบด้วยดอก daisy ดำกับขาวและที่ดินเปล่าสามารถ regulate อุณหภูมิโลกให้คงที่ได้ทั้ง ๆ ที่แหล่งจ่ายพลังงาน (คือดวงอาทิตย์) จ่ายพลังงานเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา หรือ ฟังก์ชั่น luminosity แปรตาม t (เวลา) โมเดลนี้ใช้สมการอนุพันธ์ 2 สมการเป็นหลักในการกำหนดการแพร่พันธุ์ของดอก daisy (ตรงนี้แหละครับที่ผู้แปลแปลว่า "มันเป็นแบบจำลองซึ่งสร้างจากสมการแตกต่างกัน 2 ตัว" - เนื่องจากไม่มีต้นฉบับตรวจสอบ ผมเดาว่าแกแปลผิดเล็กน้อยนะครับ ไม่ถึงกับเสียหาย แค่เล่าสู่กันฟัง) คือสมการ dA/dt ของดอกดำและดอกขาว เมื่อ A คือ พื้นที่ที่ปกคลุมด้วยดอก daisy ที่ normalization พื้นที่โลกรวมเท่ากับ 1 แล้วมัน regulate ได้ยังไง คำตอบคือ Lovelock (กับ Watson) กำหนดให้ดอกขาวและดำมี albedo ไม่เท่ากัน ดอกขาวจึงสะท้อนแสงออกมากยังผลให้ลดอุณหภูมิ ขณะที่ดอกดำสะท้อนแสงออกน้อย (กว่าพื้นดินเปล่า) จึงเพิ่มอุณหภูมิ การแพร่พันธุ์ของดอกดำกับขาวนี่แหละครับที่จะเป็นตัว regulate ให้อุณหภูมิโลกคงที่ พูดถึงตรงนี้แล้วขอเสริมอีกนิดว่า diasyworld แม้จะเป็นโมเดลที่ได้รับการยอมรับและต่อยอดใหญ่โตมโหฬารแต่ก็มีเสียงคัดค้านว่าผลสืบเนื่องของมันนำมาตีความผิดนะครับ โดยเฉพาะการใช้ dynamic model ในการสร้าง prediction (ซึ่งคุณคงรู้ดีจากการฟังข่าวพยากรณ์อากาศว่าแทบไม่น่าเชื่อถือเลย) กูรูด้าน complex dynamical system คนหนึ่ง Ralph Abraham บอกว่า "mathematical modeling is valuable for comprehension, but not for prediction" รายละเอียดอ่านบทความ The Misuse of Mathematics ของแกได้ครับ (แจกฟรีในเว็บของแก ค้น google ได้เลย) สุดท้าย อ่านเล่มนี้จบ ผมเองก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเชื่อฝ่ายโลกร้อนหรือโลกไม่ร้อน (ร้อน ๆ เย็น ๆ เป็นธรรมดา) ดี แต่คงจะโง่มากถ้าเราจะเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่ฟังเสียงจากทั้งสองฝ่าย

คำว่า gaia เป็นคำที่นักเขียนในดวงใจของผมคนหนึ่ง William Golding (ชอบ Lord of the Flies) ตั้งชื่อให้ Lovelock ตอนที่ทั้งคู่เดินเล่นกันแถวหลังหมู่บ้านโบเวอร์ชอล์ก (พูดถึงในบทที่ 9)

ผมให้




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2554 16:36:17 น.
Counter : 1513 Pageviews.  

จะเล่าให้คุณฟัง (Déjame que te cuente)



จะเล่าให้คุณฟัง (Déjame que te cuente) เป็นเรื่องเล่าที่พูดถึงการเล่าเรื่องซึ่งเรื่องที่เล่าส่วนใหญ่เป็นนิทานสอนใจ โดยผู้เล่านิทานดังกล่าวชื่อฆอร์เฆ่ บูกาย (Jorge Bucay) นักจิตบำบัดแนวเกสตอลต์ชาวอาร์เจนตินา มีนายเดเมียน ผู้เต็มไปด้วยความสับสน สงสัย ปรารถนาค้นหาและทำความเข้าใจตนเองเป็นผู้ฟังและผู้รับการบำบัด เรื่องในหนังสือถ่ายทอดผ่านสายตาและนำเสียงของเดเมียน เมื่อถึงช่วงเวลาบำบัดแต่ละครั้งเดเมียนจะเล่าความเป็นไป ความขับข้องใจ ทั้งเกี่ยวกับเขาและเกี่ยวกับคนรอบข้างในประเด็นต่าง ๆ ให้ฆอร์เฆ่ฟัง หลังจากนั้นฆอร์เฆ่ก็จะแนะนำเดเมียนผ่านนิทานที่เต็มเปี่ยมด้วยข้อคิดซึ่งอาจจะช่วยตอบโจทย์ในประเด็นนั้น ๆ นิทานหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ดีครับ มีพลังพอที่จะจุดแสงสว่างให้บางคนที่หลงทางได้เลยล่ะ ผมชอบเรื่องแรก ช้างถูกล่ามโซ่ สุดท้ายปรากฏว่าสิ่งที่ล่ามช้างกลับไม่ใช่โซ่หากแต่เป็นความทรงจำและการยอมรับในอดีตของมันเอง ผมชอบเรื่องเพราะเหล้าองุ่นเพียงเหยือกเดียว ทุกคนเป็นเหมือนกันในเรื่องที่คิดว่าผิดนิดหน่อย ไม่มีใครรู้ และไม่สามารถจับพิสูจน์หลักฐานได้ ผมชอบเรื่องคุณคือใคร ชายที่ตื่นขึ้นมาเช้าวันหนึ่งพบว่าตัวตนของตัวเองในความทรงจำของคนรอบข้างทั้งหมดสูญหายไป ไม่มีใครจำเขาได้เลย สิ่งที่นิยามความเป็นคุณอยู่ที่คุณหรืออยู่ที่คนอื่นรอบตัวคุณกันแน่ ผมชอบเรื่องแมวในอาศรม คุณรู้ความหมายของสิ่งที่คุณทำมั้ย? หรือว่ามันคือพิธีกรรม ผมชอบเรื่องร้านขายความจริง คุณจะยอมซื้อความจริงแท้ไม่มีความเท็จความลวงเจือปนเลยแม้แต่น้อยได้ในราคาเท่าไร ... หนังสือเล่มนี้เขียนอ่านง่าย เพลิน อ่านสนุกครับ

ผมให้




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2554 1:55:07 น.
Counter : 2161 Pageviews.  

กาจับโลง กับ นางเพลิง



รวมเรื่องสั้นบุ๊คไวรัสเล่ม 3 กับเล่ม 5 (เล่ม 4 เคยหยิบมาแนะนำกันแล้วใน สนธิสัญญาอสูร) 2 เล่มนี้รวม 5 เรื่อง ผมไม่กล้าพูดว่าอ่านรู้เรื่องทั้ง 5 เรื่อง กาจับโลง รวมผลงานของนักเขียนชาวอิหร่าน Sadeq Hedayat เรื่องเลือดสามหยด (Three Drops of Blood) ที่มีเหตุการณ์ชวนหลอนพัวพันดำมืดกับแมวคล้าย ๆ แมวดำของโป ผู้แปลว่าบอกอันนี้สมจริงกว่าโป แต่ผมไม่เห็นว่ามันจะสมจริงกว่าตรงไหน นอกจากคำว่าสมจริงกว่าจะสมมูลกับทำให้งงกว่านั่นแหละครับ อีกคน นักเขียนยูโกสลาเวีย Danilo Kis ในสารานุกรมชีวิตผู้ตาย (The Encyclopedia of the Dead) เป็นเรื่องที่ฉันถูกพาไปทิ้งไว้ในห้องสมุดและได้อ่านสารานุกรมชีวิตของพ่อตั้งแต่เกิดจนตายซึ่งบรรยายไว้อย่างถี่ยิบ โดยไม่มีเหตุการณ์ไหนสำคัญกว่าเหตุการณ์ไหน ความเอื่อยเฉื่อยและยิบย่อยชวนเบื่ออยู่ครับ แต่ตอนจบก็หักมุมเล่นเอาขนลุกเหมือนกันกับรูปดอกไม้ที่ดูไร้แต่มากด้วยพิษภัย เล่มนางเพลิงรวมงานเขียนของสามนางสามชาติที่ผมคิดว่าเป็นเครือญาติผู้ดองกันทางวรรณกรรม เล่าเรื่องสไตล์เดียวกัน (ที่คุณอาจจะชอบ แต่ผมยอมแพ้ เพราะอ่านไม่รู้เรื่องทำนองอ่านเบคเก็ตต์) บาซูก้าของจูเลีย (Julia and Her Bazooka) ของ Anna Kavan นักเขียนหญิงติดเฮโลอีน (ถึงขั้นตายด้วยเฮโลอีน) ชาวฝรั่งเศส ที่จูเลียของเธอก็เหมือนกับเธอ คือ พกบาซูก้า (ชื่อน่ารัก ๆ ของเข็มฉีดยา) ติดตัวตลอดเวลา เรื่องที่สอง ภูเขาหินอุกกาบาต (Meteorite Moutain) ของ ฉาน เสว่ ชาวจีน พี่สาวที่พูดถึงน้องสาวซึ่งหนีตามชายเลี้ยงแพะไปอยู่บนภูเขาหินอันกันดาร เรื่องสุดท้าย ช้างคืนเรือน (Looking for the Elephen) ของ โจ คียุง รัน เกาหลีใต้ เรื่องเล่าของฉันกับกล้องโพลาลอยด์และช้างที่เธอสัมผัสได้บางครั้งในยามค่ำคืน ทั้งสามนางเล่าเรื่องไม่ปะติดปะต่อและผสมผสานกับเหตุการณ์เหนือจริงที่ชวนให้ฉงนฉงาย ผมเชื่อว่าผู้อ่านสัมผัสได้ถึงความเก็บกดมากมายที่พวกเธอซุกเอาไว้

ทั้ง 5 เรื่องสำนวนแปลสุดยอดทุกเรื่องครับ (แดนอรัญ, ธิติยา x2, ปพิชญา และ ดิษพล)

ผมให้




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2554 23:03:07 น.
Counter : 1207 Pageviews.  

จักรวาลปีศาจ 1-3



หลังจากแปลชุดตำนานชีวิตดาร์เรน แชน (The Saga of Darren Shan) ครบทั้ง 12 เล่ม นานมีก็เอาใจแฟน ๆ ของดาร์เรนต่อด้วยชุดจักรวาลปีศาจ (The Demonata) ทั้งชุดนี้มี 10 เล่มครับ แต่ถึงตอนนี้แปลออกมาแล้ว 3 เผชิญหน้าจ้าวปีศาจ (Lord Loss) แสงมรณะ (Demon Thief) และกลลวงจ้าวปีศาจ (Slawter) ดาร์เรนยังรักษาสไตล์การเล่าเรื่องด้วยตัวเอกเหมือนเคย และเป็นตัวเอกที่เป็นเด็กซึ่งต้องเจอกับอะไรร้าย ๆ และฝ่าวิกฤตออกไปให้ได้ ต่างกันหน่อยก็ตรงชุดนี้ตัวเอกที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องมี 3 คน แต่ละเล่มก็ผลัดเปลี่ยนกันไป (สำหรับ 3 เล่มแรกเราจะพบแค่ 2 คน กรับส์กับเคอร์เนล) โครงเรื่องหลัก ดาร์เรนสร้างโลกของปีศาจที่หาทางสร้างอุโมงค์หรือหน้าต่างออกมาโลกมนุษย์เพื่อเข่นฆ่าผู้คน โดยโลกของปีศาจเป็นโลกแห่งเวทมนตร์ ขณะเดียวกันก็มีคนที่รู้เวทมนตร์และมีความสามารถต่อสู้กับปีศาจ พูดแบบนี้ เสาเข็มของเรื่องก็ดูดาด ๆ เหมือนผู้ช่วยแวมไพร์นั่นแหละครับ แต่กระนั้นสีสันและอารมณ์อันอ่อนไหว ความเข้มข้นของเรื่องราว สไตล์การเล่าด้วยอารมณ์ขันเหลือร้ายเหล่านี้ยังเป็นจุดแข็งที่กอดรัดผู้อ่านอยู่หมัด ... เรารู้สึกอยากรู้ชะตาชีวิตของกรับส์ในเผชิญหน้าจ้าวปีศาจ พ่อ แม่และพี่สาวถูกฆ่าโดยสมุนของลอร์ดลอสอย่างโหดเหี้ยม ความจริงเบื้องหลังคืออะไร แม้ตอนจบอาจดูง่ายและเบาไปสักนิด (เพราะเรายังไม่รู้ว่าไม่จบ) พอถึงแสงมรณะประจวบกับเปลี่ยนเป็นเรื่องของเคอร์เนลและใช้พื้นที่กว่าครึ่งเล่มกว่าจะเห็นภาพเชื่อมโยงกับเล่มแรก ครึ่งนี้จึงอาจต้องทนเบื่อสักนิดเพื่อสร้างฐานเหตุผลให้กับครึ่งหลังและเล่มอื่น ๆ (เวลาเกิดเหตุในเล่ม 2 ก่อนเล่มแรกประมาณ 30 ปี) เคอร์เนลเห็นแสงประหลาดที่ไม่มีใครเห็นตั้งแต่จำความได้ เมื่อเขาลองเอาแสงมาต่อ ๆ กันมันกลับเป็นหน้าต่างที่พาไปสู่โลกอีกใบ เด็กชายเคอร์เนลจะทำอย่างไรเมื่ออาร์ตน้องชายทารกของเขาถูกปีศาจจับตัวไป พอขึ้นเล่มสามกลลวงจ้าวปีศาจ กลับไปที่เหตุการณ์ต่อจากเล่มแรก 14 เดือนให้หลัง อาของกรับส์ได้รับเชิญร่วมงานกับผู้กำกับหนังสยองขวัญที่ดาราดูเหมือนจะเป็นปีศาจจริง ๆ คราวนี้ผมเชื่อว่าคุณหยุดไม่อยู่และพร้อมที่จะประกาศตัวเป็นแฟนเดโมนาตาแล้วล่ะครับ

ผมให้




 

Create Date : 31 มกราคม 2554    
Last Update : 31 มกราคม 2554 1:22:05 น.
Counter : 1971 Pageviews.  

รัฐ-ชาติ ชาติพันธุ์



แก่นของหนังสือเล่มนี้คือการอภิปรายปัญหาชาตินิยมชนกลุ่มน้อยที่พบได้ทั่วทุกภูมิภาคบนโลก โดยเฉพาะในรัฐ-ชาติเดี่ยวที่พยายามทำให้รัฐกับชาติเป็นก้อนเนื้อเดียว ของชาติพันธุ์เดียวกัน (ซึ่งผู้เขียน อาจารย์วีระ สมบูรณ์ เชื่อว่าไม่มีอยู่จริง และเสนอศัพท์ ชาติพันธ์ คือเป็นชาติ เพราะ พันธะ การผูกพัน และการแสดงอัตลักษณ์) โดยการผูกขาดรวมศูนย์ทุนประเภทต่าง ๆ สร้างสนามทางการ (ผู้เขียนแจกแจงรายละเอียดทุนไว้ 4 ด้าน กายภาพ เศรษฐกิจ สารสนเทศ และสัญลักษณ์ โดยอาศัยแนวคิดของบูร์ดิเออ) เพื่อนำผู้อ่านให้มองเห็นภาพความเป็นมาของปัญหาดังกล่าว ซึ่งการมองเห็นในมุมมองนี้อาจช่วยหาทางออกต่อปัญหาได้ ถึงแม้ในกิตติกรรมประกาศ ผู้เขียนบอกว่าข้อเขียนชุดนี้เป็นข้อสังเกต ข้อเสนอความคิดเกี่ยวกับความเป็นรัฐ ความเป็นชาติ ไม่ใช่ข้อสรุป แต่จากการยกตัวอย่างงานศึกษาของคิมลิกคาที่เปรียบเทียบปรากฏการณ์ของชาติ-รัฐในประเทศตะวันตกกับประเทศยุโรปตะวันออกและยุโรปกลางซึ่งเผชิญหน้ากับปัญหาชาตินิยมชนกลุ่มน้อยด้วยวาทกรรมคนละชุดกันและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เราก็พอจับน้ำเสียงที่ไม่สรุปแต่ก็เหมือนจะสรุปของแกได้มั้งครับ ประเทศตะวันตกใช้วาทกรรมความเป็นธรรมที่ยอมรับการดำรงอยู่ของพหุชาติ ไม่มีปัญหาความรุนแรงอะไร ในขณะที่ประเทศซึ่งอ้างความมั่นคงของประเทศหรือวาทกรรมความมั่นคงกลับบีบให้เกิดปัญหารุนแรงยิ่งทวี ผมเชื่อว่าใครอ่านรวมบทความเล็ก ๆ 14 บทชุดนี้จบจะได้มุมมองใหม่ (ถ้าคุณไม่เคยมองมุมนี้มาก่อนนะ) และต่อไปจะตั้งคำถามกับตัวเองเกี่ยวกับรัฐและชาติ ความเป็นชาติพันธุ์หรือชาติพันธ์ทุกครั้งที่อ่านหรือดูข่าว ขอสารภาพเรื่องพวกนี้ผมไม่เคยสนใจมาก่อนเลย เมื่ออ่านจึงพบว่าตัวเองอ่านด้วยความตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจ

ผมให้




 

Create Date : 28 มกราคม 2554    
Last Update : 28 มกราคม 2554 23:05:58 น.
Counter : 1537 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.